กระทรวงคมนาคมโดยกรมทางหลวง ศึกษาและรับฟังความคิดเห็น

ของประชาชนถึงความเหมาะสมที่จะดำเนินโครงการเพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางลงสู่ภาคใต้ อย่างไรก็ตามคาดว่าหลังจากการรับฟังความเห็นของนักลงทุนแล้ว จะสามารถนำเสนอโครงการดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในปลายปีนี้” นายอาคม กล่าว

รมว.คมนาคมกล่าวอีกว่า ขั้นตอนการดำเนินการหลังจากนั้น คาดว่าจะเริ่มกระบวนการก่อสร้างในปี 2562 และสามารถเปิดให้บริการในทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายหาดใหญ่-ชายแดนไทย-มาเลเซีย ได้ในปี 2565 มั่นใจว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร และเพิ่มมูลค่าการค้าบริเวณพื้นที่ด่านชายแดนภาคใต้
สำหรับเส้นทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง

สายหาดใหญ่ -ชายแดนไทย-มาเลเซีย เริ่มต้นจากจุดตัดระหว่างถนนเพชรเกษม บริเวณอำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา สิ้นสุดที่ด่านศุลกากรสะเดา แห่งที่ 2 อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเส้นทางจะสามารถเชื่อมต่อได้กับสนามบินหาดใหญ่ และนิคมอุตสาหกรรมในภาคใต้ มีด่านเก็บเงินระบบปิด 4 ด่าน อัตราค่าผ่านทางแรกเข้าเริ่มต้น 10 บาท และคิดตามระยะทางอีกกิโลเมตรละ 1.25 บาท

การจัดเก็บค่าผ่านทางนี้จะเชื่อมเข้ากับระบบบัตรแมงมุม หรือตั๋วร่วมได้ในอนาคตด้วย มูลค่าการลงทุน อยู่ที่ 37,399 ล้านบาท และมีมูลค่าการดำเนินงานประกอบด้วยค่าดำเนินงาน และค่าบำรุงรักษาอีก 19,623 ล้านบาท รวมเป็นต้นทุนของโครงการ 57,022 ล้านบาท

วว. เปิดศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม พัฒนาวิสาหกิจชุมชน เชิงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ท่าน ว. วชิรเมธี) ผู้ก่อตั้งศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ไร่เชิญตะวัน ซึ่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เข้าไปพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ สร้างงาน สร้างอาชีพ ให้แก่วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่และโรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

โดยมี นายวิรัช จันทรา รองผู้ว่าการกลุ่มบริการอุตสาหกรรม วว. ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ วว. ร่วมเป็นเกียรติ ในวันที่ 20 เมษายน 2561 ณ ไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย

นายวิรัช จันทรา รองผู้ว่าการกลุ่มบริการอุตสาหกรรม วว. กล่าวว่า ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ไร่เชิญตะวันดังกล่าว เป็นผลสำเร็จในการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมของ วว. ใน “โครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายและพัฒนาศักยภาพเชิงธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายข้าวอินทรีย์” ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยได้คัดเลือกโรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ ไร่เชิญตะวัน เป็นพื้นที่ดำเนินการ โดยมีชาวนาในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาเรียนรู้การทำการเกษตรบริสุทธิ์ ปลอดสารพิษ โดยไม่ใช้สารเคมี ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง สามารถช่วยเหลือตัวเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ไร่เชิญตะวัน ประกอบด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ดังนี้ ​1.เครื่องสีข้าวและข้าวกล้อง แบบ 2 in 1 มีประสิทธิภาพในการสีข้าวขาวและข้าวกล้องได้ในเครื่องเดียวกัน มีกำลังการผลิต 500-600 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง ขนย้ายได้สะดวก สามารถรักษาคุณภาพของข้าวขาวได้มากกว่าข้าวแตกหัก ทำให้เพิ่มอัตราการผลิต ใช้ระบบไฟฟ้า 220 โวลต์ 50 เฮิร์ต และต้นกำลังจากเครื่องยนต์

​2.เครื่องลดความชื้นเมล็ดพันธุ์พืช เพื่อพัฒนาคุณภาพและเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าวอินทรีย์ สามารถบรรจุข้าวเปลือกลงในถังบรรจุได้สูงสุด 500 กิโลกรัม ต่อครั้ง สามารถลดความชื้นข้าวเปลือก จากค่าความชื้นเริ่มต้น 20 เปอร์เซ็นต์ ลดลงเหลือ 14% โดยใช้ระยะเวลาเพียง 3 ชั่วโมง มีกำลังการผลิตสูงสุด 2 ตัน ต่อวัน ใช้พลังงานความร้อน จากแก๊สเอลพีจี และสามารถนำไปใช้อบลดความชื้นธัญพืชหรือสมุนไพรอื่นๆ ได้หลากหลาย เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ข้าวโพด กาแฟ ขิง ข่า ขมิ้น เป็นต้น

3.เครื่องผนึกสุญญากาศและเติมแก๊ส สามารถผนึกสุญญากาศวัสดุหลากหลายประเภทในเครื่องเดียว โดยผนึกสุญญากาศได้ทั้งซองพลาสติกหรือซองอะลูมิเนียมฟอยล์ มีระบบเติมแก๊สไนโตรเจนเข้าไปในซองระบบสุญญากาศ เพื่อลดการสันดาปของน้ำมันและอากาศ ช่วยป้องกันการเหม็นหืนได้เป็นอย่างดี ใช้งานและบำรุงรักษาง่าย

​4.การวิเคราะห์ดินที่เหมาะสมในการเพาะปลูก ประกอบด้วย ชุดอุปกรณ์วิเคราะห์ดินทางเคมีในห้องปฏิบัติการ ได้แก่ ชุดเครื่องมือสำหรับหาอินทรียวัตถุในดิน ชุดเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ชุดเครื่องมือสำหรับหาปริมาณความต้องการปูนของดิน และชุดทดสอบอย่างง่าย ได้แก่ ชุดทดสอบ pH ดินอย่างง่าย ชุดทดสอบ N P K อย่างง่าย ชุดทดสอบหาอินทรียวัตถุอย่างง่าย ทั้งนี้การวิเคราะห์ดินดังกล่าวทำให้เกษตรกรสามารถวิเคราะห์หาสมบัติดินทางเคมีพื้นฐานได้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ได้จริง ลดค่าใช้จ่ายในการส่งตัวอย่างดินวิเคราะห์กับหน่วยงานที่รับวิเคราะห์ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดให้เกษตรกรกลุ่มอื่นๆ ได้

​5. การพัฒนาศักยภาพปลายน้ำ วว. ประสานกับโครงการสานพลังประชารัฐ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ โอทอป วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ชุมชน ด้วย วทน. และมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของสมาชิกในเครือข่าย อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม

กาฬสินธุ์ – นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่บ้านดงกล้วย หมู่ที่ 4 ตำบลนาจำปา อำเภอดอนจาน ซึ่งเป็นหมู่บ้านตั้งขึ้นใหม่ หลังคสช.ยึดคืนจากนายทุน กว่า 700 ไร่ และจัดให้เข้าไปทำกิน 74 ครัวเรือน ว่า ปัญหาที่พบคือสภาพดินที่เสื่อมโทรม ขาดแคลนแหล่งน้ำ และพื้นที่ทำกินมีจำกัดเพียงครัวเรือนละ 2.5 ไร่ จึงได้ส่งเสริมการเพาะปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย เช่น ผัก สวนครัว เลี้ยงโค เลี้ยงปลา เลี้ยงหมู เลี้ยงหม่อนไหม และจัดตั้งสหกรณ์ จากนี้จะต้องมีการพัฒนาแปรรูปสินค้าที่ผลิตได้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) มีมติมอบที่ดินให้แก่ราษฎรฐานะยากจน ไร้ที่ทำกิน ในรูปแบบสหกรณ์ โดยจัดสรรพื้นที่เป็น 3 ส่วน คือพื้นที่พักอาศัย เนื้อที่ 225 ไร่ รายละ 2.5 ไร่ พื้นที่แปลงรวม เนื้อที่ 413 ไร่ สำหรับปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ และพื้นที่ส่วนกลาง เนื้อที่ 138 ไร่ เป็นที่ตั้งสหกรณ์ ศูนย์การเรียนรู้ บ่อน้ำ และอื่นๆ

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ในปีนี้คาดว่าจะมีผลผลิตจากชาวสวนผลไม้กว่า 5-6 ล้านตัน ออกสู่ตลาด ซึ่งน้อยลงจากปีที่ผ่านมา 5-6% เพราะสภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลให้ราคาผลไม้จะสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาทุเรียน ซึ่งปัจจุบัน ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง อยู่ที่กิโลกรัมละ 120-140 บาท เพราะได้รับความนิยม และเป็นกระแสหลังจาก ที่อาลีบาบา กรุ๊ป เข้ามาซื้อทุเรียนจากเกษตรกรไทย รวมถึงผลผลิตก็ลดลง ซึ่งเป็นผลดีต่อเกษตรกรชาวสวนของไทย ให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาดี

ขณะเดียวกันยืนยันว่า ผู้บริโภคภายในประเทศ สามารถบริโภคผลไม้คุณภาพดีได้ในราคาที่เหมาะสม และไม่แพงเกินไป ส่วนเกษตรที่ยังขายได้ในราคาที่ไม่ดี ต้องพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานการเพาะปลูก พร้อมกับหาช่องทางการจำหน่ายใหม่ๆ โดยตรง

ซึ่งขณะนี้ได้ประสานความร่วมมือกับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ให้รับซื้อผลไม้โดยตรงจากกลุ่มเกษตรกรเข้ามาจำหน่ายในห้างในช่วงฤดูกาล เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้กับเกษตรกร รวมทั้งยังทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลไม้คุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ต่างๆ เองยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ฤดกาลด้วยการจัดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ ในราคาไม่แพง เช่น ที่เทสโก้โลตัส จัดบุฟเฟ่ต์ผลไม้อิ่มไม่อั้น ในราคาคนละ 399 บาท ตั้งแต่วันที่ 26-29 เม.ย.นี้ โดยนำเอาทุเรียน 4 สายพันธุ์ ประกอบด้วย หมอนทอง พวงมณี ก้านยาว และชะนีไข่ เจรียมไว้วันละ 2,500 กิโลกรัม รวมทั้งยังมีผลไม้หลากหลายชนิด ทั้งเงาะโรงเรียน สละ มะม่วงน้ำดอกไม้ สับปะรด แตงโม แคนตาลูป มะพร้าว ชมพู่ มาร่วมให้รับประทานด้วย

อาลีบาบา ตอกเสาเข็ม Smart Digital Hub ทำเลทองใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ “พาณิชย์” ชี้ลงทุนธุรกิจขนส่ง-โลจิสติกส์ เข้าข่ายบัญชีแนบท้าย 2 พ.ร.บ.ธุรกิจต่างด้าวฯ 3 ทางเลือกใช้สิทธิประโยชน์ “ครม.ไฟเขียว-บีโอไอ/อีอีซี-เอฟทีเอ”

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) หรือ EEC เปิดเผยว่า จากที่นายแจ็ก หม่า ประธานบริษัท อาลีบาบา เดินทางมาลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) 4 ฉบับกับรัฐบาลไทยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ทางอาลีบาบาได้ตกลงเซ็นสัญญาพื้นที่ เพื่อลงทุนโครงการ Smart Digital Hub เรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นเป็นพื้นที่ใน EEC ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ คาดว่าหลังจากนี้จะเริ่มก่อสร้างต่อไป

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) กล่าวว่า โครงการ Smart Digital Hub ที่อาลีบาบาจะใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 11,000 ล้านบาท จะดำเนินการในปี 2561-2562 ประกอบไปด้วย ศูนย์โลจิสติกส์ คลังสินค้า ที่อาลีบาบาต้องการให้เป็นศูนย์กระจายสินค้าส่งสินค้าไปกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (CLMV) ในระยะแรก จากนั้นจะขยายภาคการขนส่งสินค้ากระจายไปสู่ทั่วโลกโดยมีไทยเป็น hub ของอาเซียน

อาลีบาบาตอกเข็มฮับโลจิสติกส์

มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่าง จ.ฉะเชิงเทรา กับ จ.ชลบุรี ซึ่งอาลีบาบาตัดสินใจเลือกพื้นที่แล้ว และเริ่มลงเสาเข็มก่อสร้างศูนย์โลจิสติกส์ก่อนเป็นโครงการแรก เนื่องจากต้องการสร้างเป็นศูนย์กระจายสินค้าไว้เก็บสินค้าที่ต้องนำเข้าและส่งออกตามออร์เดอร์จากการค้าขายบนออนไลน์

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า อาลีบาบาคือหนึ่งในนักลงทุนที่ลงนามความร่วมมือกับทางรัฐบาลไทย ซึ่งจะประกอบไปด้วยการลงทุนในหลายส่วน หลัก ๆ คือศูนย์บริการโลจิสติกส์ ส่วนการขอสิทธิประโยชน์ขณะนี้ยังไม่มีการยื่นขอเข้ามา

ทั้งนี้ตามรายการบัญชีการให้สิทธิประโยชน์ของบีโอไอ สำหรับกิจการศูนย์บริการโลจิสติกส์ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบทันสมัยทั้งในและนอกประเทศ เงื่อนไขต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท จะได้สิทธิตามกลุ่ม B1 ยกเว้นอากรเครื่องจักร แต่จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี 2.ศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศด้วยระบบทันสมัย ลงทุนไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท ต้องกระจายสินค้าน้อยกว่า 5 ประเทศ จะได้สิทธิตามกลุ่ม A3 รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษียกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี

3 ทางเลือกใช้สิทธิประโยชน์ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงประเด็นที่อาลีบาบาจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์ และศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าเพื่อการส่งออก ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อโลจิสติกส์ไทย และอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 นั้น ตามหลักการได้มีการยกเว้นให้เฉพาะที่ได้รับอนุญาตประกอบได้ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และไม่เป็นการจำกัดการแข่งขันธุรกิจคนไทยยังคงสามารถดำเนินการได้

“อาลีบาบาเข้ามาลงทุนระบบโลจิสติกส์ และศูนย์กระจายสินค้าเพื่อส่งต่อไปให้กับผู้บริโภคในประเทศจีน ทั้งได้เข้ามาอบรมให้ความรู้กับบุคลากรไทยในด้านนี้อีกด้วย ถือเป็นเรื่องดีที่จะทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยได้รับการพัฒนา”

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ธุรกิจนี้อยู่ในบัญชีแนบท้าย 2 มีแนวทางการขออนุญาตลงทุนธุรกิจด้านขนส่งและโลจิสติกส์ ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ทำได้ 3 แนวทาง คือ 1) แนวทางการขอรับอนุญาต (ตามมาตรา 8) ว่า สามารถขออนุญาตต่อ รมว.พาณิชย์ โดยผ่านการพิจารณาอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

2) หากอาลีบาบาขอบีโอไอ หรือทางสำนักงานอีอีซี ก็จะได้รับการยกเว้นตามมาตรา 12 และ 3) รัฐบาลไทยอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ตามมาตรา 10 จะยกเว้นไม่ใช้บังคับแก่คนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.นี้ หาก “ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทย” เป็นการเฉพาะกาล โดยสนธิสัญญาที่ไทยเป็นภาคีหรือมีความผูกพันตามพันธกรณี เช่น การลงทุนผ่านความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาทิ ความตกลงอาเซียน-จีน เป็นต้น

ไทยเดินสายแจงต่างชาติในเวทีประมงระดับโลก ‘Seafood Expo Global 2018’ สร้างความมั่นใจแก้ปัญหา ไอยูยู คืบ ปลื้มผู้นำเข้าสินค้าประมงยักษ์ใหญ่กลุ่มยุโรปชื่นชมรัฐบาลไทยเร่งแก้ปัญหาและเห็นทิศทางการพัฒนาการประมงยั่งยืนอย่างชัดเจน

นายมนัสวี ศรีโสดาพล เอกอัครราชทูตไทยประจำเบลเยียม และหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป (อียู) เปิดเผยภายหลังการเสวนาผู้นำเข้าอาหารทะเลและสื่อมวลชนในหัวข้อ เส้นทางสู่การประมงที่ยั่งยืนของประเทศไทย หรือ “Thailand’s Path to Sustainable Fisheries”ภายในงานแสดงสินค้า Seafood Expo Global 2018 ซึ่งจัดขึ้น ระหว่าง วันที่ 24-26 เมษายน 2561 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ว่า ตามที่ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย

มอบหมายคณะผู้แทนไทย ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง กระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย ศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทางทะเล (Stella maris) เข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารครั้งนี้ เพื่อชี้แจงสถานการณ์ที่เป็นจริงและให้ข้อมูลนานาประเทศรับรู้ถึงความก้าวหน้าและความพยายามของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมายหรือประมง ไอยูยู นับเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้า และผู้บริโภคในกลุ่มสหภาพยุโรปที่มีความตื่นตัวและสนใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

“งาน Seafood Expo Global 2018 ถือเป็นงานแสดงสินค้าอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีมาเป็นเวลากว่า 25 ปี มีผู้ซื้อขายและจำหน่ายอาหารทะเลทั่วโลกสนใจเข้าร่วมรับฟังการเสวนาครั้งนี้จำนวนมาก และได้แสดงความชื่นชมในทิศทางการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมายหรือประมง ไอยูยู ของไทย จากข้อมูลต่างๆ ที่ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม ได้ร่วมกันชี้แจง”

ทั้งนี้ ภายในงานนี้ คาดว่าโดยเฉลี่ยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 26,000 ราย ประกอบด้วย ผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ค้าปลีก สื่อมวลชน เกี่ยวกับสินค้าประมงและอาหารทะเล จาก 140 ประเทศทั่วโลก ที่นอกจากผู้เข้าร่วมงานเจรจาซื้อขายสินค้า โปรโมตผลิตภัณฑ์ประมงใหม่ๆ และสร้างเครือข่ายมืออาชีพด้านการค้าขายสินค้าประมงแล้ว ยังเป็นที่พบปะหารือระหว่างผู้ค้าขายสินค้าประมงระดับโลก การให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการประมงของทั่วโลก รวมถึงการจัด กิจกรรมและสัมมนาเกี่ยวกับสถานการณ์ สถานะ ข้อมูลปัจจุบันด้านการประมงระดับภูมิภาคและระดับโลก ทำให้สื่อมวลชนด้านการประมงระดับโลกสนใจที่จะเข้าร่วมงานและมาหาข้อมูลเพื่อทำข่าวความเคลื่อนไหวด้านการประมงจากงานนี้เป็นจำนวนมาก

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การจัดเวทีชี้แจงข้อมูลให้นานาประเทศรู้รับทราบนับเป็นครั้งที่สองที่ไทยออกมาอธิบายความก้าวหน้าการดำเนินงานเรื่องการขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย การแก้ไขปัญหาแรงงาน และการค้ามนุษย์อย่างครบถ้วนทุกแง่มุม ซึ่งผู้แทนจากประเทศผู้นำเข้ามีความสนใจและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเฉพาะผู้แทนบริษัทผู้นำเข้าสินค้าประมงจากไทยรายใหญ่ เช่น บริษัท ซีพีเอฟ สหราชอาณาจักร ที่ชื่นชมไทยในการแก้ปัญหาทั้งสองเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน และยอมรับไทยเป็นผู้นำในการต่อต้านการประมงผิดกฎหมาย แรงงานผิดกฎหมาย แรงงานบังคับ การค้ามนุษย์ เนื่องจากเรามีกฎหมายที่ดี มีระบบจัดการที่ชัดเจน และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ได้ชี้แจงแนวทางของไทยในการยกระดับไปสู่การทำการประมงที่ยั่งยืน สามปีที่ผ่านมาเราเริ่มต้นด้วยการปฏิรูปการประมงโดยการทำกฎหมายการทำประมงใหม่ และมีการจัดระบบต่างๆ ขึ้นมา เพื่อจัดการประมงได้เป็นอย่างดี เริ่มต้นด้วยการใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในการประกอบการออกใบอนุญาตทางการประมง จัดระบบในการติดตามเฝ้าระวังเรือที่ออกไปทำการประมง ทั้งในและนอกน่านน้ำ จัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อทราบว่าปลาจับจากที่ไหนจากเรือลำไหน ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งระบบทั้งหมดที่ใช้เวลาทำเกือบสามปี

และวันนี้ไทยก็จะต้องออกมาบอกกับนานาชาติได้ว่า เราได้เดินทางมาถูกทางแล้ว และก้าวหน้าเป็นอย่างมาก แต่เราไม่หยุดแค่นี้ แต่เราจะทำต่อไปให้ทรัพยากรประมงไทย และทรัพยากรประมงโลกมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะการประกาศเจตนารมณ์ที่ไทยมุ่งเป้าหมายให้ไทยเป็น ไอยูยู ฟรี หรือ สัตว์น้ำที่จับในประเทศจะไม่มีการทำประมงผิดกฎหมาย สัตว์น้ำที่นำเข้าก็จะไม่มีมาจากการทำประมงผิดกฎหมาย และสัตว์น้ำที่ส่งออกก็จะไม่มีการทำประมงที่ผิดกฎหมาย แต่ในเรื่อง ไอยูยู ฟรี เพิ่งเริ่มต้น ซึ่งไทยเป็นประเทศที่นำเข้าปลาจากต่างประเทศเยอะมาก การจับไปพิสูจน์ปลาเหล่านั้นไม่ใช่ปลา ไอยูยู ไม่ง่ายต้องมีความร่วมมือกับประเทศผู้ส่งปลาให้เรา เราต้องมีกฎระเบียบที่ต้องเกี่ยวพันกับองค์การการค้าโลก ต้องมีการแจ้งเตือนและวางระบบ

คงตอบไม่ได้ว่าอีกกี่ปี เพราะขั้นตอนเหล่านี้มีรายละเอียดเยอะมาก แต่เป็นความตั้งใจและนโยบายใหม่ที่รัฐบาลกำลังเริ่มต้นและบรรลุวัตถุประสงค์ได้ แต่ทั้งหมดก็ต้องอาศัยเวลา เราทำมาอย่างรวดเร็วก็มีผลกระทบต่อชาวประมง ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ก็จะต้องมีความร่วมมือและช่วยกันทำต่อไป เรายังทำไม่สำเร็จที่จะบอกว่าประมงไทยยั่งยืนแล้ว เรื่องทรัพยากรก็ต้องใช้เวลา แต่เราก็มาในเส้นทางที่ถูกต้องและจะเดินต่อไป เป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาล และวันนี้ชาวประมง ผู้ประกอบการก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

นายชนินทร์ ชลิศราพงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ต่างชาติโดยเฉพาะคู่ค้าสำคัญๆ ที่นำเข้าสินค้าประมงของไทยอย่าง อียู อเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ยังมีคำสั่งซื้อเข้ามามากขึ้น แสดงถึงการยอมรับว่านโยบายภาครัฐที่จริงจัง และจริงใจในการแก้ไขปัญหา ไอยูยู ทั้งการปรับปรุงกฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ในรอบ 12 เดือน ที่ผ่านมา เรามีมูลค่าการซื้อขายอาหารทะเลดีขึ้น แสดงถึงความเชื่อมั่นของไทยในสายตาของประเทศคู่ค้าสินค้าประมง อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรจะกังวลในเรื่องสถานะในเรื่องใบเหลือง ใบเขียว ซึ่งเป็นส่วนที่สหภาพยุโรปพิจารณา แต่สิ่งที่เราควรทำอย่างต่อเนื่อง คือการร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรประมงทะเลให้ฟื้นกลับคืนมาสมบูรณ์ เพื่อให้อาชีพประมงและการทำประมงไทยมีความยั่งยืน

นายบ็อบ มิลเลอร์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร ประจำสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า ในฐานะผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าประมงจากไทย ขอชื่นชมประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย และปัญหาแรงงานที่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน โดยเฉพาะการควบคุมเรือประมงด้วยระบบติดตามเรือ หรือ วีเอ็มเอส กระบวนการทางกฎหมายมาบังคับใช้มีประสิทธิภาพ ใบรับรองการจับสัตว์น้ำ ที่ทำให้ผู้นำเข้าเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ภาคเอกชนจึงมีความเชื่อว่าไทยจะเป็นผู้นำในเรื่องการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้

ที่ อบต.พลูตาหลวง ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ผู้สื่อข่าวได้เดินทางเข้า พบ พ.จ.อ.พิษณุ โตสมบัติ นายก อบต.พลูตาหลวง และ นางอัญชลี แพงพรม ผู้อำนวยการกองสาธารสุขและสิ่งแวดล้อม อบต.พลูตาหลวง เพื่อสอบถามเกี่ยวกับติดป้ายประกาศ ตามที่มีกระแสในโลกโซเชียลได้มีการโพสต์ป้ายประกาศ พื้นที่ตำบลพลูตาหลวง เป็นเขตควบคุมการเลี้ยงสัตว์หรือปล่อยสัตว์ ตาม พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และข้อบัญญติ ตำบลพลูตาหลวง โดยกำหนดให้ ตึกแถว/อาคารพาณิชย์/ทาวน์เฮ้าส์/บ้านเดี่ยว/ สามารถเลี้ยงสุนัข, แมว ได้ไม่เกิน 2 ตัว และต้องดูแลควบคุมการเลี้ยงสัตว์ให้ถูกสุขลักษณะ ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น หากผู้ใดฝ่าฝืน มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ทำให้มีการแชร์ข้อความและการแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆนานา