กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น

กล่าวว่า จากนโยบายและวิสัยทัศน์ของสยามคูโบต้าในการเป็นผู้นำนวัตกรรมเกษตรแห่งอนาคต และสนับสนุนนโยบายเกษตร 4.0 โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้ดีขึ้นและสามารถทำการเกษตรเพื่อสร้างอาหารให้กับโลกได้อย่างยั่งยืน สยามคูโบต้าได้มีการพัฒนานวัตกรรมการเกษตรเพื่ออนาคตให้เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ โดรนทางการเกษตร ระบบบริหารจัดการฟาร์มผ่านแอปพลิเคชั่น รวมไปถึงระบบ Telematics ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้การทำเกษตรครบวงจร หรือ KUBOTA (Agri) Solutions (KAS) เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในระยะยาว ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรรมของประเทศ

และเพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านเครื่องจักรกลการเกษตรและนวัตกรรมการเกษตรอย่างแท้จริง สยามคูโบต้า จึงได้ร่วมมือกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA บริษัท เนสท์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด และ ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน จัดดำเนินงานโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมการเกษตรระดับนานาชาติ หรือ AGrowth ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเพื่อพัฒนาสตาร์ทอัพด้านการเกษตร หรือ AgTech Startup ให้มีความพร้อมและศักยภาพในเชิงพาณิชย์

สามารถพัฒนาแผนธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นไปได้จริง และสามารถขยายผลไปสู่ตลาดระดับสากลได้ และจะร่วมกันพัฒนา 6 สตาร์ทอัพจาก 4 ประเทศ ได้แก่ Evergrow, GetzTrac จากประเทศไทย Agrisource Data, Pola Drone จากประเทศมาเลเซีย Cropin จากอินเดีย และ Hello Tractor จากไนจีเรีย ให้มีการเติบโตทั้งในด้านช่องทางการขยายธุรกิจ การตลาด และนำโซลูชั่นที่สตาร์ทอัพแต่ละรายมีอยู่ มาทดลองและแก้ปัญหาจริงให้กับเกษตรกรที่อยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทยให้ได้มากยิ่งขึ้น

สำหรับโครงการ “AGrowth” สยามคูโบต้าได้ร่วมสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากสตาร์ทอัพที่มีความเชี่ยวชาญจากทั่วโลก โดยได้มีการคัดเลือกสตาร์ทอัพอย่างเข้มข้นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร จนเหลือเพียง 6 รายจากผู้เข้าร่วมกว่า 100 ราย จากทุกทวีป ซึ่งได้คัดเลือกสตาร์ทอัพที่มีความเชี่ยวชาญจากในแต่ละด้าน และมีประสบการณ์การนำสินค้ามาใช้ในตลาดได้จริง เพื่อทำ Proof of Concepts (PoC) ภายใต้แนวคิด 3 หลัก คือ 1. จะทำอย่างไรเพื่อที่จะสร้างรายได้สูงสุดให้กับเกษตรกรในพื้นที่การเกษตรที่จำกัด 2. จะทำอย่างไรเพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดการเครื่องจักรในกลุ่มเกษตรกร และ 3. จะทำอย่างไรเพื่อที่จะเพิ่มความสามารถในการจัดการผลผลิตและความสามารถด้านการตลาดในกลุ่มเกษตรกรไทย เพื่อทดลองหาโซลูชั่นที่สามารถใช้งานได้จริงและเหมาะสมกับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนสามารถต่อยอดได้ในการขยายตลาดไปสู่เอเซียนในอนาคต ตอบโจทย์ที่ทางสยามคูโบต้าคาดหวังว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาของเกษตรกรไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

“สยามคูโบต้าหวังว่าโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ AGrowth จะเป็นก้าวหนึ่งของการพัฒนาภาคเกษตรกรรมไทย ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ผ่านการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริงมาปรับใช้ให้เหมาะสมในเวลาที่รวดเร็วและเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมจุดประกายให้กับสตาร์ทอัพไทยในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเกษตรในอนาคต โดยเชื่อมั่นว่าการร่วมพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีจากสตาร์ทอัพในครั้งนี้ จะสามารถนำมาต่อยอดขยายผลในวงกว้าง สู่การสร้างนวัตกรรมการเกษตรแบบครบวงจร เพื่อเป็นโซลูชั่นสำคัญในการตอบโจทย์เกษตรกรในยุคดิจิตอล และร่วมขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน จะช่วยพัฒนาความคิดและนวัตกรรมการเกษตร เพื่อที่จะสามารถทดลองใช้เทคโนโลยี และนำไปสู่การพลิกโฉมของอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทย และประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่อการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน” นายสมศักดิ์ กล่าวปิดท้าย

จากสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากการเผาไหม้ในที่โลงของประเทศเพื่อนบ้าน หรือที่เรียกว่า “หมอกควันอินโด” ส่งผลให้ขณะนี้ เกิดมลพิษทางอากาศ สภาวะฝุ่นและหมอกควันปกคลุมพื้นที่ทางภาคใต้ของไทย โดยมีค่าฝุ่น PM 2.5 เพิ่มสูงขึ้นเกินมาตรฐาน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่เป็นวงกว้าง

ด้วยความตระหนักถึงปัญหาและความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว AIS โดยโครงการ AIAP (AIS IoT Alliance Program) ภาคีความร่วมมือด้านเทคโนโลยี IoT ระดับประเทศ ได้ร่วมมือกับ สถาบันวิจัยมลพิษทางอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพ และ สถาบันวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พัฒนานวัตกรรม IoT อุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ PM 2.5 ด้วยเทคโนโลยี NB–IoT ด้วยอุปกรณ์ DEVIO NB–XBEE l เป็นรายแรกของไทย นำร่องติดตั้งอุปกรณ์ในพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดภาคใต้ตอนล่างที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นควัน อาทิ จังหวัดสงขลา พัทลุง สตูล ตรัง กระบี่ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต ปัตตานี และกรุงเทพ เพื่อเฝ้าระวัง ติดตามคุณภาพอากาศ และอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ ผ่านทางเว็บไซต์ http://airsouth.things.in.th โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปเช็คสภาพอากาศได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อจะได้รับมือและป้องกันตัวเองจากสถานการณ์ฝุ่นควันดังกล่าว

ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จของการนำเทคโนโลยี NB–IoT ด้วยอุปกรณ์ DEVIO NB–Xbee I มาพัฒนาและออกแบบอุปกรณ์ IoT ที่ใช้งานได้จริงแล้วเป็นรายแรกของไทย ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม อันเป็นการยกระดับนวัตกรรม Smart City ของประเทศไปอีกขั้น

เทคโนโลยี IoT DEVIO NB–Xbee I เป็นชุดอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณ มีจุดเด่น คือ มีขนาดเล็ก ใช้ไฟน้อย ประหยัดพลังงาน จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ได้อย่างหลากหลาย ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่าย AIS NB–IoT ที่ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งคิดค้นและพัฒนาโดยทีมงานของ AIS IoT Alliance Program (AIAP) โครงการความร่วมมือของสมาชิก 1,400 ราย จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี IoT จนเกิดการพัฒนา Solution ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ขยายประโยชน์สู่ภาคประชาชน เสริมการบริหาร จัดการในทุกภาคส่วน

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่แทนประธานคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) เปิดเผยว่า เพื่อแก้ปัญหาอุตสาหกรรมไข่ทั้งระบบ ภาคเอกชนที่เป็นสมาชิกของสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ กว่า 16 บริษัท รวมทั้งผู้เลี้ยงรายใหญ่ เห็นชอบร่วมกัน จัดตั้งกองทุนไข่ไก่ขึ้น ทุนประเดิม 50 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมาจากการจัดเก็บ การนำเข้า ปู่ ย่า พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ประมาณปีละ 4.4 แสนตัว เบื้องต้นจะเก็บตัวละ 50 บาท และจากผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ตัวละ 50 สตางค์

โดยสามารถดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก Egg Board เนื่องจากกองทุนนี้เกิดจากความร่วมมือของภาคเอกชนเอง แต่กรมปศุสัตว์จะเป็นที่ปรึกษาและขับเคลื่อน ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของกองทุนดังกล่าว เพื่อจะนำเงินมาใช้ในกรณีที่เกิดปัญหาไข่ราคาตกต่ำ ไข่ล้นตลาด และโรคระบาด เป็นต้น

“ที่ผ่านมา เมื่อเกิดปัญหาขึ้น แม้ภาครัฐจะเข้าไปช่วยเหลือแต่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากไม่ทันการณ์ ในขณะที่ภาคเอกชนพร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องดีที่จะเกิดกองทุนนี้ขึ้น และต่อไปคิดว่าอุตสาหกรรมไก่ไข่จะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้อย่างยั่งยืน”

นายประภัตร กล่าวว่า นอกจากนี้ ไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนที่มีคุณค่าทางอาหารสูง อีกทั้งยังเป็นอาชีพหลัก ผลิตไข่ไก่ได้เฉลี่ยปีละ 15,000 ล้านฟอง เป็นความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และสามารถตอบสนองความต้องการการบริโภคของคนไทยได้อย่างเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม พบว่าอัตราการบริโภคของคนไทยยังอยู่เพียง 247 ฟองต่อคนต่อปี ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายปี 2561 ที่ 300 ฟองต่อคนต่อปี ดังนั้นภาครัฐและเอกชน จึงร่วมกันรณรงค์บริโภคไข่ไก่ ในงานวันไข่โลก 11 ต.ค. 2562 เดินสายจัดกิจกรรมชวนบริโภคไข่ไก่ใน 3 โรงพยาบาลใหญ่ ศิริราช รามาธิบดี และจุฬาลงกรณ์ ภายใต้แนวคิด “กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย”

“ขณะนี้มีแนวคิดนำไข่ไก่เป็นอาหารเสริมสำหรับนักเรียนทั่วประเทศ โดยอาจเข้าร่วมกับโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เบื้องต้นมอบหมายให้ทางกรมปศุสัตว์พิจารณาแนวทางโดยเร่งด่วนว่าทำได้หรือไม่ หากเด็กได้รับทั้งนมและไข่ไก่เป็นอาหารเสริมจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น ร่างกายแข็งแรงและสมองดี” นายประภัตร กล่าว

กรมส่งเสริมการเกษตรสั่งการเจ้าหน้าที่เร่งลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง รวบรวมข้อมูลเสนอขอรับเงินชดเชยตามระเบียบโดยเร็ว ส่งมอบปัจจัยการผลิตสนับสนุนฟื้นฟูพื้นที่เกษตรหลังน้ำลด

จากการที่มีพื้นที่เกษตรและบ้านเรือนราษฎรใน 21 จังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับความเสียหายจากอุทกภัยจากอิทธิพลของพายุโพดุลและคาจิกิ โดยเฉพาะที่จังหวัดอุบลราชธานี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยในสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยเป็นอย่างมาก ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำจังหวัดอุบลราชธานี มอบสิ่งของยังชีพ พร้อมให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย และมอบหมายส่วนราชการในสังกัดดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ นอกจากนี้

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้จัดทำ “โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ขึ้น ซึ่งมีพิธีเปิดโครงการเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา เพื่อให้ทุกหน่วยงานในสังกัดได้บูรณาการในการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรและประชาชนที่ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีกิจกรรมจิตอาสาที่ดำเนินการ 8 ด้าน ประกอบด้วย 1. การสำรวจความเสียหาย เพื่อเร่งรัดการจ่ายเงินทดรองราชการ และการซ่อมแซม 2. จัดหน่วยเคลื่อนที่ เพื่อให้คำแนะนำการฟื้นฟู ดูแล ด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ 3. การเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่การเกษตรและชุมชน 4. การปรับปรุงบำรุงดิน การบำบัดน้ำเสีย 5. การแจกพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ 6. การปล่อยปลาสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ 7. การซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องจักรกลทางการเกษตร และ 8. กิจกรรมจิตอาสา ดูแลช่วยเหลือเกษตรกร ตามคำร้องขอ

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเร่งลงพื้นที่สำรวจข้อมูลความเสียหายด้านพืชภายหลังน้ำลด เพื่อรวบรวมเสนอให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง และให้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ดำเนินกิจกรรมจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิต ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.)

ได้จัดส่งเชื้อราไตรโคเดอร์มาไปสนับสนุนจังหวัดที่ประสบภัย จำนวน 12 จังหวัด ภายใต้โครงการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตร (พืชสวน) โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อให้ต้นพืชสามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้เป็นปกติแล้ว จำนวน 5,656 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 40.91 ของเป้าหมาย ในขณะที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช (ศขพ.) ได้จัดส่งต้นพันธุ์พืชพันธุ์ดี 28 ชนิด ประกอบด้วย พืชผัก 10 ชนิด ไม้ผลไม้ยืนต้น 14 ชนิด สมุนไพร 3 ชนิด และอ้อยคั้นน้ำ จำนวนทั้งสิ้น 85,360 ต้น ให้กับสำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่เพื่อมอบให้กับเกษตรกรนำไปปลูกลดรายจ่ายและสร้างรายได้ต่อไป

สำหรับจังหวัดอุบลราชธานี ขณะนี้ได้ดำเนินกิจกรรมตามแผนบูรณาการ “จิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฟื้นฟูครอบครัวเกษตรกร ดูแลช่วยเหลือหลังน้ำลด” ปี 2562 ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว จำนวน 2 ครั้ง เพื่อมอบปัจจัยการผลิตในพื้นที่หมู่ที่ 6 บ้านปากกุดหวาย ตำบลหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ เกษตรกรจำนวน 500 ราย และพื้นที่หมู่ที่ 13 บ้านท่าสนามชัย ตำบลหนองบ่อ อำเภอเมืองอุบลราชธานี เกษตรกรจำนวน 300 ราย โดยในวันที่ 4 ตุลาคม 2562 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์และเร่งรัดการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติ และลงพื้นที่ตำบลท่าเมือง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วย นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และ นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อมอบพันธุ์พืชและเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 7,000 ชุด และเชื้อราไตรโคเดอร์มา จำนวน 250 ชุด ให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย จำนวน 250 รายด้วย

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับสวนนงนุช ผลักดันงานวิจัยนำอาหารไทยชาววังในตำรับพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ เผยแพร่สู่สาธารณชน

จากการที่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้สนับสนุนทุนวิจัย ให้กับโครงการวิจัยเพื่อ ”พัฒนามาตรฐานตำรับอาหารวังสวนสุนันทา เชิงสุขภาพสู่ตลาดโลก” ภายใต้แผนงานวิจัยครัวไทยสู่ตลาดโลก ในปีงบประมาณ 2560 โดยมี ผศ.ดร.วิทยา เมฆขำ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย

ซึ่งได้ผลผลิตจากงานวิจัยเป็นสูตรและกระบวนการผลิตอาหารวังสวนสุนันทาซึ่งเป็นอาหารไทยชาววังในตำรับพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ 3 ตำรับ ประกอบด้วยปลาร้าในกะลา ข้าวปิ้งสำเร็จรูปแช่แข็ง และไก่นมวัวสำเร็จรูปบรรจุกระป๋องพร้อมบริโภค

ผลสำเร็จจากการวิจัยดังกล่าวได้รับความสนใจจาก บริษัท นงนุชพัทยาการ์เด้น ดีไซน์ จำกัด จึงได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงในการถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารวังสวนสุนันทา ระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กับ บริษัท นงนุชพัทยาการ์เด้น ดีไซน์ จำกัด โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานบริษัท นงนุชพัทยาการ์เด้น ดีไซน์ จำกัด ณ สวนนงนุช พัทยา จังหวัดชลบุรี วันที่ 4 ตุลาคม 2562 เพื่อนำไปผลิตและจำหน่ายให้กับผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายทั้งคนไทยและต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในสวนนงนุช ต่อไป

ประเทศไทย ขาดการนำข้อมูลที่เรามีอยู่อย่างมากมาย มายำ หรือบูรณาการให้เป็นข้อมูลที่สมบูรณ์นำไปแก้ปัญหาในลักษณะขององค์รวม (Holistic View) ได้ ปัจจุบันทุกวงการนิยมใช้นิยามใหม่ว่าด้วย บิ๊กดาต้า (Big Data) โดยมีผู้ให้ความหมายไว้ว่า เป็นการรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีอยู่จำนวนมาก ทั้งในรูปแบบตาราง รูปแบบแผนภาพ วีดิทัศน์ และในตำรา (Text) มาประมวลแล้ววิเคราะห์จนได้ข้อมูลที่ดี นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ผมขอนำตัวอย่างบิ๊กดาต้าทางด้านการเกษตรของไทย ดังนี้ ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น ลมมรสุมพัดผ่าน จึงเหมาะสำหรับการประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีพื้นที่ 321 ล้านไร่ ใช้ทำการเกษตรกรรม 138 ล้านไร่ คิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ทั้งหมด แบ่งเป็นพื้นที่นา 72 ล้านไร่ ในอดีตเมื่อหลายปีก่อนมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั่วประเทศ 1,200 มิลลเมตร ต่อปี

ส่วนภาคตะวันออกและภาคใต้บางส่วนฝนตกเฉลี่ย 3,300 มิลลิเมตร ต่อปี แต่ในปัจจุบัน เนื่องจากเกิดสภาวะโลกร้อนขึ้น ทำให้ปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้น โดยค่าเฉลี่ยทั้งประเทศขยับขึ้นเป็น 1,570 มิลลิเมตร ต่อปี ส่วนภาคตะวันออกและภาคใต้ บางส่วน ขยับขึ้นเป็น 4,000 มิลลิเมตร ต่อปี คิดคำนวณแล้วปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับในอดีต อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดภาวะโลกร้อนขึ้นก็ตาม แต่รูปแบบ หรือแพทเทิร์น (Pattern) ของเอลนิโญ่ (El Niño) คือในทุกๆ 10 ปี จะเกิดภาวะแห้งแล้ง 4 ปี (แล้งไม่รุนแรง 2 ปี แล้งรุนแรง 2 ปี) น้ำท่วม 3 ปี และฝนฟ้าเป็นปกติเพียง 3 ปีเท่านั้น ความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไม่ต้องดูอื่นไกล แค่จำนวนแม่น้ำสำคัญมีมากถึง 11 สาย กระจายอยู่ทั่วประเทศ เริ่มจากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำมูล และแม่น้ำตาปี มีความยาวแต่ละแม่น้ำ ดังนี้

300, 550, 200, 500, 500, 350, 200, 300 150, 400 และ 200 กิโลเมตร รวมความยาวทั้งสิ้น 4,100 กิโลเมตร แม่น้ำที่กล่าวมาทุกสายสร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติอย่างมหาศาล แต่ไม่น่าเชื่อว่า ไม่เคยเห็นข่าวการขุดลอก ทำความสะอาดและบำรุงรักษาแม่น้ำเหล่านี้แม้สักครั้งเดียว ซึ่งตรงกันข้ามประเทศที่พัฒนาแล้วเขาจะดูแลรักษาแม่น้ำของเขาอย่างเอาจริงเอาจัง ยากที่เราจะเทียบได้

ข้อมูลในอดีตที่ไม่ควรลืม ยกตัวอย่างน้ำท่วมใหญ่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2485 และเวียนมาครบ 69 ปี ก็เกิดน้ำท่วมอย่างแสนสาหัสขึ้นอีกเมื่อปี พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา

พายุเกย์ ปี 2532 พัดกระหน่ำจังหวัดชุมพร เสียหายมากมายและย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2505 พายุโซนร้อน แฮเรียต พัดกระหน่ำแหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก และสัปดาห์ที่ผ่านมาพายุโซนร้อน โพดุล พัดกระหน่ำเข้าไทย ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียง ทั้งนี้ น้ำท่วมใหญ่ที่จังหวัดอุบลราชธานี เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อ 17 ปีก่อน

ดังนั้น ไทยเราต้องนำข้อมูลที่มีอยู่มากมายมาหลอมรวมกลั่น แล้วกรอง กระทั่งมองเห็นภาพที่ชัดเจน ทั้งประเด็นปัญหา พร้อมวิธีการป้องกันและวิธีการฟื้นฟูความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ทั้งภาวะฝนแล้ง หรือน้ำท่วมก็ตาม อันจะเป็นการลดความเสียหายลงได้อย่างเป็นรูปธรรม สวัสดี

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) BEDO, มหาวิทยาลัยนเรศวร และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ ร่วมจัดงานแถลงข่าว “วิจัยปลดล็อคส่งออกมะม่วงไปอเมริกา” ความภูมิใจของนักวิจัยไทยกับการต่อสู้อย่างยาวนานกว่า 12 ปี ในการแก้ปัญหาเพื่อปลดล็อกการส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองสดสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 สหรัฐอเมริกาได้อนุญาตให้นำเข้าผลไม้สด (Fresh Fruit) ของไทย 6 ชนิด ได้แก่ มะม่วง ลำไย มังคุด ลิ้นจี่ เงาะ และสับปะรด โดยจะต้องได้รับการฉายรังสีก่อนส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา นับเป็นการเปิดตลาดผลไม้ไทยที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศชาติ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองแม้เป็นผลไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทย สามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศ โดยมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็นสายพันธุ์ที่มีความต้องการของตลาดสูง

เนื่องจากมีลักษณะเด่นคือ เมื่อผลสุก ผิวของเปลือกมีสีเหลืองนวลถึงเหลืองทอง เนื้อสีเหลืองมีกลิ่นหอม จึงเป็นที่ต้องการของตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แต่ปรากฏว่านับตั้งแต่เริ่มส่งออกในปี พ.ศ. 2551 การส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง หลังฉายรังสีและส่งออกไปถึงปลายทางที่สหรัฐอเมริกา ได้ประสบปัญหาด้านคุณภาพ และพบปัญหาการเกิดเส้นดำบริเวณผิวเปลือก และเกิดเนื้อสีน้ำตาล ส่วนใหญ่มักเกิดบริเวณส่วนแก้มของผล ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถส่งออกผลมะม่วงสดไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาได้จนถึงปัจจุบัน

จากปัญหาดังกล่าว จึงเกิดเป็นโจทย์วิจัยที่ท้าทายและรอคำตอบจากนักวิจัยไทยเป็นอย่างยิ่ง จึงได้เกิดเป็นโครงการ “การศึกษาวิจัยมะม่วงให้ได้คุณภาพ มาตรฐานส่งออก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพหลังการฉายรังสีแกมมา และการลดความเสียหายของมะม่วงฉายรังสีแกมมา ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) BEDO, มหาวิทยาลัยนเรศวร และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ และงานวิจัยประสบผลสำเร็จในปี พ.ศ. 2562 การส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองสามารถส่งออกสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาได้อย่างเต็มภาคภูมิ และได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา

การแถลงข่าว “วิจัยปลดล็อคส่งออกมะม่วงไปสหรัฐอเมริกา” ที่เกิดขึ้นนี้ จึงเป็นการสร้างความเข้าใจ และองค์ความรู้เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและเพื่อต่อยอดให้กับกลุ่มธุรกิจและผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดการค้าผลไม้สดของไทยสู่สหรัฐอเมริกา และตลาดต่างประเทศอื่นๆ ต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งสำรวจความเสียหายให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว บูรณาการหน่วยงานฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูก พร้อมแนะวิธีการเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายหลังน้ำลด

ภายหลังจากที่สถานการณ์น้ำท่วมจากผลกระทบของพายุโพดุลและคาจิกิในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีเริ่มคลี่คลาย ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกคนมีความห่วงใยพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วม และกำชับให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามภารกิจของตนเองอย่างเต็มที่และรวดเร็ว

โดยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2562 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วย นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และ นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์ เร่งรัดการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติ และมอบปัจจัยการผลิตให้กับเกษตรกรผู้ประสบภัย พร้อมเน้นย้ำเจ้าหน้าที่ในพื้นที่บูรณาการกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรอย่างเป็นระบบ

ในช่วงบ่าย นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วย นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ลงพื้นที่ตำบลจิกเทิง อำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้กำลังใจและมอบพันธุ์พืชและเมล็ดพันธุ์พืช และเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าให้แก่เกษตรกรผู้ประสบภัย จำนวน 250 ราย โดยอำเภอตาลสุม มีพื้นที่ปลูกข้าวได้รับผลกระทบ จำนวน 4 ตำบล ประมาณร้อยละ 14.15 ของพื้นที่เพาะปลูก เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำทั้งจากลำเซบก และลำน้ำมูล มีครัวเรือนเกษตรกรได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ประมาณร้อยละ 27.35