กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เซ็นMOUกับกรมส่งเสริมสหกรณ์

จัดการฐานข้อมูลสหกรณ์-เกษตรกรทั่วไทยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่ วมมือ (MOU) กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เรื่อง การเชื่อมโยงการจัดการฐานข้อมู ลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพั ฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาอาชีพ คุณภาพชีวิตของสมาชิกและการทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยมีนางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการธนาคารเพื่ อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ในวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๐ ณ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร สำนักงานใหญ่ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และธนาคารเพื่ อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้มีความเห็นร่วมกันในการเชื่ อมโยงการจัดการฐานข้อมูลสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร เพื่อบูรณาการข้อมูลในการสนั บสนุนนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้ นการให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปั ญหาภาคการเกษตรและช่วยขับเคลื่ อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลื อเกษตรกรผ่านกระบวนการสหกรณ์ให้ เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง และเกิดประโยชน์สูงสุดทั้ง ๓ หน่วยงาน จึงได้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกัน เพื่อพัฒนาและเชื่อมโยงข้อมู ลการดำเนินงานด้านสหกรณ์และกลุ่ มเกษตรกร และการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึ งแหล่งเงินทุน อีกทั้งพัฒนาอาชีพ คุณภาพชีวิตของสมาชิกและการทำธุ รกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวอีกว่า จากความร่วมมือดังกล่าว กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะได้ให้การสนับสนุนในด้านข้อมู ลสารสนเทศทางการเงินของสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร ประกอบด้วย งบแสดงฐานะทางการเงิน งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด รวมทั้งข้อมูลการจัดชั้นคุ ณภาพการควบคุมภายในและอัตราส่ วนทางการเงินเฉลี่ย (Peer Group) นอกจากนี้ ยังสนับสนุนทางด้านวิชาการ แนะนำให้คำปรึกษาการพัฒนาและเชื่ อมโยงข้อมูล โดยทั้ง ๓ หน่วยงาน จะได้ร่วมกันกำหนดความต้องการข้ อมูลสารสนเทศที่สำคัญและจำเป็นของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อเป็นการพัฒนาความเข้มแข็ งแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรต่อไป

โรคผิวหนังระบาด อ.กระแสสินธ์ พ่อค้าวัวและควาย ”โหด” นำรถบรรทุกเข้าพื้นที่น้ำท่วมซื้อราคาต่ำ ผู้ว่าฯสงขลาขอกองเรือยุทธการติดตั้งเรือผลักดันเพิ่ม

วันที่ 29 ม.ค.รายงานข่าวว่าขณะนี้มีน้ำท่วมขังในหลายชุมชน ต.โรง ต.เชิงแส อ.กระแสสินธ์เป็นเวลานับเดือน ทำให้วัชพืชเน่าเปื้อย น้ำเน่าส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน โรคผิวหนังกำลังระบาด บางบ้านทนไม่ได้ต้องอพยพย้ายไปอาศัยบ้านญาติชั่วคราว

นายทิวา สังขปุญญา นายก ทต.เชิงแสกล่าวว่าสภาพน้ำท่วมโดยทั่วไป กลับเข้าสู่ภาวปกติแล้ว เหลือน้ำท่วมขังในที่ลุ่มและนาข้าวเช่นเดียวกับ ต.โรง ต้นข้าวและหญ้าเน่าเปื้อย ปัญหาที่กำลังเกิดคือประชาชนเป็นโรคผิวหนังและสัตว์เลี้ยงขาดแคลนอาหารพืชสด สิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือนอกจากถุงยังชีพแล้ว มีเวชภัณฑ์และอาหารสัตว์

รายงานข่าวจาก ต.บ้านขาว อ.ระโนดซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีการเลี้ยงสัตว์วัวและควายน้ำ กำลังประสบปัญหาขาดแคลนอาหารพืชสดอย่างรุนแรง เนื่องจากหญ้าน้ำท่วมขังเป็นเวลากว่า 1 เดือนเน่าตาย ทำให้สัตว์เลี้ยงผอมโซจากขาดแคลนอาหาร หลายตัวล้มตายเนื่องจากภูมิต้านทานต่ำ มีพ่อค้านำรถบรรทุกเข้าไปซื้อวัวและควายในราคาที่ถูก เกษตรกรเจ้าของวัวและควายหลายคนจำใจต้องขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาด เพราะไม่ทราบว่าสภาพน้ำท่วมขังอีกกี่เดือน

นายอำนาจ นวลทอง อดีต สจ.สงขลา เขต อ.ระโนดกล่าวว่าตนยอมรับว่าน้ำท่วมเวลายาวนานส่งผลกระทบกับเกษตรกรวงกว้าง วัวและควายขาดแคลนอาหาร น้ำหนักลด ภูมิต้านโรคน้อย จำใจขายวัวและควายในราคาต่ำ เพราะกลัววัวและควายล้มตาย

นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการ จ.สงขลากล่าวว่าตนยอมรับว่า อ.ระโนดและ อ.กระแสสินธ์ยังหลายตำบลยังมีน้ำท่วมและน้ำขัง กองทัพเรือกรมอู่ทหารเรือป้อมพระจุลจอมเกล้า ติดตั้งเรือผลักดันน้ำเพิ่ม 2 จุด ที่ริมคลองหน้าวัดปากแตระ ต.ปากแตระ 10 ลำ ที่คลองปากระวะ ต.คลองแดนจากเดิมติดตั้ง 8 ลำ เพิ่มอีก 2 ลำ เพื่อเร่งผลักดันน้ำที่ท่วมสูงจากฝนตกติดต่อกันหลายวันให้ไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

“เครื่องผลักดันน้ำสามารถผลักดันน้ำต่อเครื่องได้ 24.2 ลบ.ม./นาที หรือ 104,660 ลบ.ม./วัน การติดตั้งเรือผลักดันน้ำจะสามารถระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ปริมาณมากต่อวัน สถานการณ์ระดับน้ำโดยรวมลดลงจากเดิม ซึ่งทางกองทัพเรือได้นำกำลังพลเร่งติดตั้ง คาดว่าหากช่วงนี้ไม่มีฝนตกลงมาระดับน้ำจะเข้าสู่ภาวะปกติภายในเร็ววัน ปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลาย”

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า มังคุดเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมในการบริโภคทั้งสดและแปรรูปรวมทั้งเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางและอื่นๆจึงเป็นโอกาสดีของเกษตรกรที่ต้องพัฒนาการผลิตที่มีคุณภาพเพื่อการส่งออกสู่ประเทศต่างๆ ในอาเซียน จังหวัดยะลานั้นมีพื้นที่ให้ผลผลิตมังคุดปริมาณ 6,933 ไร่ มีผลผลิต 3,213 ตันต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอำเภอเบตง พื้นที่ใต้สุดแดนสยามมีพื้นที่ปลูกเป็นลำดับต้นๆของจังหวัดแต่การผลิตมังคุดยังมีปัญหาด้านคุณภาพและขาดการบริหารจัดการด้านการตลาดค่อนข้างมาก ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ สภาเกษตรกรฯเล็งเห็นความสำคัญของการสร้างมูลค่าเพิ่ม และการตลาด ซึ่งจะเน้นกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ ด้วยกระบวนการตรวจสอบข้อมูลเพื่อสร้างแรงจูงใจในการตัดสินใจไปสู่การเลือกซื้อและบริโภคโดยผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับผลผลิตนั้นๆได้อย่างรวดเร็ว การสร้างมูลค่าเพิ่มโดยติดQR codeและการตลาด) จึงเป็นโครงการหนึ่งที่สภาเกษตรกรแห่งชาติให้การสนับสนุน

ด้านนายมะหะหมัดซันโรนิง อามะ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา กล่าวว่า สภาเกษตรกรจังหวัดยะลาได้ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรเอกชน(องค์กรมหาชน) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดยะลา จัดโครงการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันมังคุดจังหวัดยะลา (การผลิตมังคุดคุณภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มQR codeและการตลาด) เพื่อให้ความรู้การผลิตที่ดีได้มาตรฐานที่ตลาดกำหนด โดยการเปลี่ยนวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่เกษตรเชิงพาณิชย์ เพื่อเกิดระบบตามสอบสินค้าเกษตร (QR code)สำหรับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร องค์กรเกษตรกร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มด้านราคาและการแข่งขัน การตลาด ซึ่งได้จัดอบรมเมื่อกลางเดือนมกราคม 2560 ณ ห้องประชุมวิทยาลัยการอาชีพเบตง อ.เบตง จ.ยะลา ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในหลายๆโครงการที่เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือ3 หน่วยงานภาคี สภาเกษตรกรจังหวัดยะลา สถาบันพัฒนาองค์กรเอกชน (องค์กรมหาชน) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดยะลา เพื่อที่จะพัฒนาไม้ผลในพื้นที่จังหวัดยะลาให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป ส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่เกษตรกรตลอดจนพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างเร่งรัดและติดตามการดำเนินมาตรการช่วยยกระดับราคาหัวมันสำปะหลังสด โดยหนึ่งในมาตรการดังกล่าวกำหนดให้ในช่วงฤดูกาลที่หัวมันสดออกสู่ตลาดจำนวนมาก ผู้ส่งออกจะต้องมีสต๊อกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในครอบครองก่อนการส่งออกในอัตราส่วน 1.5 : 1 นั่นคือ หากต้องการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง จำนวน 1 ส่วน จะต้องเก็บสต๊อกไว้ในครอบครองก่อนการส่งออกจำนวน 1.5 ส่วน กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก ได้ดำเนินตามมาตรการดังกล่าวมาแล้ว 1 งวด จากทั้งหมด 4 งวด และขณะนี้ อยู่ในช่วงของการตรวจสอบปริมาณผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของผู้ส่งออกที่ต้องการจะขออนุญาตส่งออกงวดที่ 2 หรือในเดือนก.พ. 2560 นี้

จากการลงพื้นที่ตรวจและติดตามสถานการณ์ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในจ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2560 พบว่าการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้ผู้ส่งออกต้องจัดหาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมาไว้ในครอบครองก่อนการส่งออก เป็นการดูดซับผลผลิตจากเกษตรกรในช่วงที่หัวมันสดออกสู่ตลาดจำนวนมาก ซึ่งจากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาพบว่า มาตรการยกระดับราคาของกระทรวงพาณิชย์ที่ออกไปก่อนหน้านี้ ช่วยพยุงราคาหัวมันสำปะหลังสดไม่ให้ปรับตัวลดลง นอกจากนี้ อยากฝากไปยังผู้ประกอบการไทยไม่ว่าจะเป็นลานมัน และโรงแป้ง ให้รับซื้อหัวมันสำปะหลังสดจากเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรมด้วย

นายวินิจฉัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลจากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์มันสำปะหลังตามแนวชายแดนพบว่าผลผลิตมันสำปะหลังของประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ประเทศไทยน้อยกว่าที่คาดการณ์ โดยมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย และฝั่งกัมพูชาเริ่มแปรรูปมันสำปะหลังเป็นแป้งได้มากขึ้นทำให้ผลผลิตหัวมันสดในตลาดลดลง ซึ่งกรณีดังกล่าวผู้ประกอบการไทยจะต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์เพื่อให้มีผลผลิตหัวมันสดเพียงพอต่อการแปรรูปเป็นสินค้าอื่นๆ

วันที่ 29 มกราคม 2560 นายธนวัฒน์ พันธุ์สนิท ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ขณะนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่นครศรีธรรมราช ยังประสบปัญหาด้านเสบียงอาหารสัตว์อยู่มาก โดยเฉพาะในพื้นที่ 8 อำเภอพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ที่ยังมีภาวะน้ำท่วมขัง ซึ่งแม้ทางราชการโดยกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรฯ และ จังหวัดนครศรีธรรมราช จะพยายามสนับสนุนเต็มที่แล้ว แต่ยังไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือ สนง.ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช จึงขอเชิญชวนร่วมกันบริจาคอาหารสัตว์สำหรับ(โค-กระบือ-แพะ) หรือ บริจาคเงิน เพื่อจัดหาหญ้า ฟาง อาหารผสมสำเร็จรูป(TMR.) เพื่อช่วยเหลือบรรเทาด้านเสบียงอาหารสัตว์ให้กับพี่น้องเกษตรกร อีกระยะหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือนในการประคับประคองสถานการณ์ปัจจุบันและระยะฟื้นฟูสุขภาพสัตว์

สำหรับหญ้าแห้งที่จังหวัดนครฯ เตรียมไว้เอง โดยใช้งบจังหวัด ประมาณ 30,000 ฟ่อน หรือ 600,000 ก.ก. ใช้หมดไปในช่วงเดือนธันวาคม 2559 แต่สถานการณ์ของจังหวัดนครศรีฯ ต่างจากพื้นที่อื่น เราเจอมา 3 รอบ กินเวลามา 2 เดือนแล้ว ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมเป็นต้นมา ใช้เสบียงอาหารสัตว์ ที่ได้รับสนับสนุนจากกรมปศุสัตว์ไปแล้ว ประมาณ 25,000 ฟ่อน หรือ 500,000 กก. ซึ่งทางจังหวัดได้อนุมัติงบภัยพิบัติฉุกเฉิน ซื้ออาหารผสมสำเร็จอีก 20,000 กระสอบ หรือ 600,000 กก. และ กรมฯยังสนับสนุนมาเพิ่มให้เรื่อยๆ โดยขนส่งมาจากคลังเสบียงสัตว์ในพื้นที่ภาคกลางและภาคอีสาน ทางรถไฟและรถบรรทุก ซึ่งมีข้อจำกัดในการส่งมาก เพราะระยะทางไกล

นายธนวัฒน์ กล่าว ส่วนหนึ่งที่ได้เร่งทำเพิ่มเติม คือ ผลิตอาหารผสมเสร็จ(TMR) อย่างเร่งด่วน โดยใช้วัตถุดิบหลักในท้องถิ่น คือ ใบปาล์มน้ำมัน ผสมรวมกับวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่นๆ ตั้งเป้าผลิต 80 ตัน กำลังการผลิต ประมาณ 8 ตันต่อวัน ซึ่งตรงนี้ จึงต้องประกาศขอรับบริจาคสนับสนุน และหากว่าได้รับยอดบริจาคก็คงจะช่วยบรรเทาไปได้ส่วนหนึ่ง และพื้นที่ที่ต้องเร่งให้การช่วยเหลือดูแลเป็นพิเศษในเวลานี้คือ พื้นที่ลุ่มน้ำ ซึ่งมีการเลี้ยงสัตว์กันมาก ยังมีน้ำท่วมขังแปลงหญ้า ยังมีภาวะขาดแคลน ประเมินว่าเรายังต้องช่วยพี่น้องเกษตรกรอีกระยะหนึ่ง ปริมาณความต้องการ ขั้นต่ำ 1,000 ฟ่อนต่อวัน

ทั้งนี้ สามารถบริจาคได้โดยตรงที่ สนง.ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือ โอนเงินบริจาคเข้าบัญชีของสำนักงานฯ ชื่อบัญชี เงินบริจาคกรมปศุสัตว์ เลขที่ 389-0-20265-9 ธ.กรุงไทย สาขาศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ สนง.ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช โทร.075-356254 , 075-356454 โทรสาร 075-356065

ผู้สื่อข่าวรายงาน เย็นวันที่ 28 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช นัดระดมเงินทุนบริจาค จากเจ้าหน้าที่ เพื่อสมทบทุนในการผลิตอาหารให้สัตว์ โดยสามารถรวมรวมเงินทุนได้กว่า 7 หมื่นบาท ถือว่าเป็นทุนเบื้องต้นสำหรับการผลิตอาหารเพื่อสัตว์ที่ประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ลงพื้นที่ สำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลด้านการบริหารจัดการกิจกรรมโลจิสติกส์ในพื้นที่แปลงใหญ่ต้นแบบข้าว กข. 6 ณ ศพก. ต.เชียงเพ็ญ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี แจง พื้นที่แปลงใหญ่รวม 3,117 ไร่ เกษตรกรสมาชิก 200 ครัวเรือน มีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนละ 82,230 บาท/ปี

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้ลงพื้นที่สำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลด้านการบริหารจัดการกิจกรรมโลจิสติกส์ในพื้นที่แปลงใหญ่ต้นแบบข้าว กข.6 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบลเชียงเพ็ญ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งมีนายชัชวาล ท้าวมะลิ เป็นประธานกลุ่มเกษตรกรดูแลแปลงใหญ่ และมีนายเนตร นักบุญ เกษตรอำเภอกุดจับ เป็นผู้จัดการแปลงใหญ่

จากการผลการลงพื้นที่ พบว่า กิจกรรมที่กลุ่มเกษตรกรดำเนินการในแปลงใหญ่ คือ 1) การลดค่าใช้จ่าย ใช้การไถกลบตอซัง ผลิตปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยอินทรีย์ และใช้เมล็ดพันธุ์ดี 2) การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยการใช้ปุ๋ยสั่งตัด และ 3) การเพิ่มมูลค่า โดยการแปรรูปขายเป็นข้าวสาร รวมทั้งเริ่มส่งเสริมการผลิตพืชที่ใช้น้ำน้อย ได้แก่ ผลิตถั่วลิสง ส่งบริษัท โก๋แก่ รวมทั้งผลิตปอเทืองส่งขาย พด. เดือนละ 4 ตัน โดยพื้นที่แปลงใหญ่ที่ดำเนินการ จำนวน 3,117 ไร่ เกษตรกรสมาชิก 200 ครัวเรือน มีผลการบริหารจัดการผลผลิตในปี 2559 ที่ผ่านมา มีดังนี้

ข้าวเหนียว กข.6 พื้นที่ปลูก 2,000 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 600 กก./ไร่ ผลผลิตรวม 1,200,000 กก. (1,200 ตัน) รวมมูลค่า 12,890,000 บาท (ไม่รวมเก็บไว้ทำพันธุ์และบริโภค) แยกเป็น
การทำแปลงเมล็ดพันธุ์ 200 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 600 กก./ไร่ ผลผลิตรวม 120,000 กก. จำหน่ายให้เกษตรกรในพื้นที่ทำพันธุ์จำหน่าย กก. ละ 20 บาท (ศูนย์จำหน่าย กก. ละ 25 บาท) ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตเรื่องเมล็ดพันธุ์ 600,00 บาท มูลค่าผลผลิต 2,400,000 บาท

ข้าวคุณภาพ 1,800 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 600 กก./ไร่ ผลผลิตรวม 1,080,000 ตัน โดยเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน 200 ครอบครัว 1,000 คนๆ ละ 350 กก. ปริมาณข้าว 350,000 กก. และแปรรูปเพื่อจำหน่ายเป็นข้าวสาร เป้าหมายเกษตรกร ผู้ยากจนและชาวสวนยาง 500 ครัวเรือน ข้าวเปลือก 200,000 กก. แปรรูปเป็นข้าวสารได้ 120,000 กก. จำหน่าย กก. ละ 30 บาท เป็นเงิน 3,600,000 บาท รวมทั้งจำหน่ายให้โรงสีกุดจับการเกษตร จำนวน 530,000 กก. โดยโรงสีจะรับซื้อให้ในราคาสูงกว่าปกติ (ตาม MOU กก. ละ 20 สตางค์) จำหน่าย กก. ละ 13 บาท เป็นเงิน 6,890,000 บาท

ข้าวหอมมะลิ พื้นที่ปลูก 1,117 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 600 กก./ไร่ ผลผลิตรวม 670,200 กก. (670 ตัน) รวมมูลค่า 11,972,200 บาท แยกเป็น
– แปรรูปเป็นข้าวถุง (ข้าวกล้องและข้าวฮาง) 300,000 กก. แปรรูปได้ 180,000 บาท กก. ละ 50 บาท เป็นเงิน 9 ล้านบาท

– เก็บไว้ทำพันธุ์และบริโภคทำบุญตามประเพณี 100,000 กก.

– จำหน่ายให้โรงสีกุดจับการเกษตร 270,000 กก. โดยโรงสีจะรับซื้อให้ในราคาสูงกว่าปกติ (ตันละ 200- 500 บาท) เป็นเงิน 2,972,200 บาท

ทั้งนี้ รวมมูลค่าผลผลิตข้าวเหนียวและข้าวเจ้าหอมมะลิทั้งหมด 24,862,200 บาท มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 2,700 บาทต่อไร่ พื้นที่ 3,117 ไร่ รวมเป็นเงินค่าต้นทุน 8,415,900 บาท กำไรทั้งหมด 16,446,300 บาท เกษตรกร 200 ครัวเรือน มีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนละ 82,230 บาท/ปี ทั้งนี้ ประธานกลุ่มเกษตรกร มีความต้องการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาสนับสนุนโรงสีที่มีกำลังผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสีข้าวขาว แทนการการจ้างผู้ประกอบการอื่นสี และต้องการให้มีการดำเนินโครงการแปลงใหญ่อย่างต่อเนื่อง

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ufabetsix.com เปิดเผยว่า จากกรณีที่หลายฝ่ายมีความวิตกกังวลว่า ปริมาณน้ำที่มีอยู่ในเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา จะไม่เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะการผลิตน้ำประปา กรมชลฯขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า กรมชลฯ ได้มีการคาดการณ์ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง 2559/60 ให้สอดคล้องและเพียงพอกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในแต่ละเขื่อน พบว่ามี 17 เขื่อนที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการหาแนวทางในการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำด้วยการทำฝนหลวงเพื่อเก็บกักน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด

“10 เขื่อนใหญ่ที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ได้แก่ เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแชะ เขื่อนลำนางรอง เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนปราณบุรี และเขื่อนบางลาง ซึ่งมี 5 เขื่อนที่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ แต่ไม่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการเกษตรได้ คือ เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแชะ และเขื่อนปราณบุรี ส่วนอีก 5 เขื่อนที่เหลือประกอบไปด้วย เขื่อนลำนางรอง เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนบางลาง นั้น มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และพืชไร่พืชผัก หรือ พืชใช้น้ำน้อย แต่ไม่สามารถสนับสนุนการทำนาปรังไ”นายทองเปลวกล่าว

นายทองเปลว กล่าวว่า สำหรับเขื่อนลำตะคอง ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเพียง 87 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็น 30% ของความจุอ่างฯ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยมาก ต้องวางแผนจัดการน้ำอย่างรัดกุม ต่อมาเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 คณะกรรมการจัดการชลประทาน (เจเอ็มซี) ของโครงการเขื่อนลำตะคอง ได้ลงมติว่า ให้มีการระบายน้ำจากเขื่อนลำตะคองไม่เกินวันละ 432,000 ลบ.ม. สำหรับอุปโภคบริโภค การผลิตประปา รักษาระบบนิเวศ และรักษาคุณภาพน้ำ ในลำตะคองและลำบริบูรณ์ ตลอดในช่วงฤดูแล้งปี 2559/60เท่านั้น

“จากข้อมูล ณ วันที่ 30 มกราคม 2560 เขื่อนลำตะคอง มีปริมาณน้ำ 87 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 30%ของความจุอ่างฯ สามารถส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และโดยเฉพาะการส่งน้ำเพื่อผลิตประปา จำนวน 81 แห่ง ที่มีความต้องการใช้น้ำรวมกันทั้งสิ้นวันละประมาณ 213,000 ลูกบาศก์เมตร หากใช้น้ำเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่ได้วางไว้ ปริมาณน้ำที่มีอยู่ในเขื่อนลำตะคอง จะเพียงพอใช้ไปจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2560 อย่างแน่นอน ดังนั้นทุกฝ่ายควรใช้น้ำอย่างประหยัด” นายทองเปลว กล่าว

เมื่อวันที่ 30 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานมหกรรมไก่ชนนานาชาติ สืบสานประเพณีไทย ก้าวไกล ครั้งที่ 1 งานเทศกาลอาหาร ผลไม้ของดีนครปฐม ซุ้มไก่ซามูไร หมูบิน ของนายพีรดล สาวทรัพย์ หรือเสี่ยบาส อยู่ที่หมู่ 7 ต.มาบแค อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม ได้ขาย “เจ้าเทาแสนตอ” ไก่พันธุ์พม่าง่อน อายุ 12 เดือน ให้แก่เซียนไก่ชนจังหวัดนครราชสีมา ในราคา 1,500,000 บาท

ทั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าเทาแสนตอได้ตีชนะที่สนามมหาลาภ เมื่อ 31 ธันวาคม 2559 เดิมพัน 17,800,000 บาท จึงทำให้บรรดาเซียนไก่ต่างชื่นชอบและติดต่อขอซื้อเจ้าเทาแสนตอในราคาหลักล้านบาท จนมาสรุปได้ที่เซียนไก่ชนจังหวัดนครราชสีมา ด้วยราคา 1.5 ล้านบาท โดยเจ้าเทาแสนตอตีชนะเดิมพันมาสูงสุดของภาคอีสาน