กรมส่งเสริมฯ ทึ่งปรากฏการณ์ไทยแลนด์ 4.0 เด็กรุ่นใหม่แห่ก้าว

เป็น Young Smart Farmer รัฐบาลมีนโยบายในการดูแลลูกหลานของเกษตรกร โดยการพัฒนาและสร้าง “คนรุ่นใหม่” เข้าสู่ “เกษตรยุคใหม่” ด้วยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่หรือ Young Smart Farmer (YSF) ให้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือ การบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชนให้เกิดการปรับเปลี่ยนที่ทันสถานการณ์และมีความทันสมัย โดยมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่จบภาคการเกษตรมีความรู้ความสามารถด้านวิชาการเกษตรแบบครบวงจร เพื่อจะได้มีความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการเกษตร พึ่งพาตนได้และสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างเข้มแข็งสอดคล้องกับโมเดล Thailand 4.0 ของรัฐบาล

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันมีแนวโน้มของคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นคนหนุ่มสาวไฟแรงมีแรงบันดาลใจในการเข้ามาทำอาชีพการเกษตรมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับกรมส่งเสริมการเกษตรที่ปัจจุบันได้ให้ความสำคัญในการสนับสนุนคนรุ่นใหม่เข้าสู่โครงการ Young Smart Farmer หรือ YSF เนื่องจากเห็นว่าเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่มีความทันสมัยและเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันให้เป็นไปตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ 20 ปีของกระทรวงเกษตรฯ โดยวางเป้าหมายสร้างเครือข่าย YSF ทั้งประเทศให้ได้ไม่น้อยกว่า 58,520 รายจากปัจจุบันสามารถผลิตได้แล้ว 7,598 ราย ซึ่งต่อไปกรมจะผลักดันคนเหล่านี้ต่อยอดให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่มีการบริหารจัดการการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น

สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็น YSF หลักๆ จะต้องเป็นคนที่มีความรู้ในเรื่องที่จะทำ มีการจัดการผลิต/การตลาดใส่ใจคุณภาพ รับผิดชอบสังคม/สิ่งแวดล้อม และที่สำคัญจะต้องมีความภาคภูมิใจที่จะเป็นเกษตรกร โดยจะมีการประเมินศักยภาพและต้องผ่านคุณสมบัติด้านรายได้ไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท/ครัวเรือน/ปี และมีอายุระหว่าง 17-45 ปี เมื่อผ่านคุณสมบัติแล้วกรมส่งเสริมการเกษตรก็จะมีหลักสูตรอบรมในแต่ละระดับ คือ 1. เริ่มจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเกษตรกรรุ่นใหม่แต่ละรุ่น 2. มีการพัฒนากิจกรรมการเกษตรด้วยนวัตกรรม และบริการจัดการกิจกรรมด้วยระบบ internet of Things (loT) 3. พัฒนาเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ รวมทั้งพัฒนาระบบธุรกิจเกษตรด้วยนวัตกรรรม Smart Farm Digital Market 4. สินค้าเกษตรได้รับรองมาตรฐานสากลและยกระดับผู้ประกอบรุ่นใหม่สู่สากล

“ลลิดา คำวิชัย” YSF สระแก้ว วัย 27 ปีจากริมขอบชายแดน ต.ทับพริก อ.อรัญญาประเทศ จ.สระแก้ว นับเป็นอีกต้นแบบความสำเร็จของนิยาม “เกษตรกรรุ่นใหม่” ที่วันนี้วิถีการเป็นอาชีพเกษตรกรรุ่นใหม่ของเธอมีรูปธรรมที่ชัดเจนทั้งแนวคิดและการลงมือกระทำ “สลิดา” ทิ้งเงินเดือนครึ่งแสนจากการเป็นพนักงานแบงค์ ผันชีวิตสู่ชีวิตเกษตรกรโดยเนรมิตฟาร์ม “ณ ไร่ ชายแดน”

“สำหรับแรงบันดาลใจในการหันมาทำอาชีพเกษตร เกิดจากมีความฝันอยากทำฟาร์มของตัวเองด้วยการพลิกฝืนพื้นดินเกษตรของครอบครัวจำนวน 35 ไร่ ซึ่งเดิมทำเกษตรเชิงเดี่ยวและมีปัญหาขาดแคลนน้ำ ผลผลิตตกต่ำมาอย่างตลอด โดยการปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ทำใหม่ ด้วยการหันมาปลูกพืชแบบใช้น้ำน้อยนั่นคือการปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นเนื่องจากเห็นว่าเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศและปลูกให้ผลผลิตดีในพื้นที่สระแก้ว ซึ่งตนเองได้เปรียบเพราะสามารถอ่าน ออกเขียนหลายภาษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษากัมพูชาทำให้ง่ายในการเข้าไปบุกเบิกตลาดทั้งภายในและต่างประเทศได้เอง

“ลลิดา” เล่าด้วยว่า จากนั้นต่อยอดด้วยการเลี้ยงหมูหลุมแบบอินทรีย์ตามด้วยเลี้ยงไส้เดือนคอนโดฯ ทำเป็นปุ๋ยภายใต้แบรนด์ “ไอเดือน” โดยการรวมกลุ่มกับคนในชุมชนกว่า 40 ครอบครัวในการรวมตัวการผลิตและรวมตัวกันขายโดยมีตลาดหลักในประเทศกัมพูชา นอกจากนั้น ยังได้แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์เองส่งขายตามร้านในท้องถิ่นสร้างรายได้เป็นอย่างเป็นดี และยังร่วมกับคนในชุมชนต่อยอดการตลาดด้วยการเปิด “สวนเรียนรู้ด้านการเกษตรแบบพอเพียง” เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมกระบวนการผลิต แปรรูปในฟาร์ม

“ลลิดา” กล่าวว่า หลักสำคัญของการเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่นั้น จะต้องรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด มีความรู้ในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรอย่างครบถ้วน ทันต่อสถานการณ์และสภาวการณ์ ปัจจุบันจังหวัดสระแก้วมี Young Smart Farmer ทั้งหมด 5 รุ่น จำนวน 150 คน รุ่นละ 30 คน เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง และมีการตั้ง “ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่” ขึ้นมาช่วยทำให้เกษตรกรรุ่นใหม่ๆ สามารถก้าวเดินแบบก้าวกระโดดที่สาม สี่ ห้า และหก ได้ทันที เป็นการต่อยอดและการเข้าถึงโอกาสในความสำเร็จได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นที่นับหนึ่งใหม่กันทุกคน

“ลลิดา” กล่าวย้ำด้วยว่า ในอนาคตการทำกาเกษตรจะอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน จะต้องทำในรูปแบบการตลาดนำการผลิต เน้นการต่อยอดผลิตภัณฑ์ในชุมชน ทำให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่ม ที่สำคัญคือเกษตรกรรุ่นใหม่และการพัฒนาชุมชนจะต้องเดินไปควบคู่กัน โดยตนมีความมุ่งมั่นเป็นแบบอย่างหรือไอดอลให้คนรุ่นใหม่ที่คิดจะก้าวมาสู่อาชีพเกษตร เพื่อให้ค่าว่าเกษตรกรมีคุณค่า ทำให้คนรุ่นหลังเห็นว่าการเกษตรเป็นหัวใจหลัก ที่เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตร อาหารที่ยั่งยืนของมนุษย์ ฉะนั้น ทำการต่อยอดแค่ว่าให้การตลาดนำการผลิตเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่ยั่งยืนด้วยการกล้าคิด กล้าทำ กล้าลองและมีความมุ่งมั่นในเป้าหมายในการก้าวสู่อาชีพเกษตรรุ่นใหม่

“Young Smart Farmer” จึงถือเป็นพลังสำคัญของภาคเกษตรไทยที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาภาคเกษตรไปสู่ความทันสมัยและทันเหตุการณ์ภายใต้การนวัตกรรมใหม่ๆ คิดค้นใหม่ๆ มีแนวคิดที่แตกต่าง มีองค์ความรู้ที่หลากหลายเพื่อพัฒนาภาคเกษตรไทยไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน

รัฐบาลมีนโยบายในการดูแลลูกหลานของเกษตรกร โดยการพัฒนาและสร้าง “คนรุ่นใหม่” เข้าสู่ “เกษตรยุคใหม่” ด้วยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่หรือ Young Smart Farmer (YSF) ให้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือ การบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชนให้เกิดการปรับเปลี่ยนที่ทันสถานการณ์และมีความทันสมัย โดยมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่จบภาคการเกษตรมีความรู้ความสามารถด้านวิชาการเกษตรแบบครบวงจร เพื่อจะได้มีความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการเกษตร พึ่งพาตนได้และสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างเข้มแข็งสอดคล้องกับโมเดล Thailand 4.0 ของรัฐบาล

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันมีแนวโน้มของคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นคนหนุ่มสาวไฟแรงมีแรงบันดาลใจในการเข้ามาทำอาชีพการเกษตรมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับกรมส่งเสริมการเกษตรที่ปัจจุบันได้ให้ความสำคัญในการสนับสนุนคนรุ่นใหม่เข้าสู่โครงการ Young Smart Farmer หรือ YSF เนื่องจากเห็นว่าเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่มีความทันสมัยและเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันให้เป็นไปตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ 20 ปีของกระทรวงเกษตรฯ โดยวางเป้าหมายสร้างเครือข่าย YSF ทั้งประเทศให้ได้ไม่น้อยกว่า 58,520 รายจากปัจจุบันสามารถผลิตได้แล้ว 7,598 ราย ซึ่งต่อไปกรมจะผลักดันคนเหล่านี้ต่อยอดให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่มีการบริหารจัดการการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น

สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็น YSF หลักๆ จะต้องเป็นคนที่มีความรู้ในเรื่องที่จะทำ มีการจัดการผลิต/การตลาดใส่ใจคุณภาพ รับผิดชอบสังคม/สิ่งแวดล้อม และที่สำคัญจะต้องมีความภาคภูมิใจที่จะเป็นเกษตรกร โดยจะมีการประเมินศักยภาพและต้องผ่านคุณสมบัติด้านรายได้ไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท/ครัวเรือน/ปี และมีอายุระหว่าง 17-45 ปี เมื่อผ่านคุณสมบัติแล้วกรมส่งเสริมการเกษตรก็จะมีหลักสูตรอบรมในแต่ละระดับ คือ 1. เริ่มจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเกษตรกรรุ่นใหม่แต่ละรุ่น 2. มีการพัฒนากิจกรรมการเกษตรด้วยนวัตกรรม และบริการจัดการกิจกรรมด้วยระบบ internet of Things (loT) 3. พัฒนาเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ รวมทั้งพัฒนาระบบธุรกิจเกษตรด้วยนวัตกรรรม Smart Farm Digital Market 4. สินค้าเกษตรได้รับรองมาตรฐานสากลและยกระดับผู้ประกอบรุ่นใหม่สู่สากล

“ลลิดา คำวิชัย” YSF สระแก้ว วัย 27 ปีจากริมขอบชายแดน ต.ทับพริก อ.อรัญญาประเทศ จ.สระแก้ว นับเป็นอีกต้นแบบความสำเร็จของนิยาม “เกษตรกรรุ่นใหม่” ที่วันนี้วิถีการเป็นอาชีพเกษตรกรรุ่นใหม่ของเธอมีรูปธรรมที่ชัดเจนทั้งแนวคิดและการลงมือกระทำ “สลิดา” ทิ้งเงินเดือนครึ่งแสนจากการเป็นพนักงานแบงค์ ผันชีวิตสู่ชีวิตเกษตรกรโดยเนรมิตฟาร์ม “ณ ไร่ ชายแดน”

“สำหรับแรงบันดาลใจในการหันมาทำอาชีพเกษตร เกิดจากมีความฝันอยากทำฟาร์มของตัวเองด้วยการพลิกฝืนพื้นดินเกษตรของครอบครัวจำนวน 35 ไร่ ซึ่งเดิมทำเกษตรเชิงเดี่ยวและมีปัญหาขาดแคลนน้ำ ผลผลิตตกต่ำมาอย่างตลอด โดยการปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ทำใหม่ ด้วยการหันมาปลูกพืชแบบใช้น้ำน้อยนั่นคือการปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นเนื่องจากเห็นว่าเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศและปลูกให้ผลผลิตดีในพื้นที่สระแก้ว ซึ่งตนเองได้เปรียบเพราะสามารถอ่าน ออกเขียนหลายภาษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษากัมพูชาทำให้ง่ายในการเข้าไปบุกเบิกตลาดทั้งภายในและต่างประเทศได้เอง

“ลลิดา” เล่าด้วยว่า จากนั้นต่อยอดด้วยการเลี้ยงหมูหลุมแบบอินทรีย์ตามด้วยเลี้ยงไส้เดือนคอนโดฯ ทำเป็นปุ๋ยภายใต้แบรนด์ “ไอเดือน” โดยการรวมกลุ่มกับคนในชุมชนกว่า 40 ครอบครัวในการรวมตัวการผลิตและรวมตัวกันขายโดยมีตลาดหลักในประเทศกัมพูชา นอกจากนั้น ยังได้แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์เองส่งขายตามร้านในท้องถิ่นสร้างรายได้เป็นอย่างเป็นดี และยังร่วมกับคนในชุมชนต่อยอดการตลาดด้วยการเปิด “สวนเรียนรู้ด้านการเกษตรแบบพอเพียง” เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมกระบวนการผลิต แปรรูปในฟาร์ม

“ลลิดา” กล่าวว่า หลักสำคัญของการเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่นั้น จะต้องรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด มีความรู้ในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรอย่างครบถ้วน ทันต่อสถานการณ์และสภาวการณ์ ปัจจุบันจังหวัดสระแก้วมี Young Smart Farmer ทั้งหมด 5 รุ่น จำนวน 150 คน รุ่นละ 30 คน เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง และมีการตั้ง “ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่” ขึ้นมาช่วยทำให้เกษตรกรรุ่นใหม่ๆ สามารถก้าวเดินแบบก้าวกระโดดที่สาม สี่ ห้า และหก ได้ทันที เป็นการต่อยอดและการเข้าถึงโอกาสในความสำเร็จได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นที่นับหนึ่งใหม่กันทุกคน

“ลลิดา” กล่าวย้ำด้วยว่า ในอนาคตการทำกาเกษตรจะอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน จะต้องทำในรูปแบบการตลาดนำการผลิต เน้นการต่อยอดผลิตภัณฑ์ในชุมชน ทำให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่ม ที่สำคัญคือเกษตรกรรุ่นใหม่และการพัฒนาชุมชนจะต้องเดินไปควบคู่กัน โดยตนมีความมุ่งมั่นเป็นแบบอย่างหรือไอดอลให้คนรุ่นใหม่ที่คิดจะก้าวมาสู่อาชีพเกษตร เพื่อให้ค่าว่าเกษตรกรมีคุณค่า ทำให้คนรุ่นหลังเห็นว่าการเกษตรเป็นหัวใจหลัก ที่เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตร อาหารที่ยั่งยืนของมนุษย์ ฉะนั้น ทำการต่อยอดแค่ว่าให้การตลาดนำการผลิตเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่ยั่งยืนด้วยการกล้าคิด กล้าทำ กล้าลองและมีความมุ่งมั่นในเป้าหมายในการก้าวสู่อาชีพเกษตรรุ่นใหม่

“Young Smart Farmer” จึงถือเป็นพลังสำคัญของภาคเกษตรไทยที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาภาคเกษตรไปสู่ความทันสมัยและทันเหตุการณ์ภายใต้การนวัตกรรมใหม่ๆ คิดค้นใหม่ๆ มีแนวคิดที่แตกต่าง มีองค์ความรู้ที่หลากหลายเพื่อพัฒนาภาคเกษตรไทยไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน

เมื่อเทคโนโลยีก้าวเร็วจำเป็นต้องหมุนตามและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงให้ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้เร่งพัฒนาศักยภาพเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer (YSF) เพื่อทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุและสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาทำเกษตรมากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างภาคเกษตรไทยในอนาคตให้เข้มแข็ง ยั่งยืนรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

“กิตติชัย วรวงศ์สุวรรณ” Young Smart Farmer ปราจีนบุรี วัย 39 ปี อดีตหนุ่มบีโอไอที่พกพาปริญญาตรี 2 ใบ และปริญญาโท 1 ใบ ตัดสินใจละทิ้งเงินเดือนหลายหมื่น เป็นเด็กหนุ่มไฟแรงอีกคนหนึ่งที่ละทิ้งชีวิตคนเมืองกลับสู่ “วิถีเกษตรอินทรีย์” ทุกอย่างที่ปลูกใน “Torry Organic Farm” รับรองได้ว่าเป็นผลผลิตอินทรีย์ที่บริโภคแล้วปลอดภัยแน่นอน

“กิตติชัย” มีความฝันในวันเด็กอยากเป็นนักธุรกิจ เริ่มทำงานที่สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลและศูนย์ประสานการบริการด้านการลงทุน หน่วยงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เมื่อสั่งสมประสบการณ์หลายด้านจนอิ่มตัวทำให้ตัดสินใจหันเหกลับสู่วิถีชีวิตชาวสวนดังเดิมของครอบครัว แต่การทำสวนในแบบเดิมของครอบครัวที่ใช้เคมี ไม่ใช่แนวทางที่ต้องการ จึงรวบรวมทุนก้อนหนึ่งเพื่อบุกเบิกที่ดินในพื้นที่ที่ธรรมชาติยังบริสุทธิ์ ในระยะแรกวางแผนผลิตพืชหลากหลายโดยค้นคว้าด้วยตนเอง

ทั้งวิธีปลูก การใช้สารชีวภัณฑ์ การจัดการระบบฟาร์ม เพื่อให้มีรายได้หมุนเวียนอยู่ได้ ด้วยการเลือกปลูกเมล่อนในโรงเรือน เพราะจะได้ปลูกได้ทั้งปี จุดพลิกผันต่อมา คือการปลูกเมล่อนไม่ได้ผลที่ควรเพราะบางฤดูกาลนั้นผลิตยาก จากกระบวนการเกษตรที่ไม่ใช้เคมีหรือปลอดสาร หลังจากหาทางออกเรื่องผลผลิต จึงได้พบกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในท้องถิ่นที่มีมาตรฐานและความเข้มแข็ง และร่วมปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบ

หลังจากเรียนรู้ ศึกษาจนรู้จริง “กิตติชัย” ได้ร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรด้วยกันในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ทั้งในท้องถิ่นและระดับจังหวัด รวมถึงงานพัฒนาชุมชน อนุรักษ์ป่าไม้ หรือต้นน้ำ หรือร่วมอบรมกับหน่วยงานหลายหน่วย ได้แก่ สำนักงานพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยหลายแห่ง หน่วยงานภายนอก เช่น เครือข่ายเกษตรอินทรีย์เรื่องมาตรฐานสากล

ปัจจุบันกิจการในต่อฟาร์มฯ เป็นเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน นอกจากเมล่อน ยังมีมะเขือเทศเชอร์รี่ มะนาว เลม่อน มะเดื่อฝรั่ง หม่อน กล้วย มะม่วงหาวมะนาวโห่ ผักกูด และผักสวนครัว ที่มีผลผลิต และยังมีมะพร้าวน้ำหอม แก้วมังกร ทุเรียน ที่ยังไม่ได้ผลผลิต นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมผลิตไม้ดอกไม้ประดับแบบอินทรีย์หลากหลายเพื่อจำหน่าย มีการแปรรูปสินค้าตามฤดูกาล ได้แก่ เมล่อนนมสด วุ้นมะเดื่อฝรั่ง วุ้นหม่อน แต่ยังอยู่ในช่วงพัฒนาผลิตภัณฑ์ และต่อยอดผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ผลิตผลผลิตได้มาก เช่น น้ำหม่อน น้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ ชาใบหม่อน ชาใบมะเดื่อ ชาสมุนไพร เช่น ตะไคร้ มินต์ โรสแมรี่ นอกจากนั้น ยังมีแผนจะพัฒนาเป็นฟาร์มสเตย์ จากการร่วมโครงการเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชน และที่สำคัญยังมีกิจกรรมรับอาสาสมัครเพื่อเรียนรู้เกษตรอินทรีย์แบบกินอยู่ในฟาร์ม หรือ WWOOF ซึ่งมีเครือข่ายทั่วโลก และเครือข่ายอื่น เช่น Workaway

“หัวใจสำคัญที่ทำให้ผมเข้าโครงการ YSF ในปี 2560 คือได้มีโอกาสอบรมเสริมสร้าง หรือทบทวนองค์ความรู้ ทั้งด้านเกษตรและธุรกิจ หลายครั้ง การมีส่วนร่วมปัจจุบันผมเป็นรองประธาน YSF ปราจีนบุรี ทำให้ต่อฟาร์มฯ ได้รับเลือกให้จัดตั้งเป็นศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดปราจีนบุรี และเมื่อ 22-28 ส.ค. ที่ผ่านมานี้ ยังได้สมัครและได้รับเลือกให้ดูงานเกษตรอินทรีย์ ณ สาธารณรัฐอิตาลี ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในเวที YSF โดยใช้ประสบการณ์ในการขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรี

ความรู้ด้านมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทยและสากล เพื่อแบ่งปัน ผลักดัน พาเกษตรกรร่วมกันขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร และความหลากหลายทางชีวภาพ ส่วนด้านการตลาด ได้มีการสร้างกลุ่ม และหน้าเพจเฟซบุ๊ก เพื่อเป็นช่องทางสื่อสาร ขยายจำนวนสมาชิก หรือฐานลูกค้า ทั้งในท้องถิ่น หรือประเทศ และมีแนวคิดจัดตั้ง YSF Farm Shop ปราจีนบุรี โดยใช้ระบบของสาขาใหญ่ที่ตลาด อ.ต.ก. เพื่อรองรับสินค้าของสมาชิก และสร้างชื่อเสียง ขยายตลาดในท้องถิ่นต่อไป” หนุ่ม Young Smart Farmer จากปราจีนบุรีกล่าว

“กิตติชัย” เชื่อมั่นว่าการเป็นเกษตรรุ่นใหม่ในยุคสมัยใหม่นั้นเป็นไม่ยาก หากพกความมุ่งมั่นและตั้งใจมา ในการกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงพัฒนาตนเองและชุมชนให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับวิถีการทำเกษตรของต่อฟาร์มฯ จึงเป็นการใช้หลักการบริหารจัดการ การวางแผนธุรกิจ แนวคิดคำนึงถึงระบบนิเวศ ทั้งเกษตรอินทรีย์ และแนวคิดในต่างประเทศ เช่น Biodynamic, Permaculture, 0 Kilometer มาผสมรวมกัน ด้วยเชื่อว่า ความต้องการของมนุษย์ไม่เคยจะพอเพียง การทำอย่างไรให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด ทำลายน้อยที่สุด ทดแทนสิ่งที่เสียไปอย่างยั่งยืนที่สุดต่างหาก และที่สำคัญ ต้องหลุดจากกับดักทางความคิด ด้วยการคำนึงถึงตนเองที่จะก้าวเดินอย่างแข็งแรงด้วยตนเองให้ได้ก่อน เพื่อที่จะเป็นตัวอย่างหรือคิดจะพาคนอื่นก้าวเดินได้ในทางที่ถูกต้องได้ต่อไป

ดร. อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กล่าวในฐานะซีอีโอเมืองนวัตกรรมอาหารว่า ตลอด 2 ปี ของการดำเนินโครงการเมืองนวัตกรรมอาหารมีการพัฒนาอย่างเนื่อง นอกจากจะขยายเมืองนวัตกรรมอาหารสู่ภูมิภาคแล้ว ยังลงไปทำงานกับชุมชนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจตั้งแต่ฐานรากด้วย ถือเป็นความท้าทายของการ ทำงานเพื่อขับเคลื่อนเมืองนวัตกรรมอาหารที่สำคัญอีกประการหนึ่ง นอกจากนี้ เรายังพยายามที่จะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศน์นวัตกรรมอาหารซึ่งมีตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตและแปรรูปอาหารทั้งรายเล็ก กลาง ใหญ่ และบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน สามารถที่จะได้รับประโยชน์จากเมืองนวัตกรรมอาหารได้ทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม ซีอีโอเมืองนวัตกรรมอาหาร ยอมรับว่า แม้การลงไปทำงานกับเกษตรกรและชุมชน จะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลักของเมืองนวัตกรรมอาหารก็ตาม แต่เราก็คิดว่าในส่วนนี้เป็นสัดส่วนที่ใหญ่มากที่ยังต้องมีการพัฒนา ยกระดับด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ปีนี้จึงเริ่มกิจกรรมที่ใช้เครื่องมือในการออกแบบ การสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยแผนที่โอกาสกับกลุ่มเกษตรกรโดยเริ่มจากการเชิญให้เกษตรกร

ที่ทำฟาร์มออร์แกนิกในเครือข่ายของสามพรานโมเดล เข้าร่วมเวิร์คช็อป Food Hackathon ที่สวนสามพรานเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา และเราก็จะเริ่มทำ Hackathon เพื่อระดมความคิดในการออกแบบเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มจากเห็ดแครง โดยความร่วมมือกับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) เพื่อนำความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงสู่ระดับของเกษตรกรและชุมชน ตามนโยบาย “วิทย์เสริมแกร่ง” ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

ในส่วนของวิสาหกิจชุมชนนั้น ดร. อัครวิทย์ กล่าวว่า เราโชคดีมากที่โครงการ PADTHAI หนึ่งในโครงการของฟู้ดอินโนโพลิส ที่ได้เชิญวิทยากรที่ทำงานกับชุมชนอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น ลีอา อายุ จือปา ผู้สร้างตำนานกาแฟ อาข่า อามา ที่สร้างแรงบันดาลใจและแบ่งปันประสบการณ์ที่น่าสนใจ จนมีการหารือกันว่าเราจะร่วมมือกันในเร็วๆ นี้ และในระดับของเอสเอ็มอี

เมืองนวัตกรรมอาหารก็ได้จัดให้มีแพลตฟอร์ม เพื่อสนับสนุนการทำนวัตกรรมของอุตสาหกรรมอาหารขึ้นมาภายใต้ชื่อ PADTHAI และได้อบรมจบรุ่นแรกไปแล้วอย่างงดงาม สำหรับ FoodTech Startup ได้ทำงานร่วมกับ UTCC IDE Center ที่ทำงานใกล้ชิดกับ MIT Enterprise Forum โดย ฟู้ดอินโนโพลิสสนับสนุนให้เกิดสตาร์ทอัพ FoodTech, AgriTech แล้วจำนวนหนึ่ง และจะทำต่อไปอีก และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการสร้างนวัตกรอาหารสำหรับอนาคต โดยเน้นที่ นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เราจึงเดินสายจัดกิจกรรมบู๊ธแคมป์

ในส่วนของนวัตกรรมอาหารทั่วประเทศ เพื่อพัฒนานักศึกษา อาจารย์ ให้มีแนวคิดการทำนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ และตรงกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค รวมถึงจัดให้มีการประกวดนวัตกรรมอาหาร ซึ่งปีนี้จะเป็นปีที่ 2 แล้ว ภายใต้หัวข้อ Food for Aging และ Better Food โดยความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น KCG Corporation, ธนาคารออมสิน เป็นต้น

“เรารู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสำหรับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของประเทศ ซึ่งแม้จะเป็นจุดเล็กๆ ในภาพใหญ่ แต่เราก็คิดว่า เป็นก้าวย่างที่สำคัญของประเทศไทย” ซีอีโอเมือง นวัตกรรมอาหาร กล่าว

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและ นวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ด้วยความมุ่งมั่นของกรมส่งเสริมการเกษตร ในการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) โดยวางเป้าหมายในการพัฒนาเด็กรุ่นใหม่ที่มีใจรักที่จะทำ “อาชีพเกษตร” ให้รู้จักบริหารจัดการการเกษตรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ พึ่งพาตนเอง และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่นได้ โดยผู้ที่จะเข้ามาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่จะต้องมีความรู้ในเรื่องที่ทำ มีข้อมูลตัดสินใจ มีการจัดการผลผลิตและตลาด ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และภูมิใจในอาชีพ

เกษตรกรจะเป็นศูนย์กลางและออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองและมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้จัดการเรียนรู้ โดยหลักสูตรอบรมประกอบด้วย 1. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเกษตรกรรุ่นใหม่แต่ละรุ่น 2. การพัฒนาการเกษตรด้วยนวัตกรรม และการบริหารจัดการด้วยระบบอินเตอร์เน็ต (Internet of Things) 3. การพัฒนาเป็น Startup และพัฒนาระบบธุรกิจด้วยนวัตกรรม ฟาร์มอัจฉริยะ และตลาดดิจิตอล 4. สินค้าผ่านการรับรองมาตรฐานสากล

​ปัจจุบัน Young Smart Farmer ในยุคไทยแลนด์ 4.0 หลายคนจบการศึกษาในระดับสูง ทั้งปริญญาโทและเอก และมาจากหลากหลายอาชีพ เช่น วิศวกร สถาปนิก ข้าราชการ เจ้าของโรงงาน ฯลฯ ซึ่งจากการประเมินพบว่า ผลผลิตที่ได้มีจำนวนมากขึ้นและมีความแปลกใหม่จากการใช้นวัตกรรม และยังทำให้ต้นทุนลดลง สินค้ามีคุณภาพมาตรฐานจึงเป็นที่สนใจของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นกอบเป็นกำ

​“ศิวภรณ์ นภาวรานนท์” Young Smart Farmer จากจังหวัดสิงห์บุรี ดีกรีปริญญาโทด้านโลจิสติกส์จากอเมริกาพ่วงท้าย นับเป็นอีกคนหนึ่งที่หักเหชีวิตตัวเองก้าวสู่ “อาชีพเกษตร” อย่างเต็มขั้น “ศิวภรณ์” เล่าถึงจุดเปลี่ยนชีวิตในการก้าวสู่อาชีพเกษตรว่า เกิดจากความอิ่มตัวในการใช้ชีวิตในอเมริกาและชีวิตคนเมืองเลยอยากหาอาชีพใหม่ที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ และเห็นว่าอาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่น่าสนใจและหากมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงก็สามารถทำให้ตัวเองก้าวหน้าประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ที่สำคัญคืออาชีพที่สำคัญของคนไทย และสมควรที่จะได้รับการสนับสนุน

การพัฒนา การต่อยอด การดำรงไว้ซึ่งอาชีพ จึงได้หนีจากกรุงเทพฯ ย้ายมาอยู่ใน ต.เชิงกลัด อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี และเริ่มต้นอาชีพด้วยการเลี้ยงไส้เดือนด้วยการลองผิดลองถูก ศึกษาในอินเตอร์เน็ตบ้าง อ่านหนังสือลองเลี้ยงดู ที่สนใจเลี้ยงไส้เดือนเป็นอาชีพเนื่องจากเห็นว่าคุณสมบัติของไส้เดือนช่วยเพิ่มธาตุอาหารหลักและอาหารรองในดิน ปริมาณอินทรียวัตถุในดินก็เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกับจุลินทรีย์ทั้งเชื้อราและแบคทีเรียที่ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี