“กรมส่งเสริมสหกรณ์” สร้างความเข้มแข็งยกระดับสหกรณ์พร้อม

สางปัญหานายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ถือว่ามีความคืบหน้าไปมาก โดยสามารถยกระดับชั้นสกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจระดับมาตรฐานขึ้นไป หรือ ชั้นที่ 1 จำนวน 3,096 แห่ง

และสกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจระดับต่ำกว่ามาตรฐาน หรือชั้น 2 จำนวน 3,646 แห่ง เพิ่มขึ้นจากเดิม 77% ขึ้นเป็น 85% ส่วนสหกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจระดับต้องได้รับการปรับปรุงหรือชั้น 3 ปัจจุบันมีจำนวน 788 แห่ง และสกรณ์ทนายทะเบียนสั่งยกเลิกกิจการ อยู่ในระหว่างการชำระบัญชี หรือ ชั้น 4 จากเดิม 23% ลดลงเหลือ 15%

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า นอกจากนี้พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่มีข้อบกพร่อง อาทิ การทุจริต การบกพร่องทางการเงินและทางบัญชี การดำเนินนอกกรอบวัตถุประสงค์ เป็นต้น จำนวนทั้งสิ้น 1,228 สหกรณ์ มูลค่าความเสียหาย 43,000 ล้านบาท

โดยตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบันสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งสิ้น 1,125 สหกรณ์ มูลค่าความเสียหายลดลง 29,975 ล้านบาท เหลืออีกราว 100 สหกรณ์ มูลค่า 14,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจากการทุจริต 500 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการติดตามทรัพย์สินกลับคืนมา

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ในปี 2561 แผนการขับเคลื่อนสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งประกอบด้วย 4 แนวทาง ได้แก่ 1.สร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร โดยสหกรณ์จะต้องมีการกำกับและตรวจสอบอย่างเข้มข้นและแก้ปัญหาได้ทันท่วงที โดยวางเกณฑ์กำกับเจ้าหน้าที่รัฐ ให้บริหารงานอย่างโปร่งใส ไร้การทุจริต

2.ส่งเสริมสหกรณ์และกลุ่มเกษตร ให้มีบทบาทขับเคลื่อนนโยบายรัฐ โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการช่วยเหลือสหกรณ์ และส่งเสริมสหกรณ์ให้มีบทบาทในระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่โดยการเป็นผู้รับผลิตของเกษตรกรเพื่อกระจายไปสู่ตลาด จำนวนทั้งสิ้น 584 สหกรณ์

3.ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และ4.พัฒนาบุคลากร โดยการอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่บุคลากรของสหกรณ์ ด้านการบริหารจัดการ ความเป็นผู้นำ

ธุรกิจเมืองตรังโคม่าตามราคายางพารา ผลประกอบการดิ่งเหว 70% ในรอบ 5 ปี ขณะที่การลงทุนใหม่ไม่ขยับหวั่นความเสี่ยงสูง อัด กยท.ทำงานผิดพลาด ฉุดราคาร่วงต่อเนื่อง แฉราคาไม่เป็นไปตามกลไกการตลาด จี้รัฐบาลหนุนการแปรรูปจริงจัง

นายพิชัย มะนะสุทธิ ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้ภาพรวมเศรษฐกิจของจังหวัดตรังถือว่ายังชะลอตัวและเงียบเหงา ซึ่งเป็นผลมาจากราคายางพาราที่ตกต่ำมาตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ก็ได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน สภาพคล่องทางการเงินติดขัดไปหมด เรื่องนี้ก็ได้แต่บอกผู้ประกอบการทุกท่านว่า เราต้องอดทน และมีความพยายามในการดำเนินธุรกิจให้มากขึ้น การลงทุนก็ต้องมีความแตกต่างไม่ซ้ำแบบกัน ต้องลงทุนที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง และยอมรับว่าที่ผ่านมาจนถึงช่วงนี้ยังไม่ค่อยมีนักธุรกิจรายใดกล้าลงทุน เพราะมีความเสี่ยงสูง

ทั้งนี้ ผลจากราคายางพาราที่ตกต่ำ ทำให้ผลประกอบการของธุรกิจต่างๆ ได้รับผลกระทบมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ บ้านที่อยู่อาศัย ยอดขายลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 หรือลดลงไปกว่า 65-70% เมื่อเทียบกับช่วงที่ราคายางพาราสูงสุด หรือในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าต้นปีนี้จะดีขึ้นมาเล็กน้อย แต่ครึ่งปีหลังมานี้ก็แผ่วลงไปอีก ทำให้หลายคนท้อ

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจที่ถือว่ายังคงมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีก็คือ ด้านอุตสาหกรรมการส่งออกที่ต่างชาติยังมีความต้องการ อาทิ ไม้ยางพาราที่ตลาดจีนยังมีความต้องการอยู่ ด้านการท่องเที่ยวก็ยังพอไปได้ แต่ไม่ถึงกับดีมากนัก หากท่องเที่ยวชายฝั่งกระเตื้องก็น่าจะช่วยให้ภาคการท่องเที่ยวดีขึ้นได้

“นอกนั้นก็เป็นเรื่องอาหารการกินที่คนตรังยังมีนิสัยการกินนอกบ้าน ก็ยังพออยู่ได้ โดยเฉพาะรายเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง ราคาไม่สูงนัก แม้ลูกค้าจะลดปริมาณลงจากเคยกินมื้อใหญ่ๆ ราคาสูง ก็ลดปริมาณและปรับราคาให้น้อยลง เริ่มหันมาทำกินที่บ้านกันเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมก็ยังพออยู่ได้ ดังนั้นช่วงนี้ผมจึงถือว่าเป็นช่วงแห่งการปรับตัวของธุรกิจ เพื่อให้ผ่านภาวการณ์นี้ไปให้ได้ เป็นการทดสอบความสามารถของผู้ประกอบการว่าจะนำพาธุรกิจต่อไปได้หรือไม่ แต่หากราคายางพาราปรับตัวในทางที่ดีขึ้น ผมก็มั่นใจว่าภาคธุรกิจน่าจะกลับมาคึกคักได้เช่นเดิมอย่างแน่นอน และคิดว่าสถานการณ์ไม่น่าจะเลวร้ายลงไปกว่านี้อีกแล้ว” นายพิชัยกล่าว

เช่นเดียวกับ นายภราดร นุชิตศิริภัทรา รองประธานหอการค้าจังหวัดตรัง และเลขานุการชมรมเกษตรกรชาวสวนยางพาราจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำยางสดต่ำสุดร่วงลงไปถึงกิโลกรัมละ 35-37 บาท ก่อนจะขยับขึ้น-ลงแต่ไม่เกิน 48 บาท/กก. ทำให้ชาวสวนยางมีรายได้ลดลง ขาดกำลังซื้อ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอื่นๆ ที่ทำยอดขายไม่ได้ตามเป้า เศรษฐกิจภาพรวมชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับปัญหาราคายางที่เกิดขึ้น สาเหตุหนึ่งก็คือความผิดพลาดในการดำเนินงานของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ส่วนกลาง ที่ไม่ใช่มืออาชีพ มีการวิเคราะห์สถานการณ์ยางผิด และยังหันไปจับมือร่วมทุนกับกลุ่มบริษัทผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ หรือ 5 เสือยางพารา ทำให้บทบาทการตัดสินใจของ กยท.แทบจะไม่มี และทิศทางการกำหนดนโยบายยางพาราส่วนใหญ่จะโน้มเอียงไปตามความต้องการของ 5 เสือ ซึ่งในความเห็นส่วนตัวแล้ว ตนมองว่านายทุนก็คือนายทุน ที่ทำธุรกิจก็หวังผลกำไรของตนเองยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

“ราคาที่เป็นอยู่ไม่ได้เป็นไปตามกลไกของตลาด เมื่อดูราคาในตลาดโลกแม้ราคาจะไม่สูงนัก แต่ราคาที่ประเทศไทยก็ไม่น่าจะต่ำลงขนาดนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะการค้าขายไปสู่ตลาดโลกอยู่ในเงื้อมมือของผู้ค้ารายใหญ่ ขณะที่ กยท.ไม่ได้เข้าไปดูแลอย่างเท่าที่ควรจะเป็นเลย” นายภราดรกล่าว

นายภราดรกล่าวอีกว่า อยากให้รัฐบาลลงมาดูแลเรื่องยางพาราร่วมกับ กยท.อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการวางแผนบริหารจัดการยางพาราอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ มีการหาตลาดระบายที่แน่นอน ที่ผ่านมาภาครัฐเองเพียงแค่รับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มที่มีตำแหน่งรายรอบ ที่บอกว่าเป็นคนมีความรู้ ความสามารถ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นตัวแทนของชาวสวนยางอย่างแท้จริง แต่เป็นตัวแทนของภาคธุรกิจที่หวังผลทางการเมืองเป็นส่วนใหญ่

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหายางพาราที่เป็นระบบเพื่อให้เกิดความยั่งยืนนั้น ตนเห็นด้วยกับการทำระบบแบบสวนแปลงใหญ่ ที่ให้เกษตรกรมาร่วมทำ ร่วมขาย ลดต้นทุนการผลิตให้น้อยลง แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรจึงจะเห็นเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ภาครัฐต้องเปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็น มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้มากขึ้น นำงานวิจัยที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด และส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศให้มากที่สุดอย่างจริงจัง โดยมีการบูรณาการร่วมกันทุกกระทรวง พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการแปรรูปยางพาราให้เกิดขึ้นภายในประเทศให้มากที่สุด

SCG รวมพลังจิตอาสากว่า 500 คนสร้างบ้านปลา ตั้งเป้าเพิ่มอีก 1,000 หลัง คืนความสมบูรณ์สู่ทะเลภาคตะวันออก ส่งเสริมประมงพื้นบ้านเติบโตอย่างยั่งยืนเอสซีจี เคมิคอลส์ ร่วมกับจังหวัดระยอง สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 1 (ระยอง) กลุ่มประมงพื้นบ้าน จังหวัดระยอง จัดงาน “จิตอาสาสร้าง บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์” ณ สวนสาธารณะแหลมเจริญ จ. ระยอง โดยมีจิตอาสาร่วมสร้างบ้านปลากว่า 500 คน

ซึ่งบ้านปลาทั้งหมดจะส่งมอบให้กับกลุ่มประมงพื้นบ้าน เพื่อเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์และแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน คืนความสมบูรณ์ให้กับทะเลชายฝั่งและให้ประมงพื้นบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดย เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้วางบ้านปลาหลังแรกในปี 2555 จนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 1,100 หลัง ในจังหวัดระยองและชลบุรี สามารถสร้างพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลได้กว่า 30 ตารางกิโลเมตร

โครงการ บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ เริ่มวางบ้านปลาครั้งแรกในปี 2555 จากการได้รับรู้ปัญหาของกลุ่มประมงพื้นบ้านในจังหวัดระยองว่า ปริมาณปลาและสัตว์น้ำมีจำนวนลดน้อยลงเป็นอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของกลุ่มประมงพื้นบ้าน

เอสซีจี เคมิคอลส์ จึงได้หารือกับสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 (สบทช.) และได้ออกแบบบ้านปลาที่ทำมาจากท่อน้ำที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกโพลิเอทีลีนเกรดพิเศษ PE 100 โดยเป็นท่อ PE 100 ที่เป็นของเหลือใช้จากกระบวนการทดสอบขึ้นรูป

นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ กล่าวว่า “โดยปกตินั้น ท่อ PE 100 เป็นท่อที่ใช้สำหรับงานประปาและท่อส่งก๊าซ ซึ่งผ่านการรับรองจากสถาบันชั้นนำในต่างประเทศว่า ไม่มีสารปนเปื้อน จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความทนทาน และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 50 ปี เหมาะกับการนำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับทำบ้านปลา และเมื่ออยู่ในทะเลจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปะการัง เพรียง และสัตว์ทะเลต่างๆ”

นายชลณัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ใน 5-6 ปีที่ผ่านมา เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้ลงบ้านปลาจำนวน 1,100 หลัง ในทะเลจังหวัดระยองและชลบุรี คิดเป็น 29 กลุ่มประมง และเป็นพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลกว่า 30 ตารางกิโลเมตร ก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลกว่า 120 ชนิด และเป็นเสมือนคลังทรัพยากรในทะเลที่ชาวประมงสามารถทำมาหากินได้อย่างยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลาน”

นายภุชงค์ สฤษฎีชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 “บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มประมงพื้นบ้านอย่างมาก

เห็นได้จากการขยายพื้นที่ไปในกลุ่มประมงพื้นบ้านถึง 29 กลุ่มทั้งในระยองและชลบุรี เนื่องจากได้สร้างความอุดมสมบูรณ์แก่พื้นที่ใกล้ชายฝั่ง เป็นที่อยู่อาศัยให้สิ่งมีชีวิตวัยอ่อนในทะเล ทำให้บริเวณรอบๆ มีปลาเศรษฐกิจเข้ามาอยู่อาศัยอย่างชุกชุม

และผลสัมฤทธิ์ที่ตามมาคือ เกิดจิตอนุรักษ์ในเครือข่ายกลุ่มประมง ที่มีข้อตกลงกันว่า จะไม่จับปลาในพื้นที่ที่วางบ้านปลา เพื่อให้พื้นที่นั้นเป็นเสมือนบ้าน ที่พักพิง ที่อนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ซึ่งจิตอนุรักษ์นี้จะส่งผลให้ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ กลุ่มประมงมีอาชีพมีรายได้ที่ยั่งยืน”

นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า “ความร่วมมือร่วมใจของภาครัฐ เอกชน และประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หน่วยงานราชการท้องถิ่น เอสซีจี เคมิคอลส์ รวมถึงกลุ่มประมงและจิตอาสา ทำให้งานในวันนี้เป็นเหมือนพลังที่สำคัญที่ก่อให้เกิดสิ่งดีๆ แก่สังคมและเป็นแบบอย่างที่ดีที่จะส่งต่อพลังจิตอาสานี้ไปให้ผู้อื่นได้อย่างแน่นอน เห็นได้จากตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้ให้ความสนใจในโครงการและร่วมสร้างบ้านปลาเป็นจำนวนมาก”

นายชลณัฐ กล่าวปิดท้ายว่า “โครงการบ้านปลาของเอสซีจี เคมิคอลส์ ถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างชุมชน ภาครัฐ และอุตสาหกรรม ในการยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชน และเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในการเพิ่มปริมาณและความหลากหลายของสัตว์น้ำในทะเลชายฝั่ง ช่วยสร้างรายได้ให้กับกลุ่มประมงพื้นบ้านตามแนวชายฝั่งจังหวัดระยอง”

ในปีหน้า เอสซีจี เคมิคอลส์ มีแผนงานขยายโครงการบ้านปลาไปสู่จังหวัดจันทบุรีและตราดจำนวนอีก 1,000 หลัง เพื่อให้ครอบคลุมชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกทั้งหมด

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ. ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย นายอำนวย ปะติเส ประธานคณะกรรมการประสานงานการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. วิชัย สุวรรณประเสริฐ ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ ในฐานะเลขานุการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม และตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน ภาคประชาสังคมต่างๆ ร่วมจัดการประชุมหารือมาตรการและแนวทางการให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้นอกระบบ ถูกฟ้องร้องขับไล่ สูญเสียที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยจากการทำสัญญาขายฝาก จำนอง เช่าซื้อ และกู้ยืมเงินในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์

พ.ต.อ. ไพสิฐ กล่าวว่า กลุ่มลูกหนี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ร้องขอความเป็นธรรมมายังศูนย์ฯ เนื่องจากได้ทำสัญญากู้ยืมเงิน ขายฝากและจำนองกับกลุ่มนายทุนในพื้นที่ 3 จังหวัดดังกล่าว พบว่ามีเจ้าหนี้ด้วยกันทั้งหมด 8 กลุ่ม มีพฤติการณ์ทำสัญญาที่เอารัดเอาเปรียบและข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม นายทุนได้ฟ้องร้องขับไล่ หากลูกหนี้ไม่ยอมย้ายออกจากที่ดินจะมีการข่มขู่คุกคาม ให้ชายฉกรรจ์กระทำการอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย มีลูกหนี้เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนและถูกฟ้องร้องดำเนินคดีกว่า 1,200 คดี ทุนทรัพย์ในการฟ้องร้องคดีกว่า 278 ล้านบาท ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าตั้งแต่ปี 2556-2560 คดีความที่ฟ้องร้องมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉพาะเดือนมกราคม 2560 เพียงเดือนเดียวมีคดีที่ฟ้องร้องต่อศาลถึง 75 คดี ส่วนใหญ่เป็นคดีฟ้องขับไล่ ซึ่งมีมูลหนี้จากสัญญาขายฝาก ลูกหนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีเงินเพียงพอในการซื้อทรัพย์คืนจากเจ้าหนี้ ทำให้ต้องสูญเสียที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย

นายอำนวย กล่าวว่า สาเหตุหนึ่งที่ลูกหนี้ส่วนใหญ่ประสบปัญหาดังกล่าว เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขาดความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายและการทำสัญญา ขาดการสนับสนุนแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อถูกเจ้าหนี้ฟ้องร้องดำเนินคดีจึงไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ทันท่วงที เป็นเหตุให้ถูกบังคับคดีและยึดที่ดินทำกิน ต้องหาทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วน โดยการนำหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมายตามกรอบเวลาภายใน 3 เดือน การประชุมในวันนี้มีวัตถุประสงค์ให้หน่วยงานทุกภาคส่วนร่วมกันหารือแนวทางการให้ความช่วยเหลืออำนวยความยุติธรรมทางแพ่งอันเนื่องมาจากสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

แต่ก่อนเกษตรกรในพื้นที่นิคมสหกรณ์ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ต่างต้องประสบกับปัญหาราคาข้าวตกต่ำ อีกทั้งยังถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาทำให้มีหนี้สินมากมายและเกิดความยากจนอย่างหนัก ต่อมาเกษตรกรจึงรวมตัวกันจัดตั้งสหกรร์นิคมชะอำ จำกัด ขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีสมาชิกแรกตั้ง จำนวน 250 คน

นายมานะ อ่อนนุ่ม ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์ชะอำ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด มุ่งเน้นส่งเสริมการสร้างอาชีพและการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับสมาชิก เพื่อให้สมาชิกช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP การขับเคลื่อนโครงการนาแปลงใหญ่ตามนโยบายรัฐเพื่อลดต้นทุนการผลิต จำนวน 504 ไร่ ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้มาก เช่น ค่าใช้จ่ายในการตีดินทำเทือกเพื่อเตรียมดิน จากไร่ละ 350 บาท เหลือไร่ละ 300 บาท อีกทั้งยังเน้นส่งเสริมให้สมาชิกใช้การตลาดนำการผลิตรับซ้อผลผลิตในราคาสูง ซ฿งผลผลิตข้าวบางส่วนสหกรณ์ได้นำมาแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “ขวัญข้าว” เพื่อสร้างรายได้และปันผลกำไรคืนสู่สมาชิก

นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดทำโครงการเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกมีอาชพีเสริม และสร้างรายได้ตลอดทั้งปี โดยเริ่มต้นจากการทำแปลงสาธิตภายในพื้นที่สหกรณ์ เพื่อเป็นจุดสาธิตวิธีการทำเกษตรอินทรีย์ที่ถูกต้องให้กับสมาชิก แล้วจึงขยายผลต่อไปยังพื้นที่ของสมาชิก ซึ่งปัจจุบันสามารถขยายผลไปแล้ว 30 ราย โดยให้สมาชิกปลูกตามคำแนะนำของสหกรณ์ และสหกรณ์จะรับซื้อผลผลิตทั้งหมด โดยราคาผักอินทรีย์จะสูงกว่าราคาผักทั่วไป 5 บาท ตามชนิดของผัก ซึ่งหลังจากที่สหกรณ์ได้รวบรวมผลผลิตทั้งหมดแล้ว จะนำไปจำหน่ายตามตลาดต่างๆ รวมทั้งเปิดตลาดใหม่ขึ้นบริเวณลานตากข้าวของสหกรณ์ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่สมาชิกอีกทางหนึ่ง

นายมานะ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาสหกรณ์ยังได้รับเงินอุดหนุนจ่ายขาดจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ใช้ในการขับเคลื่อนโครงการเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่นิคมสหกรณ์ โดยนำมาใช้ขุดสระน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ทางการเกษตร แก้ไขปัญหาในช่วงหน้าแล้ง จำนวน 11 สระ งบประมาณสระละ 30,000 บาท ซึ่งเป็น 11 จุดนำร่องการทำเกษตรผสมผสานสู่การขยายเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ สร้างความยั่งยืนในอาชีพเกษตรกรรม รวมถึงสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับสมาชิกสหกรณ์

ด้าน นายสฤษดิ์ ครึกครื้น สมาชิกสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด เมื่อก่อนเกษตกรรในพื้นที่จะต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างขาย จึงมักจะถูกพ่อค้ากดราคา แต่หลังจากมีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ ผลิตสินค้าคุณภาพ ยึงมีอำนาจในการต่อรองกับพ่อค้า จำหน่ายสินค้าได้ราคาดี ส่งผลให้ตนและสมาชิกรายอื่นๆ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกพืชผักอินทรีย์จำหน่ายให้กับสหกรณ์อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากผลการดำเนินงานที่เห็นเป็นรูปธรรม จึงทำให้วันนี้เกษตรกรรายอื่นๆ ให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์เพิ่มขึ้น 1,219 คน ตลอดจนสมาชิกมีความเชื่อมั่นและพร้อมที่จะขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ร่วมกับสหกรณ์ เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร นำไปสู่รายได้ที่มั่นคงของสมาชิกต่อไป

ผู้ว่าฯลุยตรวจโรงงานทำวุ้นมะพร้าว5แห่งพบไม่ได้มาตราฐานสั่งปิดรวด จ่อตั้งกรรมการสอบข้าราชการส่งไลน์เตือน รวมทั้งละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

จากกรณีที่จังหวัดสมุทรสงครามมีผู้ประกอบการล้งมะพร้าวจำนวน 447 แห่ง ในจำนวนนี้มีระบบบำบัดน้ำเสีย 323 แห่งที่เหลือ 124 ยังไม่มี ดังนั้นจังหวัดจึงเร่งรัดให้ดำเนินการจัดทำบ่อบำบัดน้ำเสียโดยเร็วนั้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 15 พ.ย.2560 นายคันฉัตร ตันเสถียร ผวจ.สมุทรสงคราม พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจล้งมะพร้าวและโรงงานทำวุ้นมะพร้าวแปรรูป ใน ต.ปลายโพงพาง อ.อัมพวา รวม 5 แห่งในพื้นที่หมู่ 7 จำนวน 2 แห่ง และในพื้นที่หมู่ 8 จำนวน 3 แห่ง เพื่อตรวจสอบมาตราฐานความสะอาด ระบบบำบัดน้ำเสีย การใช้แรงงาน สภาพแวดล้อมต่าง การเสียภาษี และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีบางรายที่หยุดกิจการไม่มีคนงานมาทำงาน

จากการตรวจสอบล้งมะพร้าวและโรงงานทำวุ้นมะพร้าวแปรรูปทั้งหมดพบระบบบำบัดน้ำเสียไม่ได้มาตราฐาน นอกจากนี้ส่วนใหญ่ยังมีกลิ่นเหม็น ไม่ถูกสุขลักษณะ มีการจ่ายค่าแรงต่ำกว่ากฎหมายกำหนด มีระบบการจ่ายภาษีไม่ถูกต้อง

นอกจากนี้ยังพบความผิดเพิ่มเติมคือบางแห่งฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น บางแห่งมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงภาษีสรรพกร ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมอบให้ อบต.ปลายโพงพางสั่งปิดโรงงานทั้ง 5 แห่งและดำเนินคดีตามกฎหมายที่ฝ่าฝืนทั้งหมด อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตรวจปัสสาวะแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา พบว่าเป็นสีม่วง 3 คน จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.อัมพวา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ทางจังหวัดยังได้ตั้งกรรมการตรวจสอบนายบุญเลิศ ตันประเสริฐ นายก อบต.ปลายโพงพาง ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กรณีปล่อยปะละเลย ล้งมะพร้าวและโรงงานทำวุ้นมะพร้าวแปรรูป ทำผิดกฎหมาย รวมทั้งยังตั้งกรรมการสอบวินัยข้าราชการในพื้นที่อีก 1 ราย ที่ส่งไลน์แจ้งข่าวการจู่โจมตรวจของผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งถือเป็นความลับให้กลุ่มคนในพื้นที่ทราบอีกด้วย

นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำในวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ การศึกษา สถานะทางสังคมของไทย เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปสู่เป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีความแตกต่างทั้งด้านภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม อันเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่รัฐจัดให้ ดังนั้นสำนักงาน กศน.จึงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนโครงการพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดมา และเห็นชอบให้จัดโครงการพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ประจำปีงบประมาณ 2561 รวมทั้งสิ้น 9 โครงการ

1. จัดการศึกษาตลอดชีวิตในสถาบันศึกษาปอเนาะ 2. ฝึกอาชีพจังหวัดชายแดนใต้ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส 3. ส่งเสริมภาษาคู่การเรียนรู้สู่หมู่บ้านชายแดนใต้ 4. น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและขยายผลการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริสู่ประชาชนจังหวัดชายแดนใต้ 5. มหกรรมวิทยาศาสตร์และอาชีพเพื่อคนชายแดนใต้ 6. ก่อสร้างวิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานราธิวาส 7. พัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และอยู่ในส่วนของงบบูรณาการการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อีก 2 โครงการ คือ โครงการกีฬาสายสัมพันธ์ชายแดนใต้ และโครงการเยาวชนสานสัมพันธ์ลูกเสือ กศน.ชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย pintast.com อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เตือน สภาพอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบนและฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 18-21 พ.ย. 2560) ฉบับที่ 1 ระบุว่า ในช่วงวันที่ 18-21 พฤศจิกายน บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางอีกระลอกจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นอากาศจะหนาวเย็นลง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลรักษาสุขภาพ เนื่องจากสภาพอากาศหนาวเย็นลง

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

รายงานข่าวจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลา แจ้งว่า บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกยังคงมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และ จังหวัดนราธิวาส
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ทำให้จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีน้ำป่าจากเทือกเขาพนมหลากเข้าท่วมหมู่บ้านใน อำเภอพนม ที่จังหวัดสงขลามีน้ำป่าจากเทือกเขา สันกาลาคีรี หลากท่วม อำเภอสะเดา อำเภอนาทวี ที่จังหวัดพัทลุง มีน้ำป่าจากแนวเทือกเขาบรรทัดหลากลงพื้นที่ อำเภอควนขนุน ที่จังหวัดยะลา มีน้ำป่าไหลจากเทือกเขาเหมืองลาบูและเทือกเขาใน อำเภอกาบัง หลากเข้าท่วม อำเภอกาบัง และ อำเภอยะหา

อาจารย์จีรวัฒน์ เหรียญอารีย์ คณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความประสงค์หาที่ปรึกษาและผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ของใช้ ของตกแต่งและของที่ระลึก เพื่อเพิ่มการผลิตกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ผลิตผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล

หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อป ในพื้นที่จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และโดยที่คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี เป็นสถาบันการศึกษาหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์วิชาชีพด้านคหกรรมศาสตร์ มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสิ่งทอและเครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์เคหะ สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์งานประดิษฐ์สร้างสรรค์ประเภทของตกแต่งและของที่ระลึก คณะจึงได้รับเป็นที่ปรึกษาดำเนินโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์โอท็อปให้มีศักยภาพทางตลาดด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ของใช้ ของตกแต่ง และของที่ระลึก พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี พ.ศ. 2559