กรมการข้าว เปิดตัวพันธุ์ข้าวใหม่ 4 สายพันธุ์ ประจำปี 2559

เลือกปลูกได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ แนวโน้มที่รุนแรงขึ้นทุกขณะจากสภาพอากาศที่แปรปรวนทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและเกษตรกรทุกภูมิภาค โดยเฉพาะการทำนาที่ต้องอาศัยฟ้าฝนเป็นหลัก กรมการข้าว มีความเป็นห่วงพี่น้องชาวนาที่ต้องประสบกับปัญหารอบด้าน ทั้งปัญหาโรคและแมลงศัตรูข้าวระบาด ปัญหาดินฟ้าอากาศแปรปรวน ต้นทุนการผลิตสูง ที่ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่

คุณอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ในส่วนของกรมการข้าวเองก็ได้พยายามศึกษาวิจัย พัฒนา และปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพ โดยเมื่อ วันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์กรมการข้าว ร่วมกับหน่วยงานด้านข้าวที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กรมวิชาการเกษตร สมาคมชาวนาไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย และสมาคมค้าข้าวไทย ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารับรองพันธุ์ข้าว จำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้า พันธุ์ กข 65, กข 67, กข 69 และข้าวเหนียว กข 22

ข้าวเจ้า สายพันธุ์ IR77954-28-36-3 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง “กข 65” โดย คุณปิยพันธุ์ ศรีคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะกอตั้ง สูงประมาณ 117-149 เซนติเมตร ลำต้นแข็งปานกลาง ใบสีเขียว มุมปลายใบตั้งตรง รวงแน่นปานกลาง คอรวงยาว จัดเป็นข้าวเมล็ดยาว รูปร่างเรียว คุณภาพการสีดีมาก สีได้ข้าวเต็มเมล็ด ให้ผลผลิตเฉลี่ยในนาเกษตรกรภาคเหนือตอนบน 634 กิโลกรัม ต่อไร่ ค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้ระยะกล้าในภาคเหนือตอนบน เป็นข้าวเจ้าหอมไวต่อช่วงแสง อายุสั้นกว่าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ประมาณ 5-7 วัน ความสูงน้อยกว่าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ประมาณ 10 เซนติเมตร ลดปัญหาข้าวหักล้มระยะเก็บเกี่ยว เมล็ดยาวเรียว คุณภาพการสีดี คุณภาพการบริโภคคล้ายขาวดอกมะลิ 105

พื้นที่ที่แนะนำ เหมาะกับการปลูกในพื้นที่นาดอนภาคเหนือตอนบน ที่ฝนหมดเร็ว และเป็นพื้นที่ที่มีโรคไหม้ระบาดอยู่เป็นประจำ แต่ก็ต้องระวังในเรื่องของโรคขอบใบแห้ง แมลงบั่ว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพลี้ยกระโดดหลังขาว

ข้าวเจ้า สายพันธุ์ PSL04106-28-R-1-R-2-R-1-R-1-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง “กข 67” โดย คุณพงศา สุขเสริม นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะทรงกอตั้ง ทรงต้นเตี้ย สูงประมาณ 125 เซนติเมตร ลำต้นมีความแข็งมาก ใบสีเขียว มุมใบธงตั้งตรง รวงแน่นปานกลาง ระแง้ถี่ ให้ปริมาณอะมิโลสปานกลาง มีความหอมเล็กน้อย ต้านทานต่อโรคไหม้ ให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 749 กิโลกรัม ต่อไร่ มีเสถียรภาพในการให้ผลผลิตดีในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เหมาะสำหรับพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง แต่มีข้อควรระวังคือ ความไม่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคขอบใบแห้ง

อีกพันธุ์หนึ่งที่กรมการข้าวภูมิใจนำเสนอ คือ ข้าวเจ้า สายพันธุ์ SRN06008-18-1-5-7-CPA-20 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง “กข 69” (ทับทิมชุมแพ) โดย คุณรณชัย ช่างศรี นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างต้นแม่ ซึ่งเป็นข้าวเจ้าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ที่มีลักษณะทรงต้นเตี้ย ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้านทานโรคไหม้ กับต้นพ่อซึ่งเป็นข้าวเจ้าพันธุ์สังข์หยดพัทลุงที่ไวต่อช่วงแสง ต้นสูง มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง ที่ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ในฤดูนาปรัง 2551 และคัดเลือกข้าวพันธุ์ผสม ชั่วที่ 2-6 ที่ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ และชั่วที่ 7 ที่ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ในฤดูนาปี 2555 จนได้ข้าวสายพันธุ์บริสุทธิ์ SRN06008DS-18-1-5-7-CPA-20

สำหรับข้าวทับทิมชุมแพนั้น มีลักษณะทรงต้นเตี้ยและไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 144 วัน ความสูงเฉลี่ย 113 เซนติเมตร กอตั้ง ใบเขียว ปริมาณอะมิโลสต่ำ (12.63%) จำนวนรวง 11 รวง ต่อกอ ผลผลิตค่อนข้างสูง (จากการเปรียบเทียบปริมาณผลผลิตในฤดูนาปี 2556 ณ ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ พบว่ามีผลผลิตสูงถึง 797 กิโลกรัม ต่อไร่) ต้านทานต่อโรคไหม้ จึงเหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ที่มีปัญหาโรคไหม้และต้องการข้าวคุณภาพพิเศษ เมล็ดขณะยังเป็นข้าวกล้องจะมีเยื่อหุ้มสีแดง รูปร่างเรียวยาว (ยาว 7.37xกว้าง 2.02 มิลลิเมตร) ข้าวสารจะมีสีขาวขุ่น ข้าวกล้องเมื่อหุงสุกจะมีสีแดงใสคล้ายทับทิม นุ่มเล็กน้อย มีความเหนียวมากกว่าข้าวขาวดอกมะลิ 105 คุณภาพการหุงต้มรับประทานดี แต่ไม่มีกลิ่นหอม อุดมไปด้วยปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระฟีโนลิกและฟลาโวนอยด์สูง และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง

สุดท้าย ข้าวเหนียว สายพันธุ์ KKN04023-NKI-14-2-6-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง กข 22 โดย คุณสมใจ สาลีโท นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย ลักษณะเด่นเป็นข้าวเหนียวไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 130 วัน ศักยภาพการให้ผลผลิต 929 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 684 กิโลกรัม ต่อไร่ ลักษณะทรงกอตั้ง สูงประมาณ 120 เซนติเมตร ลำต้นค่อนข้างแข็ง ใบสีเขียวเข้ม ปลายใบตั้งตรง ลักษณะรวงแน่นปานกลาง คอรวงสั้น จัดเป็นข้าวเหนียวเมล็ดยาว รูปร่างเรียว คุณภาพเมล็ดทางกายภาพและการสีดี คุณภาพการหุงต้มและรับประทานดี มีกลิ่นหอมเล็กน้อย ต้านทานต่อโรคไหม้ในระยะกล้าในหลายท้องที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้านทานต่อแมลงบั่วในหลายท้องที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนบน

แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ที่มีระบบน้ำชลประทาน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโรคไหม้และแมลงบั่วระบาดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบน แต่มีข้อควรระวังในเรื่องของความอ่อนแอต่อโรคไหม้คอรวงและขอบใบแห้ง รวมถึงเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและเพลี้ยกระโดดหลังขาว

ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

คุณตฤณศร สัมทับ อยู่บ้านเลขที่ 21 หมู่ที่ 12 บ้านดาดทองเจริญ ตำบลอ่างทอง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร 62000 สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชาเอกภาษาอังกฤษ วิชาโทภาษาญี่ปุ่น จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลาครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อปี พ.ศ. 2536 ได้เริ่มทำงานกับ บริษัท อมากาซากิไพพ์ (ประเทศไทย) จำกัด จังหวัดชลบุรี

ต่อมาเข้าทำงานบริษัทน้ำมัน หลังจากนั้นได้ทำงานกับกองบรรณาธิการนิตยสารด้านสื่อสารมวลชน และในที่สุดคุณตฤณศร ได้ทำงาน เอ็นจีโอ เกี่ยวกับการส่งเสริมจริยธรรมให้กับเยาวชน แต่จากการงานในเมืองหลวงที่ทำให้สุขภาพอ่อนแอลง คุณตฤณศรจึงได้ตัดสินใจกลับมาทำสวนที่จังหวัดกำแพงเพชร โดยการปลูกปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่ 6 ไร่ 2 งาน พร้อมทั้งได้ปลูกผักสวนครัว อาทิ กล้วย พริก มะเขือ ฟัก และพืชล้มลุก เพื่อปลูกแซมเป็นการชดเชยรายได้ก่อนเก็บปาล์ม รวมทั้งปลูกไม้ยืนต้น เช่น มะม่วง ขนุน ยางนา สัก เป็นต้น ขุดสระเลี้ยงปลาแบบธรรมชาติ และปลูกข้าวปลอดสารพิษ ใช้ชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และใช้พื้นที่การเกษตรเป็นศูนย์เรียนรู้ชีวิตพอเพียง คุณตฤณศรได้รับรางวัลชมเชยผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ ปี พ.ศ. 2551 จากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปัจจุบัน ครอบครัวคุณตฤณศรสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข มีความมั่นคงอย่างยั่งยืน มีสุขภาพดี รวมทั้งได้รับการยอมรับจากชุมชน

คุณตฤณศร ได้ดำเนินกิจกรรมการเกษตรโดยมีความโดดเด่นเรื่องการปลูกปาล์มน้ำมัน โดยนำปาล์มสายพันธุ์มาเลย์ยังกัมบิ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 145 ต้น มาปลูกเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2548 ขั้นตอนการปลูกเริ่มจากการเตรียมแปลงปลูก การไถปรับพื้นที่และวางแนวปลูก ส่วนพื้นที่ว่างปลูกพืชระยะสั้นแซม เช่น กล้วยและฟักทอง เป็นต้น เพื่อเสริมรายได้ โดยการบำรุงรักษาปาล์มน้ำมันนั้น จะรองก้นหลุมก่อนปลูกด้วยปุ๋ยอินทรีย์

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่นำมาปฏิบัติ

คุณตฤณศร ได้ดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะหลัก ความมีเหตุผล ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการตัดสินใจว่าควรปลูกพืชชนิดใดจึงจะเหมาะสมกับพื้นที่ และพืชชนิดใดสามารถปลูกร่วมกับพืชชนิดใดได้ โดยวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล เพื่อนำผลการวิเคราะห์ที่ได้มาใช้ในการวางแผนการเพาะปลูกในพื้นที่ และเพื่อใช้ในการตอบโจทย์เป้าหมายในการทำการเกษตรของตนเอง นอกจากนี้ ยังต้องจดบันทึกการลงทุนในการทำการเกษตรไปพร้อมๆ กันอีกทางหนึ่งด้วย เพื่อให้ทราบถึงรายรับ-รายจ่าย และสามารถวางแผนการบริหารจัดการให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงานได้

คุณกัญญา สุภาพ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 238 หมู่ที่ 9 ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง เกษตรกรปลูกขมิ้น กล่าวว่า ตนได้ปลูกขมิ้นเป็นอาชีพเสริม นอกเหนือจากทำสวนยางพาราที่เป็นอาชีพหลัก ทั้งนี้เนื่องจากว่าพื้นที่ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม เกษตรกรส่วนใหญ่จะนิยมปลูกขมิ้นจำนวนมาก ด้วยสภาพพื้นที่เป็นที่ลาดชันแนวเชิงเขา ไม่อุ้มน้ำ ทำให้ขมิ้นมีคุณภาพ ซึ่งตนเองเริ่มปลูกขมิ้นมาตั้งแต่ ปี 2556 และในปีนี้ใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 3 ไร่

คุณกัญญา กล่าวอีกว่า การปลูกขมิ้น ไม่ยุ่งยากและไม่ซับซ้อน ดูแลง่าย ใช้ทุนน้อย แต่รายได้ค่อนข้างดี ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเริ่มปลูกตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ใช้เวลาปลูก 6 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายได้ โดยวิธีปลูก เพียงขุดหลุมขนาดกว้าง 15 เซนติเมตร ลึก 10 เซนติเมตร ระยะห่าง 1 ฟุต จากนั้นนำเหง้าขมิ้นที่แก่จัดลงปลูก และเมื่อปลูกได้ประมาณ 1 เดือน ให้ดายหญ้า ใส่ปุ๋ยบำรุง ขมิ้นจะเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อขมิ้นอายุได้ 4 เดือน ให้ดายหญ้า และใส่ปุ๋ยอีกครั้งหนึ่ง จนอายุครบ 6 เดือน สามารถขุดขมิ้นไปขายได้ ซึ่งพื้นที่ 1 ไร่ สามารถขายขมิ้นได้ไม่ต่ำกว่า 40,000 บาท ในขณะที่ลงทุนไร่ละไม่เกิน 7,000 บาท โดยจะมีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ ในราคากิโลกรัมละ 10-15 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของขมิ้น แต่ในบางปีราคาขมิ้นจะสูง กิโลกรัมละ 25-30 บาท ในปีที่ผ่านมา ตนมีรายได้เสริมจากการขายขมิ้น กว่า 100,000 บาท และในปีนี้ คาดว่าจะมีรายได้จากการขายขมิ้นไม่ต่ำกว่า 120,000 บาท เนื่องจากขมิ้นเป็นสินค้าที่ตลาดยังมีความต้องการสูงมาก

ทางด้าน คุณไพรวัลย์ ชูใหม่ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ขมิ้นเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของอำเภอป่าพะยอม ขณะนี้ในพื้นที่อำเภอป่าพะยอมมีเกษตรกรปลูกขมิ้นประมาณ 380 ครัวเรือน พื้นที่กว่า 150 ไร่ โดยในปีที่ผ่านมามีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 600 ตัน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในอำเภอป่าพะยอม กว่า 30 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สำหรับ คุณกัญญา สุภาพ นั้น นับว่าเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความขยัน และมีความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ยังเป็นสมาชิกเกษตรกรรุ่นใหม่ของสำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง หรือยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ซึ่งในอนาคตจะส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกขมิ้น ได้รวมตัวเพื่อแปรรูปผลผลิต เช่น แปรรูปเป็นขมิ้นผง หรือแปรรูปในรูปแบบของแคปซูล ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรให้มีราคาสูงขึ้น

ภาษาอังกฤษเรียกมะขามว่า tamarind ภาคกลางเรียกมะขาม ภาคใต้เรียกขาม โคราชเรียกตะลูบ กะเหรี่ยงจังหวัดกาญจนบุรีเรียกม่วงโคล้ง อิสานเรียกหมากขาม

ไกลจากไทยออกไป มาลายูเรียกอาซาม เยอรมันเรียกทามาราย เสปนและอิตาลีเรียกทามารินโด อินเดียเรียกอะมะลา จีนเรียกซวนโต้ว เพราะนำเข้ามาปลูกนาน คนท้องถิ่นในไทยรู้จักกันดี จึงนำชื่อมะขาม มาตั้งเป็นชื่อท้องถิ่น เช่นอำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี

ที่อื่นๆก็เช่นบ้านหนองขาม บ้านนาขาม กุดนาขาม มะขามล้ม คลองมะขามเฒ่า

การแพร่พันธุ์ของมะขามยุคแรกๆ ใช้เมล็ดเป็นหลัก ถือว่าสะดวกที่สุด อย่างค้นพบว่า มะขามที่จังหวัดนนทบุรี มีคุณสมบัติดีเด่น เมื่อคนจังหวัดนครพนมมาพบเข้า ก็นำเมล็ดใส่กระเป๋ากางเกง ไปปลูกยังท้องถิ่นของตนเอง ส่วนใหญ่แล้ว ต้นที่ปลูกด้วยเมล็ดจะมีลักษณะแตกต่างออกไป

มะขามแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือมะขามหวานกับมะขามเปรี้ยว ซึ่งจริงๆแล้วมะขามทั้งสองประเภทตีคู่กันมา แต่ระยะกลางๆ มะขามหวานดูจะมีชื่อเสียงมากกว่า

มะขามเปรี้ยว เปรียบดังลูกเมียน้อย มักถูกเจ้าของพิจารณา ตัดโค่นไปทำเขียงเสมอ เมื่อถึงอายุขัย

พบประชากรของมะขามหวานขึ้นอยู่ในหลายจังหวัด แต่ท้องถิ่นที่ได้รับการพัฒนา จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองมะขามหวาน คือจังหวัดเพชรบูรณ์ นักวิชาการเกษตร เคยเล่าไว้ว่า จังหวัดนี้ มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ดินปลูกมะขามหวานอุดมไปด้วยธาตุอาหารที่ส่งเสริมให้พืชมีความหวาน และสำคัญที่สุดนั้น ในช่วงมะขามหวานสุกแก่ อากาศเหมาะสม ไม่ชื้นเกินไป ทำให้เนื้อมะขามมีคุณภาพดี

มะขามหวานของเพชรบูรณ์ ที่ช่วยจุดประกายให้คนรู้จักพืชพรรณล้ำค่าของจังหวัดนี้คือมะขามหวานพันธุ์ “หมื่นจง” อยู่หมู่ที่ 5 ตำบลหล่มเก่า อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ เยื้องๆวัดสระเกศ ต้นเดิมตายไปนานแล้ว หากยังอยู่คาดว่า อายุเกือบ 200 ปี

เจ้าของเดิมมะขามพันธุ์หมื่นจง คือหมื่นจงประชากิจ(ฉิม พุทธสิมา)

หมื่น คือบรรดาศักดิ์ ที่ใช้เรียกผู้ใหญ่บ้านในสมัยก่อน

หมื่นจง คือผู้ใหญ่จงนั่นเอง

มะขามหมื่นจง มีจุดเด่นตรงที่ฝักโค้ง เป็นวงกลม โคนฝักและปลายฝักเกือบชิดกันเป็นรูปพระจันทร์ บางฝักนำมาทำเป็นกำไลข้อมือได้ แต่ข้อเสียนั้นผลมักแตกเมื่อสุกแก่

นอกจากหมื่นจงแล้ว ในท้องถิ่นยังมีพันธุ์อื่นอีกเช่นพันธุ์นายเบื้อง ปากดุก หลังแตก น้ำผึ้ง โป่งตูม ผู้ใหญ่มา เป็นต้น เพราะพันธุ์ใหม่ๆ มีคุณสมบัติโดดเด่นกว่า พันธุ์ดั้งเดิมจึงลดความนิยม มะขามหวานหมื่นจงก็อยู่ในข่ายนั้น ซึ่งทุกวันนี้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ที่ได้รับความนิยมคือพันธุ์สีทอง ประกายทอง และศรีชมภู

งานปลูกมะขามหวาน ในยุคหนึ่ง สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรดีมาก ไม่เฉพาะที่เพชรบูรณ์เท่านั้นที่สนใจปลูก แต่เกษตรกรในจังหวัดเลย อุดรธานี หนองคาย พิษณุโลก น่าน ก็หันมาปลูกมะขามหวานกัน

ยุครุ่งเรืองของมะขามหวาน ผู้ปลูกขายได้ราคาดีมาก แต่ต่อมาผลผลิตมีมาก ทำให้ราคาลดลง

ในงานเกษตรแฟร์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน บางปีมะขามหวานขายกัน 4 กิโลกรัม 100 บาท

ผ่านยุครุ่งเรืองของมะขามหวานมานานพอสมควรแล้ว

ช่วงมีการเปลี่ยนแปลงนั้น ผลผลิตมะขามราคาตกต่ำ พอดีกระแสของยางพารามาแรง เกษตรกรส่วนใหญ่ทางจังหวัดเลย โค่นมะขามหวานแล้วหันมาปลูกยางพารา ด้วยเหตุนี้ ทำให้ผลผลิตมะขามในตลาดมีน้อยลง ราคามะขามหวานจึงขยับขึ้นพอสมควร

ย้อนกลับมามองมะขามเปรี้ยว

เมื่อมะขามหวาน คือสิ่งเชิดหน้าชูตาและทำรายได้ให้กับท้องถิ่น

มะขามเปรี้ยวหรือมะขามส้ม ตามคำเรียกของคนทางอิสาน จึงกลายเป็นพืชหัวไร่ปลายนา

มะขามต้นเล็กๆ อาจจะถูกไถทิ้งอย่างไม่ไยดี ขณะที่ต้นขนาดใหญ่ ก็ถูกปล่อยทิ้ง

ด้วยเหตุที่มะขามหวานราคาดีช่วงหนึ่ง ทำให้ประชากรของมะขามเปรี้ยวเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์

แต่เพราะเหตุผลบางอย่าง ทำให้มะขามเปรี้ยวได้รับการพูดถึง

อย่างแรก ประชากรของมะขามเปรี้ยวมีน้อย ส่งผลให้ผลผลิตมะขามเปรี้ยวราคาดี

ต่อมามีการค้นพบมะขามเปรี้ยวฝักยักษ์ ซึ่งจูงใจให้ปลูก

ราคามะขามหวานที่ไม่สูง เกษตรกรจึงสนใจปลูกมะขามเปรี้ยว ซึ่งดูแลไม่ยาก เวลาใกล้สุกแก่ ไม่ต้องดูแลให้เปรี้ยว เพราะเขาเปรี้ยวโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

ผลผลิตมะขามเปรี้ยวที่ลดลง ขณะเดียวกัน ความต้องการเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะตลาดแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเขาซื้อไปเป็นส่วนประกอบของลูกอม และเครื่องดื่ม เพราะประชากรมะขามเปรี้ยวมีน้อยลง ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ได้เสาะหามะขามพันธุ์ดี จากหลายๆแห่ง นำมาปลูกเปรียบเทียบ ว่ามะขามเปรี้ยวจากที่ไหนได้ผลผลิตมากที่สุด วิธีการนี้ไม่ใช่การผสมพันธุ์ แต่เป็นการคัดพันธุ์ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 ถึงปี พ.ศ.2535 จนกระทั่ง วันที่ 17 มิถุนายน 2537 จึงออกเป็นพันธุ์แนะนำได้ ชื่อพันธุ์ว่า “ศก.019”

มะขามเปรี้ยว ศก.019 ให้ผลผลิตหลังจากเปลี่ยนยอด 2 ปี หมายถึงปลูกต้นตอในแปลง แล้วนำพันธุ์ศก.019 เสียบเข้าไป ผลผลิตที่ได้เฉลี่ย 25.6 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี เป็นฝักแห้ง ฝักที่ได้มีจำนวน 51 ฝักต่อ 1 กิโลกรัม เนื้อมะขาม 46 เปอร์เซนต์ กรดทาทาร์ริค 17 เปอร์เซนต์

มะขามเปรี้ยว ศก.019 ได้รับความนิยมไม่น้อย

คุณธวัชชัย นิ่มกิ่งรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ บอกว่า มะขามเปรี้ยว ศก.019 เป็นงานทดสอบและวิจัยมะขามเปรี้ยวอย่างเป็นทางการสายพันธุ์แรก ประเด็นที่น่าสนใจคือการศึกษากรดทาทาร์ริค ถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง

“ผลผลิตของมะขามเปรี้ยว ศก.019 ใช้ประโยชน์ได้ดีมาก รวมทั้งการดองแล้วแช่อิ่ม”คุณธวัชชัยบอก

มะขามเปรี้ยวที่สร้างความฮือฮาแก่วงการไม่น้อย เป็นการค้นพบโดยพลโทรวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 จัดเป็นมะขามเปรี้ยวฝักยักษ์ ที่เขย่าวงการให้หันมาปลูกมะขามเปรี้ยวอย่างจริงจัง

พลโทรวมศักดิ์ ได้ศึกษามะขามฝักยักษ์ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ามะขามกระดาน อยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี จากนั้นจึงเผยแพร่ให้กับผู้สนใจ เมื่อราว 20 ปีที่แล้ว

สนนราคากิ่งพันธุ์ที่เกษตรกรผลิตขาย ราคาสูงถึง 200 บาท ปัจจุบันมะขามกระดาน ได้รับความนิยมมาก ในบรรดาผู้สนใจปลูกมะขามเปรี้ยว แม้กระทั่งเกษตรกรที่เพชรบูรณ์ ก็นำต้นไปขยายพันธุ์จำหน่าย

มะขามเปรี้ยวอีกสายหนึ่ง ถูกค้นพบโดยทหารเช่นกัน เป็นมะขามจากอำเภอสะทิงพระ จังหวัดสงขลา พันเอกวินัย พุกศรีสุข หัวหน้ากองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 กรมการสัตว์ทหารบก จังหวัดกาญจนบุรี เล่าว่า สมัยที่ตนเองมียศร้อยเอก ไปพบมะขามฝักใหญ่มากที่อำเภอสะทิงพระ จึงนำยอดมาเสียบไว้ที่กองการสัตว์และเกษตรกรรรมที่ 1 เมื่อมีผลผลิต ปรากฏว่า ได้ผลดีมาก จึงให้ชื่อตามท้องถิ่นที่พบคือพันธุ์”สะทิงพระ”

มะขามเปรี้ยวพันธุ์สะทิงพระ ฝักใหญ่มาก ฝักดิบโตเต็มที่เคยชั่งได้ 8 ฝักต่อ 1 กิโลกรัม กรณีนี้ เกิดขึ้นกับมะขามเปรี้ยวที่ติดผลพอประมาณ เจ้าของดูแลดี

แต่โดยทั่วไปแล้ว เกษตรกรปลูกแบบปล่อยทิ้ง ฝักไม่ใหญ่ยักษ์มากนัก จำนวนฝักต่อกิโลกรัมจึงมากขึ้น

พันเอกวินัยเคยเก็บตัวเลข มะขามเปรี้ยวสะทิงพระ พบว่า ให้เปอร์เซนต์เนื้อสูงมาก มะขามเปรี้ยวกระดานและสะทิงพระ มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ต่างกันตรงที่มะขามสะทิงพระฝักยืดยาวกว่า มะขามกระดานฝักทรงโค้งมากกว่า

แนวทางการปลูกมะขามเปรี้ยวทุกวันนี้ ไม่ได้ใช้เมล็ดมะขามทั่วๆไปปลูกแล้ว เพราะอาจจะได้มะขามฝักเล็ก ผลผลิตไม่ดก อายุการให้ผลผลิตหลังปลูกช้า ส่วนใหญ่แล้ว เขาปลูกด้วยกิ่งทาบกัน ซึ่งสนนราคาซื้อขายถือว่าไม่แพง เกษตรกรคนใดมีฝีมือก็ปลูกต้นตอมะขามเปรี้ยวทั่วไปลงดินก่อน จากนั้นจึงนำมะขามเปรี้ยวพันธุ์ดีเสียบเข้าไป หลังจากนั้นไม่นานก็เก็บผลผลิตได้

เนื่องจากพื้นที่ปลูกมะขามเปรี้ยวไม่มาก ผลผลิตจึงยังจำหน่ายได้ราคาดีในปัจจุบัน

ผลผลิตมะขามเปรี้ยวยักษ์ที่มีอยู่ ส่วนใหญ่ผู้ปลูกนำไปดองแล้วแช่อิ่ม ซึ่งขนาดของฝักและรสชาติ เป็นที่ถูกใจของผู้บริโภคมาก อาจารย์ประทีป กุณาศล ที่ปรึกษานิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน พูดถึงมะขามยักษ์แช่อิ่มว่า “ฝักใหญ่ จูงใจ เวลากัดจมเขี้ยว…”

มะขามเปรี้ยวที่คัดมาได้ ไม่ว่าจะเป็น ศก.019 กระดาน รวมทั้งสะทิงพระ เป็นของดีที่มีอยู่ประจำถิ่น เมื่อรู้จักนำมาใช้ก็เกิดประโยชน์ มีที่ดินว่างเปล่า ปลูกมะขามเปรี้ยว จะช่วยสร้างงานทำเงินได้อีกทางหนึ่ง

คุณลุงประเสริฐ รัมมันต์ เรียนมัธยมที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อมีเครื่องบินญี่ปุ่นมาทิ้งระเบิดที่บางกอกจึงต้องอพยพไปเรียนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ครูจึงแนะให้ไปเรียนที่โรงเรียนจ่าทหารเรือในปี พ.ศ.2488 ถนนวิทยุ เรียนอยู่ 2 ปี ก็สอบติดจ่าโท ประจำการเป็นช่างอยู่โรงเรียนจ่าทหารเรือ

เมื่อมีกบฎแมนอัตตั้นในปี พ.ศ.2494 โรงเรียนถูกยึด เขาเตรียมลาออกจะเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยสำรอง แต่โรงเรียนนายร้อยสำรองไม่รับเพราะเป็นทหารเรือ เขาจึงย้ายสังกัดเข้ากรมเสนาธิการ กระทรวงกลาโหมในยศจ่าเอก ปัจจุบันคือกองบัญชาการทหารสูงสุด

ต่อมาได้มีโอกาสเรียนช่างไฟฟ้า โรงเรียนช่างกลางคืนของกรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย เพราะประเทศขาดแคลนช่างในช่วงนั้น โรงเรียนดังกล่าวเปิดเพียงระยะสั้นในปี พ.ศ.2492-2500 ก็ยุบกิจการ วุฒิการศึกษาเทียบเท่าอนุปริญญาจึงต้องมีตำแหน่งนายร้อยแต่อัตราที่กรมเสนาธิการไม่มี จึงย้ายไปบรรจุเป็นเรืออากาศตรีในปี พ.ศ.2499 ที่กรมการบินพลเรือน กองทัพอากาศ จนกระทั่งตำแหน่งสุดท้ายมียศนาวาอากาศโท หัวหน้าหน่วยฐานย่อยที่ 2 หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ จังหวัดกาญจนบุรี จึงได้ลาออกจากราชการในปี พ.ศ.2522 ตอนอายุ 51 ปี

เมื่อลาออกจากกองทัพ คุณลุงได้ทำการเกษตรอย่างจริงจังเพราะใจรัก

เกษตรกรส่วนใหญ่มักเริ่มต้นที่การปลูกพืชเชิงเดี่ยว เนื่องจากเห็นว่าการรับเงินแต่ละครั้งมีจำนวนมากแต่ลืมคิดถึงต้นทุน เนื่องจากมีนายทุนเป็นผู้สนับสนุน นาวาอากาศโทประเสริฐหรือ “ลุงเสริฐ” ได้เริ่มปลูกอ้อยเพื่อส่งโรงงานน้ำตาลด้วยเนื้อที่ 500 กว่าไร่ ต้องใช้เงินทุนจำนวนมากจึงต้องไปเอาเงินจากโรงงานมาก่อน เมื่อได้ผลผลิตนำส่งโรงงานแล้วจึงหักเงินยืมออกพร้อมดอกเบี้ยเงิน ที่เหลือจึงเป็นของผู้ปลูก ผลผลิตของลุงเสริฐได้แต่ละปีหลายพันตัน แต่ก็แล้วแต่ฟ้าฝนจะเป็นใจ เหลือบ้างไม่เหลือบ้างกระทั่งเป็นหนี้หลายล้านบาท

ช่วงปี พ.ศ.2535 มีบริษัทเอกชนร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร ได้นำโครงการปลูกกล้วยหอมเข้ามาเพื่อส่งกล้วยไปยังประเทศญี่ปุ่น ลุงเสริฐเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีจึงเข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยร่วมลงทุนกับบริษัทเอกชนเพื่อผลิตกล้วยส่งญี่ปุ่น บริษัทเป็นผู้สนับสนุนปัจจัยการผลิต อาทิ พันธุ์กล้วย ค่าปุ๋ย และอื่นๆ มูลค่า 1 ล้านบาท ลุงประเสริฐลงทุน 5 แสนบาท ลงทุนปลูกกล้วยหอมจำนวน 30,000 ต้น เมื่อมีผลผลิตปรากฏว่าบริษัทเกิดปัญหาจึงไม่สามารถส่งกล้วยไปญี่ปุ่นได้ ทำให้ขาดทุน หนี้สินพอกพูนขึ้น ธนาคารที่กู้เงินมาเร่งรัดหนี้สินตลอดเวลา ทำให้ลุงประเสริฐตัดใจขายที่ดินแปลงรักนี้ไป 250 ไร่ ได้เงินมาใช้หนี้สินจำนวนหลายล้านบาท

ต่อมาได้ให้ลูกชายทำกิจการไร่อ้อย ส่วนตัวลุงประเสริฐเข้ามาอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ ด้วยความที่ใจรักการปลูกต้นไม้ จึงปลูกโป๊ยเซียนและชวนชมขาย ซึ่งในขณะนั้นโป๊ยเซียนและชวนชมเป็นต้นไม้ที่นิยมปลูกกัน ลุงเสริฐสามารถทำเงินจากการปลูกต้นไม้ขายได้จำนวนมาก ต่อมาทราบข่าวว่ากิจการไร่อ้อยไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากราคาอ้อยตกต่ำทำให้มีหนี้สินขึ้นมาอีก ในปี พ.ศ.2540 จากวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ประกอบกับความนิยมโป๊ยเซียนและชวนชมตกต่ำลง จึงทำให้ต้องตัดสินใจกลับไปบริหารงานไร่อ้อยที่อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรีดังเดิม

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า การปลูกพืชเชิงเดี่ยวค่อนข้างเสี่ยง เช่น ไร่อ้อย เนื่องจากปัจจัยดินฟ้าอากาศไม่สามารถควบคุมได้ ลุงประเสริฐจึงได้แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งทำการปลูกพืชชนิดอื่นเพื่อป้องกันความเสี่ยง อีกทั้งต้องเอาใจใส่ดูแลอย่างทั่วถึง จนเมื่อปลูกในพื้นที่ลดลงจึงทำให้ค่อยๆ สามารถปลดหนี้สินดังกล่าวได้ทั้งหมด และนั่นคือความทรงจำต่อการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เจ็บปวดในชีวิตของลุงประเสริฐ ทั้งทำให้ลุงเสริฐมีความคิดอยากจะรู้เรื่องเกษตรในหลายๆ เรื่อง ไม่ใช่รู้แค่การปลูกอ้อยเพียงอย่างเดียว

อายุไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียน

ในปี พ.ศ.2546 ในช่วงเวลาที่ลุงเสริฐนั่งรถโดยสารเข้าเมือง เขาเห็นผู้โดยสารอ่านหนังสือเล่มขนาดใหญ่บนรถ เป็นตำราเรียนเกี่ยวกับการเกษตร จากการสอบถามทราบว่าเป็นหนังสือเรียนของ มสธ.จึงตั้งใจจะซื้อมาอ่านเนื่องจากเป็นคนที่ชอบศึกษาโดยเฉพาะเรื่องการเกษตร พอดีลูกหลานทราบข่าวจึงซื้อใบสมัครเรียน มสธ.มาให้ ลุงประเสริฐจึงตัดสินใจสมัครเรียนในระดับปริญญาตรี คณะเกษตรและสหกรณ์ของ มสธ.ด้วยวุฒิช่างไฟฟ้ากลางคืนของกรมโยธาธิการซึ่งเทียบได้กับวุฒิอนุปริญญา แต่เกิดปัญหากับการสมัครจากคุณวุฒิ เนื่องจากโรงเรียนดังกล่าวไม่มีผู้รู้จัก ต่อมาได้มีการสอบทานกันจึงพบว่ามีโรงเรียนดังกล่าวจริง แต่ยุบเลิกไปนานแล้ว ลุงประเสริฐสามารถเรียนจนจบตามหลักสูตรด้วยเวลาสองปีครึ่งในปี พ.ศ.2549 ด้วยวัย 80 ปี

ต่อมาปี พ.ศ.2551 มสธ.เปิดหลักสูตรปริญญาโท สาขาการจัดการทรัพยากรเกษตรขึ้นใหม่ ลุงเสริฐได้รับการชักชวนจากอาจารย์ที่สอน จึงสมัครเข้าเรียนและได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนในหลักสูตรนี้เป็นรุ่นแรก ด้วยความที่มีอายุมากขึ้นทำให้ลุงประเสริฐพยายามอย่างหนักเพื่อให้จบการศึกษา ต้องอาศัยความวิริยะอุตสาหะอย่างแรงกล้า ลุงประเสริฐจึงใช้เวลาเรียนจนจบหลักสูตรด้วยเวลา 6 ปี ในปี พ.ศ.2557 และเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรตามหลักสูตรมหาบัณฑิต เมื่อต้นปี พ.ศ.2558 นี้ในวัย 89 ปี ด้วยกำลังใจจากลูกหลานร่วมรุ่นที่จบการศึกษาไปแล้วอย่างล้นหลาม

วิทยานิพนธ์เรื่องการปลูกขมิ้น

ในช่วงที่ศึกษาระดับปริญญาโท สมัคร GClub มีชาวสิงคโปร์และมาเลเซียติดต่อผ่านอาจารย์ท่านหนึ่ง ต้องการหาพื้นที่จำนวน 2-3 ร้อยไร่ ปลูกขมิ้นชันด้วยต้นพันธุ์จากอินเดีย โดยให้ลุงเสริฐทดลองปลูก พบว่าสามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี แต่เนื่องจากมีปัญหาเรื่องแรงงานที่จะดูแลการปลูกขมิ้น ชาวมาเลเซียจึงย้ายไปดำเนินงานที่จังหวัดเชียงใหม่แทน

จากประสบการณ์การปลูกขมิ้นในครั้งนั้น ทำให้ลุงประเสริฐมั่นใจในการนำเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์เรื่อง “ระยะปลูกที่เหมาะสมในการผลิตขมิ้นชัน” ซึ่งเป็นงานวิทยานิพนธ์ที่ใช้การทดลองที่ยังไม่มีงานวิจัยเรื่องนี้ ในการทดลองได้มีการกำหนดระยะห่างระหว่างแถวของต้นขมิ้นชันที่ปลูก ตั้งแต่ระยะ 10 ,15, 20, 25, 30, และ 35 เซนติเมตร ตามลำดับรวม 6 ระยะ ด้วยการยกร่องขึ้นและปลูกบนแถวร่องเรียงหนึ่ง มีระยะห่างระหว่างร่องต่อร่องหรือต่อต้น 75 เซนติเมตร ร่องหนึ่งมีความยาว 3.5 เมตร