กรมการค้าภายในยังจัดงานจำหน่ายข้าวสารและสินค้าอุปโภค

ขึ้น ระหว่างวันที่ 16-19 พฤษภาคมนี้ ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ โดยภายในงานจะมีการจำหน่ายข้าวสาร และสินค้าอุปโภคบริโภคจากผู้ผลิตโดยตรง และให้เกษตรกรนำผลผลิตคุณภาพดีมาจำหน่าย เช่น ผลไม้ไทย ทุเรียน ลิ้นจี่ มังคุด

ท่องเที่ยวเปิด 4 ยุทธศาสตร์รับท่องเที่ยวโต ทั้งดึงการลงทุน พัฒนาแรงงาน แก้ปัญหาอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม จับมือเพื่อนบ้านเชื่อมโยงเส้นทางช่วยดันรายได้

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงเตรียมแผนยุทธศาสตร์รองรับการท่องเที่ยวระยะยาวที่มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายเติบโตเฉลี่ยปีละไม่น้อยกว่า 2.5% เพราะรายได้จากภาคการท่องเที่ยวไทยขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ หากตั้งเป้าหมายเติบโตสูงมากคงไม่ได้ เนื่องจากต้องบริหารความเสี่ยงไปพร้อมกัน โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วย 1. แผนภาคการลงทุน โดยเตรียมโรดโชว์ดึงนักลงทุนด้านอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว เช่น พัฒนาท่าเรือสำราญ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมถึงพื้นที่อื่นๆ

นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า โดยกระทรวงจะผลักดันการลงทุน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลสร้างไทยเป็น Thailand Plus One และเป็นฐานสำคัญในเข้าสู่ตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งมีผู้บริโภคกว่า 620 ล้านคน รวมถึงยกระดับภูมิภาคนี้เป็น Single Tourist Destination จุดหมายปลายทางเดียวกัน โดยคาดว่าปีนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่อาเซียนได้กว่า 121 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 29 ล้านล้านบาท 2. จะสร้างแรงงานคุณภาพรองรับการเติบโตโดยเร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาแรงงานภาคบริการยังขาดแคลน เพื่อให้สอดคล้องเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการคัดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีความถี่ในการมาเที่ยวซ้ำมากขึ้น แต่ละครั้งที่มาอยู่นานขึ้น ค่าใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้น

นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า 3. เร่งหาทางแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางการท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อให้สถิติการเกิดปัญหาลดลง รวมถึงแนวทางป้องกัน ซึ่งจะมีรูปแบบวิธีใหม่ๆ เข้ามาอยู่เรื่อยๆ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาระบบคมนาคมขนส่งที่ยังไม่เพียงพอ และกระจายไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เหล่านี้ต่างต้องเร่งเดินหน้า ทั้งแผนการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว และกระจายไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ การพัฒนาระบบขนส่งทั้งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ

“จะต้องมองทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ต้องทำงานแบบบูรณาการเร่งหาทางออกให้เร็วที่สุด ซึ่งหากมีแผนบริหารจัดการที่ดีจะเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหา เพราะในอนาคต 10 ปีข้างหน้าไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากถึง 60 ล้านคน อย่างที่สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC) คาดการณ์ไว้ ดังนั้น หากวางระบบรองรับไว้ดีก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะอย่างฝรั่งเศสทั้งประเทศมีประชากร ราว 60 ล้านคน แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยวแต่ละปีมากถึง 70-80 ล้านคน มากกว่าประชากรทั้งประเทศเขายังทำได้” นางกอบกาญจน์ กล่าว

นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่ 4 คือ การร่วมมือกับอาเซียนผลักดันรายได้ทั้งภูมิภาค โดยอาศัยความได้เปรียบที่ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการบินของอาเซียน และย้อนมองไปว่า หากเพื่อนบ้านมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากเท่าใด ไทยเองก็จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น เพราะอย่างน้อยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวอาเซียนก็จะแวะมาเที่ยวไทย ทั้งความตั้งใจโดยตรง หรืออาจจะมาเปลี่ยนเครื่องและแวะเที่ยวไทยด้วยก็ตาม การทำตลาดแบบเชื่อมโยงเส้นทางจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งหากเร่งทำการตลาดแบบบูรณาการได้มากเท่าใดก็จะเป็นโอกาสสร้างรายได้ทั้งต่อไทยเองและเพื่อนบ้าน

บึงกาฬฝนแรกทำเห็ดเผาะราคาพุ่งกิโลละ 500 บาท

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 19 พฤษภาคม เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ทำให้เห็ดป่าหลากหลายชนิดเริ่มออก ชาวบ้านจึงเข้าป่าเพื่อหาเห็ดมาจำหน่าย เนื่องจากเห็ดป่าที่ออกในช่วงฝนแรกจะมีรสชาติอร่อย อ่อนนุ่ม ประกอบกับช่วงต้นฤดู เห็ดยังหายาก ทำให้ราคาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะ “เห็ดถอบหรือเห็ดเผาะ” ซึ่งถือว่าเป็นเห็ดที่อร่อยและราคาแพงที่สุด สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านเป็นอย่างดี

ซึ่งในเช้าวันนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงฝนที่เริ่มต้นปีนี้มีชาวบ้านใน จ.บึงกาฬ เริ่มออกหาของป่ามาวางจำหน่ายตามตลาดสดต่าง ๆ โดยเฉพาะที่บริเวณตลาดนัดไทย-ลาว ในตำบลบึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ได้มีพ่อค้าแม่ค้าทั้งชาวไทยและชาว สปป.ลาว นำ “เห็ดถอบหรือเห็ดเผาะ” มาขายกันอย่างคึกคัก ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงต้นฤดูกาลทำให้เห็ดเผาะท้องถิ่นมีราคาสูงมากถึงขีดละ 50 บาท หรือกิโลกรัมละ 500 บาท สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเป็นอย่างดี ส่วนที่เหลือก็นำกับไปเป็นอาหาร

สำหรับเห็นเผาะ หรือเห็ดถอบ ลักษณะเด่นของเห็ดเผาะคือ สีขาว เปลือกบาง กรุบกรอบ ไม่เหนียว เป็นเห็ดลูกกลม ๆ ขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่มีลำต้น ไม่มีราก ทำให้มีราคาสูงกว่าเห็ดป่าชนิดอื่นๆขึ้นตามดินร่วนที่ถูกไฟไหม้ พบมากในภาคเหนือและอีสาน ออกมาช่วงอากาศร้อนอบอ้าวก่อนฝนตก นิยมทำอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแกงกับหน่อไม้ ต้มยำ และเมนูอื่น ๆ อีกมากมาย

ชาวนาอุตรดิตถ์ น้ำตาไหล หลังน้ำท่วมนาข้าวรอบ 6 ปีเสียหายหลายพันไร่

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม นายศมณัฏฐ์ สุขก้อน ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเมืองตรอน อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ ออกสำรวจความเสียหายในนาข้าวของตัวเองราว 60 ไร่ บ้านใหม่เยาวชน หมู่ 5 ต.วังแดง อ.ตรอน พบว่าข้าวที่กำลังสุกพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ภายใน 5 วัน ถูกน้ำท่วมหลากตั้งแต่ช่วงสายๆ วันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา และน้ำจะท่วมขังเช่นนี้ไปอีกราว 7 วัน นอกจากนี้เกษตรกรที่ปลูกข้าวอายุข้าวเท่ากันในพื้นที่ 5 ตำบลคือ ต.วังแดง ต.น้ำอ่าง ต.บ้านแก่ง ต.หาดสองแคว และ ต.บ้านแก่ง อ.ตรอน อีกหลายพันไร่ก็ถูกน้ำท่วมหลากและเน่าเสียหายเช่นเดียวกัน ชาวนาหลายคนถึงกับร้องไห้ที่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ทัน หลายคนเอาแต่นั่งดูและปลงกับการสูญเสียครั้งนี้

“ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านใน 5 ตำบลเร่งทำการสำรวจนาข้าว เพื่อเร่งส่งรายงานไปยัง อ.ตรอน และยังไม่ทราบว่า จะไปร้องขอเงินชดเชยความเสียหายจากหน่วยงานใด และยังไม่ทราบว่าจะได้รับหรือไม่ เนื่องจากต้นทุนการเพาะปลูกข้าวไร่ละราว 4,000 บาทหากไม่ได้รับการชดเชยก็คงต้องยอมสูญไป หากอีก 7 วัน ระดับน้ำลดลงสู่ภาวะปกติก็คงต้องเริ่มทำการเพาะปลูกใหม่ หากไม่ทำก็ไม่รู้ว่าจะมีรายได้จากการทำอาชีพอะไร อย่างไรก็ตามน้ำที่ท่วมนาข้าวครั้งนี้ถือว่าหนักสุดรอบ 6 ปี สาเหตุเนื่องจากน้ำที่มาจาก อ.ลับแลและ อ.เมืองอุตรดิตถ์ มีปริมาณมาก ไหลมารวมกันที่ทุ่ง 3 ขา อ.ตรอนซึ่งรอบทุ่งมีการเพาะปลูกข้าวกันมาก น้ำระบายออกไม่ทันจึงเกิดท่วมขังในนาข้าวเสียหายดังกล่าว” นายศมณัฏฐ์ กล่าว

กว่า 2 เดือนกับการแข่งขัน “ My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 8” ภายใต้แนวคิด “คิดจริง ทำจริง บนพื้นที่จริง และได้ผลผลิตจริง” เพื่อสร้างความรู้ทางการเกษตรอย่างครบวงจร สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันแก่เยาวชนรุ่นใหม่ๆ ของไทย ล่าสุดก็ได้ผู้ชนะของปีนี้นั่นก็คือ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 26 จังหวัดลำพูน ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปครองได้สำเร็จ

โดยปฏิบัติการบนพื้นที่จริง ในพื้นที่ 1 ไร่ ผู้เข้าแข่งขันทุกทีมจะได้รับเมล็ดพันธุ์นำไปเพาะปลูกตามที่แต่ละทีมวางแผนในการปลูกพืชการเกษตร อาทิ ผักบุ้งจีน ผักชี แตงกวา เป็นต้น ภายในระยะเวลา 60 วัน คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วย ดร.สุพจน์ กาเซ็ม รองหัวหน้าภาควิชาโรคพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , ดร.ปกรณ์ สุจเร ที่ปรึกษาด้านวิชาการ บริษัท ฟาร์ม แชนเนล (ประเทศไทย) จำกัด และคุณสมเกียรติ วิจิตรประเสริฐ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนายุวเกษตร ได้ให้คำแนะนำและวิธีการแก้ไขให้กับน้องๆ ทั้ง 9 ทีมตลอดทั้งการแข่งขัน โดยเกณฑ์การตัดสินแบ่งเป็น คะแนนตรวจแปลง 40% , คะแนนโหวตจากผู้ชมทางบ้าน 20% , คะแนนบัญชี 25% และคะแนนการตอบปัญหาในรอบสุดท้าย 15% ซึ่งในพิธีปิดการแข่งขัน คุณสุรศักดิ์ ซิมตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์ม แชนเนล (ประเทศไทย) จำกัด ประธานในพิธีปิดการแข่งขัน โดยทีมชนะได้แก่

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 26 จังหวัดลำพูน โดยตัวแทนขึ้นรับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทั้งรับใบประกาศนียบัตรจาก ผศ.ดร.พัชรียา บุญกอแก้ว รองคณบดีคณะเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณสุรศักดิ์ ซิมตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์ม แชนเนล (ประเทศไทย) จำกัด มอบเงินรางวัลชนะเลิศมูลค่า 100,000 บาท
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนมัธยมพระราชทานนายาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับเกียรติจากคุณศศิกร ฉันท์เศรษฐ์ ประธานบริหารสายธุรกิจรายการโทรทัศน์ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มอบโล่ห์รางวัล และใบประกาศนียบัตร

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม จังหวัดตราด คุณชาญยุทธ์ ภานุทัตผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นผู้มอบโล่ห์รางวัล และใบประกาศนียบัตร
ในการนี้ คุณเกตแก้ว พูนวงศ์ ผู้บริหารทีมกลุ่มงานโฆษณาธุรกิจ สำนักสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์ ตัวแทนจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขันครั้งนี้ เป็นผู้มอบทุนการศึกษาแก่ทีมที่ชนะเลิศ พร้อมรองชนะเลิศอันดับ 1และ 2 อีกด้วย

หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ถือเป็นสัญญาณในการเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูกปีการผลิต 60/61 ความสำคัญพระราชพิธีทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริม บำรุงขวัญเกษตรกร เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปีอันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา สำหรับปีนี้ผลพยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี นอกจากพระราชพิธีดังกล่าวแล้ว ยังยึดประกาศเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการของกรมอุตุนิยมวิทยุเป็นในการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงการขาดน้ำเพาะปลูกอีกทางหนึ่งด้วย

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2560/61 กระทรวงเกษตรฯได้พร้อมตั้งแต่จะถึงฤดูการผลิต โดยเน้นนำเทคโนโลยี/นวัตกรรมการผลิตใหม่ๆ ด้านการเกษตรมาใช้เพื่อให้เกิดความแม่นยำ ลดแรงงาน ลดต้นทุน และลดความเสี่ยงการผลิตมากขึ้น ประกอบด้วย 4 มาตรการหลัก ได้แก่ 1. การเตรียมความพร้อมองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต ได้แก่ การจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) การให้ความรู้และบริการทางการผลิต การบริหารการตลาด ความรู้เรื่องแหล่งเงินทุนและการทำบัญชี และการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ โดยเป้าหมายการจัดงาน Field Day คือให้ ศพก. หลัก หรือ ศพก. เครือข่าย จำนวน 882 ศูนย์ ดำเนินการ โดยให้พิจารณาเลือกชนิดสินค้าให้สอดคล้องกับสินค้าแปลงใหญ่ ได้แก่ ข้าว พืชไร่ ไม้ยืนต้น ผัก/สมุนไพร ไม้ผล หม่อน กล้วยไม้ ปศุสัตว์ และประมง เป็นลำดับแรก

การเข้าถึงปัจจัยการผลิต โดยขณะนี้กรมการข้าวได้เตรียมข้าวเมล็ดพันธุ์ดีไว้แล้ว จำนวน 420,200 ตัน ในทุกศูนย์ขยายพันธุ์ข้าว รวมทั้งศูนย์ข้าวชุมชน โดยมีสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สปก. เป็นผู้ประสานงาน และมีพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชตระกูลถั่ว ต้นพันธุ์อ้อยสะอาด 736,000 ต้น และถั่วเหลือง/ถั่วเขียว/ถั่วลิสง ตามศูนย์ขยายพันธุ์พืช โดยกรมวิชาการเกษตรเป็นผู้ดูแล อีกทั้งมีเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ 100,000 กก. และท่อนพันธุ์พืชอาหารสัตว์ 5,000,000 กก.
นอกจากนี้ ยังมีการให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน ซึ่งมีสารปรับปรุงอยู่ประมาณ 44,000 ตัน การทำปุ๋ยอินทรีย์ 223,419 ตัน การไถกลบตอซัง 535,262 ไร่ การให้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และให้สหกรณ์ที่มีความพร้อมจำหน่ายปุ๋ย 181 แห่ง การควบคุมคุณภาพปัจจัยการผลิต การให้บริการน้ำชลประทาน การบริการทางด้านหม่อน/ไหม แมลงเศรษฐกิจ เครื่องจักกลเกษตร และแหล่งทุน/สินเชื่อ อาทิ สินเชื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนในแปลงใหญ่ (กสก) 20,000 ล้านบาท การเก็บรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา (ยุ้งฉาง/สหกรณ์) (กสส) 14,000 ล้านบาท สินเชื่อเพื่อเกษตรกรในเขต สปก. จากกองทุนปฏิรูปที่ดิน (สปก) 351.60 ล้านบาท

การบริหารจัดการความเสี่ยง ได้แก่ การสำรวจ/เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ฯ/สัตว์ ประมง โดย ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) 1,764 แห่ง การเตรียมการป้องกันกำจัดศัตรูพืช/สัตว์/ประมง รวมทั้งเฝ้าระวังภัยธรรมชาติและการแจ้งเตือน และการประกันภัยพืชผล (ข้าว) 4. การสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ได้แก่ พัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพเกษตรกร ซึ่งขณะนี้ได้ขับเคลื่อน Smart Farmer/Young Smart Farmer ไปแล้ว จำนวน 11,130 ราย และให้ความรู้การจัดทำแผนการผลิตรายบุคคล (IFPP) มากกว่า 300 ราย รวมทั้งสนับสนุนการรวมกลุ่มทั้งวิสาหกิจชุมชน เชื่อมโยงการตลาดและส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่

สำหรับแผนในการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝน ปี 2560 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ได้เตรียมจัดสรรอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยจัดเรียงตามลำดับความจำเป็นดังนี้ อันดับแรก จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอตลอดทั้งปี อันดับสอง เน้นการส่งเสริมการปลูกพืชฤดูฝนให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเสริมกรณีฝนทิ้งช่วงเท่านั้น และอันดับสาม เน้นการบริหารจัดการน้ำท่าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยระบบและอาคารชลประทาน และดำเนินการเก็บกักน้ำในเขื่อนให้มากที่สุด ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์เก็บกักน้ำต่ำสุดตามช่วงเวลา เพื่อความมั่นคงด้านการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศ

“แผนการจัดสรรน้ำทั้งประเทศและลุ่มน้ำเจ้าพระยา ณ วันที่ 1 พ.ค. 60 ทั้งประเทศ มีปริมาณน้ำใช้การได้ รวม 17,196 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 33 วางแผนจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูฝน รวม 27,331 ล้านลบ.ม. สามารถสนับสนุนการทำนาปีในเขตชลประทานได้ 15.95 ล้านไร่ ส่วนใน ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำใช้การ ณ 1 พ.ค. 60 รวม 4,400 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 24 วางแผนจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูฝน รวม 10,878 ล้าน ลบ.ม.” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

ด้านนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรจะเน้นผลักดันศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นวงจรในการขับเคลื่อนการผลิตในภาคเกษตรในปีนี้ วันนี้การทำการเกษตร ต้องมีการการจัดการอย่างเป็นระบบ จะทำแบบดั้งเดิมคงไม่ได้แล้ว องค์ความรู้ ข้อมูลทางการตลาด ลักษณะสินค้า คุณภาพมาตรฐานที่ตลาดต้องการเป็นสิ่งที่เกษตรยุคใหม่ต้องเรียนรู้ โดยให้มีการจัดงานฟิลเดย์ (Field Day)ขึ้นพร้อมๆกันทั่วประเทศโดยเริ่มจัดงานตั้งแต่วันนี้-ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนถึงมิ.ย.เพื่อให้เกษตรกรมีความพร้อม สามารถเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้ พัฒนาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อมุ่งหวังให้เกษตรกรได้ทำการเกษตรแบบมีคุณภาพ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวย้ำว่า เกษตรกรและผู้ประกอบการยุคใหม่จะต้องทำเกษตรอย่างชาญฉาด ต้องมีข้อมูลที่เพียงพอ เพื่อทำการเกษตรต้องพัฒนาชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีได้ให้ชีวิตดี เกษตรกรต้องพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง การทำการเกษตรมีแผนมีเป้าหมาย ขณะนี้มีโลกการเปลี่ยนแปลงมากมาย สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบแทบทั้งสิ้นเกษตรกรต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปที่สำคัญต้องทำการเกษตรอย่างชาญฉลาดมีองค์ความรู้ในการพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เกิดความเข้มแข็งในทุกด้าน

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านซำต้อง หมู่ที่ 7 ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ซึ่งมีเกษตรกรปลูกทุเรียนหลงรักไทย ซึ่งมีรสชาติ หอม กรอบ อร่อย เป็นสวนทุเรียนแห่งแรกและแห่งเดียวของพิษณุโลก โดยนายวันชัย กาญจนเพ็ญ เกษตกรที่ปลูกทุเรียนกว่า 300 ต้นบนที่ดินกว่า 45 ไร่ กล่าวว่า ได้นำพันธุ์ทุเรียนหลงลับแลมาปลูกในพื้นที่ อ.เนินมะปรางนานกว่า 20 ปีแล้ว ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างผลผลิตออกสู่ตลาดได้กว่าปีละ 30 ตัน สามารถสร้างรายได้จำหน่าย กิโลกรัมละ 150-300 บาท

ส่วนเอกลักษณ์และจุดเด่นของทุเรียนพันธุ์หลงรักไทยนั้น คือ เนื้อทุเรียนจะมีลักษณะเนื้อละเอียดแน่น ไม่เละจนเกินไป สีเหลืองทอง รสชาติหวานและหอม อร่อยไม่แพ้ทุเรียนพันธุ์หลินลับแลหลงลับแล ทั้งที่ต้นพันธุ์มาจากพันธุ์ทุเรียนพันธุ์หลินลับแลหลงลับแล อาจเป็นเพราะบ้านรักไทยสภาพอากาศเย็น แร่ธาตุในดินดีทำให้เนื้อทุเรียนที่นี่อร่อยกว่าที่อื่น เป็นที่ต้องการของท้องตลาด จึงได้เปลี่ยนชื่อจากพันธุ์หลงลับแลเป็น “พันธุ์หลงรักไทย” เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ปัจจุบันทุเรียนพันธุ์หลงรักไทยเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก

นายวันชัย กล่าวอีกว่า ในปีที่ผ่านมา สวนทุเรียนของตนต้องประสบปัญหาสภาพอากาศที่แล้งก่อนหน้า ทำให้ผลทุเรียนไม่ออก แต่ปีนี้ผลผลิตได้ออกตามที่กำหนด และได้ผลที่สามารถส่งขายแบบเต็มที่ มาเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา และขณะนี้มียอดสั่งจองทุเรียนหลงรักไทย แล้วประมาณ 10 ตัน ซึ่งทางสวน ต้องทยอยส่งให้ลูกค้า เนื่องจากผลทุเรียนที่ออกมายังแก่พอที่จะส่งขายได้ทุกผล จึงต้องเก็บตามขนาดที่ต้องการ แต่ในปีนี้คาดว่าจะมีทุเรียนส่งขายมากกว่า 30 ตัน และสามารถจำหน่ายได้ประมาณปลายเดือนมิถุนายนนี้

เช้าวันนี้ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เล่าถึงความคืบหน้าการรวบรวม ผลงานของ คสช. 3 ปี

…หรือที่ผ่านมา 1,095 วัน เพื่อเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. อนุมัติให้มีการชี้แจงผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทย พร้อมด้วยการบอกว่า “ผมว่าผลงาน คสช.อยู่ในเกณฑ์ที่ดีที่ประชาชนยอมรับ”

มีการอธิบายต่อว่า withme.us แม้เรื่องการจัดระเบียบสังคมบางส่วนอาจมีผู้ที่มีผลกระทบไม่พอใจบ้าง ส่วนการดูแลประชาชนทุกเรื่อง เช่น เรื่องภัยพิบัติทหารจะออกไปดูแลก่อนและกลับทีหลังทุกครั้ง รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนที่เข้ามาร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมที่มีปัญหาเป็นแสนๆ ล้านๆ เรื่องก็มาแก้ไขในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจนเป็นรูปธรรม และ คสช.ยังสนับสนุนงานโครงการต่างๆ ของรัฐบาล

“ในภาพรวมผมพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากการฟังเสียงสะท้อนของประชาชนในสังคม” ส่วนตอนนี้หนึ่งในปัญหาหลักที่ทุกคนมองว่ารัฐบาลคสช.จะเดินหน้าประเทศไทยด้วยวาระเศรษฐกิจคืบหน้าหรือไม่

“บิ๊กเจี๊ยบ” บอกเลยว่าที่มองว่ายังไม่ดีขึ้นนั้น จากการที่เดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านก็คุยเหมือนกันหมดว่าปัญหาของเขาคือปัญหาเศรษฐกิจ

“จากการที่ได้พบผบ.ทบ.มาเลเซียเขาก็บอกว่าเศรษฐกิจเขาแย่กว่าเราอีก สิ่งเหล่านี้สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่เราต้องประคับประคอง”บิ๊กเจี๊ยบระบุ

แล้วเศรษฐกิจมาเลย์แย่กว่าเราจริงหรือ?

คำตอบที่ดูง่ายสุดก็ต้องดูตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)

ย้อนมาดูตัวเลขรายงานจีดีพีของประเทศไทยที่มีรายงานตัวเลขไตรมาสแรกของปีนี้หรือ Q1/60 ไว้ที่ 3.3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่รายงานมาเมื่อต้นสัปดาห์ ขณะที่เพื่อนบ้านมาเลเซีย ธนาคารกลางมาเลเซีย เพิ่งจะรายงาน ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1 ในวันนี้ (19 พ.ค.) ขยายตัว 5.6% ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 4.8% โดยทางการมาเลย์ฯ ยังบอกด้วยว่า เป็นอัตราการขยายตัวที่เร็วที่สุดในรอบ 2 ปี โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการส่งออก รวมทั้งการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้น

เมื่อพิจารณา จีดีพีมาเลย์ เปรียบเทียบไตรมาส 1 ของปี 2560 กับ ไตรมาส 4 ของปี 2559 ที่ขยายตัว 4.5%

ส่วนจีดีพีของประเทศไทยก็ถือว่ากระเตื้องขึ้นบ้าง จากไตรมาส 4 ปี 2559 ที่จีดีพีอยู่ที่ 3.0% มาไตรมาสแรกของปี 2560 ขยายมาที่ 3.3 % ส่วนเพื่อนบ้านอื่นๆ อาทิ สิงคโปร์ จีดีพีไตรมาส 1/2560 อยู่ที่ 2.5% ลดลงจากระดับ 2.9% ในไตรมาส 4/2559

เช่นเดียวกับเวียดนาม ที่จีดีพีไตรมาส 1/2560 อยู่่ในระดับ 5.1% ลดลงจากระดับ 6.7% ในไตรมาส 4/2559