กรมส่งเสริมสหกรณ์ปรับระบบจัดเก็บฐานข้อมูลสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์ปรับระบบจัดเก็บฐานข้อมูลสหกรณ์ เพื่อใช้ในการวางแผนพัฒนาต่อยอดธุรกิจสหกรณ์และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของภาครัฐ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ปรับระบบจัดเก็บฐานข้อมูลสหกรณ์ เจาะลึกให้เข้าถึงตัวสมาชิกสหกรณ์ เพื่อให้ทราบถึงการประกอบอาชีพและหนี้สินของแต่ละราย พร้อมเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ให้เป็นฐานข้อมูลอันเดียวกัน เบื้องต้นจะเน้นสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อใช้สำหรับวางแผนการแนะนำพัฒนาอาชีพและให้ความช่วยเหลือหากเกิดสถานการณ์ภัยธรรมชาติได้ทันท่วงที

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ปรับระบบการจัดเก็บฐานข้อมูลสหกรณ์ให้เข้าถึงสมาชิกเป็นรายบุคคล โดยมอบหมายให้ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กองแผนงาน กองพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร กองสหกรณ์ด้านการเงินและร้านค้า และสำนักนายทะเบียนและกฎหมาย ร่วมกันพิจารณาวางแนวทางในการจัดทำระบบฐานข้อมูลของสหกรณ์ว่าควรจะมีการจัดเก็บในเรื่องใดบ้าง ที่เป็นข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์ในการนำมาใช้วางแผนพัฒนาสหกรณ์ได้ตรงกับศักยภาพของแต่ละสหกรณ์ จะวางระบบการจัดเก็บข้อมูลสหกรณ์ทั่วประเทศมาจัดเก็บไว้เป็นฐานข้อมูลกลางที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อจะได้ข้อเท็จจริงในการนำไปใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรอบด้าน สำหรับใช้ในการเข้าไปแนะนำส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เบื้องต้นกรมฯได้กำหนดให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเก็บข้อมูลสถานภาพการดำเนินงานของสหกรณ์ทุกแห่งฐานข้อมูลสหกรณ์จะทำให้เห็นตัวตนและสถานะของสหกรณ์แต่ละแห่งที่แท้จริง และจะทำให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์สามารถนำมาวางแผนสำหรับการเข้าไปแนะนำส่งเสริมเพื่อพัฒนาสหกรณ์ได้ตรงจุดและเกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น สหกรณ์ไหนที่เข้มแข็งแล้ว กรมฯจะเข้าไปส่งเสริมให้สหกรณ์เหล่านี้เติบโตก้าวหน้า หากสหกรณ์ใดยังมีปัญหาในการดำเนินงานก็จะเร่งเยียวยาแก้ไขปัญหาจนสามารถยกระดับให้เป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น และจะเชื่อมโยงข้อมูลกับสหกรณ์ทุกแห่งทั่วประเทศโดยตรงเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงและเข้าถึงสหกรณ์ได้มากที่สุด โดยให้เจ้าหน้าที่ของสหกรณ์เป็นผู้กรอกข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเข้ามายังส่วนกลาง เพื่อจะได้ข้อมูลที่ละเอียดและชัดเจนยิ่งขึ้น กรมฯจะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับนำมาใช้วิเคราะห์เพื่อกำหนดทิศทางในการพัฒนาสหกรณ์ในอนาคต เพราะหากรู้ข้อเท็จจริงของแต่ละสหกรณ์แล้ว ก็จะสามารถเข้าไปแนะนำส่งเสริมและช่วยแก้ไขปัญหาในจุดที่ถูกต้องได้ เนื่องจากยังมีฐานข้อมูลสหกรณ์บางอย่างที่สำคัญต่อการนำมาพัฒนาหรือต่อยอดให้กับธุรกิจของสหกรณ์ได้

“สำหรับการจัดเก็บฐานข้อมูลที่เจาะลึกถึงตัวสมาชิกสหกรณ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันกว่า 11 ล้านคนทั่วประเทศ กรมฯได้มีหนังสือขอความร่วมมือไปยังสหกรณ์ทุกแห่งแจ้งรายการทะเบียนหุ้นและทะเบียนสมาชิก ตามที่พระราชบัญญัติสหกรณ์ มาตรา 64 กำหนดให้ทุกสหกรณ์ต้องรายงานต่อนายทะเบียนสหกรณ์ ภายใน 30 วัน นับจากวันสิ้นปีทางบัญชี ซึ่งจะทำให้ กรมฯมีฐานข้อมูลรายชื่อสมาชิกสหกรณ์ จำนวนหุ้นที่มีอยู่กับสหกรณ์ และเลขที่บัตรประชาชน 13 หลัก โดยจะเน้นการจัดเก็บฐานข้อมูลสสมาชิกสหกรณ์ในภาคการเกษตรเป็นอันดับแรก ซึ่งกรมฯจะนำเลขที่บัตรประชาชน 13 หลัก ของสมาชิกสหกรณ์ไปเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยและกรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมปศุสัตว์และกรมประมง เพื่อให้ทราบว่าสมาชิกสหกรณ์มีอาชีพหลักคืออะไร มีที่ดินทำกินเท่าไหร่ มีรายได้ มีหนี้สินเท่าไหร่ และมีการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ไว้กับกรมต่าง ๆ หรือไม่ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าไปให้การสนับสนุนหรือช่วยเหลือได้ทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์ภัยธรรมชาติ โดยขอให้ทุกสหกรณ์รายงานฐานข้อมูลสมาชิกสหกรณ์ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม นี้” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวถึงแนวทางการผลิตกำลังคนด้านการเกษตรรองรับ Thailand 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาลว่า นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการ กอศ. ได้มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) วิเคราะห์หลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบัน เพื่อพัฒนาให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ดิจิตอล เทคโนโลยีนวัตกรรม หรือใช้จีพีเอสสำหรับอ่านภาพถ่ายทางอากาศ เป็นต้น มาจัดการเรียนการสอน เนื่องจากผู้มาเรียนสาขาเกษตรในอนาคตจะต้องมีความสามารถในการเป็นนักบริหารจัดการฟาร์ม เป็นนักคิดวิเคราะห์ธาตุอาหาร ดิน ปุ๋ย สารเคมี สภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และการตลาดได้ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือการทำเกษตรกรรมที่สมบูรณ์แบบ หรือ Smart Farmer นั้นเอง

การพัฒนาหลักสูตรนั้น ยังรวมถึงอาชีพใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการในอนาคตด้วย เช่น นักเคมีภัณฑ์การเกษตร เนื่องจากปัจจุบันร้านขายเคมีเกษตรยังไม่ได้มีการควบคุมเหมือนร้านขายยาที่มีเภสัชกรควบคุม ดังนั้น เราอาจจำเป็นต้องผลิตกำลังคนด้านนี้ และกำหนดกฎหมายควบคุมขึ้นมารองรับ พร้อมจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนจะต้องเน้นการเรียนเคมีชีวะ เพื่อผลิตกำลังคนทำหน้าที่ควบคุมการจำหน่ายเคมีภัณฑ์และปุ๋ยต่างๆ ของร้านเคมีภัณฑ์ให้อยู่ในปริมาณที่ปลอดภัย สามารถตรวจสอบได้ว่าซื้อไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เพราะเคมีภัณฑ์บางชนิดสามารถนำไปเป็นส่วนผสมในการประกอบวัตถุระเบิดได้

นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ตรวจสอบ กำกับ ดูแล ผลผลิตภายในส่วนหรือฟาร์มของเกษตรกร รวมถึงให้คำแนะนำเกษตรกรว่าควรใช้เคมีภัณฑ์ชนิดไหน ปริมาณเท่าไหร่ และระยะเวลาเท่าใด จึงสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ประชาชนได้รับประทานอาหารที่ปลอดภัย

ไข่ไก่ฟองเล็กๆ แต่เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพ ที่พร้อมด้วยแร่ธาตุสำคัญ และมีคุณค่าทางอาหาร มีความจำเป็นต่อร่างกายของคนทุกวัยอยู่มากมาย ในไข่ไก่ 1ฟอง มีกรดอะมิโนจำเป็นทุกชนิด มีวิตามิน และเกลือแร่อีกหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 9 (กรดโฟลิก) วิตามินบี12 เหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม วิตามินอี เซเรเนียม (Selenium) ที่ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ช่วยชะลอวัย และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งยังเป็นแหล่ง DHA และ EPA ที่ช่วยป้องกันโรคสมาธิสั้นในเด็ก นอกจากนั้น ไข่ไก่ยังเป็นหนึ่งในอาหารธรรมชาติไม่กี่ชนิดที่มีวิตามินดี และไข่แดงยังมีปริมาณเลซิติน และโคลีน มากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน ซึ่งเลซิติน และโคลีนเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อร่างกาย และสมองของมนุษย์ เช่น ช่วยเพิ่มเซลล์สมอง และพัฒนาระบบประสาท ให้กับเด็ก ช่วยปรับไขมันในเลือดให้ดีขึ้นโดยเพิ่ม เอชดีแอล-คอเลสเตอรอล และลดแอลดีแอล-คอเลสเตอรอล และ ไตรกลีเซอไรด์

คุณสมบัติของไข่ไก่มีความเหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัย สำหรับผู้ที่มีสุขภาพปกติ สามารถรับประทานไข่ไก่ได้วันละ 1-2 ฟอง แต่คนไทยกลับมีการบริโภคไข่ไก่ในปริมาณที่ต่ำมาก โดยในปี 2558 มีการบริโภคที่ 220 ฟองต่อคนต่อปี ขณะที่การบริโภคไข่ของประเทศอื่นๆ เช่น จีนมีการบริโภคที่ 340 ฟองต่อคนต่อปี ญี่ปุ่น 330 ฟองต่อคนต่อปี มาเลเซีย 300 ฟองต่อคนต่อปี และสหรัฐอเมริกา 290 ฟองต่อคนต่อปี

ด้วยเหตุนี้ สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ และสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ ภายใต้การสนับสนุนของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board)จึงได้ทำโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ ในปี 2559-2561 เพื่อให้ผู้บริโภคได้เห็นถึงคุณประโยชน์จากการรับประทานไข่ไก่ โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มการบริโภคของคนไทยในปี 2561 ให้เป็น 300 ฟองต่อคนต่อปี

ผลประเมินการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2559- มีนาคม 2560) จากการสำรวจโดยบริษัท YouGov พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่า คนทุกวัยสามารถบริโภคไข่ได้ทุกวัน ผู้สูงอายุเชื่อว่าสามารถกินไข่ได้มากกว่า 2 ฟองต่อสัปดาห์ และไข่ไม่มีผลต่อปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกาย

นอกจากนี้ งานวิจัยของ Frank B.Hu และคณะ มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด สหรัฐอเมริกา ที่ศึกษาเกี่ยวกับการบริโภคไข่ไก่และความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด จากกลุ่มคนกว่า 110,000 คน เป็นระยะเวลา 14 ปี ได้ผลสรุปว่า การรับประทานไข่ไก่วันละ 1 ฟอง ไม่ส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และยังมีงานวิจัยอื่นๆ อีก 5 ฉบับ ที่ช่วยยืนยันว่า ในคนที่มีร่างกายปกติ สามารถรับประทานไข่ไก่ได้ สัปดาห์ละ 6 ฟอง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย ทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง แต่จะมีความเสี่ยงสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ด้วยความเข้าใจในคุณประโยชน์ของไข่ไก่ที่เพิ่มมากขึ้นนี้เอง ได้ส่งผลให้การบริโภคไข่ไก่ของคนไทยในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 240 ฟองต่อคนต่อปี ซึ่งเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ประธานคณะกรรมการโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง กล่าวว่า การรรณรงค์ที่ทำนี้ไม่เพียงเพื่อให้คนไทยได้บริโภคไข่ไก่ที่มากด้วยประโยชน์ ยังช่วยให้ผู้เลี้ยงไก่ไข่ และผู้เกี่ยวข้องสามารถยืนหยัดในอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอีกทางหนึ่ง

ไข่ไก่ จึงเป็นอีกเมนูสุขภาพสำหรับทุกครัวเรือนในการนำไปปรุงเป็นอาหารได้อย่างหลากหลายทั้งคาวและหวาน เพื่อนำไปสู่สังคมคนไทยสุขภาพแข็งแรง ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิจัยสัตว์น้ำมอนเทอเรย์ เบย์ (เอ็มบีเออาร์ไอ) นำเสนอผลงานวิจัยใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าสัตว์ทะเลมากถึง 3 ใน 4 หรือ 75 เปอร์เซ็นต์สามารถเรืองแสงได้ด้วยตัวมันเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจแล้ว งานวิจัยชิ้นนี้ยังถือเป็นผลวิจัยชิ้นแรกที่สามารถคำนวณในเชิงปริมาณของสัตว์เรืองแสงในมหาสมุทรได้

ทีมวิจัยดังกล่าวซึ่งนำโดย เซเวรีน มาร์ตินี นักวิจัยหลังปริญญาตรีประจำเอ็มบีเออาร์ไอ ใช้วิธีการสำรวจเชิงปริมาณอย่างเป็นระบบ เพื่อหาสัดส่วนของสัตว์น้ำเรืองแสงในบริเวณอ่าวมอนเทอเรย์ นอกชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่มีความลาดชันสูงมากทันทีที่พ้นจากริมฝั่ง ทำให้สามารถสำรวจได้ในหลายระดับความลึก ทีมวิจัยใช้ยานสำรวจใต้น้ำบังคับจากระยะไกล ในการสำรวจครั้งนี้ โดยบังคับให้ยานดำสำรวจมากถึง 240 ครั้งทั้งในบริเวณอ่าวและอาณาบริเวณโดยรอบ เพื่อนับจำนวนสัตว์ทุกชนิดที่มีขนาดตั้งแต่ 1 เซนติเมตรขึ้นไป ตั้งแต่บริเวณผิวน้ำเรื่อยไปจนถึงที่ระดับความลึก 4,000 เมตร

จากนั้นทีมวิจัยนำเอาสัตว์ที่สังเกตการณ์ได้มาเทียบเคียงกับรายการของสัตว์ที่รู้จักกันว่าเป็นสิ่งมีชีวิตเรืองแสง พบว่า เมื่อถึงระดับความลึกระดับ 2,000 เมตร เป็นต้นไป มีสัตว์ที่ “ไม่สามารถจำแนกได้” เพราะไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าเรืองแสงได้หรือไม่ มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามเมื่อตัดส่วนที่จำแนกไม่ได้ออกไป ทีมวิจัยพบว่า สัตว์อื่นๆที่เหลือในทุกระดับความลึกมีอยู่มากถึง 75 เปอร์เซ็นต์ที่มีความสามารถในการเรืองแสง ซึ่งแย้งกับความเชื่อทั่วไปก่อนหน้านี้ ที่นักวิทยาศาสตร์คาดว่า จำนวนของสัตว์เรืองแสงจะมากขึ้นเป็นสัดส่วนตามระดับความลึกของทะเลนั่นเอง

ที่ระดับผิวน้ำทะเล สัตว์ 2 กลุ่มที่มีความสามารถในการเรืองแสง คือ แมงกะพรุน กับ ไซโฟโนฟอเรส ที่ 99 เปอร์เซ็นต์เรืองแสงได้ด้วยตัวมันเอง ลึกลงไปที่ระหว่าง 1,500-2,250 เมตร สัตว์เรืองแสงที่พบมากที่สุดเป็นสัตว์จำพวกหนอนทะเล หรือ มารีน เวิร์ม ในขณะที่สัตว์จำพวก ลาวาซีน ซึ่งล่องลอยไปตามกระแสน้ำเพื่อกรองเอาอาหารจากน้ำทะเล เป็นกลุ่มเรืองแสงใหญ่ที่สุด คิดเป็นครึ่งหนึ่งของสัตว์เรืองแสงที่พบในระดับลึกกว่า 2,250 เมตรเป็นต้นไป

ทั้งนี้ แสงสว่างสามารถส่องทะลุผิวน้ำลงไปได้มากที่สุดเพียง 200 เมตรจากผิวน้ำเท่านั้น ทำให้ภายในน้ำทะเลส่วนใหญ่ซึ่งมีความลึกเฉลี่ย 4,267 เมตร มีลักษณะดำมืด สัตว์ทะเลส่วนใหญ่เรืองแสงได้ด้วยตัวเอง เพื่อแสดงออกถึงความรู้สึกตามต้องการในเวลานั้น การเรืองแสงดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นแสงเรืองนุ่มนวล ไม่สว่างจ้า ที่อาจกลายเป็นอันตรายต่อตัวสัตว์เอง เพราะอาจกลายเป็นตัวดึงดูดสัตว์นักล่าเข้ามาหามันนั่นเอง ทีมวิจัยเตรียมใช้ข้อมูลครั้งนี้ เพื่อประเมินสัดส่วนของสัตว์เรืองแสงในระดับความลึกที่สูงกว่านี้ต่อไป

วันที่ 18 เมษายน 2560 ภายในสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หมู่ 3 ถ.เลียบคลองห้า ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ประชาชนแห่เดินทางมาถ่ายภาพต้นราชพฤกษ์ หรือต้นคูน ที่ออกดอกเหลืองอร่ามบริเวณเกาะกลางถนนภายในพื้นที่ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงเดินทางไปตรวจสอบ

พบว่าบริเวณเกาะกลางถนนภายในสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย มีต้นคูนความสูงประมาณ3เมตร ออกดอกเหลืองอร่ามสะพรั่งไปทั้งเกาะกลางถนนประกอบกับการปลูกมีการเส้นระยะห่างที่เท่ากัน ทำให้เมื่อเดินเข้าไปภายในจะคล้ายกับซุ้มดอกไม้ที่มีความสวยสดงดงาม ตลอดระยะทางประมาณ2กม.พบต้นคูนออกดอกโดยพร้อมเพียงกัน ทำให้หนุ่มสาวตลอดจนเด็กวัยรุ่นพากันมาถ่ายภาพ และเซลฟี่เพื่ออัพลงเฟสบุ๊คส่วนตัวให้โลกโซเชียลได้ยลโฉมความงดงาม

ด้าน น.ส.ธนนัน ฉลองธรรมณัฐ และน.ส.ชวธร แตงเผือก เปิดเผยว่า ตนเองก็ทราบจากเพื่อนในเฟซบุ๊กว่าต้นคูนออกดอกสวยเหลืองอร่ามเป็นแนวอุโมงค์ดอกไม้จึงเดินทางมากับเพื่อนๆเพื่อถ่ายภาพไว้ดูและอัพลงเฟสบุ๊คซึ่งประทับใจเป็นอย่างมากนานๆครั้งจะได้พบเห็นต้นคูนที่เหลืองอร่ามเป็นระยะทางยาวแบบนี้

วันที่ 18 เมษายน 2560 เกษตรกรชาวอำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา ต้องประสบกับปัญหาในเรื่องของราคามันสำปะหลังซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักกำลังตกต่ำอย่างมาก เกษตรกรหลายรายต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดหันมาปลูกพืชชนิดอื่นเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ อย่างเช่นนายธวัชชัย ผิวแดง เกษตรกรบ้านราษฎร์สุขสันต์ หมู่ที่ 6 ต.โคกกระชาย อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ตัดสินใจเลิกปลูกมันสำปะหลังและหันมาปลูกทุเรียนบนเนื้อที่ 10 ไร่แทน ผ่านมานาน 5 ปี ล่าสุดประสบความสำเร็จทุเรียนกำลังให้ผลผลิตเตรียมจำหน่ายเต็มสวน

นายธวัชชัย ผิวแดง เกษตรกรชาวบ้านราษฎร์สุขสันต์ กล่าวว่า เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตนเองตัดสินใจสั่งซื้อพันธุ์ทุเรียนจากจังหวัดจันทบุรีมาปลูกแทนมันสำปะหลังบนเนื้อที่จำนวน 10 ไร่ หลังจากที่มันสำปะหลังมีแนวโน้มราคาตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และเฝ้าศึกษาวิธีการเพาะปลูกและดูแลจากทางสำนักงานเกษตรอำเภอและผู้ที่มีความรู้จากหลายๆ แห่ง ลองผิดลองถูกกระทั่งเข้าปีที่ 4 ทุเรียนเริ่มให้ผลผลิตแต่ยังไม่มากนัก มาปีที่เข้าปีที่ 5 ปรากฏว่าทุเรียนให้ผลผลิตเต็มสวน และยังมีอีกส่วนหนึ่งกำลังทยอยติดดอกออกผลตามมาเป็นส่วนๆ สร้างความดีใจให้กับตัวเองและครอบครัวเป็นอย่างมาก เฉพาะในชุดแรกคาดว่าจะมีทุเรียนให้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 400 ผล น่าจะสร้างรายได้ให้กับครอบครัวจำนวนมาก เพราะเริ่มมีผู้คนสนใจติดต่อขอซื้อเข้ามาบ้างแล้ว

สำหรับการดูแลนั้นใช้วิธีดึงน้ำใต้ดินมาใช้จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนน้ำ แต่ต้องเฝ้าระวังเรื่องโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อรา อย่างเช่น โรคโคนรากเน่า ต้นแตกจากเชื้อรา และหนอนเจาะลำต้น แต่ก็ได้รับคำแนะนำในการดูรักษาด้วยดีจากทางเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอและผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จดังกล่าว

ทางด้านนายสวัสดิ์ ศักดิ์กระโทก เกษตรอำเภอครบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้เกษตรกรในพื้นที่อำเภอครบุรี เริ่มหันมาสนใจปลูกพืชสวนหลากหลายชนิด แทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างมันสำปะหลังและอ้อย ทำให้มีความหลากหลายทางผลผลิตทางการเกษตรมากขึ้น ในส่วนของทุเรียนมีเกษตรกรเริ่มต้นเพาะปลูกไปแล้วมากกว่า 50 ราย มีเนื้อที่เพาะปลูกประมาณ 200 ไร่ ซึ่งถือว่าสัญญาณที่ดีที่เกษตรกรเริ่มรู้จักปรับเปลี่ยนและยกระดับวิถีชีวิตของตนเอง อันจะนำมาสู่การพัฒนาต่อยอดให้การเกษตรของไทยมีคุณภาพและสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างยั่งยืน

ศัตรูมะพร้าวหนอนหัวดำระบาดหนัก กระทบพื้นที่ปลูกกว่า 6.5 หมื่นไร่ ในอำเภอทับสะแก-เมือง-กุยบุรี-สามร้อยยอด คาดเสียหายไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ดันราคาพุ่งสูงถึง 23-25 บาท/ผล ด้านบริษัทน้ำมันมะพร้าวอ่วม แบกต้นทุนสูงแต่ขึ้นราคาสินค้าไม่ได้

นายมงคล จอมพันธ์ เกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวประมาณ 5 แสนไร่ โดยเป็นพื้นที่เกษตรกรขึ้นทะเบียนไว้ 457,285 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นมะพร้าวกะทิ ขณะที่มะพร้าวน้ำหอมเกษตรกรเพิ่งเริ่มปลูกได้ไม่นานในอำเภอกุยบุรี ประมาณ 4,000-5,000 ไร่ มีเกษตรกรทั้งหมด 24,798 ราย โดยในปี 2559 มีพื้นที่การเก็บเกี่ยว 423,277 ไร่ ได้ผลผลิต 225,521,985 ผล ต่อปี หรือเฉลี่ย 533 ผล ต่อไร่ โดยปลูกมากที่อำเภอบางสะพาน 162,000 ไร่ อำเภอทับสะแก 140,000 ไร่ อำเภอบางสะพานน้อย 70,000 ไร่

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์กำลังประสบปัญหาศัตรูพืชมะพร้าวระบาดอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ หนอนหัวดำมะพร้าว แมลงดำหนาม และด้วงแรด ซึ่งหนอนหัวดำมะพร้าวมีการระบาดมากที่สุด ประมาณ 65,000 ไร่ โดยมีเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนกว่า 7,000 ราย นับว่าเป็นการระบาดรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยประสบมา มีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และคาดว่าจะระบาดอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ผลผลิตลดลง โดยมีการระบาดมากที่อำเภอทับสะแก อำเภอเมือง อำเภอกุยบุรี และอำเภอสามร้อยยอด รวมถึงยังระบาดทั่วประเทศกว่า 28 จังหวัด ส่วนแมลงดำหนาม ปัจจุบันมีการระบาดแล้ว 40,000 ไร่ มีเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน กว่า 6,000 ราย แต่ไม่ได้กระทบมากนัก

โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2559 ระบุว่าราคาจำหน่ายหน้าสวนอยู่ที่ 19.60 บาท ต่อผล คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 4,423 ล้านบาท ซึ่งผลผลิตมะพร้าวจะป้อนให้กับโรงงานแปรรูปโรงงานกะทิ เป็นต้น แต่เมื่อประสบกับปัญหาหนอนหัวดำ ทำให้ปัจจุบันราคามะพร้าวผลใหญ่พุ่งสูงขึ้นถึง 23-25 บาท ต่อผล และหากปล่อยไว้ระยะเวลานานจะทำให้ต้นมะพร้าวตาย

ขณะที่การนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศเข้ามาก็ยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งตามโควต้านำเข้าประมาณปีละพันกว่าล้านบาท โดยนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย เมียนมา และมาเลเซีย แต่พบว่าคุณภาพยังสู้มะพร้าวยของอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไม่ได้ เนื่องจากมะพร้าวของไทยมีปริมาณน้ำมันสูงกว่า ทั้งนี้คาดว่าหากไม่ดำเนินการป้องกันและช่วยเหลือเกษตรกร จะส่งผลกระทบทำให้เกิดมูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2560 คณะรัฐมนตรีมีมติจัดสรรงบประมาณให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอีก 28 จังหวัดทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบ โดยการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 โดยใช้งบฯ กลาง ในการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน เป็นเงิน 287.73 ล้านบาท โดยเบื้องต้นจะนำไปดำเนินการในเรื่องของการใช้สารเคมีเจาะและฉีดเข้าลำต้น รวมถึงใช้วิถีธรรมชาติ คือ การปล่อยแตนเบียน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายต่อไปในวงกว้าง ซึ่งคาดว่าสิ้นปี 2560 นี้ หนอนหัวดำจะลดลงไม่น้อยกว่า 70%

สำหรับมูลค่าความเสียหายนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้จะมีการดำเนินโครงการปลูกทดแทนต้นเก่า และปลูกพืชอื่นเสริมในสวนมะพร้าวด้วย ด้าน นายคมเจตน์ กาญจนการไกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ เกรท โคโคนัท ออยล์ จำกัด ผู้ผลิตน้ำมะพร้าวและเครื่องสำอาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาหนอนหัวดำระบาด และผลกระทบจากภาวะภัยแล้งเป็นระยะเวลานานหลายปีส่งผลให้ผลผลิตมะพร้าวลดลง โดยบริษัทได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพราะมะพร้าวไม่เพียงพอต่อการผลิต ซึ่งขณะนี้ได้รับผลกระทบมากกว่า 20%

นอกจากนี้ ปัจจุบันราคามะพร้าวยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉลี่ยรับซื้อกิโลกรัมละ 43-45 บาท จากปกติกิโลกรัมละ 20-25 บาท โดยจะรับซื้อผลผลิตภายในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ทั้งหมด แต่บริษัทก็ไม่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้ จำเป็นต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น

วันที่ 20 เมษายน 2560 ภายหลังอากาศแปรวนร้อนอบอ้าวมาหลายวันทำให้มีทัพแมลงชีปะขาว หรือแมงปอน้ำ จำนวนหลายล้านตัวบินขึ้นมาจากแม่น้ำโขง ตามฤดูกาลที่เคยบินมาเล่นไฟทุกปีช่วงหน้าแล้ง ทำให้ตลอดคืนที่ผ่านมา (19 เมษายน) ตลอดแนวแนวริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ที่มีไฟฟ้าส่องสว่าง รวมถึงร้านค้า ร้านบ้านเรือนเต็มไปด้วยแมลงชีปะขาวหลายล้านตัว บินเล่นไฟก่อนตายเต็มถนน สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ชาวบ้าน รวมถึงผู้ใช้รถใช้ถนนต้องระมัดระวังจากซากแมลงตายเกลื่อนถนนจะทำให้ถนนลื่นเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ แต่นั้นกลับเป็นผลดีต่อเกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังฝั่งแม่น้ำโขง ต่างพากันมาเก็บกวาดนำเอาซากแมลงชีปะขาวบรรจุใส่กระสอบปุ๋ยไปตากแห้ง แปรรูปผสมรำอ่อนเป็นอาหารปลา สามารถลดต้นทุนไม่ต้องซื้อหัวอาหารได้เท่าตัว

ทำให้ทุกปีเป็นโอกาสทองของเกษตรกรมาเก็บไปเป็นอาหารปลา โดยจะนำไปตากแห้งก่อนนำไปผสมกับรำ เข้าเครื่องบดแปรรูปออกมาเป็นหัวอาหารปลา ลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี บางรายไม่ต้องซื้อหัวอาหารเป็นปี แถมปลาโตเร็วอีก ทำให้ลดปัญหามลภาวะได้ด้วย ถือเป็นแมลงที่อยู่ตามธรรมชาติที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

จากการตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานเกี่ยวข้องทราบว่า แมลงชีปะขาว หรือแมงปอน้ำ ปกติจะอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง เมื่อถึงช่วงหน้าร้อน แมลงชีปะขาวจะขึ้นมาผสมพันธุ์โดยจะบินขึ้นมาตอมไฟเพื่อทำการผสมพันธุ์ จากนั้นจะบินลงไปวางไข่ในโคลนตมใต้น้ำ ส่วนตัวผู้หรือตัวเมียที่ลงไปในน้ำไม่ได้จะตายตามวงจรชีวิต

ทั้งนี้ เชื่อว่าหากปีไหนแมงชีปะขาวขึ้นมาตอมไฟจำนวนมาก bestsitez.com ถือว่าจะมีความอุดมสมบูรณ์ ฝนตกต้องตามฤดูกาล ถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปีตามจังหวัดที่ติดกับแม่น้ำโขง ที่สำคัญแมลงชีปะขาว จะเป็นตัวชี้วัดของคุณภาพน้ำ หากมีแมลงชีปะขาวจำนวนมากถือว่าน้ำสะอาด ปราศจากสารพิษ เพราะแมลงชีปะขาวจะชอบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่สะอาด ยิ่งปีไหนแมลงชีปะขาวขึ้นบ่อยถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ

ผู้สื่อข่าวจังหวัดสุรินทร์รายงานว่า ที่ริมถนนสุรินทร์-ศีขรภูมิ พบว่าจากสภาพอากาศในช่วงนี้ร้อนอบอ้าว ทำให้มะพร้าวน้ำหอมริมถนนขายดี อาทิ มะพร้าวน้ำหอมเผา น้ำมะพร้าวแช่เย็น และมะพร้าวอ่อน ราคาของน้ำมะพร้าวน้ำหอม ขายอยู่ที่ลูกละ 20-25 บาท น้ำมะพร้าวถุงละ 15 บาท และในช่วงนี้ขายดีมาก

ป้าอร หรือ นางพรไพลิน ไกรสุวัณณวงษ์ อายุ 49 ปี ชาวบ้านตะบัล ม.8 ต.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์ แม่ค้าขายมะพร้าวน้ำหอม กล่าวว่า หลังจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวในช่วงนี้ของจังหวัดสุรินทร์ ทำให้มะพร้าวน้ำหอมขายดีเป็นอย่างมาก

จากเมื่อก่อนลำบากเคยทำงานโรงงาน เลยเปลี่ยนอาชีพมาขายน้ำมะพร้าวน้ำหอม ตระเวนรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมตามหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ไปรับซื้อถึงที่ เก็บเอง ในราคาลูกละ 8 บาท แล้วนำใส่รถกระบะรถมาจอดขายข้างทาง ในราคาเริ่มต้น ลูกละ 20 บาท เป็นมะพร้าวน้ำหอมแช่เย็น

ถ้าอากาศร้อนจัดจะขายมะพร้าวน้ำหอมได้กว่า 150 ลูกทีเดียว โดยเฉพาะสำหรับลูกค้าที่มาซื้อน้ำมะพร้าวไป ส่วนใหญ่ก็จะเป็นลูกค้าประจำที่ขับรถผ่านร้าน ช่วงนี้สร้างรายได้ให้กับครอบครัวเป็นกอบเป็นกำและมีกำไรจากการขายมะพร้าวอ่อนริมถนนได้มากถึงเดือนละ 20,000-30,000 บาทกันเลยทีเดียว

เป็นระยะกว่าสามเดือนหลังประกาศรับสมัครคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 20 – 35 ปีให้ส่งแผนกิจการเพื่อสังคมเข้าร่วมใน “โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม ปีที่ 7” หรือ Banpu Champions for Change 7 โดย บริษัท บ้านปู (จำกัด) มหาชน และสถาบัน Change Fusion ต่อด้วยเวิร์คช็อปเพิ่มความรู้ ล่าสุดได้ทำการประกาศผล 11 กิจการเพื่อสังคมที่มุ่งสร้างสรรค์สังคมด้านต่าง ๆ ที่เข้ารอบ อาทิด้านการเกษตรและพัฒนาชุมชน สุขภาพ การเงิน การศึกษาและศิลปะบำบัดแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาส เป็นที่เรียบร้อย โดยแต่ละทีมได้มีการขับเคลื่อนกิจการเพื่อสังคมของตนด้วยความคิดสร้างสรรค์ พัฒนานวัตกรรมหลากหลายรูปแบบในการแก้ปัญหาสังคมและเสริมการดำเนินกิจการและสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายผ่านดิจิตอลแพลตฟอร์มได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งทั้ง 11 กิจการจะได้รับทุนสนับสนุนรวม 800,000 บาท เพื่อนำไปดำเนินกิจการจริงเป็นเวลา 3 เดือน ก่อนนำเสนอแผนและความคืบหน้าอีกครั้งในรอบชิงชนะเลิศ 5 ทีม ในเดือน สิงหาคม 2560 เพื่อรับทุนสนับสนุน รวม 1 ล้านบาท

นางอุดมลักษณ์ โอฬาร ผู้อำนวยการสายอาวุโส-องค์กรสัมพันธ์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ในปีนี้มีความเด่นชัดในทุกด้าน ด้วยช่วงอายุผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ในปีนี้สูงขึ้นกว่าปีก่อน ๆ ทำให้เราได้ผู้ที่ไม่เพียงมีใจรัก แต่ยังมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญตรงในการจัดการปัญหาที่ผู้สมัครต้องการแก้ไขให้ดีขึ้น นอกจากนี้ ผู้สมัครยังมองเห็นถึงปัญหาทางสังคมและหยิบยกมาแก้ไขในทิศทางที่แตกต่างและน่าสนใจ บ้านปูฯ เชื่อว่าหากผู้ที่เข้ารอบทั้ง 11 ทีมได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายผู้ที่เคยร่วมโครงการในรุ่นก่อนๆ ประกอบกับความมุ่งมั่นที่จะมีกิจการของตนเอง และแก้ปัญหาสังคมไปพร้อมกัน ก็จะพัฒนากิจการเพื่อสังคมของตนให้แข็งแกร่ง และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและชุมชนต่อไป สอดคล้องกับแนวคิดของบ้านปูที่ว่า “พลังความรู้ คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา”