กยท. บุรีรัมย์ จัดอบรมองค์ความรู้ด้านยางพาราแก่เกษตรกร

ชาวสวนยางติวเข้มสู่ การเป็น SMART FARMER RUBBER เมื่อวันที่ 22-23 เมษายน 2562 การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดบุรีรัมย์ จัดโครงการอบรมเกษตรกรชาวสวนยางหลักสูตร “พัฒนาความรู้ด้านยางพาราทั้งระบบเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพชาวสวนยางและก้าวไปสู่ Smart Farmer” ประจำปี 2562 โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

เป็นประธานในพิธีเปิด และมี นายชัยศรี โชติรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างร่วมต้อนรับ พร้อมน้อมนำศาสตร์พระราชามาถ่ายทอดแก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อประยุกต์ใช้ในการทำสวนยางอย่างพอเพียงและยั่งยืน ณ ห้องประชุมบ้านสวนฟรุ๊ตการ์เด้นส์ ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์

นายธนพันธ์ ชำนาญธนา ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้รับมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาเกษตรกรชาวสวนยางให้เป็น Smart Farmer Rubber โดยมี กยท. เป็น Smart officer คอยให้คำปรึกษา เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางมีความรู้

ความเชี่ยวชาญ ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้านยางพารา รวมถึงเป็นผู้ประสานงานด้านยางพาราที่มีประสิทธิภาพ เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางและเกษตรกรโดยทั่วไป การจัดอบรมในครั้งนี้มีการบรรยายในหัวข้อ “การทำสวนยางแบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามศาสตร์พระราชา” โดย นายโสภณ ซารัมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

หัวข้อ “ชาวสวนยางยุคใหม่ ก้าวไกลไปพร้อมกับ กยท.” โดย นายประสิทธิ์ หมีดเส็น กรรมการการยางแห่งประเทศไทย และหัวข้อ “จิตวิญญาณ การเป็น Smart Farmer” โดย นายทรงธรรม จั่นทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาด้านการเกษตรสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง โดยมีเกษตรกรเจ้าของสวนยางจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีคุณสมบัติพร้อมที่จะพัฒนาสู่การเป็น Smart Farmer เข้าร่วมอบรมจำนวนทั้งสิ้น 75 คน คาดว่าผู้ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับความรู้ความเข้าใจในหลักการพัฒนาตนเองเพื่อก้าวไปสู่การเป็น Smart Farmer อย่างเต็มตัว และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ที่รับผิดชอบ รวมถึงเป็นตัวอย่างให้แก่พี่น้องเกษตรกรอื่นๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดในการประกอบอาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง

ด้าน นายโสภณ ซารัมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานในพิธีเปิด พร้อมทั้งบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าอบรมในหัวข้อ “การทำสวนยางแบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามศาสตร์พระราชา” กล่าวว่า นโยบาย Smart Farmer ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทาง กยท. ได้มุ่งเน้นถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ แก่เกษตรกรชาวสวนยางให้ก้าวสู่ Smart Farmer Rubber เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้านยางพารา เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็น Smart Farmer ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการประกอบอาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เกษตรกรชาวสวนยางรุ่นต่อไป

อาชีพการทำสวนยางพาราอยู่คู่กับเกษตรกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันด้วยสภาวะและปัจจัยต่างๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การปรับตัวให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงได้นั้นเป็นสิ่งสำคัญ การน้อมนำศาสตร์พระราชา หลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพการทำสวนยางพารา เช่น การทำเกษตรแบบผสมผสาน ใช้เนื้อที่ในสวนยางบูรณาการให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะช่วยให้ชาวสวนยางอยู่ได้อย่างยั่งยืน

จากประสบการณ์เมื่อครั้งเป็นนักศึกษาฝึกงาน ต้องทำงานในบริษัทหรือโรงงาน ทำให้ คุณพุฒิพงศ์ คชาศักดิ์ ตอบกับตัวเองได้ว่า หากจบการศึกษาวิศวอุตสาหการจากเมืองหลวงแล้ว คงไม่กลับไปทำงานเป็นลูกจ้างในโรงงานหรือบริษัทอีกแน่นอน เพราะเข้าใจจิตใจตนเองดีว่า รักงานอิสระ ไม่ชอบตกเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของใคร

ก่อนเรียนจบ จึงมองอาชีพไว้แต่เนิ่นๆ เพราะอย่างไรก็คงเลือกประกอบอาชีพอิสระ แล้วกลับมามุ่งมั่นทำที่บ้านเกิด ในอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทองคุณพุฒิพงศ์ ก็ไม่ได้หยิบจับงานเกษตรในมุมของพืช แต่กลับพุ่งตรงไปที่สัตว์

แรกเริ่มลองศึกษาเรื่องของการทำประมงและปศุสัตว์ ก็พบว่า ต้องใช้พื้นที่และต้นทุนสูงในการผลิต จึงหันมาเลือกเลี้ยงปลาสวยงาม โดยเฉพาะปลากัด เพราะเป็นปลาที่มีต้นทุนต่ำ แต่จำนวนผลผลิตสูง

จึงเริ่มศึกษาการเพาะเลี้ยงจากเว็บไซต์ลงทุนซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ 1 คู่ ขยายพันธุ์ในตู้กระจก ได้ลูกปลากัด 300-400 ตัว แต่ด้วยประสบการณ์การเลี้ยงไม่มี ทำให้มีลูกปลากัดรอดมาให้เลี้ยงจริงกว่า 10 ตัวเท่านั้น

จึงกลับไปหาสาเหตุเพื่อป้องกันและแก้ไข ก็พบว่า ปัญหาเรื่องอาหารลูกปลาและขนาดของภาชนะที่ใช้เพาะปลา มีผลทำให้ลูกปลากัดไม่รอด

“อาหาร ถ้าให้อาหารที่ไม่มีชีวิต เมื่อลูกปลากินไม่หมด อาหารจะเสีย ทำให้น้ำเน่า ภาชนะที่เพาะลูกปลามีขนาดเล็กหรือน้ำน้อย ส่งผลให้น้ำเสียง่าย ลูกปลาก็ตาย”เป็นเกษตรกรเลี้ยงปลากัดแบบล้มลุกคลุกคลานมาระยะหนึ่ง แต่ไม่นานคุณพุฒิพงศ์ก็ตั้งตัวได้

เทคนิคการเพาะปลากัดให้รอด ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องยอมรับว่าแต่ละฟาร์มจะมีเทคนิคแตกต่างกัน แต่สำหรับคุณพุฒิพงศ์เลือกใช้ลังโฟมในการเพาะ ไม่เพาะในขัน แม้ว่าการเพาะในขันจะมีอัตรารอดสูงดี แต่เพราะขันอยู่ในโรงเรือน และโรงเรือนต้องมีอากาศถ่ายเท ไม่ร้อน สำหรับโรงเรือนเลี้ยงปลากัดของคุณพุฒิพงศ์มีความร้อน จึงเลือกลังโฟม เพราะควบคุมอุณหภูมิได้ดี

นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ใส่ลังโฟมไว้ด้วยกัน วันรุ่งขึ้น โอกาสที่พ่อแม่ปลาจะผสมแล้ว 70 เปอร์เซ็นต์ และหากต้องการให้ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ควรรอวันถัดไปอีก 1 วัน ยกเว้นแต่เห็นว่าพ่อแม่ปลารัดกันแล้วก็แสดงว่าปลาถูกผสมเรียบร้อย เมื่อเห็นไข่ปลาเมื่อไร ให้นำปลาเพศเมียออกจากลังโฟม

ขนาดของลังโฟม ไม่ใช่ประเด็น แต่ระดับน้ำในลังโฟม ควรสูงจากพื้นลังไม่เกิน 3 นิ้ว น้ำสูงมากลูกปลาจะจมน้ำตายน้ำที่ใช้ เป็นน้ำหมักใบหูกวางเข้มข้น ไม่จำเป็นต้องใส่อุปกรณ์อะไรเพิ่ม เพราะน้ำใบหูกวางเข้มข้น ช่วยให้ไข่ปลาไม่แตก

ประมาณ 3-4 วัน ไข่ปลาจะฟักเป็นตัวตั้งแต่ปล่อยพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ลงไว้ในลังโฟม จนถึงลูกปลาฟักเป็นตัว งดให้อาหาร

เมื่อลูกปลาฟักเป็นตัวแล้ว 2 วัน เริ่มให้อาหาร อาหารเป็นอาร์ทีเมีย หรือไรสีน้ำตาล หรือไรน้ำเค็ม ไม่ควรให้ลูกไร เพราะมีขนาดใหญ่กว่าลูกปลา ลูกปลาอาจถูกลูกไรกิน หรือไม่ได้กินอาหาร ทำให้ลูกปลาตาย

เมื่อลูกปลาเริ่มว่ายน้ำแข็งแรง อาหารที่ให้ต้องเป็นเวลาคือ วันเว้นว้น ทำเช่นนี้อีก 2 ครั้ง รวม 4 วัน จากนั้นเตรียมน้ำในอ่างซีเมนต์ ใช้น้ำหมักใบหูกวางเข้มข้น ระดับความสูงในอ่างซีเมนต์ประมาณ 7-8 นิ้ว แล้วเทลูกปลาลงไป

หลังจากนั้น 1 เดือน เติมน้ำธรรมดาให้เต็มอ่างซีเมนต์ได้ เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ ช่วยเพิ่มอัตราการรอดของลูกปลากัดได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ

อัตรารอด 150-200 ตัว จากลูกปลาทั้งคอก 300 ตัว

หลังจากเทลูกปลาลงอ่างซีเมนต์ 2 เดือน จะเริ่มคัดลูกปลา

ปลาเกรด เป็นปลาที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งมีจำนวนน้อย พบได้ 5-10 ตัว ต่อลูกปลา 1 คอก ราคาขายตัวละ 500 บาท
ปลากลาง เป็นปลาที่มีสภาพใกล้เคียงหรือเกือบสมบูรณ์ น้อยกว่าปลาเกรดไม่มากนัก ขายได้ราคาตัวละ 100 บาท
ปลาล่าง เป็นปลาที่สภาพดีทั่วไป ไม่ได้แย่มาก ขายได้ราคาตัวละ 20-30 บาท
ปลาทิ้ง เป็นปลาที่ไม่ค่อยสวย ขายรวมเป็นปลาถุง หรือบางแห่งทิ้งลงแหล่งน้ำธรรมชาติ หากขายได้ราคาตัวละ 3 บาท
หลังเทลูกปลาลงอ่างซีเมนต์ 2 เดือน ปลายังไม่ถูกขายออกไป ต้องคัดปลาขึ้นเลี้ยงบนโหล โหลละ 1 ตัว เริ่มขุนปลาด้วยไรแดงและไข่ตุ๋น ปริมาณการใช้ไรแดง 800 กรัม ต่อปลา 5,000 ตัว (ใช้ไรแดงล้วน) กรณีที่ผสมกับไข่ตุ๋นกับไรแดง สัดส่วน 50 : 50 โดย 2 สัปดาห์แรกควรให้ไรแดงอย่างเดียว จากนั้นจึงผสมหรือให้อย่างใดอย่างหนึ่งได้

ไข่ตุ๋น ก็เป็นอาหารที่อาจทำให้ปลาตายได้ ผู้เลี้ยงควรระวัง เมื่อตุ๋นไข่แล้วควรล้างเมือกขาวๆ จากไข่ให้หมดก่อน จึงนำไปให้ปลากิน ไม่อย่างนั้นความคาวและส่วนที่ไม่สะอาดจะลงไปในน้ำ โอกาสทำให้น้ำขุ่นและเสียได้ง่าย

ความแตกต่างของการเพาะปลากัดขาย และทำให้ตลาดปลากัดของคุณพุฒิพงศ์ไม่เคยหมดไป คือ การวิเคราะห์กระแสการเลี้ยงปลาของแหล่งผลิตปลากัดรายใหญ่ ในแถบจังหวัดราชบุรีและนครปฐม หากพบว่า กระแสการผลิตปลาไปในทิศทางใดมาก คุณพุฒิพงศ์จะผลิตปลากัดสวนกระแส และวางระยะการให้ปลากัดพร้อมขายในเดือนใกล้เคียงกัน

“ข้อดีของการเพาะปลาแบบสวนกระแสคือ เมื่อมีความต้องการปลาที่ผลิตได้น้อยในขณะนั้น ก็จะหันมาซื้อจากฟาร์มผม เราก็ขายปลาได้ ขายได้ตลอด แค่ต้องวิเคราะห์หรือดูกระแส สถานการณ์การเพาะปลาของแหล่งผลิตปลากัดใหญ่ในบ้านเรา แล้วทำตรงกันข้ามเท่านั้น”

ไซซ์ปลาที่ตลาดต้องการ เป็นไซซ์ความยาว 2 นิ้วรวมหาง หรือไม่รวมหาง ไซซ์ 1.5 นิ้ว

การขายปลากัดของคุณพุฒิพงศ์ แรกเริ่มโพสต์ในเว็บซื้อขายปลากัด หรือเว็บประมูลปลากัด ซึ่งมีผู้คนที่สนใจปลากัดทั่วโลกเข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยน เช่น ตลาดต่างประเทศ เมื่อมีคนสนใจปลา ก็ติดต่อมาเพื่อขอดูภาพนิ่งเพิ่มเติมหรือภาพเคลื่อนไหว จากนั้นตกลงซื้อขาย โอนเงินมาตามราคาปลาบวกค่าขนส่ง ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นจุดแรกเริ่มของออเดอร์ปลากัดไปต่างประเทศต่อมาอีกครั้งละ 100-200 ตัวเสมอ

สำหรับตลาดในประเทศ คุณพุฒิพงศ์ขายส่งตลาดนัดจตุจักรเป็นแหล่งใหญ่ มีพ่อค้าแม่ค้าจากตลาดนัดเปิดขายช้อนปลา ปลาถุง มาซื้อถึงฟาร์มบ้าง แต่ที่แน่ๆ ขายออนไลน์ได้แน่นอนและมีตลอดทุกวัน

คุณพุฒิพงศ์ เล่าว่า การเลี้ยงปลาแท้จริงแล้ว ต้นทุนที่มากคือ เรื่องของอาหาร โดยเฉพาะไรแดง วิธีแก้ปัญหาต้นทุนอาหารส่วนนี้คือ การเพาะเลี้ยงไรแดงเอง ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้มาก นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนเรื่องน้ำ เพราะต้องเปลี่ยนน้ำปลาหลายระยะ ค่าน้ำต่อเดือนสูงถึงเดือนละ 2,000 บาท แต่เมื่อคำนวณค่าใช้จ่าย การลงทุน และกำไรแล้ว คุณพุฒิพงศ์ยังเหลือกำไรต่อเดือนไม่น้อยกว่า 40,000 บาท

สนใจแวะไปเยี่ยมชมได้ไม่ไกลกรุงเทพฯ อยู่ที่บ้านศาลาดิน หมู่ที่ 2 ตำบลม่วงเตี้ย อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง โทรศัพท์สอบถามไปที่ คุณพุฒิพงศ์ คชาศักดิ์ โทรศัพท์ (097) 165-4599 หรือชมปลากัด

กรมหม่อนไหม เดินหน้าสานต่อโครงการหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมต่อยอดการตลาดสร้างแบรนด์สินค้า “รักษ์ไหม” ยกระดับมาตรฐานเส้นไหมไทย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต-การแข่งขัน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

กรมหม่อนไหม มุ่งพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าอัตลักษณ์ของ 84 หมู่บ้าน ภายใต้โครงการหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพื้นที่ 21 จังหวัด พร้อมผลักดันให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมของเกษตรกรไปสู่เยาวชนในสถานศึกษา

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมหม่อนไหม ดำเนินโครงการหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติฯ มาตั้งแต่ ปี 2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนองพระราชดำริและสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เพื่อให้ไหมไทยพื้นบ้านคงอยู่อย่างยั่งยืน มุ่งพัฒนาการเลี้ยงไหมพันธุ์ไหมพื้นบ้านของเกษตรกรรายย่อยให้มีประสิทธิภาพ เป็นแหล่งผลิตเส้นไหมไทยพื้นบ้านที่มีคุณภาพมาตรฐาน สำหรับการนำไปผลิตผ้าไหมไทยภายใต้เครื่องหมายนกยูงพระราชทานสีทอง (Royal Thai Silk) ทั้งมุ่งให้ความรู้และฝึกทักษะอาชีพด้านหม่อนไหมให้แก่นักเรียนในโรงเรียนให้เป็นรายได้เสริม พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้มีส่วนร่วมในการแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระกรุณาธิคุณด้านหม่อนไหม

โดยมีหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 84 หมู่บ้าน ทั่วประเทศ และโรงเรียนในท้องถิ่น จำนวน 8 โรงเรียน ในพื้นที่ 21 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู สกลนคร หนองคาย เลย ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ ขอนแก่น มุกดาหาร นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ฉะเชิงเทรา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ชุมพร อุทัยธานี ราชบุรี และนราธิวาส

โดยมีหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 84 หมู่บ้าน ทั่วประเทศ และโรงเรียนในท้องถิ่น จำนวน 8 โรงเรียน ในพื้นที่ 21 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู สกลนคร หนองคาย เลย ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ ขอนแก่น มุกดาหาร นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ฉะเชิงเทรา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ชุมพร อุทัยธานี ราชบุรี และนราธิวาส

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพไหมไทยพื้นบ้าน โดยส่งเสริมการเลี้ยงไหมในระดับครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ การฟอกย้อมสีเคมีและสีธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม การย้อมสีเส้นไหมด้วยคราม การผลิตครามก้อน การก่อหม้อครามและการย้อม การพัฒนาเทคนิคการทอผ้าไหมมัดหมี่ให้มีประสิทธิภาพ การเก็บตะกอและออกแบบลายผ้ายกดอก สนับสนุนการพัฒนายกระดับคุณภาพเส้นไหมไทยสู่มาตรฐาน เช่น การผลิตเส้นไหมไทยสาวมือตามมาตรฐานการปฏิบัติดีสำหรับการผลิตเส้นไหมดิบ เส้นไหมไทยสาวมือ เพื่อให้ได้เส้นไหมที่มีคุณภาพตามไทยตามมาตรฐานเส้นไหมไทย (มกษ. 8000-2555) การจัดการระบบควบคุมภายในและการผลิตเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานตามมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

และมาตรฐานสัญลักษณ์ตรา“นกยูงพระราชทานสีทอง” ที่ผลิตโดยใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน มีกระบวนการผลิตที่อนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้าน เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับเกษตรกรรวมถึงการออกแบบตราสัญลักษณ์ และบรรจุภัณฑ์สินค้าไหมไทยภายใต้โครงการหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติ ในชื่อแบรนด์ “รักษ์ไหม”

“การดำเนินงานที่ผ่านมา กรมหม่อนไหม เข้าไปสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อพัฒนาต่อยอดการใช้ประโยชน์จากกิจกรรมการปลูกหม่อนในโรงเรียน เพื่อเพิ่มทักษะอาชีพของนักเรียน โดยสนับสนุนปัจจัยการจัดกิจกรรมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การสาวไหม การทอผ้าและการแปรรูปในโรงเรียน รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านหม่อนไหมในโรงเรียน จำนวนอย่างน้อย 1 ผลิตภัณฑ์ เพื่อพัฒนาทักษะการฝึกอาชีพด้านหม่อนไหมสำหรับปีนี้ กรมหม่อนไหม มุ่งต่อยอดงานโครงการหมู่บ้านไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติฯ โดยเน้นพัฒนาการตลาดตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์และหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้าน ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวหม่อนไหมเชิงอนุรักษ์ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิตและผู้บริโภคเพื่อขยายช่องทางการตลาดให้เกษตรกรในอนาคต” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว ครั้งที่ 2/2562 ได้มีมติรับรองข้าวพันธุ์ใหม่ จำนวน 5 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข 81, ข้าวเจ้าพันธุ์ กข 83 (หนองคาย 62), ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62, ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 โดยแต่ละพันธุ์มีลักษณะเด่น ดังนี้

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข 81 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง มีเมล็ดขนาดปานกลาง มีอายุเก็บเกี่ยว 106-109 วัน (โดยวิธีปักดำ) ผลผลิตเฉลี่ยในฤดูนาปรัง 917 กิโลกรัม ต่อไร่ และฤดูนาปี 686 กิโลกรัม ต่อไร่ รวงค่อนข้างแน่น จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 275 เมล็ด มีท้องไข่น้อย มี ปริมาณอะมิโลสต่ำ 16.45 เปอร์เซ็นต์ มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับแปรรูปเป็นข้าวพองอบกรอบ เหมาะสำหรับการปลูกในพื้นที่นาชลประทานในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข 83 (หนองคาย 62) เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวกล้องสีม่วงดำ ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งฤดูนาปีและนาปรัง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 542 กิโลกรัม ต่อไร่ ศักยภาพในการให้ ผลผลิต 864 กิโลกรัม ต่อไร่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 117 เมล็ด เมล็ดยาว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก มีสารต้านอนุมูลอิสระ กรดเฟอรูลิก แกมมาออไรซานอล วิตามินอี ฟีโนลิก และฟลาโวนอยด์ เมื่อหุงสุกข้าวสวยเหนียว นุ่ม มีกลิ่นหอม ต้านทานต่อโรคใบไหม้ในระยะกล้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานและนาน้ำฝน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโรคไหม้ระบาดหรือพื้นที่ที่ต้องการข้าวคุณภาพพิเศษ ซึ่งมีตลาดเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคข้าวเพื่อสุขภาพ

ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง เป็นพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตดี ผลผลิตเฉลี่ย 541 กิโลกรัม ต่อไร่ มีลักษณะกอตั้ง ลำต้นแข็งปานกลาง ลักษณะรวงแน่นปานกลาง การแตกระแง้ปานกลาง จำนวนรวงต่อกอ 9 รวง มีปริมาณอะมิโลส 16.82 เปอร์เซ็นต์ อุณหภูมิแป้งสุกต่ำ ความคงตัวของแป้งสุกอ่อน เนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม ไม่มีความหอม มีศักภยาพให้ผลผลิตสูงในสภาพนาที่สูง ที่มีความสูง 1,000-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะทรงกอตั้ง ลำต้นแข็ง ลักษณะรวงค่อนข้างแน่น คอรวงยาว รูปร่างเมล็ดยาวเรียว ท้องไข่มาก คุณภาพการสีดีมาก ได้ข้าวเต็มเมล็ด มี ปริมาณอะมิโลสปานกลาง 20.9 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณโปรตีนในข้าวกล้อง 9.44 เปอร์เซ็นต์ เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วงดำ มีคุณภาพการหุงต้มและรับประทานดี มีคุณสมบัติในการป้องกันการกระจายของเชื้อแบคทีเรียการติดเชื้อ โดยเฉพาะเป็นสารที่ป้องกันอนุมูลอิสระและการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง มีสารกลุ่มวิตามินบีเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ ช่วยในการเผาผลาญ เหมาะกับการปลูกในสภาพไร่ทั่วไป ปลูกเป็นพืชแซมยาง และปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่ในภาคใต้

ข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลำต้นค่อนข้างแข็ง ใบสีเขียว ทรงกอตั้ง รวงแน่นปานกลาง คอรวงยาว ผลผลิตเฉลี่ย 578 กิโลกรัม ต่อไร่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 167 เมล็ด เมล็ดร่วงปานกลาง รูปร่างเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สีได้ข้าวเต็มเมล็ด เป็นข้าวอะมิโลสต่ำ 15.2 เปอร์เซ็นต์ ความคงตัวของแป้งสุกอยู่ในระดับอ่อน อุณหภูมิแป้งสุกต่ำ การยืดตัวของข้าวสุกปกติ ข้าวสวยมีสีขาวนวล นุ่ม เหนียว และมีกลิ่นหอม เหมาะสำหรับพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางที่ต้องการปลูกข้าวอายุเบา คุณภาพดี

อนึ่ง ข้าวที่ผ่านการรับรองพันธุ์ เป็นพันธุ์ข้าวเพื่อสุขภาพ ส่วนหนึ่งเหมาะต่อการแปรรูป ที่ผ่านมาเอกชนต้องสั่งวัตถุดิบจากต่างประเทศ เมื่อผลิตได้ในประเทศไทยจะช่วยสร้างรายได้ให้กับชาวนามากขึ้น บางพันธุ์เป็นข้าวพื้นเมือง ที่กรมการข้าวคัดพันธุ์ให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่บริสุทธิ์ ในอนาคตจะสามารถผลิตเป็นการค้าอย่างพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ ที่ทำได้มาแล้ว

คุณธนวณิช ชัยชนะ หรือ คุณอ๊อด วัย 52 ปี ต่อสู้และฝ่าฟันมรสุมชีวิตมาเสมือนแมวเก้าชีวิต กว่าจะขึ้นมาสู่เส้นทางเถ้าแก่ หรือเจ้าของธุรกิจยางพาราติดอันดับ 1 ใน 5 ของจังหวัดบึงกาฬ แต่กว่าคุณอ๊อดจะมาอยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมยางพาราเมืองไทยนั้น คุณอ๊อดเริ่มชีวิตจากการ “รับจ้าง” กรีดยางพาราในจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งแน่นอนว่า ในการกรีดยางนั้นเป็นอาชีพที่ทำในช่วงที่คนอื่นกำลังนอนอย่างมีความสุข แต่ผู้รับจ้างกรีดยางจะต้องใช้เวลา 21.00 น. ถึงตี 4 ของวันรุ่งขึ้น กรีดยางแต่ละต้น เรียกว่า ถ้าไม่สู้จริง ไม่อาจยืนด้วยลำแข้งกับอาชีพรับจ้างกรีดยางพารา โดยคุณอ๊อดอยู่ในวิถีรับจ้างกรีดยางพารา 2 ปีครึ่ง

“ผมกรีดยางตั้งแต่ 3 ทุ่ม ถึงตี 4 ทำอยู่ 2 ปีครึ่ง ด้วยความสุข ซึ่งปีนั้นคือ ปี 2554 ราคายางสดอยู่ที่กิโลกรัมละ 170 บาท ทำให้มีรายได้เดือนละ 200,000-300,000 บาท” คุณอ๊อดเล่าให้ฟังถึงเส้นทางชีวิตก่อนเป็นเถ้าแก่เจ้าของโรงงานผลิตสินค้าแปรรูปจากยางพารากว่า 20 รายการ

เส้นทางการต่อสู้ของคุณอ๊อดยังมีเรื่องสนุกและท้าทายอีก เมื่อคุณอ๊อดไปโลดแล่นและเผชิญชีวิตอยู่ในต่างแดน อย่างประเทศนิวซีแลนด์ โดยใช้วุฒิเพียงมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ ม.6 พร้อมกับได้แรงบันดาลใจจากการได้อ่านประวัติชีวิตการต่อสู้ของ เสี่ยบุญเลี้ยง อดุลยฤทธิกุล ผู้สร้างตำนานคาเฟ่ในเมืองไทย และ เสี่ยชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ซึ่งสร้างตัวเองด้วยความยากลำบาก