กทพ.เดินหน้าศึกษาทางด่วนฉลองรัช-นครนายก-สระบุรี

หนุนเพิ่มทางเลือกไปเหนือและอีสาน การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) ดำเนินการศึกษาและเพิ่มเติมข้อมูลในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช – นครนายก – สระบุรี ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมที่มอบให้เร่งพัฒนาเครือข่ายระบบทางพิเศษให้เชื่อมโยงอย่างบูรณาการ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและขนส่งให้กับประชาชน รวมทั้งเชื่อมโยงโครงข่ายทางพิเศษ และเพิ่มทางเลือกการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดนครนายก สระบุรี จังหวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งเป็นเส้นทางที่ใช้ในการเดินทางและขนส่งสินค้า กรณีเกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติและเหตุฉุกเฉิน

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม และโฆษกกระทรวงฯ กล่าวว่า กทพ. ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช-นครนายก-สระบุรีแล้วเสร็จ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางบกและอากาศ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2559 ได้มีมติให้ กทพ.ปรับปรุงและเพิ่มเติมข้อมูลในรายงานอีไอเอ ปัจจุบันบริษัทที่ปรึกษาของกทพ.อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลชี้แจงรายงานอีไอเอ โครงการฯตามข้อคิดเห็นของคณะกรรมการฯ

สำหรับโครงการทางพิเศษสายฉลองรัช – นครนายก – สระบุรี มีระยะทางประมาณ 104.7 กิโลเมตร ลักษณะโครงการฯ เป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร มีจุดเริ่มต้นเชื่อมต่อทางพิเศษฉลองรัชที่ด่านเก็บค่าผ่านทางจตุโชติ บริเวณถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันออก (ถนนกาญจนาภิเษก) แนวสายทางมุ่งไปทางทิศตะวันออกตัดผ่านถนนหทัยราษฎร์และถนนนิมิตใหม่ จากนั้นเลี้ยวขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตัดผ่านถนนลำลูกกา บริเวณ กม. 22+500

และทางหลวงชนบท นย. 3001 ผ่านสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ ตัดถนนรังสิต – นครนายก บริเวณ กม. 59+800 แล้วขึ้นไปทางทิศเหนือ ตัดผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 33 (ถนนสุวรรณศร) บริเวณ กม. 116+000 เลียบไปตามแนว ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3222 เชื่อมต่อกับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 (มอเตอร์เวย์บางปะอิน – นครราชสีมา) และทางเลี่ยงเมืองสระบุรีด้านตะวันออก บรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2(ถนนมิตรภาพ) บริเวณ กม. 10+700 อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี มูลค่าโครงการเบื้องต้น 80,594.31 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 7,395.42 ล้านบาท และค่าก่อสร้างรวมค่าควบคุมงาน 73,198.89 ล้านบาท

วันที่ 1 กรกฎาคม นายวรวิทย์ รวีนิภาพงศ์ ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายนเป็นต้นมา เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ได้เพิ่มการระบายน้ำจากปัจจุบัน 10 ล้าน ลบ.ม./วัน เป็น 15 ล้าน ลบ.ม./วัน เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในการเพาะปลูกข้าวนาปีและการเกษตรอื่นๆ ที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมด้านท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ ในเขต จ.ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์ ที่มีพื้นที่กว่า 6 แสนไร่

โดยปริมาณน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ในวันนี้มีปริมาณน้ำ 1,360 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่าง มีน้ำใช้งาน 779 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 32 ของความจุอ่าง มีน้ำไหลเข้าเขื่อนในรอบสัปดาห์มากกว่า 80 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถ้าหากเทียบปริมาณน้ำวันนี้กับปีที่แล้ว ณ วันเดียวกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปีที่แล้ว 870 ล้าน ลบ.ม. และขณะนี้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ยังมีปริมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการระบายน้ำวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ยังไม่พอต่อการพร่องน้ำ เพื่อใช้เป็นพื้นที่รับน้ำ ทำให้ทางคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำจังหวัดขอนแก่น มีมติเพิ่มการระบายอีก 5 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยจะเปิดประตูอาคารระบายน้ำฉุกเฉิน หรือ สปริงเวย์ จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม

“การเปิดสปริงเวย์จะเปิดระบายน้ำ 5 ล้าน ลูกบาศก์เมตร รวมกับการระบายผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจำนวน 2 เครื่อง เครื่องละ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร จะทำให้เขื่อนระบายน้ำวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร หากมีปริมาณน้ำไหลเข้าเพิ่มขึ้น การระบายน้ำจะระบาย สูงสุดไม่เกินวันละ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร การระบายน้ำวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร จะทำให้ระดับน้ำใน ลำน้ำพองสูงขึ้น 1 เมตร แต่ไม่ส่งผลกระทบน้ำล้นตลิ่งแต่อย่างใด เนื่องจากลำน้ำพองด้านท้ายเขื่อนสามารถรับน้ำได้ถึง 35 ล้าน ลบ.ม./วัน” นายวรวิทย์กล่าว

ด้านนายครรชิต คงสมของ หน.สนง.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ จ.ขอนแก่น ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) ในเขตพื้นที่ 8 อำเภอ 26 ตำบล 154 หมู่บ้าน 4,777 ครัวเรือน 13,705 คน เป็นพื้นที่การเกษตร 16,049.5 ไร่ ประกอบด้วยนาข้าว 11,988.75 ไร่ พืชไร่ 2,115.75 ไร่ พืชสวน 1,945 ไร่ พื้นที่การประมง 453 ไร่/บ่อ สาธารณูปโภค (ถนน 9 สาย) มูลค่าความเสียหายในเบื้องต้น 3,332,309 บาท พร้อมได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) แล้ว จำนวน 8 อำเภอ ได้แก่ ภูผาม่าน โนนศิลา หนองเรือ บ้านไผ่ ชุมแพ หนองนาคำ มัญจาคีรี และ อ.ซำสูง

“คาดหมายลักษณะอากาศใน 4 วันข้างหน้า (ระหว่างวันที่ 1-4 ก.ค. 2560) มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีกำลังอ่อนลง สำหรับหย่อมความกดอากาศต่ำที่ประเทศลาวและเวียดนามตอนบนจะเคลื่อนตัวขึ้นไปปกคลุมประเทศจีนตอนใต้ ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีฝนลดลงแต่ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ทางจังหวัดจึงได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มจังหวัดขอนแก่น ประจำปี 2560 และแจ้งให้อำเภอจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย โดยจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินในระดับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รับผิดชอบประจำศูนย์ฯ โดยดำเนินการตามมาตรการและแนวทางการปฏิบัติของบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ดังนี้ เมื่อเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ ให้เร่งระบายน้ำในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ให้พิจารณาหาพื้นที่สำหรับใช้รองรับน้ำ เพื่อดำเนินการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงที่ขาดแคลนน้ำ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดอุทกภัย” นายครรชิตกล่าว

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศว่า ลักษณะอากาศทั่วไป ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับภาคใต้มีฝนน้อยในระยะนี้ ทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันตอนบนเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู สกลนคร มุกดาหาร ชัยภูมิ และขอนแก่น อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง นครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 3 กรกฏาคม 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งในบริเวณภาคเหนือ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับภาคใต้มีฝนน้อยในระยะนี้

สำหรับทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันตอนบนเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนบนและประเ ทศไทย ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำยังคงปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางแห่งเกิดขึ้นในระยะนี้ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังปานกลาง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้ ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ชัยภูมิ นครราชสีมา และขอนแก่น

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ ชัยนาท

สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี และสระบุรี

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก

ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่

ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร

สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาส

อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต

อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่

อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. นครราชสีมา วันนี้ (2 มิ.ย. 60) นายชัชวาล วงศ์จร ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา และนายพงษ์เทพ มาลาชาสิงห์ ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว ได้นำคณะนักท่องเที่ยวจากหลายจังหวัด ซึ่งเดินทางมาพักผ่อนในอำเภอวังน้ำเขียวช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เดินทางไปเที่ยวชมสวนผลไม้หงส์ศรีทอง ในหมู่บ้านพุทธชาติ หมู่ 8 ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาเกี่ยวกับทุเรียนลูกยักษ์ ภายหลังจากที่ก่อนหน้านั้นมีนักท่องเที่ยว เดินทางมาชมแล้วพบว่ามีทุเรียนขนาดยักษ์ น้ำหนักกว่า 13 กิโลกรัม แล้วถ่ายรูปแชร์ต่อกันในโลกโซเชี่ยล จนสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

เมื่อเดินทางมาถึงสวนทุเรียนแห่งนี้ พบกับนายสุนันต์ พืชหงส์ทอง อายุ 58 ปี เจ้าของสวนออกมาต้อนรับ พร้อมกับนำชมสวนผลไม้พื้นที่ประมาณ 12 ไร่ ซึ่งปลูกผลไม้หลากชนิด อาทิ ลิ้นจี่ มะม่วง ลำไย และทุเรียน โดยพื้นที่ๆ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่สุดจะเป็นสวนปลูกต้นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง จำนวน 5 ไร่ มีต้นทุเรียนหมอนทองกว่า 120 ต้น โดยแต่ละต้นกำลังออกลูกดกเต็มต้น และที่ต้องทำให้นักท่องเที่ยวตกตะลึง เมื่อนายสุนันต์ ได้นำทุเรียนลูกยักษ์ 2 ลูก น้ำหนัก 12 และ 13 กิโลกรัมมาโชว์ ซึ่งมีลูกใหญ่กว่าทุเรียนหมอนทองปกติ ที่อยู่ลูกละ 5-6 กิโลกรัมเท่านั้น พร้อมกันนี้ยังได้ปอกเปลือกให้ชิมเนื้อทุเรียนหมอนทองของสวน ซึ่งมีรสชาติหวาน มัน กรอบนอกนุ่มใน และกลิ่นไม่ฉุนมากนัก เป็นที่ถูกปากถูกใจของนักท่องเที่ยวทุกคนมาก

นายสุนันต์ พืชหงส์ทอง เจ้าของสวนทุเรียนหงส์ศรีทอง เปิดเผยว่า เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ตนได้มาซื้อที่บริเวณนี้ ซึ่งอยู่ใกล้กับผาสลัดได แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของอำเภอวังน้ำเขียว หลังจากนั้นได้ทำการปลูกผลไม้หลากชนิด ทั้งลิ้นจี่ มะม่วง ลำไย และทุเรียน โดยใช้การดูแลแบบธรรมชาติ คือใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และใช้น้ำส้มควันไม้กำจัดแมลง ต่อมาต้นผลไม้เหล่านี้ก็ได้ออกผลผลิตมาให้ได้เก็บขาย สร้างรายได้ให้กับครอบครัวอย่างต่อเนื่อง กระทั่งช่วง 3 ปีที่ผ่านมานี้ ต้นทุเรียนหมอนทองที่ตนเองปลูกไว้ ก็ได้เริ่มออกลูก ซึ่งช่วงแรกๆ ก็มีลูกน้ำหนักขนาด 5-6 กิโลกรัม เหมือนทุเรียนหมอนทองทั่วไป แต่มาปีนี้กลับพบว่าลูกทุเรียนมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก บางลูกมีขนาดใหญ่ยักษ์ น้ำหนักถึง 13 กิโลกรัม ซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับนักท่องเที่ยวที่มาชมสวนทุกคน และที่พิเศษอีกอย่างคือมีกลิ่นไม่ฉุน รสชาติหวานอร่อย เนื้อแน่นกรอบนอกนุ่มใน เป็นที่ถูกใจของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

นายสุนันต์ฯ กล่าวอีกว่า โดยทุเรียนในสวนของตน sbobetsix.com จะเก็บขายหน้าสวนในราคากิโลกรัมละ 120 บาท แต่น่าเสียดายที่ช่วงนี้นักท่องเที่ยวหลายคน ไม่ได้มีโอกาสได้ซื้อติดมือกลับบ้าน เพราะทุกเรียนในสวนของตนทุกลูก ถูกนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มาก่อนหน้านี้จองไว้หมดแล้ว บางคนถึงกับจองไว้ล่วงหน้าในปีหน้าเลยทีเดียว

ด้านนายพงษ์เทพ มาลาชาสิงห์ ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว กล่าวว่า ที่ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมาแห่งนี้ มีผาสลักไดเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ ให้เดินทางมาชมความสวยงามของธรรมชาติตลอดทั้งปี ซึ่งนอกจากจะได้เที่ยวชมความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติแล้ว ยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตเกษตรกรที่ปลูกผลไม้นานาชนิด เพราะที่นี่มีดินอุดมสมบูรณ์ ทำให้สามารถปลูกผลไม้ได้ผลผลิตดีมาก ซึ่งผลไม้ทุกชนิดที่นี่จะปลอดสารพิษ เหมาะกับผู้ที่รักสุขภาพทุกคน และสวนทุเรียนหมอนทองแห่งนี้ ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดแวะมาชม เพราะจะได้เห็นถึงความใหญ่ยักษ์ของทุเรียนหมอนทอง ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของอำเภอวังน้ำเขียวได้เป็นอย่างดี ทางชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกคนได้แวะมาชม มาชิม ความหอมอร่อยของทุเรียนหมอนทองยักษ์ และแวะซื้อผลไม้ปลอดสารพิษไปฝากญาติ พี่ น้อง โดยทั่วกัน.

เป็นที่น่าจับตามอง เมื่อประเทศญี่ปุ่นแสดงตัวในการลงทุนก่อสร้างโรงงานรับซื้อไม้ในกลุ่มที่มีศักยภาพในการให้พลังงานเชื้อเพลิงสูงจากเกษตรกรภาคใต้ของไทย ได้แก่ ไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส และไม้ในสกุลอะเคเซีย (Acada Species) ซึ่งได้แก่ไม้ในกลุ่มกระถิน เช่น กระถินณรงค์ กระถินเทพา เป็นต้น

โดยเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา กลุ่ม JCS ซึ่งเป็นผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่น ตัดสินใจในการลงทุน และร่วมทุนก่อตั้งโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากไม้อัดเม็ด หรือ Wood Pellet ในประเทศไทย จำนวน 20 โรงงาน และมีเป้าหมายการผลิตจำนวน 5 ล้านตัน ต่อปี เพื่อป้อนให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะประเทศญี่ปุ่นมองว่า ความต้องการด้านเชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่เนื่องจากมีนโยบายต้องการลดปริมาณการใช้ถ่านหินและการยกเลิกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จึงหันมามองการผลิตเชื้อเพลิงโดยใช้วัตถุดิบจากไม้ ประมาณ 5 จิกะวัตต์ (GW) ในปี ค.ศ. 2019

ประเทศไทย เป็นประเทศที่ประเทศญี่ปุ่นมองว่า มีศักยภาพในการผลิตวัตถุดิบเชื้อเพลิงเหล่านี้ส่งต่อให้กับประเทศญี่ปุ่นได้ ซึ่งที่ผ่านมา บริษัท JC Services จำกัด ได้ลงนามร่วมทุนกับบริษัท นัมเบอร์ไนน์ คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด ก่อสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากไม้อัดเม็ด ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย กำลังผลิตประมาณ 700 ตัน ต่อวัน เป็นโรงงานแรกในประเทศไทย ที่จังหวัดพังงา และมีการลงนามร่วมทุนในการก่อสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากไม้อัดเม็ดเพิ่มอีก กับบริษัท นัมเบอร์ไนน์ คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด และบริษัท เอ็น เค ดีสคัพเวอร์รี่ จำกัด เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากไม้อัดเม็ดอีก 3 โรงงานเพิ่มเติม ในจังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ธานี และจังหวัดชลบุรี รวมกำลังผลิตทั้งหมด 1 ล้านตัน ต่อปี

ด้วยเหตุนี้ จึงมองย้อนมาที่ประเทศไทย ประเทศที่ญี่ปุ่นมองว่า มีศักยภาพในการป้อนไม้สำหรับผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ดให้กับประเทศญี่ปุ่นได้ในระยะยาว จะสามารถจัดการป้อนไม้สำหรับผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ดได้ระยะยาวได้จริงหรือ