กรมปศุสัตว์แนะผู้บริโภคใส่ใจเลือกซื้อเนื้อสัตว์อย่างไรให้ได้

มาตรฐานนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ แนะนำผู้บริโภคใส่ใจการเลือกซื้อเนื้อสัตว์เพื่อความปลอดภัยในการบริโภคว่า ควรเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ สถานที่จำหน่ายต้องสะอาดถูกสุขลักษณะ อาทิ ตลาดสด ร้านค้าโมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า ที่รับเนื้อสัตว์จากโรงฆ่าสัตว์และแปรรูปเนื้อสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาตและผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากพนักงานตรวจโรคสัตว์มาแล้ว

“ผู้บริโภคควรใส่ใจเลือกสินค้าเนื้อสัตว์จากสถานที่จำหน่ายที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ภายใต้สัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ซึ่งมีการจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มีความความปลอดภัยสำหรับการบริโภค และเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ฟาร์ม โรงฆ่าสัตว์ จนถึงสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ และยิ่งไปกว่านั้น ร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มีตู้แช่เย็น เพื่อคงคุณภาพเนื้อสัตว์ป้องกันการปนเปื้อน จะทำให้มีรสชาติอร่อยยิ่งขึ้นเมื่อนำไปทำอาหาร เพราะจะคงความสดของเนื้อสัตว์ไว้ได้” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

เนื้อสุกรและเนื้อไก่ที่เก็บรักษาในอุณหภูมิต่ำไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส หรือเก็บในตู้แช่เย็นที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ก็จะช่วยให้มีคุณภาพและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผู้บริโภคควรรับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น ซึ่งจะสามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆที่อาจปนเปื้อนมากับเนื้อสัตว์ได้

รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ แนะนำวิธีการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่ดีว่า เนื้อหมูต้องมีสีชมพูสดถึงแดง แต่ต้องไม่แดงมาก เนื้อละเอียดไม่หยาบ กลิ่นต้องเป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อใช้นิ้วกดเนื้อต้องคืนตัวได้ดีไม่เกิดรอยบุ๋มตามแรงกด ไม่ควรซื้อเนื้อหมูที่มีกลิ่นคาว กลิ่นเหม็นรุนแรง หรือมีเมือกลื่น มีสีคล้ำ หรือเนื้อหมูที่สีซีดเกินไปและมีน้ำซึมไหลออกมาแสดงว่าเป็นเนื้อที่เสื่อมคุณภาพ

ส่วนเนื้อไก่ที่สดต้องมีเนื้อสีชมพูเรื่อๆ ไม่มีสีแดงมากหรือไม่ซีดเกินไปจนเป็นสีขาว เนื้อต้องไม่แฟบแบน หนังมีสีขาวอมเหลือง เต่งตึงไม่เหี่ยวย่น และสังเกตที่ภาชนะบรรจุต้องไม่มีน้ำนองออกมาซึ่งแสดงว่าไก่ยังมีความสดอยู่ เพียงเท่านี้ผู้บริโภคก็จะได้บริโภคเนื้อสัตว์ปลอดภัยอย่างแน่นอน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน น.ส.จิตตานันท์ กิจวรสวัสดิ์ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตร จ.น่าน เปิดเผยหลังจากมหาวิทยาลัยนเรศวรมาทำวิจัย และผู้ว่าราชการจังหวัดน่านให้ประชาสัมพันธ์เตือนเกษตรกร ใช้สารเคมีมากปริมาณกว่า 1.8 ล้านลิตร เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์ 8 แสนไร่ ใช้เฉลี่ยไร่ละ 3 ลิตร กระทั่งเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นกว้างขวาง เกรงสารเคมีอาจปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและภูเขาหัวโล้นว่า เป็นประเด็นร้อนที่ทุกภาคส่วนกำลังตื่นตัว เรียกร้องให้ดูแลวิถีความเป็นอยู่ส่วนรวมอย่างจริงจัง ดังนั้นปีงบประมาณใหม่ 2560 นี้ จึงกระตุ้นให้ผู้มีส่วนได้เสียคือผู้จำหน่ายปัจจัยการผลิตเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี และสารกำจัดศัตรูพืช หรือสารฆ่าแมลง เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าวในลักษณะ “ซีเอสอาร์” หรือความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับภาคราชการ เกษตรกร ทำแผนภายใต้ภารกิจที่กรมส่งเสริมการเกษตรให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ลดต้นทุนการผลิตตามค่าวิเคราะห์ดิน และลด ละ เลิกใช้สารเคมีอย่างเด็ดขาด

“ประการที่สองโฟกัสไปที่รณรงค์และส่งเสริมอย่างจริงจัง ให้ใช้สารชีวพันธุ์ทดแทนสารเคมี ตอนนี้เราได้งบพัฒนาจังหวัดมาทำโครงการ ส่งเสริมผลิตพืชผักผลไม้ปลอดภัยเป็นรายชุมชน โดยหาหมู่บ้านหรือตำบลต้นแบบที่เป็นคนรุ่นใหม่ หันกลับมาเอาดีทางอาชีพเกษตรหรือยังสมาทฟาเมอร์ของเรา โดยเน้นเรื่องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ตั้งธงไว้จะผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้ตลาดที่มีรองรับอยู่แล้ว นอกจากสำนักงานเกษตร จ.น่าน ยังมีตลาดประชารัฐและห้างบิ๊กซี แบ่งพื้นที่ให้จำหน่ายสลับวันกันทุกสัปดาห์” น.ส.จิตตานันท์กล่าว และว่า เกษตรกรต้นแบบดังกล่าว เช่น “ผู้ใหญ่บรรจง ไชยยงค์” ปราชญ์ชาวบ้าน ต.บ้านฟ้า อ.บ้านหลวง จ.น่าน ผู้คิดค้นน้ำหมักปลอดภัยผสมอีเอ็มแทนสารเคมี และมีคุณสมบัติใช้เป็นปุ๋ยช่วยเพิ่มผลผลิตได้ด้วย โดยเกษตรกรสามารถปลูกข้าวโพดวิธีเหมาะสม สามารถปลดหนี้ได้กว่า 5 แสนบาทภายในฤดูเพาะปลูกเดียว เป็นวิทยากรจิตอาสาคนหนึ่งที่ออกไปเผยแพร่องค์ความรู้เหล่านี้ ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในและนอกจังหวัด” น.ส.จิตตานันท์ กล่าว

น.ส.จิตตานันท์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา จ.น่านใช้สารเคมีแบ่งเป็นกำจัดวัชพืชหรือยาฆ่าหญ้า สารกำจัดโรคและฆ่าแมลง มีปัญหาค่อนข้างเยอะเนื่องจากใช้ไม่ถูกตามชนิด อัตราและเวลาที่เหมาะสม ใช้เกินความจำเป็นหรือ “โอเว่อร์โด๊ด” ใช้พร่ำเพรื่อเพราะหาซื้อง่าย สะดวก แต่ยิ่งใช้มากต้นทุนก็มากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นเรามีสำนักงานเกษตรอยู่ทุกอำเภอ องค์กรในพื้นที่หรือ อกม. จะเชื่อมระหว่างราชการกับเกษตรกรอยู่ในพื้นที่ มีศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน(ศจช.) ศูนย์จัดการดิน ปุ๋ยชุมชน รวมถึงศูนย์บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรระดับตำบล ใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกรได้เข้าใจ เข้าถึง เพื่อให้มีส่วนร่วมกันพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ล่าสุดเมื่อ 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา เกิดกระแสร้อนแรงดังกล่าวซึ่งสรุปได้แล้วว่าที่เป็นปัญหาที่สุดคือยาฆ่าหญ้า 3 ตัว ได้แก่ไกลโฟเสต (ประเภทดูดซึม) พาราคว็อท (ประเภทเผาไหม้) ทำลายพืชสีเขียวที่มีคลอโรฟิลล์จนแห้งตาย และอาทราซีน หรือยาคุมหญ้า ส่วนปัญหารองลงมาคือสารกำจัดแมลง หรือคลอร์ไพริฟอส ทั้งหมดนี้พบปนเปื้อนอยู่ในร่างกายของเกษตรกรและผู้บริโภค จึงเป็นประเด็นสงสัยถึงโรคต่างๆ จ.น่าน ทั้งโรคมะเร็ง ความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคไต เกิดจากสารเคมีเหล่านี้อย่างไรหรือไม่ และอยู่ในวาระจะต้องพิสูจน์ทราบร่วมกันต่อไปอีก โดยเฉพาะสารตกค้างหรือปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก ได้มีการเผยแพร่ผลศึกษาการใช้สารเคมีในเกษตรกรรม จ.น่าน โดยอ้างอิงข้อมูลจากมหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก ระบุว่าปนเปื้อนในแหล่งน้ำต่างๆ ทำให้หลายหน่วยงานเริ่มประชุมหาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง และนายสุวัฒน์ พรมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกสำรวจหาข้อมูลแหล่งน้ำต่างๆ มาชี้แจงให้สาธารณะเข้าใจ เนื่องจากสาธารณชนเริ่มสงสัยสถิติสูงที่ป่วยโรคมะเร็ง โรคไต ความดันโลหิต ฯลฯ โดยเฉพาะผู้ผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดได้รับผลกระทบมากจากความหวาดระแวงดังกล่าว ประกอบกับเมื่อหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานสาธารณสุข จ.น่าน ได้สุ่มสำรวจพบทุกสาขาอาชีพมีสารฆ่าแมลง ปนเปื้อนอยู่ในกระกระแสเลือดขั้นเสี่ยงอันตราย

อย่างไรก็ตาม จากการเก็บตัวอย่างน้ำล่าสุด 11 แหล่งและที่ใช้สำหรับผลิตน้ำประปา ส่งไปตรวจสอบในห้องแล็ป สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร(สวพ.) เขต 1 เชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร และเอกชนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กทม. ยืนยันว่า น้ำดังทั้งหมดมีค่าความปลอดภัยและไม่เกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก แต่ยังสงสัยกันถึงความเบี่ยงเบนต่างๆ ที่ยังไม่ครบสมบูรณ์ สำนักงานเกษตร จ.น่านในฐานะเลขาคณะกรรมการ จึงยังได้รับมอบภารกิจให้ขยายตรวจแหล่งน้ำอีกต่อไปอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อหาความเข้มข้นสารเคมีในแต่ละช่วงฤดูเกษตรกรรม และประกอบโครงการรณรงค์ลด ละ เลิกใช้สารเคมีด้วย.

ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในฐานะประเทศกสิกรรมสำคัญของโลก และตอนนี้ยังเป็นที่รู้จักในฐานะประเทศที่มีการผลิตและพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่องและหลากหลายอีกด้วย โดยเฉพาะพลังงานทดแทนจากพืชผลทางการเกษตร
ในอดีตหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรและแปรรูปเพื่อจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว ยังมีของเหลือใช้ทางการเกษตรมากมายที่ถูกทิ้งไว้รอวันย่อยสลายอย่างไร้ประโยชน์ แต่ปัจจุบันทั้งภาครัฐและเอกชนได้หันมาผลิตพลังงานทดแทนโดยใช้ของเหลือใช้จากภาคอุตสาหกรรมการเกษตรมากขึ้น โดยพลังงานทดแทนที่ผลิตจะอยู่ในรูปชีวมวล (Biomass) และก๊าซชีวภาพ (Biogas) เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับของเหลือใช้เหล่านั้นมหาศาล

ก๊าซชีวภาพ : พลังงานทดแทนสะอาดจากของเหลือใช้
ก๊าซชีวภาพ (Biogas) เป็นพลังงานทดแทนสะอาดที่เกิดจากการนำของเสีย เช่น มูลสัตว์ น้ำเหลือใช้จากฟาร์มปศุสัตว์ หรือจากโรงงานอุตสาหกรรม ขยะ และของเหลือใช้ทางการเกษตร มาผ่านกระบวนการหมักเพื่อให้เกิดการย่อยสลายสารอินทรีย์ในภาวะไร้ออกซิเจน (Anaerobic Digestion) โดยใช้แบคทีเรียหลายชนิดในการบำบัดก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้จะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อนของหม้อต้มไอน้ำทดแทนเชื้อเพลิงปิโตรเลียม เช่น น้ำมันเตา และใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม

การนำน้ำเหลือใช้จากกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ น้ำที่ผ่านระบบบำบัดแล้วสามารถนำไปใช้ทำเป็นปุ๋ยน้ำได้ ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมจะบริหารจัดการน้ำเหลือใช้จากกระบวนการผลิตของโรงงานในรูปแบบนี้ โดยเฉพาะโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง และโรงงานผลิตเอทานอล ที่ส่วนใหญ่จะนำน้ำที่ผ่านระบบการผลิตก๊าซชีวภาพแล้ว ส่งผ่านท่อให้กับเกษตรกรละแวกใกล้เคียงเพื่อเป็นปุ๋ยน้ำ ซึ่งปุ๋ยน้ำที่ได้เต็มไปด้วยธาตุอาหารที่พืชต้องการ เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก

กลุ่มบริษัทอุบลไบโอเอทานอล
ผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเหลือใช้จากกระบวนการผลิต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
กลุ่มบริษัทอุบลไบโอเอทานอล ตั้งอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังและเอทานอล ด้วยกระบวนการผลิตที่ทันสมัยครบวงจรได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยตระหนักและให้ความสำคัญกับการนำผลพลอยได้ที่เหลือใช้จากกระบวนการผลิต มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้แก่ น้ำเหลือใช้จากกระบวนการผลิต และกากมันสำปะหลัง นำมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพเพื่อใช้เป็นพลังงานหมุนเวียนภายในโรงงาน

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ได้ใช้ระบบการผลิตก๊าซชีวภาพที่ทันสมัยและครบวงจรที่สุดในประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ระบบ ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบ โดยในส่วนของกากมันสำปะหลังจะใช้ระบบ CLBR (Covered Lagoon Bio-Reactor) ส่วนน้ำเหลือใช้จากกระบวนการผลิตเอทานอลใช้ระบบ MUR (Methane Upflow Reactor) และน้ำเหลือใช้จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังใช้ระบบ UASB (Upflow Anaerobic Sludge Blanket) ซึ่งจะผลิตก๊าซชีวภาพได้สูงถึง 200,000 ลบ.ม.ต่อวัน ก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้จะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการอบแป้งทดแทนการใช้น้ำมันเตา บางส่วนใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในโรงงานและจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ต่อยอดน้ำปุ๋ยสำหรับเกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต แก้ปัญหาเรื่องน้ำในการเพาะปลูก
สำหรับน้ำที่ผ่านระบบผลิตก๊าซชีวภาพแล้ว จะถูกส่งไปพักที่บ่อผึ่งแบบธรรมชาติที่มีทั้งหมด 6 บ่อ เพื่อให้คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จากนั้นน้ำในบ่อสุดท้ายจะนำมาใช้ประโยชน์ใน “โครงการชลประทานน้ำปุ๋ยเพื่อการเกษตร” ส่งผ่านท่อตรงถึงพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรกว่า 200 ครอบครัวในรัศมีรอบโรงงาน เป็นปุ๋ยน้ำอย่างดีสำหรับบำรุงพืช สามารถเพิ่มผลผลิตทางเกษตร และลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการดำเนินการเรื่องน้ำปุ๋ยได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเรียบร้อยแล้ว

ส่วนกากมันสำปะหลังจัดเป็นอีกวัสดุเหลือใช้ที่ต่อยอดในการลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตได้อย่างชัดเจน ซึ่งในพื้นที่ใกล้ๆ นับเป็นความโชคดีของเกษตรกรที่มีหน่วยงานภาครัฐ สถานีพัฒนาที่ดินอุบลราชธานี อ.สว่างวีระวงศ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มุ่งเน้นส่งเสริมนโยบายการลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตด้วยการให้เกษตรกรทำปุ๋ยหมักใช้เองแทนการซื้อปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพง และส่งผลต่อการปนเปื้อนในดินในระยะยาว จึงจัดทำปุ๋ยหมักจากกากมันสำปะหลัง นำไปผสมกับมูลสัตว์ แกลบ ฯลฯ พร้อมใส่จุลินทรีย์ที่เรียกว่า สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 จนเป็นปุ๋ยหมักที่มีจุลธาตุ สามารถเป็นอาหารต่อพืชทุกชนิดที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน

กลุ่มบริษัทอุบลไบโอเอทานอล มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจภายใต้นโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการส่งเสริมการเกษตร และด้านการพัฒนาชุมชน เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสามารถอยู่ร่วมกันกับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนตลอดไป

สถานการณ์ราคาหัวมันสำปะหลัง ปีการผลิต 2558/2559 ช่วงโค้งสุดท้ายที่ลดลงเหลือ กก.ละ 1.20-1.30 บาท ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปีนับจากปี 2539 ที่ราคาเคยอยู่ที่ กก.ละ 0.80 บาท ทำให้เกษตรกรขาดทุนอย่างน้อย กก.ละ 0.90 บาท ส่งผลให้ชาวไร่มันออกมาเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์กำหนดมาตรการดูแลอย่างเร่งด่วน

เดือดร้อนถึงคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ซึ่ง นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจาก นางอภิรดี ตันตราภรณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้ดูแล รวมทั้ง “กรมการค้าภายใน” ต้องรีบชงมาตรการเสริม 2 มาตรการ คือ การพักชำระหนี้ให้เกษตรกร 2 ปี โดยรัฐบาลจ่ายชดเชยดอกเบี้ย 3% ให้คิดเป็นวงเงิน 1,200 ล้านบาท และมาตรการให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อใหม่ให้เกษตรกร 5 แสนราย รายละ 20,000 บาท ดอกเบี้ย 0.5% ต่อปี คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายใน 15 ตุลาคม 2559 เพื่อเสริม 4 มาตรการเดิม

โซนนิ่งพื้นที่นาข้าวหนุนเกษตรกรปลูกมัน

พิจารณาโครงสร้างการผลิตมันสำปะหลังในแต่ละปีพบว่า ไทยมีผลผลิตมันสำปะหลัง 31-32 ล้านตัน “น้อยกว่า” ปริมาณความต้องการใช้ 40 ล้านตันต่อปี ทำให้ต้องนำเข้าจากเพื่อนบ้าน 800,000-1,000,000 ตันต่อปีซึ่งไม่น่าเป็นเหตุผลที่ทำให้มันสำปะหลังราคาตก

แหล่งข่าวในวงการมันสำปะหลังตั้งข้อสังเกตว่า ราคามันสำปะหลังที่ลดลงอย่างผิดปกติมาจาก 2-3 สาเหตุ คือ 1) ผลพวงจากการใช้มาตรการโซนนิ่งสินค้าเกษตรกรเมื่อปี 2557 ที่ภาครัฐสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ข้าวโพด และอ้อยให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่่มาปลูกมันสำปะหลังแทน เพราะรายได้เฉลี่ยต่อไร่จากการปลูกมันสำปะหลัง 4,141 บาทสูงกว่าการปลูกข้าว 271 บาท

หากยังจำได้ นโยบายปรับพื้นที่ (โซนนิ่ง) ระบุว่า หากเปลี่ยนนาดอน 2 ล้านไร่มาปลูกมันฯ จะช่วยเกษตรกรมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 15 เท่า หรือราว 7,740 ล้านบาทต่อปี แต่หลังจากโซนนิ่งแล้วก็ไม่มีการติดตาม จนผลผลิตมันสำปะหลังจำนวนมากมาโผล่ในปีนี้

2) เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมาเป็นปีที่เกิดภัยแล้งรุนแรง ส่งผลให้การปลูกมันปีการผลิต 2558/2559 ต้องเลื่อนออกไปจากปกติ ชาวไร่จะขุดหมดไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เป็นขุดช้าจนถึงเดือนกันยายน ผลผลิตปี 2558/2559 ก็ยังไม่หมด ขณะที่ผลผลิตมันปี 2559/2560 ก็กำลังจะตามออกมาในเดือนตุลาคมนี้

ชาวไร่มันเจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัด

นอกจากนี้ ยังเจอแจ็กพอตซ้ำเนื่องจากฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ทำให้ต้องเร่งขุดเพื่อหนีฝนอีก ส่งผลให้คุณภาพเปอร์เซ็นต์แป้งลดลงจากเกณฑ์ 25% เหลือ 21-22% ทำให้ราคาร่วงลงอีก

3) กลไกตลาดผิดปกติกล่าวคือ เกษตรกรจะต้องขายมันให้ลานมันและโรงแป้ง เพื่อนำไปแปรรูปเป็นมันเส้น และแป้งมันสำหรับส่งออก แต่ช่วงนี้ “ผู้ซื้อ” น้อยราย เพราะเมื่อฝนตกหนักลานมันไม่สามารถตากมันได้ ต้องหยุดซื้อ เกษตรกรหมดทางเลือกจึงต้องขนหัวมันไปขายให้กับโรงแป้ง ซึ่งเปิดทำการเพียง 50% หรือประมาณ 45 โรงจากทั่วประเทศ ผลต่อเนื่องตามมา คือ

“โรงแป้ง” แบกสต๊อกมากจนรับไม่ไหว จึงต้องไปเร่งส่งออกให้เร็วที่สุด นำมาสู่ปัญหาการตัดราคากันเอง ทำให้ราคาส่งออกเอฟโอบีแป้งมันลดลงจากตันละ 335-350 เหลือตันละ 290 เหรียญสหรัฐ ต่ำสุดในรอบหลายปีเช่นเดียวกัน และคิดทอนกลับเป็นราคาแป้งจะเหลือ กก.ละ 9 บาท จากเคยขายได้ 12-13 บาท ทำให้ราคาหัวมันเหลือเพียง กก.ละ 1.40 บาท ปรากฏการณ์นี้เริ่มจากกลุ่มโรงแป้งในพื้นที่ที่ยังมีผลผลิตปี 2558/2559 ค้างอยู่ เช่น จ.กาฬสินธุ์ มหาสารคาม เลย อุดรธานี และขอนแก่น และลามไปยังโรงแป้งในพื้นที่อื่นต้องลดราคาลงตามซ้ำร้ายตลาดส่งออกหลักอย่างจีนซึ่งมีสัดส่วนกว่า 90% มีนโยบาย “ลด” การนำเข้ามันเส้นจากไทย หันไปใช้สต๊อกข้าวโพดที่รัฐบาลให้การสนับสนุนเกษตรกรแทน โดยคาดการณ์ว่าปีนี้จีนจะระบายสต๊อกข้าวโพด 50 ล้านตันจากทั้งหมด 250 ล้านตัน

4 สมาคมมันเสียงแตก

เหตุผลทั้งหมดนี้ทำให้ “สมาคมโรงแป้งมันสำปะหลังไทย” ถูกผลักเป็นจำเลยกดราคามัน และไม่สามารถเข้าร่วมกับ 3 สมาคมมันสำปะหลัง ซึ่งนำโดยนางสุรีย์ ยอดประจง นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย นายนิยม จุฬาเสรีกุล นายกสมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย และ นายสมบูรณ์ วัฒนวาณิชย์กุล นายกสมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการแก้ไขปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำอย่างเร่งด่วนได้

สาระสำคัญของแถลงการณ์นั้นเสนอให้รัฐออกมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือสนับสนุนเงินให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน 3 แสนครัวเรือน ไร่ละ 1,000 บาท เป็นวงเงิน 8,600 ล้านบาท ให้เกษตรกรมีเงินใช้จ่ายเพื่อจะได้ชะลอการขุดมันออกไป 50-60 วัน ด้วยหวังว่าจะดึงจังหวะรอให้หมดฝน แล้ว “ลานมัน” กลับมาช่วยซื้อและช่วยให้ผลผลิตหัวมันมีคุณภาพมากขึ้น พร้อมทั้งขอให้ภาครัฐเพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมเรื่องการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเสนอให้กำหนดโควตาและให้ผู้นำเข้ามานำเข้ามาเพื่อส่งออก ซึ่งจะช่วยลดซัพพลายส่วนเกินได้

นายธีระชาติ เสยกระโทก ผู้ประสานงานสมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ในพื้นที่เกษตรกรไม่สามารถชุนนุมประท้วงได้เหมือนในอดีต กลไกการแก้ไขปัญหาจึงมีการหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละพื้นที่ เพื่อขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการลานมันช่วยเข้ารับซื้อหัวมัน (เปอร์เซ็นต์แป้ง 25%) จากเกษตรกรในราคา กก.ละ 2.10 บาท ขณะที่ผู้ประกอบการโรงแป้งในพื้นที่ยืนยันว่า ไม่สามารถรับซื้อในราคาดังกล่าวได้ เพราะขณะนี้การส่งออกแป้งประสบปัญหาด้านราคา อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลผลิตมันสำปะหลังปีนี้ยัง เหลืออยู่ 10% เท่านั้น หากกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการชัดเจนน่าจะช่วยยกระดับราคาขึ้นได้

ขยายตลาด-ดูแลโซนนิ่ง

สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงรุก “นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง” ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะภาคเอกชนออกไปเจรจาเพื่อขยายตลาดส่งออก 3 แห่ง คือ อินเดีย ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ช่วง 26-30 กันยายนนี้ ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อการขยายตลาดส่งออกใหม่ ลดการพึ่งพาการส่งออกตลาดจีนได้ในอนาคต ขณะเดียวกันได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จ.สระแก้ว เพื่อขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลการลักลอบนำเข้ามันเส้น

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังกังวลว่าปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นหลังจากใช้มาตรการโซนนิ่งภาคการเกษตรจะยังมีต่อเนื่องจนถึงปีการผลิต 2559/60 ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดกลไกการติดตามข้อมูลให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ แนะนำผู้บริโภคใส่ใจการเลือกซื้อเนื้อสัตว์เพื่อความปลอดภัยในการบริโภคว่า ควรเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ สถานที่จำหน่ายต้องสะอาดถูกสุขลักษณะ อาทิ ตลาดสด ร้านค้าโมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า ที่รับเนื้อสัตว์จากโรงฆ่าสัตว์และแปรรูปเนื้อสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาตและผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากพนักงานตรวจโรคสัตว์มาแล้ว

“ผู้บริโภคควรใส่ใจเลือกสินค้าเนื้อสัตว์จากสถานที่จำหน่ายที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ภายใต้สัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ซึ่งมีการจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มีความความปลอดภัยสำหรับการบริโภค และเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ฟาร์ม โรงฆ่าสัตว์ จนถึงสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ และยิ่งไปกว่านั้น ร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มีตู้แช่เย็น เพื่อคงคุณภาพเนื้อสัตว์ป้องกันการปนเปื้อน จะทำให้มีรสชาติอร่อยยิ่งขึ้นเมื่อนำไปทำอาหาร เพราะจะคงความสดของเนื้อสัตว์ไว้ได้” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

เนื้อสุกรและเนื้อไก่ที่เก็บรักษาในอุณหภูมิต่ำไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส หรือเก็บในตู้แช่เย็นที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ก็จะช่วยให้มีคุณภาพและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผู้บริโภคควรรับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น ซึ่งจะสามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆที่อาจปนเปื้อนมากับเนื้อสัตว์ได้

รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ แนะนำวิธีการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่ดีว่า เนื้อหมูต้องมีสีชมพูสดถึงแดง แต่ต้องไม่แดงมาก เนื้อละเอียดไม่หยาบ กลิ่นต้องเป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อใช้นิ้วกดเนื้อต้องคืนตัวได้ดีไม่เกิดรอยบุ๋มตามแรงกด ไม่ควรซื้อเนื้อหมูที่มีกลิ่นคาว กลิ่นเหม็นรุนแรง หรือมีเมือกลื่น มีสีคล้ำ หรือเนื้อหมูที่สีซีดเกินไปและมีน้ำซึมไหลออกมาแสดงว่าเป็นเนื้อที่เสื่อมคุณภาพ

ส่วนเนื้อไก่ที่สดต้องมีเนื้อสีชมพูเรื่อๆ ไม่มีสีแดงมากหรือไม่ซีดเกินไปจนเป็นสีขาว เนื้อต้องไม่แฟบแบน หนังมีสีขาวอมเหลือง เต่งตึงไม่เหี่ยวย่น และสังเกตที่ภาชนะบรรจุต้องไม่มีน้ำนองออกมาซึ่งแสดงว่าไก่ยังมีความสดอยู่ เพียงเท่านี้ผู้บริโภคก็จะได้บริโภคเนื้อสัตว์ปลอดภัยอย่างแน่นอน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน น.ส.จิตตานันท์ กิจวรสวัสดิ์ taniavaughan.com หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตร จ.น่าน เปิดเผยหลังจากมหาวิทยาลัยนเรศวรมาทำวิจัย และผู้ว่าราชการจังหวัดน่านให้ประชาสัมพันธ์เตือนเกษตรกร ใช้สารเคมีมากปริมาณกว่า 1.8 ล้านลิตร เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์ 8 แสนไร่ ใช้เฉลี่ยไร่ละ 3 ลิตร กระทั่งเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นกว้างขวาง เกรงสารเคมีอาจปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและภูเขาหัวโล้นว่า เป็นประเด็นร้อนที่ทุกภาคส่วนกำลังตื่นตัว เรียกร้องให้ดูแลวิถีความเป็นอยู่ส่วนรวมอย่างจริงจัง ดังนั้นปีงบประมาณใหม่ 2560 นี้ จึงกระตุ้นให้ผู้มีส่วนได้เสียคือผู้จำหน่ายปัจจัยการผลิตเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี และสารกำจัดศัตรูพืช หรือสารฆ่าแมลง เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าวในลักษณะ “ซีเอสอาร์” หรือความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับภาคราชการ เกษตรกร ทำแผนภายใต้ภารกิจที่กรมส่งเสริมการเกษตรให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ลดต้นทุนการผลิตตามค่าวิเคราะห์ดิน และลด ละ เลิกใช้สารเคมีอย่างเด็ดขาด

“ประการที่สองโฟกัสไปที่รณรงค์และส่งเสริมอย่างจริงจัง ให้ใช้สารชีวพันธุ์ทดแทนสารเคมี ตอนนี้เราได้งบพัฒนาจังหวัดมาทำโครงการ ส่งเสริมผลิตพืชผักผลไม้ปลอดภัยเป็นรายชุมชน โดยหาหมู่บ้านหรือตำบลต้นแบบที่เป็นคนรุ่นใหม่ หันกลับมาเอาดีทางอาชีพเกษตรหรือยังสมาทฟาเมอร์ของเรา โดยเน้นเรื่องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ตั้งธงไว้จะผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้ตลาดที่มีรองรับอยู่แล้ว นอกจากสำนักงานเกษตร จ.น่าน ยังมีตลาดประชารัฐและห้างบิ๊กซี แบ่งพื้นที่ให้จำหน่ายสลับวันกันทุกสัปดาห์” น.ส.จิตตานันท์กล่าว และว่า เกษตรกรต้นแบบดังกล่าว เช่น “ผู้ใหญ่บรรจง ไชยยงค์” ปราชญ์ชาวบ้าน ต.บ้านฟ้า อ.บ้านหลวง จ.น่าน ผู้คิดค้นน้ำหมักปลอดภัยผสมอีเอ็มแทนสารเคมี และมีคุณสมบัติใช้เป็นปุ๋ยช่วยเพิ่มผลผลิตได้ด้วย โดยเกษตรกรสามารถปลูกข้าวโพดวิธีเหมาะสม สามารถปลดหนี้ได้กว่า 5 แสนบาทภายในฤดูเพาะปลูกเดียว เป็นวิทยากรจิตอาสาคนหนึ่งที่ออกไปเผยแพร่องค์ความรู้เหล่านี้ ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในและนอกจังหวัด” น.ส.จิตตานันท์ กล่าว

น.ส.จิตตานันท์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา จ.น่านใช้สารเคมีแบ่งเป็นกำจัดวัชพืชหรือยาฆ่าหญ้า สารกำจัดโรคและฆ่าแมลง มีปัญหาค่อนข้างเยอะเนื่องจากใช้ไม่ถูกตามชนิด อัตราและเวลาที่เหมาะสม ใช้เกินความจำเป็นหรือ “โอเว่อร์โด๊ด” ใช้พร่ำเพรื่อเพราะหาซื้อง่าย สะดวก แต่ยิ่งใช้มากต้นทุนก็มากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นเรามีสำนักงานเกษตรอยู่ทุกอำเภอ องค์กรในพื้นที่หรือ อกม. จะเชื่อมระหว่างราชการกับเกษตรกรอยู่ในพื้นที่ มีศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน(ศจช.) ศูนย์จัดการดิน ปุ๋ยชุมชน รวมถึงศูนย์บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรระดับตำบล ใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกรได้เข้าใจ เข้าถึง เพื่อให้มีส่วนร่วมกันพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ล่าสุดเมื่อ 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา เกิดกระแสร้อนแรงดังกล่าวซึ่งสรุปได้แล้วว่าที่เป็นปัญหาที่สุดคือยาฆ่าหญ้า 3 ตัว ได้แก่ไกลโฟเสต (ประเภทดูดซึม) พาราคว็อท (ประเภทเผาไหม้) ทำลายพืชสีเขียวที่มีคลอโรฟิลล์จนแห้งตาย และอาทราซีน หรือยาคุมหญ้า ส่วนปัญหารองลงมาคือสารกำจัดแมลง หรือคลอร์ไพริฟอส ทั้งหมดนี้พบปนเปื้อนอยู่ในร่างกายของเกษตรกรและผู้บริโภค จึงเป็นประเด็นสงสัยถึงโรคต่างๆ จ.น่าน ทั้งโรคมะเร็ง ความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคไต เกิดจากสารเคมีเหล่านี้อย่างไรหรือไม่ และอยู่ในวาระจะต้องพิสูจน์ทราบร่วมกันต่อไปอีก โดยเฉพาะสารตกค้างหรือปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม