กรมวิชาการเกษตร เปิดตัวมะขามเปรี้ยวพันธุ์ใหม่สายเปรี้ยว

“ศรีสะเกษ 1” ฝักใหญ่ เมล็ดน้อย ให้ผลผลิตสูง ปริมาณเนื้อมาก ฝักดาบ โค้ง ยาว แกะเปลือกแยกเนื้อออกจากรกง่าย ลักษณะเด่นชนะมะขามพันธุ์ท้องถิ่นและพันธุ์เดิมที่เกษตรกรปลูกมากว่า 20 ปี เร่งกระจาย “ศรีสะเกษ 1” มะขามเปรี้ยวพันธุ์ดีสู่เกษตรกรไม่น้อยกว่า 1,000 กิ่ง/ปี

มะขาม เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญพืชหนึ่งของประเทศไทย ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยไทยเป็นประเทศผู้ผลิตมะขามเปรี้ยวใหญ่เป็น อันดับ 2 ของเอเชีย รองจากประเทศอินเดีย ผลิตภัณฑ์มะขามที่ส่งออกมีทั้งมะขามสด มะขามเปียก และมะขามแห้ง โดยมีประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม แคนาดา สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา มะขามเปรี้ยวแกะเปลือกหรือมะขามเปียก ใช้เป็นเครื่องปรุงรสเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์ด้านรสชาติในอาหารไทยเกือบทุกชนิด ภัตตาคาร และร้านอาหารไทยในต่างประเทศจึงมีความต้องการนำเข้ามะขามเปรี้ยวจากไทยเพิ่มขึ้น มะขามเปรี้ยวจึงถือเป็นสินค้าเกษตรชนิดหนึ่งของไทยที่มีศักยภาพในการส่งออก สร้างรายได้ให้กับประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท

ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ กรมวิชาการเกษตร ได้วิจัยปรับปรุงพันธุ์มะขามเปรี้ยวที่ใช้ประโยชน์จากฝักดิบและฝักแก่เพื่อการแปรรูปและการผลิตมะขามเปียก โดยออกเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรไป เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2537 ใช้ชื่อพันธุ์ว่า มะขามเปรี้ยวพันธุ์ศรีสะเกษ ซึ่งพันธุ์ดังกล่าวได้ออกเป็นพันธุ์แนะนำแก่เกษตรกรมาแล้วกว่า 20 ปี ดังนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาพันธุ์มะขามเปรี้ยวให้ได้พันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เดิมเป็นทางเลือกและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต่อไป ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ จึงได้ปรับปรุงพันธุ์มะขามเปรี้ยวโดยรวบรวมพันธุ์มะขามเปรี้ยวที่ชนะการประกวดในจังหวัดต่างๆ นำมาปลูกไว้ในแปลงรวบรวมพันธุ์ ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ จำนวน 26 สายพันธุ์ โดยมีพันธุ์เดิมคือ พันธุ์ศรีสะเกษ เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ

ปี 2536-2544 ได้คัดเลือกพันธุ์มะขามเปรี้ยวจากแปลงรวบรวมพันธุ์ดังกล่าว โดยมีเกณฑ์ในการคัดเลือกคือต้องเป็นทรงพุ่ม ทรงกระบอก หรือทรงกลม เจริญเติบโตดี ติดฝักสม่ำเสมอ ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์แนะนำเดิม ฝักมีขนาดใหญ่ โค้งเล็กน้อยและยาวไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร เปลือกหนา ฝักไม่แตกง่าย มีปริมาณเนื้อมากกว่า 45 เปอร์เซ็นต์ สามารถคัดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงได้จำนวน 2 สายพันธุ์ คือ ศก.045 และ ศก.048 ปี 2554-2562 ได้ทดสอบพันธุ์มะขามเปรี้ยวเพื่อการแปรรูปในท้องถิ่น ซึ่งผลจากการทดสอบพันธุ์สามารถคัดเลือกได้พันธุ์ที่มีลักษณะดีเด่นตามเกณฑ์คัดเลือกได้ 1 สายพันธุ์ คือ ศก.048

มะขามเปรี้ยวสายพันธุ์ ศก.048 ได้ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ จึงใช้ชื่อพันธุ์ว่า “มะขามเปรี้ยวพันธุ์ศรีสะเกษ 1” มีลักษณะเด่น คือ ให้ผลผลิตสูงถึง 4.46 กิโลกรัม/ต้น/ปี ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ศรีสะเกษ ที่ให้ผลผลิต 3.14 กิโลกรัม และสูงกว่าพันธุ์ท้องถิ่นที่ให้ผลผลิต 1.62 กิโลกรัม ซึ่งพันธุ์ศรีสะเกษ 1 ให้ผลผลิตสูงกว่าเกือบ 2 เท่า รวมทั้งยังให้ปริมาณเนื้อมากถึง 47 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าพันธุ์ศรีสะเกษที่ให้ปริมาณเนื้อ 43 เปอร์เซ็นต์ และมากกว่าพันธุ์ท้องถิ่นที่ให้ปริมาณเนื้อ 41 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ มะขามเปรี้ยวพันธุ์ศรีสะเกษ 1 ยังมีฝักขนาดใหญ่ ความยาวกว่า 15 เซนติเมตร และความหนาฝัก 1.99 เซนติเมตร ซึ่งมากกว่าพันธุ์ศรีสะเกษ และมากกว่าพันธุ์ท้องถิ่น ใน 1 กิโลกรัม มีจำนวนฝัก 48 ฝัก ในขณะที่พันธุ์ศรีสะเกษมีจำนวนฝัก 50 ฝัก และพันธุ์ท้องถิ่นมีจำนวนฝัก 63 ฝัก ลักษณะฝักมะขามเปรี้ยวพันธุ์ศรีสะเกษ 1 เป็นฝักดาบ ฝักยาว ค่อนข้างกลมและโค้งเล็กน้อย ทำให้สะดวกในการแกะเปลือกเพื่อแยกเนื้อออกจากรก ปริมาณเมล็ดน้อย โดยมีเมล็ด 23 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่พันธุ์ศรีสะเกษมีเมล็ด 29 เปอร์เซ็นต์ และมะขามเปรี้ยวพันธุ์ท้องถิ่นมีเมล็ด 28 เปอร์เซ็นต์

คุณพนม อศรีโศก หรือที่ชาวบ้านแถวโป่งตาลองเรียกติดปากว่า “ป๋าพนม” บ้านเลขที่ 66/1 ม.7 ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โทร. 086-2524285 ได้รับการยกย่องจากเกษตรกรชาวสวนมะม่วงในเขตนั้นให้เป็นเซียนมะม่วงคนหนึ่งของเมืองไทย เพราะมีความรอบรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับการทำมะม่วง อีกทั้งยังคอยให้คำแนะนำแก่เพื่อนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงด้วยกันทั้งในเขตใกล้เคียงหรือแม้แต่เกษตรกรที่เดินทางมาจากที่ต่างๆ คุณพนมจะให้คำแนะนำและข้อคิดอย่างไม่มีการปิดบัง

คุณพนม เริ่มต้นอาชีพการทำสวนมะม่วงประมาณพ.ศ. 2527-2528 หรือเมื่อประมาณ 27 ปีที่ผ่านมา ในช่วงนั้นการทำสวนมะม่วงจะนิยมปลูกมะม่วงหลาย ๆ สายพันธุ์ที่ปลูกกันมากก็ได้แก่ เขียวเสวย แรด ฟ้าลั่น หนังกลางวัน น้ำดอกไม้ ฯลฯ โดยเฉพาะเขียวเสวยเป็นที่นิยมกันมากเพราะตลาดมีความต้องการสูง

มะม่วงเขียวเสวย มีข้อเสีย คือ ดึงช่อดอกยาก ออกดอกติดผลได้ปีละ 1 ครั้ง คุณพนมจึงมองหามะม่วงพันธุ์ที่ออกดอกง่ายก็มาพบมะม่วงน้ำดอกไม้ ในช่วงแรกๆ จะมีแต่พันธุ์น้ำดอกไม้เบอร์ 4 และต่อมาก็มีพันธุ์สีทองออกตามมา

คุณพนม มองว่า มะม่วงน้ำดอกไม้นั้นเป็นพันธุ์ที่ออกดอกง่าย สามารถทำให้ออกนอกฤดูได้ดีปีหนึ่งสามารถทำผลผลิตได้ 2 รุ่นและที่สำคัญลงทุนน้อยกว่ามะม่วงแรดและเขียวเสวย จึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนพันธุ์มะม่วงในสวนทั้งหมดเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้ (มีทั้งน้ำดอกไม้เบอร์ 4 และสีทอง)

เคล็ดลับในการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้คุณภาพดี

สูตรของคุณพนม ในการที่จะผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ให้มีคุณภาพดีนั้นคุณพนมมีเคล็ดลับหลายประการที่จะแนะนำให้ชาวสวนมะม่วงทดลองนำไปศึกษาดังนี้ ศึกษาสภาพอากาศแวดล้อม จะต้องดูว่าในเขตพื้นที่ของเรานั้นฝนจะเริ่มตกเมื่อไร และตกชุกที่สุดช่วงไหน ฝนเว้นช่วงไหน และหยุดตกช่วงไหน เพื่อประกอบการกำหนดเวลาในการผลิตมะม่วง จะต้องพยายามให้ดอกมะม่วงออกมาโดนฝนน้อยที่สุดหรือออกมาในช่วงที่ฝนตกไม่หนาแน่นนัก เพราะหากดอกมะม่วงบานในช่วงที่ฝนตกชุกโอกาสเสียหายจะมากและเกษตรกรจะต้องฉีดพ่นยาเชื้อราบ่อยครั้งทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น

ที่สวนคุณพนมหรือพื้นที่ใกล้เคียงในเขต ต.โป่งตาลอง จะนิยมตัดแต่งกิ่งมะม่วงตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน เพื่อให้สามารถดึงดอกได้ประมาณกลางเดือนมิถุนายน ดอกมะม่วงจะบานประมาณกลางเดือนกรกฎาคมไปจนถึงสิ้นเดือน ในช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่ฝนตกไม่หนาแน่นนัก

เคล็ดลับการดูแลมะม่วงก่อนแต่งกิ่ง

ก่อนตัดแต่งกิ่งประมาณ 15-20 วัน จะต้องใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 15-0-0 (แคลเซียมไนเตรท) ต้นละประมาณ 1-2 กิโลกรัม โดยใส่แล้วฝังกลบแล้วรดน้ำตามทันทีให้ปุ๋ยละลายจนหมด ข้อนี้คุณพนมย้ำมากเพราะหากใส่ปุ๋ยแล้วไม่รดน้ำให้ปุ๋ยละลาย ปุ๋ยก็จะสูญเสียปุ๋ยไปโดยเปล่าประโยชน์ คุณพนมเคยเห็นเกษตรกรบางคนใช้วิธีหว่านปุ๋ยรอฝน คือเมื่อเห็นฝนทำท่าจะตกก็ใส่ปุ๋ยรอถ้าฝนตกปุ๋ยละลายหมดก็ไม่เป็นไรแต่บางครั้งใส่แล้วฝนก็ไม่ตกปุ๋ยก็สูญเสียเหมือนเราหว่านทิ้งหว่านขว้างเสียมากกว่า

หลังจากราดสารแล้วจะต้องใส่ปุ๋ยเร่งการสะสมอาหาร สูตรที่ใช้คือ 8-24-24 อัตราต้นละ 1-2 กิโลกรัม(ใส่แบบฝังกลบเหมือนเดิม) ส่วนทางใบนั้นจะใช้สูตรนูตราฟอส ซุปเปอร์-เค อัตรา 40 กรัม ผสมกับ โฟแมกซ์ คัลเซียมโบรอน อัตรา 10 ซีซี. และ น้ำตาลทางด่วน (เกรดดี) 30 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นประมาณ 3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 10 วัน

ใบมะม่วงจะสมบูรณ์ เขียวเข้ม พร้อมที่จะเปิดตาดอก

เปิดตาดอกในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม ปกติแล้วเราจะเปิดตาดอกมะม่วงหลังจากราดสารแล้วประมาณ 45 วัน ในการเปิดตาดอกเกษตรกรหลายรายนิยมใช้สารไทโอยูเรียในปริมาณที่สูงการออกดอกจะเร็วและออกดอกมาก แต่บางครั้งพบว่าแม้จะใช้สารไทโอยูเรียในปริมาณที่สูงดอกมะม่วงก็ยังไม่ออก หรือออกก็พบปัญหาดอกไม่สมบูรณ์ ในส่วนนี้คุณพนมแนะนำให้ใช้โปรแตสเซี่ยมไนเตรท อัตรา 400 กรัม ผสมกับ ไทโอยูเรีย อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 1-2 ครั้ง ส่วนเกษตรกรบางท่านอาจจะใส่ฮอร์โมนจำพวกสาหร่ายสกัดก็สามารถใส่เพิ่มได้

การใช้ปุ๋ยโปแตสเซี่ยมไนเตรทในการเปิดตาดอก จะทำให้ดอกออกเสมอและสมบูรณ์กว่า ถ้าเกษตรกรท่านใดมีปัญหามะม่วงออกดอกยาก ลองใช้วิธีนี้ดูรับรองได้ผล

ระยะช่อดอกต้องดูแลเต็มที่ เมื่อสังเกตเห็นมะม่วงเริ่มแตกตาดอกคุณพนมจะเน้นการฉีดสารเพิ่มความสมบูรณ์ให้ช่อดอกอย่างเต็มที่โดยใช้ โฟแมกซ์ คัลเซี่ยมโบรอน อัตรา 10 ซีซี. ผสมกับ น้ำตาลทางด่วน อัตรา 30 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ร่วมกับสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น อโรไซด์ หรือ แอนทราโคล สารกลุ่มนี้จะใช้ในกรณีที่ฝนไม่ตก อากาศเปิดแต่ถ้าเป็นช่วงที่ฝนตก อากาศครึ้มจะต้องเปลี่ยนมาใช้สารแซดคลอราชหรือโวเฟ่น หรือสารอมิสตา

การบำรุงช่อดอก

จะต้องฉีดพ่นอย่างน้อย 3 ครั้งก่อนถึงระยะดอกบาน เมื่อดอกบานดอกจะสมบูรณ์ ติดผลง่าย คุณพนมยังย้ำว่าช่วงดอกบานเป็นช่วงที่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโรคที่จะมาพร้อมกับน้ำฝน บางครั้งดอกบานฝนตกทุกวันก็ต้องหาเวลาที่ฝนเปิดฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อราเพราะหากเราไม่ฉีดพ่นดอกมะม่วงจะเสียหายหมด กรณีฝนตกชุกคุณพนมจะใช้แอนทราโคล 30 กรัมร่วมกับสารแซดคลอราซ 20 ซีซี. ฉีดสลับกับสารอมิสตาอัตรา 5 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ในการฉีดแต่ละครั้งจะเว้นระยะห่างกันประมาณ 3-5 วันแล้วแต่ช่วงเวลาที่ฝนตก ถ้าฝนตกชุกจะฉีดถี่ขึ้น

คุณพนมจะเน้นการป้องกันเป็นหลัก เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเราจะรู้ว่าระยะไหนแมลงชนิดใดจะเข้าทำลาย ยกตัวอย่างเช่นเมื่อช่อดอกแทงยาวประมาณ 2 นิ้ว จะมีหนอนมาทำลายเราก็จะฉีดยาฆ่าหนอน อาจจะใช้ยากลุ่มเมทโทมิล หรือ เซฟวิน-85 ก็ได้ ฉีดพ่นประมาณ 1-2 ครั้ง หนอนก็จะไม่ทำลาย หรือในระยะดอกบานเพลี้ยไฟจะระบาด ทางราชการเขาให้งดการฉีดพ่นสารเคมีเพราะจะไปทำลายแมลงที่มาช่วยผสมเกสรแต่จริงๆ แล้วถ้าเราไม่ฉีดเพลี้ยไฟกินดอกมะม่วงเราหมดก่อนแน่ก็ต้องฉีด

แต่การฉีดจะต้องเน้นใช้ยาที่ไม่ทำลายดอก เช่น กลุ่มยาผงอย่างสารโปรวาโด ส่วนยาน้ำมันที่ลงท้ายด้วย EC ให้พยายามหลีกเลี่ยงเพราะเป็นยาร้อนจะทำให้ดอกแห้ง เวลาฉีดก็ควรฉีดพ่นในช่วงเช้าหรือเย็นห้ามฉีดเวลากลางวันเพราะอากาศร้อนจัด แต่ก็อาศัยประสบการณ์ทั้งลองผิดลองถูกมาโดยตลอดซึ่งประสบการณ์จะสอนเราได้ดีจนมาถึงวันนี้ ทุกคนจะต้องรู้ว่าตัวยาดังกล่าวสามารถฉีดพ่นได้หรือไม่ มีระยะเวลาตกค้างกี่วัน ฉีดแล้วกี่วันจึงจะเก็บผลิตได้ ถ้าเรารู้อย่างนี้แล้วจะทำให้ชาวสวนมะม่วงไม่ผิดพลาดในการใช้สารเคมี จะได้ไม่เสียโอกาส โดยถ้าส่งออกได้เราจะขายมะม่วงน้ำดอกไม้ได้ถึงกิโลกรัมละ 80-90 บาท แต่ถ้าเราพลาดไม่มี

ความรู้ในการใช้สารเคมีมะม่วงถูกตรวจพบสารตกค้าง มะม่วงของเราก็จะเหลือกิโลกรัมละ 40 – 50 บาท ราคานี้เกษตรกรก็ยังพอได้ แต่ปีไหนช่วงไหนราคาไม่ดี มะม่วงราคาถูก มะม่วงชุดดังกล่าวอาจจะเหลือเพียงกิโลกรัมละ 20-30 บาทเท่านั้น

การใช้สารเคมี

มีความสำคัญมาก ยกตัวอย่างการใช้ยาฆ่าแมลง เช่น เซฟวิน-85 สามารถใช้ก่อนเก็บเกี่ยว 14 วัน หรือจะเป็นยาป้องกันเชื้อรา “โพรคลอราซ” ก็ใช้ก่อนการเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 14 วันเป็นต้น ต้องทำความเข้าใจในการเลือกใช้สารเคมีต้องดูถึงเปอร์เซ็นต์ของตัวยาด้วยว่ามีมากน้อยเพียงใด โดยตัวยาเดียวกันแต่ราคาต่างกันถึงเท่ากัน แต่เมื่อพิจารณาถึงเปอร์เซ็นต์ยาแล้วพบว่ายานี้ขายถูกๆ ก็มีเปอร์เซ็นต์ยาเพียง 20–30% เท่านั้นแล้วเขาขายเพียงขวดละ 500-700 บาท แต่ยาที่ขายแพงขวดละ 1,000–1,400 บาทนั้น มีเปอร์เซ็นต์ยาสูงถึง 50%

เมื่อเรานำมาใช้ยาที่มีเปอร์เซ็นต์ตัวยาสูงย่อมใช้ได้ผลดีกว่าแน่นอน อีกประการต้องเลือกใช้สารเคมีจากบริษัทนี่เชื่อถือได้ เท่านั้นไม่มีการผสมตัวยาอื่นต้อง ถูกต้องตามฉลากที่เขาระบุไว้ บางบริษัทข้างขวดเขียนว่า “อะบาเม็กติน” แต่พอเราไปใช้ผลปรากฏว่ามะม่วงของเราตรวจพบ “สารคลอไพริฟอส” นั้นทำให้เกษตรกรเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก เสียโอกาสเป็นอย่างมาก รายได้ของชาวสวนมะม่วงจะหายไปครึ่งหนึ่งทีเดียวแถมเราเองก็เสียชื่อเสียง

เมื่อมะม่วงเริ่มติดผลอ่อนจะต้องฉีดปุ๋ยทางใบเพื่อเร่งการเจริญเติบโตและลดปัญหาผลร่วงแนะนำให้ใช้ปุ๋ยเหลวสูตรเสมอหรือสูตรตัวหน้าสูงร่วมกับน้ำตาลทางด่วน ข้อดีของการใช้ปุ๋ยเหลวคือจะช่วยทำให้ผลมะม่วงโตเร็วและลดปัญหาผลแตกสะเก็ด ซึ่งถ้าใช้ปุ๋ยเกล็ดบางครั้งจะพบปัญหาผลแตกสะเก็ดขายไม่ได้ราคา ส่วนเรื่องเชื้อราในระยะนี้จะใช้สารแอนทราโคลฉีดป้องกันไว้ตลอดจนถึงระยะห่อผลจึงหยุดใช้ยาเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้าง ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออก

ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ต้องห่อผล

ทุกวันนี้ถ้าเราปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ไม่ว่าจะเป็นน้ำดอกไม้สีทองหรือน้ำดอกไม้เบอร์4 เพื่อการส่งออกหรือขายในประเทศก็ต้องห่อผลให้ผิวมะม่วงมีสีสวย ยกตัวอย่างตลาดในบ้านเราไม่ว่าจะเป็นตลาดไท,ตลาดสี่มุมเมือง ถ้ามะม่วงของเราไม่ห่อผลเขาก็จะไม่รับซื้อ หรือซื้อก็จะถูกตีราคาเป็นมะม่วงยำ ส่วนการห่อมะม่วงก็มีปัญหาที่เกษตรกรพบบ่อย คือ เพลี้ยแป้งที่อยู่ในถุงห่อมะม่วง ซึ่งก่อนนั้นเราก็เจอปัญหาเพลี้ยแป้งมาก่อน แต่ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ พบว่าแก้ไขปัญหาเพลี้ยแป้งนั้นไม่ยากเลย เพียงแต่เราต้องรู้จักการใช้สารเคมีคือใช้ยากลุ่ม “มาลาไธออน” ฉีดสลับกับ “เมทโทมิล” ซึ่งเป็นยาที่ค่อนข้างถูก ไม่แพงแต่อย่างใด

ในช่วงที่เราฉีดพ่นมะม่วงระยะสะสมอาหาร ก็จะเริ่มมีการใช้ยากลุ่มนี้ไปด้วย จะเป็นการกำจัดและป้องกันเพลี้ยแป้งไว้แต่ต้นพบว่าเพลี้ยแป้งจะบางเบาจนเกือบจะไม่มีเลยทีเดียว แต่การป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งให้ได้ผลดีที่สุดก็ต้องย้อนไปกำจัดจุดเริ่มต้นของเพลี้ยแป้งคือกำจัด “มด” โดยเฉพาะมดดำ ที่มันจะคาบเอาเพลี้ยแป้งที่มันอาศัยอยู่บริเวณใต้ใบหญ้าใต้โคนต้นมะม่วงขึ้นไปบนต้นมะม่วงเพื่ออาศัยกินสิ่งขับถ่ายของเพลี้ยแป้ง จึงทำให้เกิดการระบาดของเพลี้ยแป้งในมะม่วงนั้นเอง ดังนั้นชาวสวนต้องเริ่มที่กำจัดมดให้ได้เสียก่อน ก่อนที่มดจะคาบเพลี้ยแป้งขึ้นต้นมะม่วง ตัวยาที่ฉีดได้ผลดีมากคือ ยาเซฟวิน-85 ฉีด ทั้งต้นมะม่วงและบริเวณดินโคนต้นมะม่วง เมื่อมดหมดไปเพลี้ยแป้งก็น้อยมาก ทำให้เราฉีดยากลุ่มมาลาไธออนและเมโทมิลน้อยลง เวลานี้แทบจะไม่เจอปัญหาเพลี้ยแป้งอีกเลย

คุณพนม กล่าวทิ้งท้ายว่า การจะทำสวนะม่วงให้ประสบความสำเร็จเราจะต้องเป็นคนช่างสังเกต ต้องหมั่นดูรายละเอียดทุกระยะว่าเกิดอะไรขึ้นกับมะม่วงของเรา จะต้องรู้ว่าระยะไหนมะม่วงต้องการอะไร ระยะไหนศัตรูอะไรจะมาทำลายแล้วหาวิธีป้องกันถ้าทำได้ก็ประสบความสำเร็จ

“ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เริ่มจากศูนย์ ลองผิดลองถูกล้มลุกคลุกคลานมาหลายรอบ เริ่มต้นใหม่ก็หลายครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยทิ้งคือ การได้ทำในสิ่งที่ผมรัก อดทนต่อคำดูถูก ผมอาจไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่ดีมาก แต่สิ่งที่ผมมีคือ หนึ่งสมอง สองมือ สองเท้า ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังรู้สึกท้อแท้ ขอให้คุณตั้งสติแล้วมองหาตัวเองให้เจอ เมื่อเจอแล้วจงหาโอกาสให้ตัวเอง เพราะในวิกฤติครั้งใหญ่นี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตคุณ ที่จะทำให้คุณได้เริ่มต้นเป็นนายตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่คุณรักและอยู่กับคนที่รักคุณก็ได้” คุณนพเก้า ใจสมุทร กล่าวไว้

เกษตรกรหนุ่ม คุณนพเก้า ใจสมุทร วัย 33 ปี แห่งบ้านสวนษิริจันทร์ ผู้ที่นำร่องของความสำเร็จไปล่วงหน้าแล้วท่านหนึ่ง กับศรีภรรยา คุณอุไรวิมล วังบุญ ที่ช่วยเป็นฝ่ายการตลาด คุณนพเก้า ผู้ที่สู้ไม่ถอยจากการเลี้ยงผึ้งจิ๋วหรือชันโรง เพื่อเป็นการสร้างรายได้จากเมื่อก่อนเป็นอาชีพเสริม เดี๋ยวนี้มาทำเป็นอาชีพเต็มตัวและสร้างรายได้ที่มั่นคง จนเป็นศูนย์เรียนรู้ของผู้ที่สนใจมากมาย รวมทั้งการนำชันโรงมาแปรรูปเป็นสินค้าทั้งอาหารและเครื่องสำอาง เวชภัณฑ์ต่างๆ จนมีชื่อเสียงระดับหนึ่ง

ทำไม ถึงมีแนวคิดที่จะเลี้ยงชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว

อาชีพเกษตรกรรมถือเป็นอาชีพอิสระ แต่การเลือกอาชีพที่เหมาะกับตนองและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่นั้นจำเป็นมาก นั่นหมายถึงการบ่งชี้ถึงความสำเร็จในอนาคต

การเลี้ยงชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว การดึงเอาแมลงที่มีอยู่ในธรรมชาติมาปรับตัวให้อยู่ใกล้บ้านและให้เกิดปริมาณที่สร้างให้เป็นรายได้จากน้ำผึ้งชันโรงที่มีคุณค่าทางยาสูง และยังช่วยผสมเกสรเพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับสวนผลไม้ของชาวสวนอีกด้วย ชันโรง เป็นแมลงที่มีอยู่ในธรรมชาติ ตามบ้านเรือนไทยก็มี คนสมัยก่อนไม่ชอบชันโรง เพราะมักจะสร้างรังตามบ้าน ยางจากรังของชันโรงทำให้บ้านเลอะเทอะ แต่ปัจจุบันนี้คนเริ่มหันมาเห็นคุณค่า

ประโยชน์อันมากมายของชันโรง จึงเป็นที่สนใจและศึกษาเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงชันโรง ชันโรงเป็นแมลงตัวเล็กๆ ที่ไม่มีเหล็กไน หรือเรียกกันอีกอย่างว่า “ผึ้งจิ๋ว” แมลงตัวเล็กๆ เหล่านี้จะกินเฉพาะน้ำหวานจากดอกไม้เท่านั้น โดยไม่กินน้ำเชื่อมที่มักใช้เป็นอาหารในฟาร์มเลี้ยงผึ้งทั่วไป ชันโรงจะกินน้ำหวานจากดอกไม้ทุกชนิด จึงมีการผสมผสานจากดอกไม้นานาชนิด ทำให้น้ำผึ้งจากชันโรงเป็นน้ำผึ้งที่มีคุณภาพสูงและมีราคาแพงกว่าน้ำผึ้งธรรมดาหลายเท่า และยังนำส่วนของชันโรงที่เรียกว่า พรอพอริส มาทำเป็นยาและเครื่องสำอาง

จากแมลงตัวเล็กจิ๋วนี้ สู่การทำให้คนมีรายได้นั้นเป็นสิ่งที่น่ายกย่องในความอุตสาหะของพลังงานจิ๋วที่สามารถผลิตสิ่งที่มีคุณค่าสู่มวลมนุษย์ การสร้างรังให้เขาอยู่สุขสบาย อากาศถ่ายเทดี เขาก็มีพลังสร้างงานให้เราฉันใดก็ฉันนั้น เป็นเหตุผลหลักที่ว่าถ้ารังเหมาะกับผึ้งจิ๋วก็จะให้น้ำผึ้งแก่เรามาก ผึ้งจิ๋วไม่เครียดก็จะขยันหาน้ำผึ้งให้ได้มากๆ

“ไม่ยากครับ ต้นทุนแรกๆ คือต้องมีใจรักและมุ่งมั่น และอย่ายอมแพ้ ผมว่าอาชีพเลี้ยงผึ้งชันโรงนี้ทำให้เราได้อยู่กับธรรมชาติและยังอนุรักษ์ธรรมชาติอีกด้วย ที่ไหนไม่มีต้นไม้ ที่นั่นก็ไม่มีผึ้งจิ๋วชันโรงอยู่ และยังมีความอ่อนไหวต่อสารเคมีด้วย ที่ไหนใช้สารเคมีในการปราบศัตรูพืชมาก ผึ้งจิ๋วชันโรงก็ไม่สามารถอยู่ได้ เป็นการกลั่นกรองเรื่องของการวัดค่าสารเคมีไปในตัวด้วย ส่วนการเลี้ยงนั้น ต้องมีแหล่งพืชที่มียางถึงจะดี เช่น สวนมะม่วง สวนลำไย สวนเงาะ มะปราง มะยงชิด เป็นต้น หรือดอกไม้หลากหลายชนิด เพราะธรรมชาติของชันโรงนั้นจะไม่เลือกเกสรดอกไม้หรือไม่เลือกชนิดดอกไม้นั่นเอง แต่จะชอบไม้ที่มียางทุกชนิด รวมถึงดอกไม้ด้วย” คุณนพเกล้า บอก

เมื่อผึ้งจิ๋วชันโรงสร้างรายได้

ราคาน้ำผึ้งชันโรง 1 ลิตร ได้ราคา 1,500 บาท ราคาค่อนข้างดีและเป็นที่ต้องการของตลาดในปัจจุบันนี้มาก ถือว่ายังเป็นที่ต้องการของตลาดอีกมาก จากการจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรง รังพ่อแม่พันธุ์ อุปกรณ์การเลี้ยง คอร์สอบรม ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ส่วนรายได้จากการประกอบรังชันโรงขายราคาขั้นต่ำ ชุดละ 1,500-10,000 บาทขึ้นไป พร้อมทั้งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ชันโรง การที่มีหลายราคานั้นขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของผึ้งจิ๋วมีหลายสายพันธุ์ ตั้งแต่ขนาดเล็กจิ๋วไปจนถึงสายพันธุ์ที่ใหญ่เท่ากับผึ้งหลวง ชันโรงพันธุ์ใหญ่ก็หาอาหารได้ปริมาณมากกว่าสายพันธุ์ที่มีขนาดเล็ก

ธรรมชาติของชันโรงนั้นต้องการเกสรมากกว่าน้ำหวาน เพื่อไปเตรียมอาหารที่มีความหนาแน่นสูง เมื่อนางพญาวางไข่ลงไปแล้วสามารถฟักอยู่ในผิวอาหารได้ ชันโรงมักจะตอมดอกไม้ที่มีโครงสร้างเป็นดอกเปิดมองเห็นเกสรได้ชัดเจน และมีปริมาณเกสรมาก โดยทั่วไปชันโรงจะเก็บเกสร ร้อยละ 80 และเก็บน้ำหวานเพียง ร้อยละ 20 การเก็บเกสรของชันโรงบนดอกไม้จะลงตอมดอกทุกดอก โดยไม่มีพฤติกรรมการเลือกชอบ และหากินในบริเวณไม่ไกลจากรังมากนัก จึงทำให้น้ำผึ้งชันโรงนั้นมีราคาค่อนข้างสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด

“ผมตัดสินใจเลือกอาชีพเลี้ยงชันโรงหรือผึ้งจิ๋วเป็นอาชีพ ตอบได้เลยว่า ผมอยู่ได้เพราะผึ้งจิ๋วชันโรงครับ และภรรยาผมยังได้ศึกษาเรื่องการแปรรูปผลผลิตทั้งหมดของผึ้งจิ๋วหรือชันโรงมาเป็นรูปแบบของสบู่เพื่อสมุนไพรที่มีส่วนผสมของผึ้งจิ๋วเป็นหลักและน้ำผึ้งบริสุทธิ์ ที่ได้จากผึ้งจิ๋วที่คัดเลือกคุณภาพ ที่มีกลิ่นหอมจากดอกไม้ธรรมชาติรอบๆ สวน รวมทั้งยังหอมด้วยสมุนไพรหลากหลายที่ผึ้งจิ๋วไปสรรหามาเก็บในรัง ตอนนี้ที่สวนผมได้พัฒนาตัวล่อผึ้งจิ๋วเข้ารัง หรือเรียกว่า ฟีโรโมน เป็นที่ต้องการของตลาด จากการที่ผมทดลองเป็นเคล็ดลับของผม ขายดีและทำให้เกษตรกรมือใหม่ทำงานได้ง่ายขึ้น บรรจุขวดใช้ทาปากปล่องกล่องรังผึ้งจิ๋ว ความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าใจรักและคร่ำหวอดอยู่กับงานที่เรารับผิดชอบก็สร้างเงินได้ครับ” คุณนพเกล้า กล่าว

ใช้พื้นที่ในการเพาะเลี้ยงเยอะมั้ย

มีวิธีเลี้ยงกี่แบบ

พื้นที่เลี้ยง ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมใกล้เคียงด้วย คุณนพเกล้าเพาะเลี้ยงที่จังหวัดปทุมธานี 11 ไร่ มีทั้งหมดหลายร้อยรัง ขอให้มีแหล่งอาหาร สำหรับมือใหม่สามารถเลี้ยงข้างบ้านได้ ถ้ามีแหล่งอาหารและแหล่งน้ำ

นอกจากนี้ ยังมีเลี้ยงอีกที่หนึ่งคือ จังหวัดตรัง

การเพาะเลี้ยงในปัจจุบันนี้มีหลายแบบ แต่ที่ประสบการณ์ตรงที่ผ่านมาของผมจนถึงปัจจุบันถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่งนั้น มีสองวิธีคือ เลี้ยงในกระบอกไผ่ และเลี้ยงในกล่องหรือลังไม้ ดังนี้

การเลี้ยงในกระบอกไผ่

1. ใช้กระบอกไม้ไผ่แห้ง ด้านในไม่มีขุย ขนาดกว้างประมาณ 3-4 นิ้ว ยาว 1-2 ฟุต เจาะรูด้านหน้า ถ้าสองข้อให้เจาะทะลุตรงกลางโดยเหล็กเส้นกระทุ้งผ่าน
2. ใส่หัวเชื้อฟีโรโมนล่อชันโรงรอให้แห้ง 1 คืน
3. นำไปล่อตามสถานที่ต่างๆ ที่มีชันโรง
4. เมื่อชันโรงเข้าแล้ว 2-3 เดือน จึงย้ายลงกล่องเลี้ยง เพื่อง่ายต่อการเก็บน้ำผึ้งและขยายพันธุ์
การเลี้ยงในกระบอกไผ่ก็ดี แต่รังไผ่ใช้ได้ครั้งเดียวก็ต้องทิ้ง เพราะผ่าออกตอนเก็บน้ำผึ้งก็นำกลับมาใช้ไม่ได้แล้ว จะต้องเปลี่ยนรังกระบอกไผ่ทำให้ยุ่งยากกว่า แต่ผลของการให้น้ำผึ้งเหมือนกันกับรังกล่องไม้

เลี้ยงในกล่องหรือลังไม้ การเลือกรัง (กล่องเลี้ยงชันโรง)

1. ต้องหาง่าย ราคาไม่แพง ใช้ประโยชน์ได้ดี สะดวกในการปฏิบัติงาน
2. รังต้องรักษาอุณหภูมิได้คงที่ และคงทนต่อสภาพแวดล้อมภูมิอากาศได้ดี
3. ชันโรงแต่ละชนิดมีขนาดการสร้างรังแตกต่างกัน จำเป็นต้องมีรังขนาดความกว้างตามชนิดของชันโรง
4. รังต้องสามารถแยกขยายได้ง่าย สะดวกในการปฏิบัติงาน
5. สามารถสังเกตดูพฤติกรรมของชันโรงได้ง่ายและสะดวก
การเลี้ยงทั้งสองแบบโดยวางรังชันโรงให้กระจายครอบคลุมพื้นที่ เพื่อประสิทธิภาพในการหาอาหารและผสมเกสรในอัตราส่วน 4 รัง ต่อไร่ รัศมีการบิน 300 เมตร จากรัง ถ้าให้ง่ายต่อการเลี้ยงผมก็แนะนำทั้งสองแบบได้ โดยเฉพาะในกระบอกไม้ไผ่ เมื่อชันโรงเข้าอยู่ติดแล้ว ประมาณ 2-3 เดือน ก็ย้ายลงกล่องเลี้ยง เพื่อง่ายต่อการเก็บน้ำผึ้ง

สายพันธุ์ที่เหมาะสำหรับเลี้ยงได้ทั่วทุกภาคในบ้านเรา

ในบ้านเรามีหลายสายพันธุ์ ในที่นี้จะพูดถึงสายพันธุ์ตระกูลหลังลาย สายพันธุ์ขนเงิน สามารถเลี้ยงได้ทุกภาค สำคัญที่แหล่งอาหาร ต้องมียางไม้ เกสร น้ำหวานดอกไม้ และแหล่งน้ำ เท่าที่ผมได้ทดลองและลองผิดลองถูกมานั้น ก็สองสายพันธุ์นี้แหละครับ จากประสบการณ์ตรงของผมที่อยากจะแนะนำให้เกษตรกรมือใหม่ครับ

ในปัจจุบันนี้ที่สวนของคุณนพเกล้าได้สร้างกล่องที่มีหลายขนาดแล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งการใช้ฟีโรโมนหรือน้ำยาที่เลียนแบบกลิ่นเพื่อการดึงดูดชันโรงเข้ามาอยู่รังใหม่และสร้างรังให้เร็วขึ้น

ชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว ในแง่ของการเป็นหมอยามาแต่โบราณกาล

ในสมัยโบราณนั้น มนุษย์มักสังเกตพฤติกรรมของชันโรงที่ออกเก็บรวบรวมชันผึ้ง (Propolis) ในทุกๆ วัน ซึ่งชันโรงจะออกหากินในระยะที่ไม่เกิน 300 เมตร ประกอบกับความเชื่อที่ว่ากันว่า ชันโรงมีความสามารถในการเลือกพืชที่มีสารนำมาฆ่าเชื้อโรคภายในรังของพวกมันได้ มนุษย์จึงนิยมปลูกพืชสมุนไพรที่ต้องการทำเป็นยารักษาโรคมาปลูกรอบๆ บริเวณรังของชันโรง เพื่อให้เหล่าชันโรงได้เก็บเกสรและน้ำหวานจากพืชสมุนไพร เมื่อมนุษย์นำผลผลิตจากชันโรงไม่ว่าจะเป็นเกสรผึ้ง หรือน้ำหวานมารับประทานก็จะมีสรรพคุณทางยาตามพืชสมุนไพรที่ปลูกไว้บริเวณรอบๆ รัง หากนำน้ำผึ้งจากชันโรงมาผสมกับยาสมุนไพรปั้นเป็นเม็ดกลมๆ เก็บไว้รับประทาน เรียกว่า ยาลูกกลอน

นอกจากได้น้ำผึ้งจากชันโรงแล้ว สมัครเว็บ SBOBET ประโยชน์อีกอย่างที่ได้จากชันโรงคือ พรอพอลิส (Propolis) คือสารเหนียวคล้ายยางไม้ มีสีน้ำตาลแก่จนเกือบดำ ผึ้งสร้างพรอพอลิส โดยที่ผึ้งงานเก็บรวบรวมยางไม้หรือของเหลวที่ได้จากใบ หน่ออ่อน จากตา หรือเปลือกพืชหลากหลายชนิดและนำมาผสมกับเอนไซม์ของผึ้งที่หลั่งออกมาจากต่อมบริเวณหัวและช่องท้องของผึ้งจิ๋ว

ประโยชน์ของพรอพอลิส

1. ใช้ในทางการแพทย์ นำมาสกัดสารที่ต่อต้านเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย เป็นส่วนประกอบในการทำยารักษาโรคมนุษย์และสัตว์ ใช้รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสใช้ผสมเป็นยารักษาโรคทาง หู คอ จมูก และโรคผิวหนัง
2. ใช้บรรเทาพิษที่เกิดจากผึ้งต่อย โดยขูดสารออกจากคอนผึ้งมาละลายในแอลกอฮอล์ หรือน้ำมันมะกอก เก็บไว้ใช้ทาเวลาถูกผึ้งต่อย จะบรรเทาอาการเจ็บปวดบวมได้
3. ใช้เป็นส่วนผสมในการทำเครื่องสำอาง

จังหวัดกระบี่มีชายหาดและเกาะแก่งมากมายที่เป็นสถานที่นิยมของนักท่องเที่ยว ทั้งนักท่องเที่ยวบ้านเราเองหรือนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกหรือแม้แต่ชาวจีนโพ้นทะเล แต่ละปีมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาชมความงามของชายฝั่งทะเลอันดามันของจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่กันปีละหลายล้านคน ซึ่งหมายถึงจำนวนเม็ดเงินที่นักท่องเที่ยวนำมาจับจ่ายใช้สอยอีกจำนวนมาก รายได้ส่วนใหญ่ของ 3 จังหวัดนี้ จึงมีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับแรก

นอกจากความสวยงามของธรรมชาติทางทะเลแล้ว ความเป็นธรรมชาติของเรือกสวนไร่นาของจังหวัดกระบี่ก็ยังมีความเป็นธรรมชาติของท้องถิ่นให้ดูอีกด้วย เรามีโอกาสได้ไปดูความงามตามวิถีความเป็นอยู่จากหน้าเมืองโดยจะต้องข้ามเรือเพราะเป็นเกาะที่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ประมาณ 200 กว่าเมตรเท่านั้น มาย้อนดูวิถีชีวิตแบบชุมชนเก่าของบ้านเกาะกลาง ตำบลคลองประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

อยู่ร่วมกันอย่างสันติชุมชนบ้านกลางเป็นหมู่บ้านในตำบลคลองประสงค์ที่มีพื้นที่ลุ่มพอที่จะปลูกข้าวนาได้ เดิมก็ได้ปลูกข้าวเพื่อบริโภคภายในชุมชนอยู่แล้ว ด้วยวิถีชีวิตชาวบ้านสมัยก่อนที่ไม่ได้ใช้สารเคมีในการปลูก