กรมชลฯ เดินเครื่องเจาะอุโมงค์ส่งน้ำ สานต่องานพ่อน้ำเติมชีวิต

นอกจากนี้ กรมชลประทานมีโครงการส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลไปยังระบบส่งน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง เพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรในลุ่มน้ำแม่แตงในฤดูแล้งประมาณ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อปี การเจาะอุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด-แม่กวง เป็นการเจาะในชั้นหินครั้งแรกของประเทศไทย ใช้เทคนิคการขุดเจาะระเบิด (Drill & Blast) และเทคนิคการใช้เครื่องเจาะ Tunnel Boring Machine (TBM) เพื่อเจาะอุโมงค์ ซึ่งมีความลึกจากผิวดิน 300-700 เมตร โดยช่วงนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4.20 เมตร

กระทรวงพาณิชย์จัดงานเปิดเจรจาซื้อขายข้าว-มันสำปะหลัง ดึงผู้นำเข้าจากทั่วโลก รวม 29 บริษัท จาก 29 ประเทศ ร่วมงานเร่งระบายสินค้าเกษตรที่ออกสู่ตลาด คาดมีคำสั่งซื้อมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการเป็นประธานเปิดโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์จากข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างนักธุรกิจผู้ซื้อข้าวรายใหม่จากฮ่องกง กับผู้ส่งออกไทย ว่าการจัดงานครั้งนี้ผู้ซื้อ ผู้นำเข้ารายสำคัญจากทั่วโลก จากตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูงจากต่างประเทศ อาทิ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และแคนาดา เข้าร่วมเจรจาการค้าครั้งนี้รวมกว่า 290 ราย จาก 29 ประเทศ

ถือเป็นการเจรจาซื้อขายข้าวและมันสำปะหลัง ระหว่างผู้นำเข้าต่างประเทศและผู้ประกอบการไทย จะช่วยเร่งระบายสินค้าเกษตรของไทยที่จะออกสู่ตลาดในปริมาณมากช่วงปลายปี และที่สำคัญจะช่วยผลักดันราคาในประเทศให้สูงขึ้นได้

“คาดว่าจะเกิดคำสั่งซื้อมูลค่ารวมกว่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ประมาณ 806 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 28,200 ล้านบาท และมูลค่าการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอีกประมาณ 1,005 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 35,180 ล้านบาท” นางอภิรดี กล่าว

สำหรับการลงนามสั่งซื้อสินค้าข้าว เป็นการสั่งซื้อสินค้ารายการใหม่ของผู้นำเข้ารายใหม่จากฮ่องกง อาทิ การลงนามสั่งซื้อข้าวหอมมะลิ ระหว่าง บริษัท ซีอีซี อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง เจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ต 759 สโตร์ ในฮ่องกง กว่า 250 แห่ง กับบริษัท สยามไดมอนด์ เอ็กซปอร์ต ไรซ์ จำกัด สั่งซื้อข้าวหอมมะลิ จำนวน 10,000 ตัน

ฉบับที่สอง ลงนามสั่งซื้อข้าวกาบา ระหว่าง บริษัท กุย ฟัท หยุน ผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิรายสำคัญของฮ่องกง มากว่า 60 ปี กับ บริษัท บางซื่อเจียเม้ง ไรซ์มิลส์ จำกัด สั่งซื้อข้าวกาบา จำนวน 100 ตัน เพื่อขยายตลาดลูกค้ากลุ่มรักสุขภาพ

ฉบับที่สาม ลงนามสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่และผลิตภัณฑ์เส้นก๋วยเตี๋ยว รวม 600 ตัน ระหว่าง บริษัท ดา ชอง ฮอง ผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวรายใหญ่อันดับ 2 ของฮ่องกง กับ บริษัท ไรซ์แลนด์ ฟู้ดส์ จำกัด นำเข้าข้าวไรซ์เบอร์รี่เข้าไปจำหน่ายยังซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารในฮ่องกง เป็นต้น

สำหรับโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์จากข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายลู่ทางการส่งออกสินค้าข้าว ผลิตภัณฑ์จากข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยสู่ตลาดโลกมากขึ้น

คุณสุธรรม จันทร์อ่อน อยู่บ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 10 บ้านหนองไข่กา ตำบลทุ่งขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 73140

เดิมคุณสุธรรม ได้ดำเนินกิจกรรมการเกษตรโดยมุ่งผลิตตามความต้องการของตลาด ใช้สารเคมีเต็มที่ ปลูกพืชแบบเชิงเดี่ยวโดยมุ่งหวังผลผลิตในปริมาณสูงต่อรอบการปลูก บนพื้นที่ 17 ไร่ มีการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการใช้ที่ดินดั้งเดิมคือ การปลูกข้าวสลับกับการปลูกพืชผัก ต่อมาทำไร่อ้อยซึ่งพบว่ามีผลผลิตที่ดีในช่วงแรก แต่เมื่อปลูกซ้ำหลายครั้งสภาพดินเริ่มเสื่อมโทรม ต้องใช้สารเคมีมากขึ้นในการควบคุมและจัดการเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุน ส่วนต่างระหว่างต้นทุนและกำไรเริ่มลดน้อยถอยลง

ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนมาปลูกฝ้ายซึ่งให้ผลผลิตสูงในช่วงแรกเช่นเดียวกัน แต่เมื่อปลูกหลายๆ รอบ ประสบปัญหาโรคแมลงศัตรูพืชระบาด แมลงปรับตัวต่อสารเคมีและดื้อยา ทำให้ต้องซื้อยาปราบศัตรูพืชที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ จนประสบปัญหาไม่คุ้มทุน ต่อมาจึงได้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมีการลงทุนที่สูงมาก พบว่ารายได้แทบจะไม่คุ้มทุนในปีแรก ในปีที่สองได้เพาะเลี้ยงลูกกุ้งและปลูกกล้วยน้ำว้าเพื่อนำต้นกล้วยมาผลิตเป็นอาหารกุ้งเพื่อช่วยลดต้นทุน แต่ในปีที่สามพบว่า การเลี้ยงกุ้งในพื้นที่ดอนเป็นเวลานานทำให้มีปัญหาโรคกุ้ง

จากประสบการณ์ดังกล่าว คุณสุธรรมเกิดการเรียนรู้ว่าการเลี้ยงกุ้งในพื้นที่ดอน ไกลทะเล ไม่เหมาะกับการเลี้ยงกุ้งระยะยาว แม้ว่าในช่วงแรกจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เนื่องจากยังมีอินทรียวัตถุในดินและน้ำ มีอาหารในธรรมชาติเกิดแพลงตอนได้ แต่เมื่อเลี้ยงซ้ำๆ อาหารธรรมชาติหมด บ่อเป็นกรด ทำให้ต้องเพิ่มอาหารที่ใช้เลี้ยงกุ้งในช่วงเวลาดังกล่าวคือ อาหารสำเร็จรูป ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น รายได้ลดลง เมื่อถึงจุดคุ้มทุนจึงได้เปลี่ยนมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งและสวนผักประมาณ 10 ปี โดยรวมกลุ่มปลูกสร้างรายได้ค่อนข้างสูงในช่วงแรก แต่เมื่อปลูกมา 5-6 ปี พบว่าราคาเริ่มตกต่ำเนื่องจากเกษตรกรปลูกมากขึ้นในพื้นที่อื่นๆ ในขณะที่ความต้องการของตลาดมีปริมาณเท่าเดิม มีการกดราคาและคัดเลือกคุณภาพสินค้า ทำให้นายสุธรรมประสบปัญหารายได้ลดลง รวมถึงการระบาดของโรคแมลงศัตรูพืชในช่วงอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนอนกระทู้หอม หรือหนอนหนังเหนียว ซึ่งมีภูมิต้านทานต่อสารเคมีได้กัดกินต้นหน่อไม้ฝรั่งจนหมด

ปี พ.ศ. 2538 จึงได้ปรับเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบผสมผสานตามวิถีธรรมชาติ เริ่มทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยพิจารณาหัวใจหรือแก่นแท้ของการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ และได้ประยุกต์ใช้ในพื้นที่ มุ่งสู่ความสมดุลของระบบนิเวศตามความเหมาะสมของพื้นที่ มีระบบบริหารจัดการน้ำ โดยขุดบ่อพักน้ำ 3 บ่อ คือ บ่อที่หนึ่ง (พื้นที่บ่อ 1 ไร่) เป็นบ่อพักน้ำสำหรับการตกตะกอนของของเสีย สารเคมี และโลหะหนัก มีพืชน้ำ ต้นกก ต้นธูปฤๅษี และหญ้า ช่วยบำบัดดูดซับมลพิษทางน้ำ เป็นการกรองน้ำโดยธรรมชาติ ก่อนการปล่อยลงสู่บ่อพักน้ำที่สอง (พื้นที่บ่อ 1 งาน) ซึ่งเป็นบ่อพักสำหรับการตรวจสอบน้ำ หากว่ามีสภาพปกติจะปล่อยน้ำไปสู่บ่อที่สาม (พื้นที่บ่อ 2 ไร่) ซึ่งเป็นบ่อน้ำสำหรับใช้ในพื้นที่เกษตร พบว่าน้ำมีความปลอดภัยจากสารพิษ เป็นการลดความเสี่ยงโดยธรรมชาติ

คุณสุธรรม ได้ดำเนินกิจกรรมการเกษตรแบบผสมผสานตามวิถีธรรมชาติ โดยมีความโดดเด่นเรื่อง การปลูกข้าวอินทรีย์ ช่วยลดจำนวนพันธุ์ข้าวได้ประมาณ 5 กิโลกรัม ต่อไร่ นายสุธรรมเริ่มกระบวนการปลูกข้าว โดยปล่อยน้ำเข้าพื้นที่นาหลังจากเก็บเกี่ยว ไม่เผาตอซังข้าว เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ในนาข้าว เพื่อช่วยย่อยสลายตามธรรมชาติและคืนความสมดุลให้กับดิน ไถกลบตอซังข้าว และทำเทือก สำหรับขั้นตอนการเตรียมต้นกล้า นำดินเลนมาเทราดให้ทั่วถาดหลุมที่เตรียมไว้ ใช้ไม้หรือมือปาดดินเลนไม่ให้สูงเกินไป นำเมล็ดข้าวเปลือกที่แช่น้ำไว้จนเริ่มมีรากงอกมาหยอดใส่ถาดหลุมประมาณ 2-3 เมล็ด เมื่อต้นกล้ามีความสูงประมาณ 5-8 นิ้ว แกะออกจากถาดหลุมแล้วนำไปโยนลงในนาที่เตรียมไว้โดยเว้นระยะความห่างของต้นกล้าเหมือนการดำนา สามารถประหยัดเมล็ดพันธุ์ข้าวได้มาก ประหยัดเวลาและแรงงาน ลดปัญหาข้าวดีด และปัญหาเรื่องวัชพืชแย่งกินปุ๋ยของข้าวในนา

นอกจากนี้ คุณสุธรรมได้เลี้ยงเป็ดในนาข้าว เป็ดช่วยกำจัดวัชพืชและควบคุมหอยเชอรี่ในนาข้าว บริเวณคันนาได้ปลูกกล้วยและไม้ยืนต้นผสมผสาน การทำนาโยนของนายสุธรรมตั้งอยู่บนแนวทางการผลิตทางการเกษตรที่มีต้นทุนต่ำ เป็นกิจกรรมทางการเกษตรบนต้นทุนทางธรรมชาติ และใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างสอดคล้องเหมาะสมกับระบบนิเวศ

คุณสุธรรม ได้ดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะใช้หลัก ความมีเหตุผล ซึ่งนายสุธรรม ได้มุ่งลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตรบนฐานความสมดุลของระบบนิเวศ โดยผสานระหว่างองค์ความรู้สมัยใหม่และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านกระบวนการกลั่นกรอง การลองผิดลองถูก การวิเคราะห์อย่างเป็นขั้นตอน รวมถึงการทำบัญชีครัวเรือนและการออมทรัพย์ เมื่อประสบความสำเร็จ ไม่มีหนี้สิน มีรายได้เพิ่มขึ้นจากต้นทุนทางการเกษตรและรายจ่ายครัวเรือนลดลง ตลอดจนจะต้องมีความรู้ซึ่งเกิดจากการศึกษา การลองผิดลองถูก จนเกิดภูมิปัญญาและต้องมีความซื่อสัตย์ อดทน ขยันหมั่นเพียร และยังได้เผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ให้กับเกษตรกรและผู้ที่สนใจทั่วไป ติดต่อคุณสุธรรมได้ที่ โทรศัพท์ 081-3845352

ในงาน “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ”ระหว่างวันที่ 24-27 พฤศจิกายน 2559 ที่เอ็มซีซีฮอลล์ เดอะมอลล์บางกะปิ คุณสุธรรม ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรตามรอยพ่อ ผู้มีผลงานดีเด่น ได้รับโล่รางวัล ในวันที่ 25 พฤศจิกายน คุณสุธรรมจะเล่าประสบการณ์ช่วงบ่าย ผู้สนใจอย่าลืมอย่าพลาด อย่าละโอกาสอันดีงาม ไปฟังและแลกเปลี่ยนกับเกษตรกรท่านนี้ได้

ในงานมหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ จัดโดยเครือมติชน มีการนำพันธุ์ข้าวมงคลไปแสดง 9 พันธุ์ แจกข้าวมงคล 3 พันธุ์ แสดงพันธุ์ข้าวหายาก ข้าวยอดนิยมกว่า 199 พันธุ์ หุงข้าวให้ชิมอย่างน้อยวันละ 4 พันธุ์

ข้าวขึ้นน้ำ ต้นสูงกว่า 2 เมตร จะนำไปแสดงในครั้งนี้ด้วย โดยได้ความอนุเคราะห์จากศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา กรมการข้าว กรมการข้าว ได้เก็บรักษาพันธุ์ข้าวไว้ เพื่อใช้ในยามไม่ปกติ หมายถึงน้ำท่วม ฝนแล้ง แมลงระบาด นักวิชาการเกษตรทางด้านข้าวมีหน้าที่วิจัย ปรับปรุงพันธุ์ข้าว ให้เหมาะต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นมีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในวงกว้าง ก็จะหาพันธุ์ที่ต้านทานเพลี้ยสนับสนุนให้เกษตรกรปลูก เพื่อลดความเสียหาย

กรณีข้าวขึ้นน้ำ มีวิจัยและปลูกกันอยู่พอสมควร

ข้าวขึ้นน้ำที่เกษตรกรปลูก เมื่อน้ำไหลบ่าและมีปริมาณมากขึ้น ข้าวจะสูงตามน้ำ จาก 1 เมตรเพิ่มเป็น 2-3 เมตร เมื่อน้ำลง ข้าวก็เอนราบกับผืนนา สามารถเก็บเกี่ยวได้ ที่ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา มีข้าวขึ้นน้ำสูงถึง 4 เมตร เสียดายที่ไม่สามารถบรรทุกรถมาได้ แต่ผู้จัดงานก็นำต้นข้าวที่สูงเกือบ 3 เมตรมาแสดง

อย่าลืมอย่าพลาด อย่าละโอกาสอันดีงามไปชมพันธุ์ข้าว และนิทรรศการอื่นๆ ในงานงานมหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ ระหว่าง 24-27 พฤศจิกายน 2559 นี้ ที่เอ็มซีซีฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ

หลังจากเอสซีจี ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม และกรุงเทพมหานคร ติดตั้งสุขาเพื่อประชาชนจุดแรก บริเวณท้องสนามหลวง ใกล้พระบรมมหาราชวัง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและมีประชาชนเข้ามาใช้บริการมากกว่า 5,000 คนต่อวัน จึงขยายความร่วมมือขยายจุดให้บริการสุขาเพื่อประชาชนจุดที่ 2 ณ สวนสันติพร (หน้ากองสลากเดิม) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้พิการได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากใกล้กับป้ายรถประจำทางและจุดจอดรถรับ-ส่ง โดยเปิดให้ใช้งานได้แล้ววันนี้

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “หลังจากที่เอสซีจีได้ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกรุงเทพมหานครเพื่อติดตั้งสุขาเพื่อประชาชนแห่งแรกที่บริเวณท้องสนามหลวง เราพบว่ามีประชาชนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก เฉลี่ยกว่า 5,000 คนต่อวัน ทางทีมงานเอสซีจีรู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการประชาชนที่มาเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงร่วมแรงร่วมใจกันผลิตและติดตั้งสุขาเพื่อประชาชนแห่งที่ 2 บริเวณสวนสันติพร เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ประชาชน เนื่องจากเป็นจุดที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับป้ายรถประจำทางและจุดจอดรถสำหรับผู้ที่เดินทางมายังท้องสนามหลวง ซึ่งน่าจะช่วยให้รองรับการใช้งานของผู้สูงอายุและผู้พิการได้เป็นอย่างดี โดยสุขาแห่งนี้จะเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายนเป็นต้นไป”

ทั้งนี้ นายรุ่งโรจน์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าสุขาเพื่อประชาชนแห่งที่ 2 ยังคงรักษามาตรฐานความสะอาดและคุณภาพของสุขาเช่นเดียวกับสุขาเพื่อประชาชนแห่งแรกที่ท้องสนามหลวง โดยเอสซีจีได้จัดเตรียมพนักงานทำความสะอาด 3 กะ รองรับการใช้งานของผู้ใช้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง จึงอยากเชิญชวนให้ผู้ที่เดินทางมายังพื้นที่สนามหลวง โดยเฉพาะสตรี ผู้สูงอายุและผู้พิการ ได้แวะมาใช้บริการสุขา ณ จุดนี้ เพราะจุดที่ตั้งซึ่งอยู่นอกพื้นที่สนามหลวงทำให้สามารถเดินทางมาใช้งานได้อย่างสะดวกง่ายดาย ไม่ต้องเดินผ่านฝูงชน โดยสุขาเพื่อประชาชนจุดที่สองจะมีจำนวนห้องสุขาหญิงมากกว่าจำนวนห้องสุขาชาย และรองรับการใช้งานได้พร้อมกันครั้งละ 30 คน

“ทางเอสซีจีวางแผนจะเปิดให้บริการสุขาเพื่อประชาชนจุดที่สามบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นจุดถัดไป ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ที่จะถึงนี้ รวมถึงจะก่อสร้างสำนักงานชั่วคราวซึ่งเป็นระบบเดียวกันสำหรับรองรับการใช้งานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มาปฏิบัติหน้าที่ โดยสุขาทั้งหมดจะเป็นระบบ น็อกดาวน์กึ่งถาวรที่สามารถเคลื่อนย้ายโครงสร้างไปติดตั้งในสถานที่อื่นๆ ได้ หากจะมีการปิดพื้นที่ ท้องสนามหลวงเพื่อสร้างพระเมรุมาศ”

ด้านนางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือของทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม เอสซีจี และกรุงเทพมหานคร ซึ่งหลังจากที่การติดตั้งสุขาเพื่อประชาชนจุดแรกได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชน ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ขยายความร่วมมือกับเอสซีจีเพื่อติดตั้งสุขาจุดที่ 2 เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของประชาชนที่เดินทางมา ท้องสนามหลวงที่มีจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การที่สุขาจุดดังกล่าวตั้งอยู่นอกพื้นที่ ท้องสนามหลวงและใกล้กับจุดจอดรถ จึงน่าจะช่วยกระจายจำนวนผู้ใช้บริการและทำให้ผู้สูงอายุและผู้พิการเดินทางมาใช้งานได้สะดวก”

พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ว่า “การติดตั้งสุขาเพื่อประชาชนในจุดที่สองบริเวณสวนสันติพรแห่งนี้จะช่วยให้รองรับความต้องการใช้งานของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้บริการสุขาได้จากทั้งด้านนอกและด้านในสนามหลวง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายเรื่องการใช้งานสุขาให้กับผู้สูงอายุและผู้พิการ โดย กทม.จะยังคงสนับสนุนในด้านจัดเตรียมพื้นที่สำหรับการติดตั้งสุขา ดูแลรับผิดชอบการเติมน้ำ การขนถ่ายของเสียทุกวัน ทาง กทม. จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนที่เดินทางมายังท้องสนามหลวงมาใช้บริการสุขา ณ จุดนี้ รวมทั้งขอความร่วมมือให้ผู้มาใช้บริการสุขาช่วยกันรักษาความสะอาดคนละไม้คนละมือเพื่อให้พี่น้องประชาชนทุกคนได้รับประสบการณ์ใช้งานที่ดีร่วมกัน”

นางสาวฮาฟีซา มะเย๊าะ หนึ่งในผู้พิการที่มาใช้บริการสุขาเพื่อประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงสุขาเพื่อประชาชนจุดที่ 2 ว่า “พวกเราอยากมาเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบริเวณท้องสนามหลวง แต่ก็พบว่าจำนวนห้องสุขาสำหรับผู้พิการในพื้นที่ท้องสนามหลวงค่อนข้างมีจำนวนจำกัดและประชาชนในพื้นที่สนามหลวงก็มีจำนวนมาก การที่มีสุขาเพื่อประชาชนจุดที่ 2 บริเวณสวนสันติพรจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายเรื่องการใช้สุขาให้กับกลุ่มคนพิการได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากอยู่ใกล้กับจุดจอดรถ เดินทางมาใช้บริการได้ง่าย นอกจากนี้ตัวสุขาก็มีขนาดกว้างขวาง มีทางลาดสำหรับเข้าห้องสุขา และมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการอย่างเหมาะสม เหมาะผู้ใช้งานทุกกลุ่มอย่างแท้จริง จึงอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่จะเดินทางมาเข้าเฝ้าฯ ที่ท้องสนามหลวงให้มาลองใช้สุขาตรงจุดนี้”

ทั้งนี้ การผลิตสุขาเพื่อประชาชนระบบน็อกดาวน์ดังกล่าวเป็นการรวมตัวกันของสินค้านวัตกรรมของเอสซีจีและคู่ธุรกิจ 13 บริษัท โดยได้ดัดแปลงจากโครงสร้างระบบโมดูลาร์ของ SCG Heim ประกอบเข้ากับระบบหลังคา ผนัง สมาร์ทบอร์ด และวัสดุก่อสร้างต่างๆ ของเอสซีจีรวมทั้งกระเบื้องเซรามิค สุขภัณฑ์และระบบห้องน้ำของ COTTO และผนังกั้นห้องน้ำสำเร็จรูป Willy รวมทั้งใช้เหล็กของ SYS ทำบันไดสุขาและทางลาดสำหรับผู้พิการ โดยเอสซีจีพยายามให้มีการผลิตและติดตั้งงานระบบไฟฟ้าและสุขาภิบาลให้เสร็จสมบูรณ์จากภายในโรงงานให้มากที่สุด เพื่อย่นระยะเวลาการประกอบและติดตั้ง จากนั้นจึงขนส่งโดยรถบรรทุกมายังท้องสนามหลวง ตั้งแต่คืนวันที่ 10 พ.ย. 59 ก่อนทำการประกอบติดตั้งให้แล้วเสร็จ ด้วยทีมงาน 150 คน ที่ร่วมมือกันผลิต ประกอบ และติดตั้งสุขา

เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ เรียกร้องให้รัฐบาลหรือกระทรวงพาณิชย์เร่งพยุงราคามันให้อยู่ที่กิโลกรัมละ 2.50 – 3.00 บาท พร้อมจ่ายเงินชดเชยช่วยเหลือไร่ละ 1 – 2 พันบาทเหมือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หลังนำผลผลิตไปขายตามลานได้เพียง ก.ก.ละ 1.5 บาทต่ำสุดในรอบสิบปี ชี้ไม่สามารถชะเก็บผลผลิตขายได้เพราะจำเป็นต้องใช้จ่ายเงิน

(15 พ.ย.59) เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังหลายหมู่บ้าน ในพื้นที่ ต.หนองบัว อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ ต้องเร่งเก็บกู้หัวมันสำปะหลังไปขายให้กับลานมันในพื้นที่ แม้จะได้ราคาต่ำเพียงกิโลกรัมละ 70 สตางค์ ถึง 1 บาท 50 สตางค์ ต่ำกว่าราคารับซื้อที่ติดไว้หน้าลาน เนื่องจากผู้ประกอบการอ้างว่าเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งต่ำทั้งที่คุณภาพหัวมันก็ไม่ได้แตกต่างจากทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปีไม่อยู่ที่จุดคุ้มทุน โดยเกษตรกรให้เหตุผลว่าที่ต้องเร่งเก็บกู้มันไปขายในช่วงนี้ เพราะจำเป็นต้องนำเงินไปชำระหนี้สินและใช้จ่ายในครอบครัว จึงไม่สามารถชะลอการเก็บเกี่ยวตามที่ภาครัฐแนะนำได้ จากกรณีดังกล่าวจึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาล หรือกระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งพยุงราคามันสำปะหลังไม่ให้ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 2 บาท 50 สตางค์ ถึง 3 บาท พร้อมจ่ายเงินชดเชยช่วยเหลือไร่ละ 1 – 2 พันบาท อย่างเช่นมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้อยู่รอดได้ ซึ่งจากข้อมูลพบว่าในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอยู่กว่า 12,000 ราย พื้นที่เพาะปลูกกว่า 300,000 ไร่ ปีนี้คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาด 1 ล้าน 2 แสนตัน อำเภอที่ปลูกมากที่สุด คือ อ.ปะคำ โนนสุวรรณ ละหานทราย และ อ.บ้านกรวด จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพิจารณาให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาราคามันที่กำลังตกต่ำอยู่ในขณะนี้ ก่อนที่ผลผลิตมันจะออกสู่ตลาดมากภายใน 1 – 2 เดือนนี้

นายทองใส แหวนมุก รองประธานชมรมผู้ปลูกมันสำปะหลัง จ.บุรีรัมย์ ได้ร้องขอให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหาแนวทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาราคามันที่ตกต่ำอย่างเร่งด่วนด้วย เพราะขณะนี้เกษตรกรนำหัวมันไปจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการลานมัน ได้เพียงกิโลกรัมละ 70 สตางค์ ถึง 1 บาท 50 สตางค์เท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรไม่สามารถอยู่ได้ เพราะไม่คุ้มกันต้นทุนการผลิต จึงขอให้รัฐบาลช่วยพยุงราคามันให้สูงขึ้นอยู่ที่กิโลกรัมละ 2 บาท 50 สตางค์ หรือ 3 บาท หรือช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันไร่ละ 1 – 2 พันบาท อย่างเช่นมาตรการช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวนาปี เกษตรกรผู้ปลูกมันจึงจะอยู่รอดได้

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 นายภูสิต สมจิตต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้แจ้งประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องเกษตรกรที่มีพื้นที่ติดริมฝั่งแม่น้ำชีใน 4 อำเภอ คือ อ.เชียงยืน โกสุมพิสัย กันทรวิชัย และอำเภอเมืองมหาสารคาม ให้เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวในแปลงนา เนื่องจากทางเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ได้ปรับแผนเพิ่มการระบายน้ำจากเดิมวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 21 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยจะเริ่มระบายน้ำลงสู่ลุ่มแม่น้ำชีในห้วงวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับพื้นที่ลุ่มต่ำ และริมตลิ่งแม่น้ำชี ในเขตจังหวัดมหาสารคาม

จึงขอแจ้งเตือนเกษตรกรให้เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ เพื่อป้องกันผลผลิตเสียหาย โดยเฉพาะอำเภอเมืองมหาสารคาม เขตตำบลท่าสองคอน เกิ้ง ลาดพัฒนา ท่าตูม และตำบลห้วยแอ่ง อำเภอโกสุมพิสัย ต.หนองบอน ยางท่าแจ้ง หัวขวาง แห่ใต้ เลิงใต้ โพนงาม หนองบัว และตำบลแก้งแก อำเภอกันทรวิชัย ได้แก่ ตำบลเขวาใหญ่ ขามเรียง ท่าขอนยาง ขามเฒ่าพัฒนา มะค่าและตำบลกุดไส้จ่อ อำเภอเชียงยืน ได้แก่ตำบลเหล่าบัวบาน

ทั้งนี้ หากเกิดสถานการณ์น้ำเอ่อล้นในพื้นที่ ให้ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนโดยทันที พร้อมรีบแจ้งทางจังหวัดให้ทราบ เพื่อทางแนวทางการช่วยเหลือต่อไป

วันที่16พ.ย. รายงานข่าวว่าสถานการณ์คลื่นลมบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยในพื้นที่ จ.สงขลาขณะนี้เริ่มลดระดับลง ชาวประมงพื้นบ้านในชุมชนบ้านบ่ออิฐ ต.เกาะแต้ว อ.เมือง จ.สงขลา ออกทำการประมงอวนปู ห่างฝั่งประมาณ7 กมม. ในช่วง03.00 น. และกลับเข้าฝั่งในช่วงเช้า เนื่องจากปูบริเวณชายฝั่งมีอยู่อย่างชุกชุมโดยเฉพาะปูม้า ซึ่งแต่ละลำสามารถจับได้ประมาณ 10 กก. และมีราคา กก.ละ 200-300 บาท ทำให้ชาวประมงอวนปูมีรายได้วันละเกือบ 3,000 บาทต่อคน

“ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศบริเวณชายฝั่ง funlok.com เนื่องจากคลื่นลมยังแปรปรวนโดยเฉพาะในช่วงฝนตก ชาวประมงพื้นบ้านติดตามสภาพอากาศจากศูนย์อุตุนิยมวิทยภาคใต้ฝั่งตะวันออก ก่อนที่จะออกทำการประมงทุกวัน เพื่อความปลอดภัยเนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุมของภาคใต้”

นายรอหีม หมันเจริญ อายุ 35 ปี หนึ่งในชาวประมงพื้นบ้านบ้านบ่ออิฐกล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์นี้สามารถออกทำการประมงได้อีก เนื่องจากคลื่นลมชายฝั่งอ่าวไทยลดความรุนแรงลง และต้องเร่งออกทำการประมงเพื่อหารายได้ไว้ให้มากที่สุด เนื่องจากในช่วง1-2 เดือน อาจต้องหยุดเรือจากภาวะคลื่นลมแรง

เมื่อวันที่ 16 พ.ย.นี้ นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงานวันช่วยเหลือชาวนาอันเนื่องมาจากราคาข้าวเปลือกตกต่ำ จ.เชียงราย ณ แปลงเรียนรู้สาธิตการเกี่ยวข้าวด้วยเครื่องตัดหญ้า บ้านค่ายเจริญ หมู่ 5 ต.เวียงเหนือ อ.เวียงชัย พร้อมด้วยนายสุเทพ ทิพย์รัตน์ เกษตร จ.เชียงราย นายสันติ์ ศรียา นายกเทศมนตรี ต.เวียงเหนือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งชาวนาร่วมประมาณ 200 คน เข้าร่วมงาน

ภายในงานมีการมอบเครื่องเกี่ยวข้าวที่ดัดแปลงจากเครื่องตัดหญ้า ที่คิดค้นโดยวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย โดยได้มอบให้กับเทศบาล ต.เวียงเหนือ จำนวน 10 เครื่อง จากนั้นคณะร่วมกันสาธิตใช้เครื่องมือดังกล่าวเกี่ยวข้าว ซึ่งพบว่าสามารถเกี่ยวข้าวได้อย่างรวดเร็วกว่าการเกี่ยวด้วยเคียวตามปกติ

นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ปัจจุบัน จ.เชียงราย มีปัญหาขาดแคลนแรงงานเกี่ยวข้าว ซึ่งทำให้ต้นทุนสูง เนื่องจากต้องจ่ายค่าแรงอย่างน้อยวันละ 300 บาทต่อคน แต่จากการที่วิทยาลัยเทคนิคเชียงรายพัฒนาเครื่องมือนี้ พบว่าเกี่ยวข้าวได้เฉลี่ยวันละ 3 ไร่ต่อ 1 เครื่อง หรือหากเปรียบเทียบจะเท่ากับใช้แรงงานคนมากถึง 9 คน ซึ่งจะต้องใช้เงินค่าจ้างสูงถึง 2,700 บาท แต่เครื่องนี้ชนิดนี้เติมน้ำมันเครื่องประมาณ 100 บาทเท่านั้น ทางจังหวัดจึงได้ร่วมกับวิทยาลัยส่งเสริมให้ใช้อุปกรณ์นี้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม โดยปกติชาวบ้านจะใช้เครื่องมือนี้ในการตัดหญ้า แต่ปัจจุบันเริ่มมีใบมีดทรงกลมออกวางจำหน่าย ทางวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย โดยนักศึกษาวิชาเอกเทคนิคการเชื่อมและวิชาพื้นฐานทั่วไป จึงได้ดัดแปลงด้วยการทำโครงเหล็กและแผ่นโลหะประกอบส่วนปลาย จากนั้นทดลองนำมาเหวี่ยงและเกี่ยวให้ได้องศา รวมทั้งน้ำหนักถ่วงที่เหมาะสม สามารถเกี่ยวแล้วข้าวล้มไปในทิศทางเดียวกันได้เป็นกอง ๆ โดยใช้ต้นทุนแค่ประมาณ 300 บาท แต่หากซื้อตามท้องตลาดจะสูงถึง 1,500 บาท ทั้งนี้ชาวนาสามารถติดต่อปรึกษาเพื่อนำมาพัฒนาอุปกรณ์ของตนได้ เพราะปัจจุบันเรายังไม่ถึงขั้นผลิตออกมาจำหน่าย