กรมส่งเสริมสหกรณ์คิกออฟ อบรมสมาชิกสหกรณ์ใช้ปุ๋ยผสมเอง

กรมส่งเสริมสหกรณ์คิกออฟจัดโครงการอบรมส่งเสริมปุ๋ยผสมใช้เองผ่านสหกรณ์การเกษตร ถ่ายทอดความรู้การใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง เหมาะกับสภาพดินและพืชที่เพาะปลูก พร้อมเจรจาบริษัทนำเข้าจำหน่ายแม่ปุ๋ยให้สหกรณ์ถูกกว่าท้องตลาด ตันละ 4,000 บาท เพื่อให้สหกรณ์นำไปผสมเป็นปุ๋ยสูตรต่างๆ ตรงกับความต้องการของสมาชิกและขายในราคาต่ำกว่าปุ๋ยสูตรสำเร็จ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร คาดต้นเดือนพฤษภาคมนี้จะเริ่มผลิตปุ๋ยล็อตแรกทันใช้ในฤดูกาลเพาะปลูก

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวระหว่างการเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมส่งเสริมปุ๋ยผสมใช้เองผ่านสหกรณ์การเกษตรเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร ณ สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด จังหวัดราชบุรี โดยมีสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่ให้ความสนใจเข้ารับฟังความรู้จากนักวิชาการของกรมพัฒนาที่ดินที่มาชี้แจงและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

และวิธีการผสมปุ๋ยใช้เองให้เหมาะกับสภาพดินและพืชที่เพาะปลูกในแต่ละพื้นที่ ขณะที่เดียวกับมีหลายหน่วยงานที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการผลิตปุ๋ยผสมใช้เองให้กับสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตรจะเข้ามาดูแลเรื่องคุณภาพแม่ปุ๋ย แนะนำวิธีการผสมปุ๋ยและการเก็บรักษาเพื่อให้ใช้ได้นาน พร้อมทั้งออกใบรับรองปุ๋ยที่ผลิตโดยสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตรจะแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยสำหรับช่วงฤดูทำนาหรือทำไร่ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้นำไปสั่งซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทเอกชน เพื่อมาผสมและจำหน่ายให้กับเกษตรกร

การอบรมวิธีการผสมปุ๋ยใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต เป็นกิจกรรมแรกของการชี้แจงทำความเข้าใจแก่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจว่าการผสมปุ๋ยใช้เองมีวิธีการอย่างไร ปุ๋ยสูตรไหนจะเหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง และเทคนิคการใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพในการปลูกพืชแต่ละชนิดต้องใช้อย่างไร โดยกรมจะจัดอบรมสมาชิกสหกรณ์ใน 50 จังหวัด ที่มีสหกรณ์ 412 สหกรณ์สมัครเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้าใจเรื่องปุ๋ยผสมใช้เอง และปรับเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่นิยมซื้อปุ๋ยสูตรสำเร็จที่ขายตามท้องตลาดซึ่งมีต้นทุนสูง

หันมาใช้ปุ๋ยผสมเองที่มีคุณภาพไม่แตกต่างจากปุ๋ยสูตรสำเร็จ ซึ่งปุ๋ยผสมเองทำได้ไม่ยุ่งยากและช่วยลดต้นทุนได้จริง จากนั้นสหกรณ์กับสมาชิกจะร่วมกันวางแผนในการผลิตปุ๋ยผสมเอง โดยสหกรณ์จะสำรวจปริมาณการใช้ปุ๋ยจากสมาชิก และสั่งซื้อแม่ปุ๋ยมาบริการผสมตามสูตรที่เกษตรกรต้องการ หรือขายแม่ปุ๋ยให้เกษตรกรนำไปผสมใช้เองที่บ้าน โดยผสมปุ๋ยตามปริมาณที่ต้องการใช้ในแต่ละครั้ง ซึ่งการอบรมวิธีการใช้ปุ๋ยผสมเองแก่สมาชิกสหกรณ์จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน และสหกรณ์จะเริ่มผลิตปุ๋ยล็อตแรกจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม เพื่อให้เกษตรกรทันใช้ในฤดูกาลเพาะปลูกปีนี้

“ขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เจรจากับบริษัทเอกชนที่นำเข้าแม่ปุ๋ย เพื่อขอให้ลดราคาจำหน่ายแม่ปุ๋ยให้กับสหกรณ์ถูกกว่าท้องตลาด เหลือตันละประมาณ 8,000 บาท ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนให้กับเกษตรกร จึงอยากฝากถึงสหกรณ์การเกษตรเร่งทำความเข้าใจกับเกษตรกรเรื่องการใช้ปุ๋ยผสมใช้เอง ทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมลงไปให้คำแนะนำเรื่องการใช้ปุ๋ยแก่เกษตรกรทุกพื้นที่ โดยสหกรณ์สามารถติดต่อและแจ้งความต้องการผ่านมาทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด เพื่อให้เกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับปุ๋ยผสมใช้เอง และมั่นใจในเรื่องคุณภาพ ซึ่งการให้ความรู้จะช่วยทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจว่าการใช้ปุ๋ยผสมเองไม่ได้แตกต่างจากปุ๋ยสำเร็จ แต่ราคาถูกกว่า ช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เหลือจากการจำหน่ายผลผลิตเพิ่มมากขึ้น” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

(26 มีนาคม 2562) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย เมืองนวัตกรรมอาหาร หรือฟู้ดอินโนโพลิส แถลงข่าวความร่วมมือจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบทางประสาทสัมผัส และศูนย์วิจัยอาหารแห่งอนาคต หรือ future food lab โดยมี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ในฐานะซีอีโอเมืองนวัตกรรมอาหาร นายจำลอง เติมกลิ่นจันทร์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท ซันกรุ๊ป จำกัด และ อาจารย์ปัญจพล เหล่าพูนพัฒน รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และ ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอาหารแห่งอนาคต ร่วมแถลงข่าว

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า หลังจากที่ สวทช. ลงนามร่วมมือกับบริษัท ซันกรุ๊ป จำกัด เมื่อ 18 มีนาคมที่ผ่านมา สวทช. พร้อมต่อยอดและสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัททันที โดยบริษัท ซันกรุ๊ป ดำเนินธุรกิจไก่ครบวงจรทั้งไก่เนื้อและไก่ไข่ ประกอบด้วย โรงงานผลิตอาหารไก่ ฟาร์มพ่อ-แม่พันธุ์ โรงฟักไข่ ฟาร์มไก่เนื้อ ธุรกิจไก่ประกัน และไก่จ้างเลี้ยง โรงงานผลิต และแปรรูปเนื้อไก่สดเนื้อไก่แช่แข็งเพื่อการส่งออก รวมถึงโรงงานผลิตอาหารปรุงสุกแช่แข็งจากเนื้อไก่ บริษัท ซันกรุ๊ป เป็นหนึ่งในบริษัทที่ตั้งอยู่ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยอยู่แล้ว และเป็นสมาชิกของฟู้ดอินโนโพลิส ซึ่งได้ทำงานกับเครือข่ายเมืองนวัตกรรมอาหารมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการออกแบบและจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบทางประสาทสัมผัสตามมาตรฐานสากล โดยได้รับคำแนะนำและร่วมออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญจากคณะอุตสาหกรรมเกษตi มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ของบริษัท

นอกจากนี้ ดร.ณรงค์ ยังกล่าวว่า ศูนย์วิจัยอาหารแห่งอนาคต เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มของฟู้ดอินโนโพลิส โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างฟู้ดอินโนโพลิส และมหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการขับเคลื่อนทั้งในเชิงจุลภาคและมหภาค สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการอาหารในทุกระดับและครบทุกมิติการทำงาน ด้วยการดำเนินงานแบบ One-Stop Service โดยทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์วิจัย พัฒนา ส่งเสริม และศูนย์บัญชาการและประสานงานระหว่างภาคีต่างๆ ในห่วงโซ่การผลิตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การรับตรวจสุขภาพธุรกิจและวินิจฉัยปัญหาเบื้องต้น

และนำมาประมวลหาการแก้ไขที่เหมาะสม มีการจัดตั้งห้องปฏิบัติการในพื้นที่ทำงานจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ร่วมเรียนรู้และเห็นปัญหาของตนเองอย่างรวดเร็ว นับเป็นการถ่ายทอดความรู้ทางวิทยาศาสตร์อาหารเบื้องต้น และเป็นการเพิ่มพูนความรู้ที่ถูกต้องให้แก่ผู้ประกอบการ รวมถึงการทำวิจัยสร้างองค์ความรู้เชิงพาณิชย์เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการ และพัฒนาความรู้ที่ได้

จากงานวิจัยมาสร้างเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ต้นแบบหรือนวัตกรรมกระบวนการผลิต พร้อมทั้งส่งเสริมสนับสนุนและช่วยผลักดันให้งานที่ทำสามารถออกสู่ตลาดได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยในขั้นตอนนี้ จะเป็นการติดต่อประสานงานผู้ผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อได้สินค้าต้นแบบในการทดสอบตลาด รวมถึงหาตลาดและช่องทางการขาย และเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลความรู้ด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ปัจจุบันศูนย์วิจัยอาหารแห่งอนาคตมีผู้ประกอบการเข้ามาใช้พื้นที่ในการทำวิจัย 17 บริษัท รวมถึงยังมีผู้ประกอบการใช้บริการตรวจวิเคราะห์เบื้องต้น มากกว่า 20 บริษัท

ด้าน ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ในปัจจุบันเมืองนวัตกรรมอาหารมีความร่วมมือกับหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ในครั้งนี้มีความร่วมมือกับบริษัท ซันกรุ๊ป จัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบทางประสาทสัมผัสที่ได้มาตรฐานในระดับสากล และพัฒนาความเข้มแข็งของบุคลากรให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนให้บริการผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารรายอื่นๆ ด้วย

ในส่วนการจัดตั้งศูนย์วิจัยอาหารแห่งอนาคต ได้เริ่มดำเนินการมาแล้วระยะหนึ่ง โดยให้บริการในลักษณะ One-Stop Service ด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม เพื่อยกระดับความสามารถด้านการแข่งขันของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารของไทย โดย เมืองนวัตกรรมอาหาร ให้การสนับสนุนพื้นที่สำหรับดำเนินงาน อำนวยความสะดวกในการทำวิจัย ตลอดจนกิจกรรมทางการตลาด และมหาวิทยาลัยศิลปากร

สนับสนุนทีมวิจัยและคณะทำงานเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการด้านอาหาร ทั้งนี้ เมืองนวัตกรรมอาหาร ได้ตั้งเป้าหมายจะให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในภาคเอกชนโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ได้มีโอกาสทำวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม ในพื้นที่เมืองนวัตกรรมอาหารโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายใต้การดูแลและให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยศิลปากร นำโดย ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ประกอบการมายาวนาน โดยขณะนี้มีบริษัทเข้าร่วมโครงการและเข้ามาทำวิจัยใน Future Food Lab เกือบเต็มพื้นที่แล้ว และภายใน 5 ปี คาดว่าจะสนับสนุนได้ 100 ราย

นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนการทำวิจัยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ฟู้ดอินโนโพลิสยังได้ร่วมจัดตั้งคลังฐานข้อมูลวัตถุดิบที่ใช้ในอาหาร หรือ Food Ingredient Library ขึ้นภายในศูนย์วิจัยอาหารแห่งอนาคต ซึ่งจะเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลและตัวอย่างวัตถุดิบที่ใช้ในอาหาร เพื่อให้บริการสำหรับนักวิจัยและผู้ที่สนใจการทำวิจัยด้านอาหาร โดยสามารถเข้ามาค้นหาวัตถุดิบที่ใช้ในอาหารเพื่อนำตัวอย่างไปทดลองใช้ในงานวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการจัดทำเรื่องนี้

“ในอนาคตเราจะใช้ Food Ingredient Library นี้ เป็นต้นแบบของคลังอื่น ที่ฟู้ดอินโนโพลิสวางแผนจะจัดตั้งตามมา ไม่ว่าจะเป็น Material Library ซึ่งจะรวบรวมบรรจุภัณฑ์ประเภทต่างๆ ที่ใช้สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร และ OEM Library ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่รับทำ OEM เกี่ยวกับกระบวนการผลิตอาหาร เพื่อสนับสนุนการพัฒนาวิจัยต่อไป” ดร.อัครวิทย์ กล่าว

ที่ผ่านมาหลายคนคงเข้าใจว่า การปลูกพืชชนิดใดก็ตาม หากปลูกในปริมาณมาก ผลตอบแทนหรือกำไรก็จะงามตามไปด้วย ในเรื่องนี้ อาจารย์วีระ ภาคอุทัย ภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปฏิเสธ ไม่ใช่ทุกพืช โดยเฉพาะพริก เพราะการปลูกจะต้องใช้ความประณีต เอาใจใส่ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเพาะเมล็ด จนถึงการเก็บเกี่ยว เนื่องจากว่า พริกเป็นพืชที่มีโรครุมเร้าได้ง่าย และเปราะบาง กับสภาพอากาศ กล่าวคือฝนตกมากก็เป็นโรครากเน่า หนาวมาก ก็เป็นโรคเชื่อรา เพลี้ยไฟ ซึ่งอาจทำให้ต้น ดอก และผลของพริกเกิดความเสียหาย ดังนั้น การปลูกพริกให้ได้เงินจะต้องใช้เทคนิค และองค์ความรู้จากการวิจัยที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว

สำหรับเทคนิค และองค์ความรู้จากการวิจัย อาจารย์วีระ อธิบายว่า เป็นการถอดแบบความรู้จากโครงการวิจัย เรื่อง “การขยายและการพัฒนาเครือข่ายการจัดการห่วงโซ่อุปทานพริกสดปลอดภัยอำเภอเกษตรสมบูรณ์ และอำเภอเกษตรสมบูรณ์และอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ” โดยการสนับสนุนของ ฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นำมาต่อยอด เป็นชุดโครงการ “การพัฒนาระบบการตัดสินใจการผลิตสินค้าเกษตรและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานพริก จังหวัดแพร่” เพื่อ “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างความสุข (สุขภาพ)” ให้เกษตรกรผู้ปลูกพริก

แม้พริกที่เกษตรกรของจังหวัดชัยภูมิ และแพร่ ปลูกเป็นพริกต่างชนิด คือ ชัยภูมิเป็นพริกขี้หนูใหญ่ผลใหญ่ ส่วนที่แพร่เป็นพริกชี้ฟ้าหรือพริกโรงงาน แต่ก็สามารถใช้เทคโนโลยี หรือ องค์ความรู้ มาประยุคใช้ด้วยกันได้ เพราะปัญหาที่เกษตรกรผู้ปลูกพริกประสบ เหมือนกัน คือ เรื่องโรค ราคาที่ตกต่ำ ด้วยเหตุนี้ อาจารย์วีระ และทีมวิจัย จึงใช้โมเดลวิจัยการปลูกพริกของจังหวัดชัยภูมิ มาใช้ที่แพร่ ศึกษาระบบการปลูกพริก ระบบการผลิตและการตลาด เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบการตัดสินใจของเกษตรกร รวมทั้งวิเคราะห์เสนอทางเลือกที่ดี และเหมาะสบกับเกษตรกรผู้ปลูกพริก ในฐานะพืชเศรษฐกิจของจังหวัด

“หลักจากได้ข้อสรุป จากการหารือร่วมกับจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด และ ผู้บริหารฝ่ายเกษตร สกว. ทีมวิจัย ได้ดำเนินการจัดอบรมให้กับเกษตรกรผู้ปลูกพริก ช่วงปี 2553 ถึงวิธีการบริหารจัดการแปลง ว่าที่ทำอยู่ทำอย่างไร มีปัญหาและโรคอะไรรุมเร้า พร้อมกับทำความเข้าใจกับเกษตรกร ถึงที่ไปที่มาของโครงการ กระทั้งรู้ภาพรวมของปัญหาการปลูกพริกในจังหวัดแพร่ เช่น การทำตลาดที่มุ้งส่งโรงงานผลิตซอสพริก ต้นทุนการผลิตสูง การใช้สารเคมี ราคาพริกตกต่ำ โรคและแมลง”อาจารย์วีระเล่าย้อนการดำเนินการวิจัย ก่อนอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของเกษตรกรว่า

“จากวันนั้น ถึงวันนี้ ทีมวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกพริกปลอดภัยภายใต้ระบบเกษตรที่เหมาะสม (Good Agricultural Practice หรือ GAP) ให้กับเกษตร และปรับวิธีการใหม่ ยกตัวอย่างการดูแลต้นพริกให้เหมาะสม ไม่เน้นที่ปริมาณ ซึ่งเดิมพื้นที่ 1 ไร่ เกษตรกรปลูกพริกถึงหมื่นต้น ถือว่ามากเกินไป ขณะเดียวกันจะต้องมีการตกแต่งกิ่งให้ต้นมีความแข็งแรง ควบคู่กับเทคนิคอื่นๆ เช่น การทำน้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมักแห้ง การใช้สารเคมีที่ถูกต้อง การสังเกตอาการของโรคพร้อมกับจดบันทึก ตลอดจนการวางแผนการผลิตและการจัดการด้านการตลาด ทั้งหมดที่กล่าวมาช่วยยกระดับผลผลิตทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และความปลอดภัยให้กับเกษตรกร”

ด้าน นางยุภาภรณ์ หลาดไหล เกษตรกรผู้ปลูกพริกตำบลหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ เล่าว่า ช่วงที่อาจารย์วีระ และทีมวิจัยเข้ามา ได้สอบถามว่า “ที่ทำอยู่ ทำอย่างไร” (ยุภาภรณ์ หมายถึง วิธีการปลูกพริก) ก่อนจะแนะนำวิธีการที่ถูกต้อง ทั้งเรื่องเทคนิค และวิธีการรวมถึงการวางแผนระบบการปลูกใหม่ (ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) “เมื่อก่อนก็ปลูกกันเอง ปลูกแบบตัวใครตัวมันไม่มีหลักวิชาการอะไรมารองรับ อย่างพริกหนึ่งถุงที่ปลูกได้ประมาณหมื่นต้นของพื้นที่ 1 ไร่ ก็ปลูกหมด ส่วนปัญหาโรคพืชต่างๆ ก็ฉีดพ่นสารเคมี ช่วงแรกก็ได้ผลดี แต่พอหลังๆ เริ่มไม่ได้ เหมือนมันจะดื้อยา ก็ต้องใส่เพิ่มขึ้น เมื่อเล่าสิ่งที่ทำ และ ปัญหาให้ทีมวิจัยรับทราบ ก็มีคำแนะนำให้ปรับวิธีการ”

นางยุภาภรณ์ เล่าต่อว่า ภายหลังที่เล่าสิ่งที่ทำกันอยู่ให้อาจารย์วีระฟัง อาจารย์ก็แนะนำให้ปรับวิธีการ ซึ่งเป็นวิธีที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ยกตัวอย่างเรื่องของการลูกพริก ที่เดิมปลูกเพื่อส่งโรงงานผลิตซอสพริก ไม่แบ่งส่งขายตลาดทั่วไป อาจารย์ก็แนะนำให้แบ่งมาส่งตลาดสดทั่วไปเพื่อลดความเสี่ยงของการปลูก พร้อมกับให้ปรับวันในการปลูกใหม่ เดิมที่ปลูก “ตามใจฉัน” ช่วงหลังนา หรือ กิจกรรมอื่นๆ ก็มาวางแผนร่วมกันถึงช่วงฤดูการปลูกที่สัมพันธ์กับสภาพพื้นที่ และ ความต้องการของตลาด เช่น การปลูกพริกชี้ฟ้าให้ทันออกตลาดช่วงปลายเดือนตุลาคม ไป จนถึงเดือน พฤษจิกายน เพราะเป็นช่วงที่พริกชี้ฟ้ามีราคาสูง หรือก่อนช่วงเดือนธันวาคม ไปจนถึงมกราคม เป็นช่วงที่พริกจังหวัดสุโขทัย และ จังหวัดใกล้เคียงออกสู่ตลาด ทำให้ราคาพริกตกต่ำ

ในส่วนของเรื่องเทคนิค นางยุภาภรณ์ เล่าว่า อาจารย์วีระ และ ทีมวิจัย ได้ถ่ายทอดวิธีการตัดแต่งกิ่งต้นพริก ให้มีความแข็งแรง ยืดอายุ เพิ่มเวลาเก็บผลผลิตให้กับพริก รวมถึงการใช้ปุ๋ยชีวภาพ และไตโค เดอร์มา หรือ ราเขียว โดยทั้งสองเทคนิคที่ได้รับการถ่ายทอด ช่วยให้ผลผลิตพริกเพิ่มขึ้น 30-40 เปอร์เซ็นต์ อย่างในปี’61 ตนสามารถเก็บพริกได้ถึง 8-9 รอบ นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังแนะนำให้ปรับลดพื้นที่ในการปลูก เนื่องจากการปลูกพริกให้ได้ผลดี จะต้องปลูกอย่างปราณีต คือ ทุกกระบวนการจะต้องดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ซึ่งถ้าลดจำนวนพื้นที่เกษตรกรก็จะดูแลแปลงพริกได้อย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันยังเป็นการลดรายจ่ายอีกทางหนึ่งด้วย สิ่งที่ “ยุภาภรณ์” เล่า ตรงกับบันทึก ระบุ ถึงช่วงของการเก็บผลผลิตพริกช่วงวันที่ 30 ตุลาคม 61-2 ธันวาคม 2561 รวมน้ำหนัก 1,903 กิโลกรับ ของพื้นที่ 2 งาน สร้างรายได้ให้กับครอบครัวถึง 29,125 บาท

อย่างไรก็ดี สิ่งที่อาจารย์แนะนำเป็นเรื่องที่เกษตรกรไม่มีความรู้มาก่อน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยากของการเปลี่ยนความคิด ในส่วนนี้เกษตรกรคนเดิมบอกว่า เป็นเพราะความจน และหนี้สินจากการปลูกพริกที่ขาดทุนสะสมและราคาที่ไม่แน่นอน ทำให้เกษตรกรมีความต้องการองค์ความรู้ วิธีการใหม่ๆ เพื่อมาแก้ไขกับเรื่องดังกล่าว ประกอบกับความรู้ที่อาจารย์นำมาบอกต่อ ตรงกับความต้องการของเกษตรกร ที่สำคัญ ภายหลักจากที่ทำตามคำแนะนำไม่นาน การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น ดั่งที่อาจารย์พูดว่า “ปลูกน้อย แต่ได้มาก” ซึ่งถือเป็นคาถาพารวยของเกษตรกร

รศ.ดร. เชษฐพงษ์ เมฆสัมพันธ์ (ขวา) คณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และประธานชมรมสาหร่ายและแพลงก์ตอนแห่งประเทศไทย รับมอบเงินสนับสนุนการจัดประชุมวิชาการสาหร่ายและแพลงก์ตอนแห่งชาติ ครั้งที่ 9 จาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เพื่อ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์งานวิจัย การพัฒนาการศึกษาวิจัยพื้นฐานและประยุกต์ ตลอดจนการสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับสาหร่ายและแพลงก์ตอน โดยมี นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ (ซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ เป็นผู้มอบ ณ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

หนีร้อนลงใต้สัมผัสความอุดมสมบูรณ์ท่ามกลางท้องทะเล กับนักผจญภัย “จ๊อบ นิธิ สมุดโคจร” พาบุกเกาะลึกลับแห่งทะเลอันดามัน ซึ่งนับว่าเป็นที่หลงใหลของชาวต่างชาติ ณ เมืองสตูล ดินแดนที่เต็มไปความสงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์

สัมผัสมนต์เสน่ห์ “เกาะบุโหลนเล” เกาะที่ยังไม่เป็นที่นิยมของคนไทย แต่เป็นที่หลงใหลของชาวต่างชาติ สูดไอแดดท่ามกลางบรรยากาศสุดฟินของท้องทะเล บนเรือหัวโทงเพื่อไปยังเกาะบุโหลนเล แวะพักกายสัมผัสธรรมชาติที่รีสอร์ตส่วนตัวสไตล์บังกะโล ที่ถูกรายล้อมไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทิวทัศน์ พร้อมลิ้มลองรสชาติอาหารทะเลสดๆ สุดพิเศษ จากนั้นเดินเที่ยวชมการเรียนการสอนของเด็กๆ ที่โรงเรียนบ้านเกาะบุโหลน พร้อมทำความรู้จักกับกลุ่มอาสาสมัคร Reef Guardian Thailand เรียนรู้การปลูกปะการัง สู่ท้องทะเล ปิดท้ายวิวหลักล้านยามเย็น ชมหาดที่ปลกคลุมไปด้วยทรายสีขาวนวลตา และพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า

สัมผัสสตูล กับเกาะที่คนไทยมาแล้วจะต้องหลงรัก ในรายการ สมุดโคจร On The Way: สตูล – บุโหลนเล วันเสาร์ ที่ 23 มีนาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 17:00 น. เป็นต้นไป ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 28 (3SD) หรือติดตามข่าวสารต่างๆ

กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ สวก. หารือแนวทางสนับสนุนทุนวิจัยและทุนพัฒนาบุคลากรวิจัยภาคการเกษตร ปี 2563 พร้อมทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติ สืบสาน ร.9 แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการประชุมหารือร่วมกับ นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยทางการเกษตร (สวก.) พร้อมด้วยคณะ เพื่อประชาสัมพันธ์ทุนวิจัยและทุนพัฒนาบุคลากรวิจัยของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ประจำปี 2563 ให้ กรมส่งเสริมการเกษตรรับทราบ โดย ผอ.สวก. ได้ให้ข้อมูลและนำเสนอทุนวิจัยประเภทต่างๆ พร้อมเชิญชวน ข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตร และ Smart Farmer ผู้สนใจ สมัครเข้ารับทุนการศึกษาและทุนฝึกอบรม มีทั้งทุนรายบุคคล และประเภททีม เพื่อนำผลการวิจัยที่ได้ไปใช้ประโยชน์และขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่

สำหรับประเภทของทุนที่ทาง สวก. ให้การสนับสนุน ประกอบด้วย 1. ทุนปริญญาเอกเฉลิมพระเกียรติทรงครองราชย์ 70 ปี จำนวน 15 ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2562 สำหรับข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อายุไม่เกิน 45 ปี ทุนละ 1,500,000 บาท เป็นทุนเรียนเต็มเวลาภายในประเทศ และเป็นหลักสูตรที่มีการปฏิบัติงานวิจัย/ฝึกอบรม/เรียน ณ ต่างประเทศ 2. ทุนฝึกอบรมหรือปฏิบัติการวิจัย ณ ต่างประเทศ จำนวน 10 ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

คุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือเป็นนักวิจัยในโครงการวิจัยของ สวก. อายุไม่เกิน 50 ปี เนื้อหาหลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับภารกิจของผู้สมัคร โดยมีผลงานวิจัยหรือผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 3 ปี มีผลการทดสอบความรู้ด้านภาษาอังกฤษไม่เกิน 2 ปีนับจากวันสอบ เป็นทุนฝึกอบรม ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน หรือปฏิบัติการวิจัย ระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี 3. ทุนโครงการพัฒนาทีมบุคลากรวิจัย จำนวน 3 โครงการ เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

คุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นข้าราชการ/พนักงานราชการ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่เกิน 3 รายต่อทีมวิจัย อายุไม่เกิน 50 ปี มีผลงานวิจัย หรือ ผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 3 ปี มีผลการทดสอบความรู้ด้านภาษาอังกฤษไม่เกิน 2 ปี นับจากวันสอบ เป็นทุนฝึกอบรม ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน หรือปฏิบัติการวิจัย ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน 4. ทุนนำเสนอผลงานวิจัย ณ ต่างประเทศ จำนวน 12 ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คุณสมบัติผู้สมัคร เป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือหัวหน้าโครงการวิจัย

หรือหัวหน้าโครงการวิจัยย่อยในโครงการวิจัยที่ได้รับทุนจาก สวก. หรือนักวิจัยจากหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่สถาบันการศึกษา โดยต้องเป็นชื่อแรกในบทคัดย่อ และเป็นผลงานวิจัยเกี่ยวข้องด้านการเกษตร ต้องเป็นการประชุมวิชาการซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติและมีการจัดการอย่างต่อเนื่อง และไม่รับทุนซ้ำในช่วงระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่สิ้นสุดการนำเสนอผลงานวิจัยในปีที่ผ่านมา และรับทุนติดต่อกันไม่เกิน 3 ครั้ง และ 5. ทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติ สืบสาน ร.9 เพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่ จำนวน 30 ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 31 มกราคม 2563

เป็นหลักสูตรศึกษาต่อระดับปริญญาตรี 2 ปี เพื่อผลิตบัณฑิตด้านการเกษตรยุคใหม่ ตอบสนองการพัฒนากำลังคนและพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทย โดยหวังให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นบุคลากรมีความรู้ ความสามารถสามารถนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ให้กับชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรม สร้างนักวิจัยด้านการเกษตรระดับชุมชน และเป็นผู้นำการเกษตรให้กับชุมชน มุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติจริงในภาคสนาม มีความเฉพาะและเหมาะสมกับกลุ่มเกษตรกรที่มีประสบการณ์ในการทำเกษตรมาแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) และเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่