กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าโครงการ OPOAI ลงพื้นที่เยี่ยม

2 สถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ OPOAI ภาคกลาง เดินหน้าพัฒนาผู้ประกอบการ SMES ก้าวไปสู่ Industry 4.0 โครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค ตามนโยบาย One Province One Agro-Industrial หรือ OPOAI (โอ-ปอย) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นโครงการที่เกิดจากความพยายามของภาครัฐที่ได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 มาปรับใช้นโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตผลทางการเกษตรของประเทศ โดยดึงศักยภาพของวัตถุดิบในพื้นที่มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่นและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในเรื่องการ ก้าวเข้าสู่ประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0) ที่จะสร้างความมั่นคั่งยั่งยืนให้กับประเทศไทยในศตวรรษที่ 21

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนโครงการ OPOAI ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทางสำนักปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมลงพื้นที่เยี่ยมสถานประกอบการภาคกลาง 2 แห่งประกอบด้วย

เข้าเยี่ยม บริษัท พงษ์-ศราแมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 39/1 หมู่ 6 ต.สามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม ประกอบกิจการประเภทแปรรูปอาหารจากเนื้อสัตว์ เช่น ลูกชิ้นปิ้ง
เข้าเยี่ยม บริษัท ศรีราชาฟาร์ม (เอเชีย) ตั้งอยู่เลขที่ 336 หมู่ 6 ถ.สุรศักดิ์ ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ประกอบกิจการประเภทผลิตภัณฑ์เครื่องหนังจากจระเข้

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โครงการโอ-ปอย ได้จัดทีมที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้าไปให้ความช่วยเหลือให้คำแนะนำสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการผ่านแผนงานพัฒนาที่ครอบคลุมตลอดโซ่อุปทาน (Supply Chain) ใน 8 ด้าน ประกอบด้วย 1.แผนงานการบริการจัดการโลจิสติกส์ 2.แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 3.แผนการปรับปรุงคุณภาพและพัฒนางาน 4.แผนการลดต้นทุนพลังงาน 5.แผนกลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาด 7.แผนการบริหารจัดการด้านการเงิน และ 8.แผนการจัดการสถานประกอบการด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งการทำงานของทีมที่ปรึกษาจะเข้าไปศึกษาข้อมูลของสถานประกอบการจากคณะผู้บริหารของสถานประกอบการ เพื่อดูว่าสมควรที่เข้าพัฒนาในแผนงานไหนมากที่สุด เมื่อได้ข้อสรุปทางทีมที่ปรึกษาจะมีแผนการดำเนินงานให้ปฏิบัติจริง และติดตามผลพร้อมทั้งคำปรึกษาเป็นระยะๆ รวมระยะเวลาในการปฏิบัติงานโดยประมาณ 4-6 เดือนจึงจะเสร็จสิ้นโครงการ

ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาในปี 2259 ผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินโครงการในระยะเวลา 1 ปี สามารถลดต้นทุนเพิ่มรายได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สถานประกอบการโดยสามารถวัดมูลค่าเชิงเศรษฐกิจเป็นตัวเงินได้กว่า 326 ล้านบาท ซึ่งหากเปรียบเทียบกับวงเงินงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนา 31.6 ล้านบาท ให้ผลประโยชน์มากถึง 10.32 เท่าของวงเงินงบประมาณ มีผู้เข้าร่วมโครงการ 135 ราย เฉลี่ยได้แล้วแต่ละรายสามารถลดต้นทุนเพิ่มรายได้และสร้างมูลค่าเพิ่มได้เฉลี่ยรายละ 2.41 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปี 2559 สามารถลดต้นทุนเพิ่มรายได้และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสถานประกอบการได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถวัดมูลค่าเชิงเศรษฐกิจเป็นตัวเงินได้กว่า 4,455 ล้านบาท จากวงเงินงบประมาณรวมทั้งหมดที่ได้รับ 354.6 ล้านบาท ให้ผลประโยชน์มากถึง 12.56 เท่าของวงเงินงบประมาณ มีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการจำนวนกว่า 1,334 ราย เฉลี่ยได้แล้วแต่ละรายสามารถลดต้นทุนเพิ่มรายได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มได้เฉลี่ย 3.34 ล้านบาท

นายสมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า ประโยชน์ที่ทางสถานประกอบการได้รับโดยตรงที่เห็นเด่นชัดมากที่สุดคือ ได้รับรู้ถึงข้อบกพร่องของสถานประกอบการเอง ว่ามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง ไมว่าจะเป็นเรื่องการผลิต การบริหารงาน และอื่นๆ ที่บางครั้งสถานประกอบการเอง อาจจะมองไม่เห็นข้อบกพร่องนั้นๆ นอกจากนี้ยังได้รับการพัฒนาและแก้ไขจุดบกพร่องนั้นเป็นการเฉพาะจุดจริงๆ

สำหรับในปีงบประมาณ 2560 มีสถานประกอบการ sMEs อุตสาหกรรมแปรรุปการเกษตร ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 200 ล้านบาท ในพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการจำนวน 171 รายจำนวนแผนงาน 260 แผนงาน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างตรวจติดตามการดำเนินโครงการ โดยในวันนี้ได้มีการเยี่ยมชมและติดตามผลการดำเนินของสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ 2 แห่ง คือ บริษัท พงษ์-ศราแมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด จังหวัดนครปฐม และบรัษัท ศรีราชาฟาร์ม (เอเชีย) จำกัด จังหวัดชลบุรี ทั้ง 2 รายเป็นสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการในปี 2560 และเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของโครงการได้เป็นอย่างดี ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำองคืความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม

หนอนหัวดำมะพร้าว เป็นศัตรูพืชต่างถิ่นที่เข้ามาระบาดในประเทศไทย พบการระบาดครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2550 ที่สวนมะพร้าวเกษตรกรในตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขณะนั้นพบการระบาดประมาณ 500 ไร่ ต่อมาเมื่อปี 2551 พบการระบาดเพิ่มขึ้นในพื้นที่ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และในปัจจุบันพบพื้นที่การระบาดของหนอนหัวดำกระจายอยู่ในพื้นที่ 29 จังหวัด ประมาณ 78,954 ไร่ คิดเป็น 6.36% ของพื้นที่ที่ปลูกมะพร้าวทั้งหมด จังหวัดที่มีพื้นที่การระบาดอันดับต้นๆ 5 จังหวัด ในขณะนี้ ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่ประมาณ 62,410 ไร่, จังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่ประมาณ 5,536 ไร่, จังหวัดชลบุรี พื้นที่ประมาณ 4,024 ไร่, จังหวัดสมุทรสาคร พื้นที่ประมาณ 2,669 ไร่ และจังหวัดฉะเชิงเทรา พื้นที่ประมาณ 953 ไร่ และในขณะนี้ในเขตภาคตะวันตกยังพบการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าว กระจายไปยังพื้นที่จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดนครปฐม อีกด้วย

นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า หนอนหัวดำมะพร้าวจะเข้าทำลายมะพร้าวเฉพาะระยะตัวหนอนเท่านั้น โดยเฉพาะกินผิวใบบริเวณใต้ใบย่อย จากนั้นจะถักใยแล้วนำเอามูลที่ถ่ายออกมาผสมกับเส้นใยที่สร้างขึ้น สร้างเป็นอุโมงค์เป็นทางยาวตามทางใบเพื่อหุ้มลำตัวไว้ ตัวหนอนจะอาศัยอยู่ภายในอุโมงค์ โดยทั่วๆ ไปหนอนหัวดำจะทำลายใบแก่ของต้นมะพร้าว แต่ถ้าหากมีการทำลายรุนแรงจะพบว่าหนอนหัวดำยังทำลายก้านทางใบ จั่น และผลมะพร้าวอีกด้วย และเมื่อหนอนโตเต็มที่จะถักใยหุ้มลำตัวอีกครั้ง เพื่อเข้าดักแด้ในอุโมงค์

สำหรับวิธีการป้องกันกำจัด แบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่ กรณีเพิ่งเริ่มระบาด ต้องตัดทางใบที่ถูกหนอนหัวดำทำลาย มากกว่า 50% ของทางใบไปเผาทำลาย โดยสุมเป็นกองเล็กๆ ระหว่างต้นมะพร้าวให้กระจายไปทั่วทั้งสวน เน้นการเผาในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นเท่านั้น ถ้าสามารถทำได้เราจะได้ประโยชน์การเผาทางใบในครั้งนี้ถึง 6 อย่างด้วยกัน คือ 1. สามารถกำจัดไข่ ตัวหนอน และดักแด้ที่ติดอยู่กับทางใบ 2. ควันไฟเป็นตัวไล่แม่ผีเสื้อ หนอนหัวดำ 3. ควันไฟเป็นตัวกระตุ้นให้มะพร้าวออกจั่นได้ดี 4. ขี้เถ้าถ่านที่ได้จากการเผาจะเป็นการเพิ่มธาตุโพแทสเซียมในดิน 5. สามารถทำลายแหล่งวางไข่ของตัวแรดมะพร้าว 6. ลดการระบาดของด้วงไฟหรือด้วงงวง

ส่วนกรณีระบาดรุนแรง หากเป็นต้นมะพร้าวสูงน้อยกว่า 12 เมตร รวมทั้งมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวที่ทำน้ำตาล แนะนำให้ตัดทางใบและเผาทำลายเช่นเดียวกับกรณีแรก แนะนำให้ใช้สารเคมีฉีดพ่นทางใบ โดยเลือกใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรเท่านั้น ประกอบด้วย 1. สารฟลูเบนไดอะไมด์ 20% WG อัตรา 5 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร 2. สารคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SC อัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร 3. สารสปินโนแชด 12% SC อัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร 4. สารลูเฟนนูรอน 5% EC อัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ทั้งนี้ การเลือกใช้สารเคมีพ่นทางใบ ควรเลือกใช้สารฟลูเบนไดอะไมด์ หรือสารคลอแรนทรานิลิโพรลเป็นอันดับแรก เนื่องจากมีพิษน้อยต่อผึ้ง ส่วนสารสปินโนแชด มีพิษสูงต่อผึ้งและสารลูเฟนนูรอน ไม่ควรใช้ในแหล่งที่มีการเลี้ยงกุ้งเนื่องจากมีพิษต่อกุ้ง สำหรับต้นมะพร้าวสูงกว่า 12 เมตร ให้ใช้สารเคมีอีมาเม็กตินเบนโซเอต 1.92% EC ฉีดเข้าต้น อัตรา 30 ซีซี ต่อต้น

ขั้นตอนการฉีดสารเคมีเข้ามะพร้าว ใช้สว่าน ขนาด 5 หุน เจาะเหนือพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร เอียงทำมุม 45 องศา ลึกประมาณ 10 เซนติเมตร จำนวน 2 รู ให้อยู่ตรงข้ามกันและใช้หลอดฉีดยาดูดสารเคมีแบบเข้มข้นไม่ต้องผสมน้ำ ฉีดเข้าไปในรูที่เจาะไว้ รูละ 15 ซีซี แล้วปิดด้วยดินน้ำมันให้แน่น เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีไหลย้อนออกมา แต่วิธีนี้ห้ามใช้กับมะพร้าวที่มีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร มะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวที่ทำน้ำตาล

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนขึ้นในพื้นที่ที่พบการระบาดทั้ง 29 จังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วนแล้ว สำหรับเกษตรกรที่ประสบปัญหาหรือต้องการคำแนะนำ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดสุพรรณบุรี โทร. (035) 481-126-7 หรือศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร ที่อยู่ใกล้บ้านท่าน

“กล้วยน้ำว้า” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่สำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งหากย้อนดูสถิติราคาเฉลี่ยตลอดปี 2559 ที่ตลาดสี่มุมเมือง กล้วยน้ำว้าเบอร์เล็ก ราคาอยู่ที่ 16.80 บาท เบอร์กลาง 30.68 บาท และเบอร์ใหญ่ 48.22 บาท ต่อหวี โดยราคาพุ่งสูงสุดในเดือนสิงหาคม เท่ากับ 25.65 บาท 46.53 บาท และ 72.26 บาท ต่อหวี ตามลำดับ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รวมถึงผลกระทบจากโรคตายพรายและหนอนกอกล้วย ทั้งนี้ จังหวัดพิษณุโลกเป็นแหล่งแปรรูปผลิตภัณฑ์กล้วยตากที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ราคาสูงขึ้นเป็นหวีละ 10-15 บาท ต่อหวี ปัจจุบัน เกษตรกรมีความต้องการต้นพันธุ์กล้วยน้ำว้าสำหรับปลูกขยายเป็นจำนวนมาก แต่กลับให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคตายพรายก่อนปลูกค่อนข้างน้อย และจะเห็นความสำคัญเมื่อกล้วยแสดงอาการของโรคแล้วซึ่งไม่ทันการณ์และแก้ไขได้ยาก

นายเกษม ไตรพิจารณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สสก.9 พิษณุโลก ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ดีจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยให้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดพิษณุโลกดำเนินการตามแผนพัฒนาจังหวัดพิษณุโลก ปี 2560 ดำเนินการครอบคลุมพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ทั้ง 9 อำเภอ พื้นที่รวม 209 ไร่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกล้วยน้ำว้าเชิงการค้า ผสมผสานตามแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยใช้กลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ขับเคลื่อนในพื้นที่โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลายและพื้นที่ส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (กล้วย) โดยใช้พันธุ์กล้าน้ำว้ามะลิอ่องเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อมุ่งหวังแก้ปัญหาโรคตายพรายและหนอนกอกล้วยได้ในที่สุด ผลผลิตที่ได้ประมาณ 8,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งสามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

สำหรับการเตรียมการก่อนการปลูกกล้วยให้ได้ผลผลิตดีนั้น เกษตรกรจะต้องวางแผนการปลูกโดยต้องมีการคัดเลือกต้นพันธุ์กล้วยน้ำว้าจากต้นพันธุ์กล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพราะเป็นต้นพันธุ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการปลูกเชิงการค้าและไม่มีโรคตายพรายและหนอนกอกล้วย จะได้ขนาดต้นและอายุที่สม่ำเสมอเจริญเติบโตเร็วให้ผลผลิตสูงกว่าเมื่อเทียบกับต้นพันธุ์ชนิดอื่น นอกจากนี้สามารถกำหนดช่วงเวลาการปลูกและกำหนดผลผลิตราคาได้ง่าย อย่างไรก็ดี เกษตรกรสามารถคัดเลือกหน่อพันธุ์ โดยขุดจากต้นแม่ที่มีอายุ 8 เดือนขึ้นไป หรือช่วงต้นแม่กำลังตกเครือให้ผลผลิตเพราะเป็นระยะที่กล้วยแสดงอาการของโรคตายพรายชัดเจนมากที่สุด รวมถึงต้องเตรียมวัสดุปลูกและสารชีวภัณฑ์ โดยเตรียมผลิตปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้ว จำนวน 1 ตัน ต่อไร่ ผสมกับเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (Trichoderma) ซึ่งเกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้ทั้งแบบเชื้อสดผลิตโดยหน่วยงานกรมส่งเสริมการเกษตร และสารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ชอ

กรมพัฒนาที่ดิน เนื่องจากสามารถเจริญเติบโตแข่งขัน ยับยั้ง และทำลายเชื้อราสาเหตุตายพรายได้ และยังเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุช่วยปรับโครงสร้างดินและส่งผลให้พืชสามารถใช้ปุ๋ยเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนระยะปลูกที่เหมาะสม คือ 4×4 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกได้ 100 ต้น รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักผสมกับเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ประมาณ 5 กิโลกรัม ต่อหลุม ต่อต้น และแบ่งทยอยใส่เพิ่มหลังปลูก 2-3 เดือน ต่อครั้ง อีกประมาณ 5 กิโลกรัม ต่อต้น

นอกจากนี้ เกษตรกรต้องดูแลรักษาโดยการตัดแต่งหน่อและใบเพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของด้วงศัตรูกล้วยในฤดูฝน ไม่ควรนำเศษซากของหน่อและใบที่ตัดแต่งแล้วสุมไว้บริเวณโคนต้นเพราะจะอับชื้นและเหมาะต่อการวางไข่ของด้วงดังกล่าว ส่วนในฤดูแล้งสามารถทำได้เพื่ออนุรักษ์น้ำในดิน แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนควรเอาออกจากกอด้วย อุปกรณ์การเกษตรที่ใช้ในการตัดแต่งหน่อและใบสามารถกระจายเชื้อตายพรายจากต้นเป็นโรคสู่ต้นปกติได้ ส่วนการตัดแต่งใบนั้นในช่วงระยะเจริญเติบโตควรไว้ใบบนต้นอย่างน้อย 10-12 ใบ เพื่อให้กล้วยแทงปลีเร็วขึ้น เมื่อกล้วยตกเครือแล้วควรแต่งใบที่อาจเสียดสีกับผลกล้วยออกและเหลือไวเพียง 5-7 ใบก็พอ การกำจัดวัชพืช เลือกกำจัดวัชพืชโดยวิธีการพรวนดิน ควรทำภายใน 1-2 เดือนแรกหลังปลูกในขณะที่รากกล้วยยังขยายไปไม่มากนัก เพื่อไม่ให้กระทบต่อระบบรากเพราะจะทำให้กล้วยชะงักการเจริญเติบโต ส่วนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชนั้น เกษตรกรต้องคำนึงถึงชนิด อัตราความเข้มข้น และช่วงเวลาการใช้ที่ต้องเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากผลกระทบของสารเคมีและสารพิษตกค้างการให้ปุ๋ย หากต้องการกระตุ้นผลผลิตให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ อัตรา 100 กรัม ต่อต้น หลังปลูกติดต่อกันประมาณ 5 เดือน หรือจนกว่ากล้วยจะแทงหน่อลูก จากนั้นให้งดปุ๋ยไปจนกว่ากล้วยจะแทงปลีแล้วเปลี่ยนเป็นสูตรที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น สูตร 13-13-21 เพื่อกระตุ้นการสะสมแป้งและน้ำตาลในอัตราเดียวกัน คือ 100 กรัม ต่อต้น ต่อเดือน ไปจนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิต

“จากนโยบายการทำการเกษตรด้วยการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ผลิตกล้วยน้ำว้า ที่มุ่งเน้นตั้งแต่การเตรียมการก่อนปลูก ตลอดจนการดูแลรักษาและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตกล้วยน้ำว้า เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ลดโรค-แมลง ที่ยั่งยืนตลอดไป” นายเกษม กล่าวทิ้งท้าย

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ค.60 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบอนุมัติร่างพระราชกำหนดการเดินเรือ พ.ศ. … และร่างพระราชบัญญัติกำหนดเรือไทยพ.ศ. … เนื่องจากพระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ. 2481 และพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 บังคับใช้มานานและไม่สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน จำเป็นต้องมีการปรับปรุงในเรื่องการกำกับดูแลกองเรือไทย ระบบทะเบียนเรือไทย ตรวจสภาพเรือไทย การจัดการความปลอดภัยและรักษาความปลอดภัยของเรือและอุปกรณ์ประจำเรือ การจดทะเบียนจำนองและบุริมสิทธิเหนือเรือไทย รวมถึงคนประจำเรือทั้งระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมในการประเมินของสหภาพยุโรป (IUU) ในเดือน ก.ค.60 ให้สามารถแก้ปัญหาการทำประมงได้อย่างยั่งยืน

โดยร่างพระราชกำหนดเรือไทย พ.ศ. …มีทั้งหมด 14 หมวด ได้แก่ เรือไทยและการจดทะเบียนเรือไทย, หนังสือทะเบียนเรือไทย เมืองท่าจดทะเบียนและนายทะเบียน การตรวจสอบเรือไทย การจัดการความปลอดภัยและรักษาความปลอดภัยของเรือไทย การโอนกรรมสิทธิ์เรือไทยที่ได้จดทะเบียนแล้ว การจดทะเบียนจำนองและบุริมสิทธิเหนือเรือไทย การจำนองเรือที่อยู่ระหว่างการต่อ การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการต่างๆ เกี่ยวกับเรือไทย สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของเรือไทย คนประจำเรือ และการจัดคนเข้าทำการในเรือไทย อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงาน เบ็ดเตล็ด และบทลงโทษ

ขณะที่พระราชกำหนดการเดินเรือ พ.ศ. … มีทั้งหมด 11 หมวด ได้แก่ การเดินเรือ การจอดเรือเขตทางน้ำ สิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำทางน้ำ และการใช้ทางน้ำ การนำร่อง การลากจูงเรือ ความปลอดภัยของเรือ และท่าเรือ การสืบสวนอุบัติเหตุทางน้ำและการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล การป้องกันโรคติดต่อ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางน้ำ ซากทรัพย์สิน การประกอบการขนส่งคนโดยสารทางน้ำประจำเส้นทาง เบ็ดเตล็ด และบทลงโทษ หลังจากนี้จะนำร่างพระราชกำหนดทั้ง 2 ฉบับเสนอกฤษฎีกาต่อไป

(จังหวัดแพร่) นักวิชาการของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ แนะนำวิธีการดูแลสัตว์เลี้ยงเพื่อลดและป้องกันความเสี่ยงจากภาวะอากาศแปรปรวน เน้นดูแลสุขภาพสัตว์และโรงเรือน

น.สพ.ดำเนิน จตุรวิธวงศ์รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านสัตวแพทย์บริการวิชาการ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาลทำให้อากาศแปรปรวน ทั้งอากาศร้อนจัดสลับกับมีฝนฟ้าคะนองทั่วประเทศไทย บางพื้นที่ต้องเผชิญกับพายุฤดูร้อน และอากาศเย็นในวันเดียวกัน ส่งผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงที่ไม่สามารถปรับตัวได้ ทำให้อัตราการกินอาหารและประสิทธิภาพการผลิตลดลง จึงมีคำแนะนำในการเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรเพื่อเตรียมการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การเลี้ยงสัตว์ในโรงเรือนระบบปิดปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรือระบบอีแวป เกษตรกรต้องควบคุมการทำงานของพัดลมและเยื่อกระดาษหน้าโรงเรือนให้เหมาะสม อย่าให้ร้อน เย็น หรือชื้นเกินไป ซึ่งจะกระทบต่อสัตว์ทำให้เกิดความเครียด ควรปรับสภาพภายในโรงเรือนให้สัตว์อยู่สบาย รวมทั้งควรเตรียมเครื่องสำรองไฟและน้ำมันเชื้อเพลิงให้พร้อมสำหรับกรณีไฟดับ เพื่อให้พัดลมทำงานได้ตามปกติ และต้องซ่อมแซมหลังคาให้ดีเพื่อป้องกันน้ำฝนที่จะเข้าไปในโรงเรือนได้ ควรปรับปรุงและเสริมความแข็งแรงบริเวณชายคาเพื่อไม่ให้ลมพัดเสียหาย และต้องจัดเก็บอาหารสัตว์ให้มิดชิด ส่วนการดูแลสัตว์ในโรงเรือนแบบเปิด ต้องระมัดระวังน้ำฝนที่จะสาดเข้าไปในคอกเลี้ยงที่จะเป็นการเพิ่มความชื้นในโรงเรือน ด้วยการทำกันสาดหรือปิดผ้าใบเพื่อป้องกันฝนรอบโรงเรือน อาจต้องเพิ่มพัดลมให้สัตว์โดยเฉพาะกรณีที่อากาศร้อนจัดก่อนเกิดฝนตกเพื่อช่วยระบายอากาศและความร้อนแก่สัตว์ ช่วยลดอุณหภูมิในโรงเรือน ต้องเตรียมน้ำสำหรับสัตว์ให้เพียงพอ และจัดเตรียมกล่องและไฟกกสำหรับลูกสุกรเพื่อป้องกันความหนาวเย็นในขณะฝนตก

“การดูแลสัตว์ในฟาร์มเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากอากาศที่แปรปรวนทำให้สัตว์ปรับตัวได้ยาก จึงต้องหมั่นตรวจสอบสุขภาพสัตว์เป็นประจำ คอยสังเกตการกินได้ของสัตว์ซึ่งช่วยบ่งชี้สุขภาพสัตว์ได้ หากการกินลดลงต้องปรับให้อาหารเท่าที่สัตว์กินได้ อาจแบ่งมื้ออาหารเป็นหลายมื้อและหลีกเลี่ยงการให้อาหารในช่วงที่อากาศร้อนจัด หากอากาศเปลี่ยนแปลงมากควรผสมวิตามินละลายน้ำให้สัตว์กิน 3-5 วันติดต่อกัน เพื่อลดความเครียดและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับตัวสัตว์” น.สพ.ดำเนิน กล่าว

ด้าน น.สพ.พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองกรรมการผู้จัดการด้านมาตรฐานการผลิตสัตว์ปีก กล่าวเสริมว่า การเลี้ยงไก่เนื้อและไก่ไข่ในช่วงอากาศแปรปรวนเช่นนี้ นอกจากต้องดูแลทั้งเรื่องความร้อน ฝน และความชื้นที่จะสูงขึ้นซึ่งกระทบต่อตัวสัตว์โดยตรงแล้ว เกษตรกรต้องให้ความสำคัญกับปริมาณก๊าซแอมโมเนียที่เกิดขึ้นในโรงเรือนจะกระทบต่อทางเดินหายใจของไก่ ในโรงเรือนไก่เนื้อหากมีแกลบที่เปียกน้ำต้องนำออกทันทีเพื่อไม่ให้หมักหมมและเปลี่ยนแกลบใหม่ทันที และต้องหมั่นกลับแกลบถี่ขึ้นประมาณ 3 วันต่อครั้ง ส่วนไก่ไข่ต้องนำมูลไก่ออกจากโรงเรือนบ่อยครั้งขึ้น และต้องมีการระบายอากาศที่ดีด้วยการควบคุมความเร็วลมให้เหมาะสม ในโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่แบบเปิดต้องเพิ่มพัดลมด้วย และต้องจัดเตรียมน้ำและอาหารให้เพียงพอกับไก่ อาจเพิ่มวิตามินละลายน้ำเช่นเดียวกับสุกร

นอกจากนี้ เกษตรกรควรสำรวจพื้นที่รอบฟาร์มและทำการตัดแต่งกิ่งไม้และต้นไม้ให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้หักโค่นมาโดนหลังคาโรงเรือนหรือสายไฟ หากโรงเรือนเลี้ยงสัตว์เป็นโรงเรือนเก่าและไม่แข็งแรง ต้องหาไม้ค้ำยันเพื่อป้องกันการพังเสียหายจากลมที่พัดแรง หากโรงเรือนพังจากพายุฝนต้องรีบย้ายสัตว์เข้าเลี้ยงในโรงเรือนหลังอื่นที่ไม่เสียหายโดยเร็ว ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

นายจอมศักดิ์ ภูติรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี เผยว่า ปีนี้ผลไม้ของจันทบุรีดีมาก คาดว่ามี 4 แสนตัน ขณะเดียวกันหอการค้าได้ประชาสัมพันธ์เชิงรุก และผลักดันยุทธศาสตร์ จันทบุรีมหานครผลไม้ ตั้งแต่ปี 2558 ปีนี้ปีที่ 3 ทำให้ราคาผลไม้สูงขึ้นเป็นปรากฏการณ์ทั้ง 3 ปี อย่างปี 2558 ก่อนประกาศจัดงานมหานครผลไม้ ทุเรียน เฉลี่ยกิโลกรัมหนึ่ง 50 บาท พอประกาศเป็นมหานครผลไม้ เมื่อปี 2559 ขึ้นมาเป็นกิโลกรัมละ 100 บาท และปี 2560 ทุเรียนต้นฤดูกิโลกรัมละ 140-150 บาท ตอนนี้กิโลกรัมละ 120-130 บาท ซึ่งสูงกว่าทุกปี อีกทั้งผู้บริโภคทั่วโลกนิยม ทำให้กำลังซื้อมาก

“จริงๆ แล้วผลไม้ในภาคตะวันออกและทั้งประเทศส่งออกไปจีนยังไม่ถึง 40% ตลาดยังต้องการอีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นตลาดในเอเชีย ใน CLMV รวมถึงในยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งในอดีตชาวสวนผลไม้ถูกกดราคาไม่มีอำนาจต่อรอง วันนี้หมดยุคผลไม้ราคาถูก หมดยุคการเอาเปรียบชาวสวนแล้ว”

“วันนี้เป็นการรณรงค์แค่ต้นทางเท่านั้น loquegustes.com ซึ่งในยุทธศาสตร์การเป็นมหานครผลไม้ ภายใน 5 ปี จากมูลค่าขายประมาณ 3 หมื่นกว่าล้าน จะขึ้นเป็น 1 แสนล้าน แต่ปรากฏว่าในปี 2559 แค่ปีเดียวจาก 3 หมื่นกว่าล้าน ขึ้นเป็น 7 หมื่นกว่าล้าน และจะถึง 1 แสนล้านบาทภายในปีนี้” นายจอมศักดิ์ กล่าว

ปัจจุบันจีนเป็นตลาดหลัก ผลผลิตเกือบ 80% ของทั้งระบบส่งออกไปจีน แต่คนจีนมีกว่า 1,300 ล้านคน จึงยังไปไม่ถึงชาวจีนทั้งระบบ ไปได้แค่ 40% ดังนั้น ตลาดจีนยังขยายได้ ช่วงที่ผ่านมานักธุรกิจจีนมาเมืองจันท์เยอะมาก แต่ก็มีสินค้าไม่พอส่งขาย ต่อไปหอการค้าจะผลักดันให้ชาวสวนเข้มแข็ง มีองค์ความรู้ในการค้า และการแปรรูป รวมทั้งเรื่องการตลาด เพื่อสร้างความเข้มแข็งตรงนี้ เป็นการรณรงค์ทั้งกลางน้ำและปลายน้ำ

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า เรื่องที่ภาครัฐกำหนดค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรที่เป็นมาตรฐานทั่วไปสำหรับวิธีปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี(GAP)และเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกรนั้น ต้องขอให้ภาคราชการทำด้วยความระมัดระวังและรอบคอบเพื่อไม่เป็นการซ้ำเติมปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร ด้วยช่วงที่ผ่านมาหรือแม้แต่เวลานี้เกษตรกรมีวิกฤตการณ์ด้านพืชผลอยู่แล้วจึงเป็นเรื่องน่าห่วงมาก และเกษตรกรจำนวนน้อยที่ทำการผลิตทางการเกษตรแบบ GAP และเกษตรอินทรีย์จึงควรมุ่งเน้นไปที่การรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีความเข้าใจ ตระหนักและเห็นถึงความจำเป็นและดำเนินการผลิตทางการเกษตรในแบบที่มีความปลอดภัยได้มาตรฐานอย่างกว้างขวางก่อน

หลังจากนั้นค่อยพิจารณาดำเนินการในเรื่องการตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรที่เป็นมาตรฐานทั่วไปด้าน GAP และเกษตรอินทรีย์ และต้องยอมรับว่าเกษตรกรไทยนั้นมีความหลากหลายมาก เกษตรกรผู้ประกอบการรายกลางและรายใหญ่เชื่อว่ามีขีดความสามารถที่จะรองรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ ด้วยกำไรจากการประกอบการทั้งจากการส่งออกและการค้าในประเทศก็ตาม แต่ควรจะผ่อนปรนหรือยกเว้นให้กับเกษตรกรรายย่อยที่มีการเพาะปลูกไม่มากนัก เพื่อที่จะได้มีกำลังใจและมีขีดความสามารถในการผลิตเชิงเกษตรอินทรีย์ต่อไปได้ รัฐบาลควรบริการและควรมีงบประมาณดูแลหรือควรใช้มาตรการให้มีระบบการตรวจรับรองแบบมีส่วนร่วมหรือ PGS ที่เกษตรกรผู้ผลิต ผู้ประกอบการ นักวิชาการ ผู้บริโภค ดำเนินการร่วมกัน เป็นมาตรการทางเลือกสำหรับเกษตรกรรายย่อย ควบคู่ไปกับระบบการตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรโดยภาคเอกชนเพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกร อย่างไรก็ตาม สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ทำหนังสือเสนอข้อคิดเห็นต่อสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ โดยจะติดตามความคืบหน้าต่อไป