กระทรวงเกษตรฯ จ่อชง 2 โครงการลดพื้นที่ปลูกข้าวเข้า ครม.

นายธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า วันนี้ (15 พ.ย. 2559) กระทรวงเกษตรเตรียมนำ 2 โครงการลดพื้นที่ปลูกข้าวเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติวงเงินงบประมาณ 487.169 ล้านบาท เพื่อดำเนิน 2 โครงการ ดังนี้ คือ 1. โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด เป็นโครงการที่ปรับปรุงจากโครงการไถกลบตอซังและปลูกพืชปุ๋ยสดในนาข้าวพื้นที่ 200,000 ไร่ ประมาณ 10,000 ครัวเรือน วงเงิน 383.490 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 19 จังหวัด แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกพืชปุ๋ยสด เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ 50,000 ไร่ และพื้นที่ที่ปลูกและไถกลบพืชปุ๋ยสด 150,000 ไร่

สำหรับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ต้นทุนให้แก่เกษตรกร ไร่ละ 5 กิโลกรัม รายละไม่เกิน 20 ไร่ พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร และสนับสนุนค่าไถเตรียมดินครั้งแรกให้เกษตรกร ไร่ละ 500 บาท และค่าไถกลบเฉพาะพื้นที่ที่ปลูกและไถกลบพืชปุ๋ยสดไร่ละ 500 บาท โดยกรมพัฒนาที่ดินรับซื้อเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดคืนจากเกษตรกร จำนวน 6,000 ตัน ในราคา กิโลกรัมละ 20 บาท โดยต้องตรวจสอบคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ ตามมาตรฐานกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมทั้งได้จัดทำแผนการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดที่รับซื้อคืนจากเกษตรกร และแผนการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด

2.โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (เป็นโครงการเสนอให้ นบข. จำนวน 2 ล้านไร่ ครอบคลุม 35 จังหวัดซึ่งเกษตรกรจะได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคาเพื่อการแกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไร่ละ 4,000 บาท ดอกเบี้ย 7% ต่อปี รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี และเกษตรกรจ่ายดอกเบี้ย 4% ต่อปี ภาคเอกชนรับซื้อผ่านสหกรณ์การเกษตรและเครือข่ายเกษตรกรของภาคเอกชนในท้องถิ่น ราคารับประกันไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาท เดิมวงเงินดำเนินโครงการ 1,019.332 ล้านบาท เป็นงบให้เปล่า โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทั้ง ค่าเตรียมดิน ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่าเก็บเกี่ยว ไร่ละ 2,000 บาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ และถ่ายทอดความรู้ในการเพาะปลูกให้แก่เกษตรกร แต่เมื่อรัฐบาลพิจารณาเปลี่ยนเป็นการสนับสนุนหรืออุดหนุนดอกเบี้ย ทำให้ประหยัดงบประมาณลงจำนวนมาก

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดมาตรการควบคุมและตรวจสอบการนำเข้าส้มแมนดารินจากจีนเข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการสอดไส้ส้มมีใบ ที่อาจมีศัตรูพืชกักกันติดมาเล็ดลอดเข้าประเทศและอาจทำให้เกิดการแพร่ระบาด ส่งผลเสียต่อแหล่งปลูกพืชตระกูลส้มของไทยได้ ขณะเดียวกันได้ออกประกาศด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบังถึงขั้นตอนการแจ้งนำเข้าและตรวจปล่อยส้มแมนดารินจีน ทั้งนี้ ด่านได้ขยายเวลาตรวจสอบสินค้าช่วงฤดูกาลนำเข้าส้มเป็น 24 ชั่วโมง ทุกวัน เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบสินค้า 100% หรือทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่แจ้งนำเข้า นอกจากนี้ ได้ร่วมกับสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังสร้างจุดตรวจร่วมและกำหนดแนวทางการตรวจปล่อยส้ม พร้อมตั้งไลน์กลุ่มระหว่างเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชและเจ้าหน้าที่ศุลกากรสำหรับการสื่อสารด้วย

นายสุวิทย์ กล่าวว่า การนำเข้าผลส้มแมนดารินจากจีนปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2559 มีการนำเข้ารวมกว่า 13,400 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 400 ล้านบาท ขณะที่ช่วงต้นฤดูนำเข้าของปี 2558 มีการนำเข้าเพียง 460 ตัน มูลค่า 19 ล้านบาท เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ปีนี้ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ เพราะมีมาตรการรัดกุมและคุมเข้มอย่างใกล้ชิด

ชาวนาแห่จำนำยุ้งฉาง ธ.ก.ส. หลังราคาข้าวเปลือกในประเทศดิ่งต่อเนื่อง เหตุผู้ส่งออก-โรงสีหมดกำลังซื้อ รัฐ-เอกชนแบกสต๊อกกว่า 10 ล้านตัน คาดผลผลิตข้าวในประเทศเพิ่มเป็น 25 ล้านตัน ผู้ซื้อข้าวหอมมะลิต่อรองราคาล่วงหน้าลดลงอีก 50 เหรียญ

แม้รัฐบาลจะประกาศโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี 2559/2560 ด้วยการใช้กลไกของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รับจำนำยุ้งฉาง แบ่งเป็น ข้าวเปลือกหอมมะลิ รับจำนำ 9,500 บาท/ตัน +2,000 บาท/ตัน (เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว/ปรับปรุงคุณภาพข้าว) +1,500 บาท/ตัน (เงินค่าขึ้นยุ้ง) รวม 13,000 บาท/ตัน, ข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้นไม่เกิน 15%) รับจำนำ 7,000 บาท/ตัน +2,000 บาท/ตัน +1,500 บาท/ตัน รวม 10,500 บาท/ตัน และข้าวเปลือกปทุมธานี 1 (ความชื้นไม่เกิน 15%) รับจำนำ 7,800 บาท/ตัน +2,000 บาท/ตัน +1,500 บาท/ตัน รวม 11,300 บาท/ตัน วงเงินประมาณ 38,040 ล้านบาท

แต่ราคาข้าวเปลือกตลาดภายในประเทศก็ยังไม่ขยับขึ้น และมีแนวโน้มที่ราคาจะตกลงไปจากปัจจุบันอีก ขณะที่ปริมาณรับจำนำยุ้งฉางของ ธ.ก.ส. มีเป้าการรับจำนำอยู่เพียง 3 ล้านตัน (ข้าวเปลือกหอมมะลิ 2 ล้านตัน-ข้าวเปลือกเจ้า/ปทุมธานี 1 ล้านตัน) คิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตข้าวนาปี 2559/2560 ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 25 ล้านตัน ส่งผลให้ชาวนาไม่มีทางเลือกและพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี มากเป็นประวัติการณ์

ราคาข้าวรูดตกต่อเนื่อง

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการโรงสีข้าวกล่าวว่าแม้รัฐบาลจะกำหนดมาตรการต่าง ๆ ออกมาดูแลราคาข้าวเปลือกนาปี 2559/2560 แต่สถานการณ์ราคาข้าวสารที่ผู้ส่งออกแจ้งซื้อข้าวสารจากโรงสีล่าสุดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 ได้ปรับลดลงอีกรอบ โดยข้าวขาว 5% เหลือตันละ 10,800 บาท หรือลดลงตันละ 200 บาท จากเดิมที่ราคาตันละ 11,000 บาท ขณะที่ราคาปลายข้าว-รำข้าวก็ลดลงตาม ส่งผลให้ราคาข้าวขาว 5% (ข้าวต้น) ห่างจากราคาปลายข้าวตันละ 30-40 บาท จากปกติต้องห่างกันตันละ 100-200 บาท “ผมว่าน่าเป็นห่วงมาก หากคำนวณราคากลับไปเป็นข้าวเปลือก (เกี่ยวสด) ขณะนี้จะอยู่ที่ตันละแค่ 4,600 บาทเท่านั้น” แหล่งข่าวกล่าว

ด้าน ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวของรัฐบาลในขณะนี้ไม่สามารถยกระดับราคาข้าวภายในประเทศได้ เนื่องจากทั้งโรงสีและผู้ส่งออก “ต่างก็ไม่มีกำลังซื้อ” เพราะยังมีภาระสต๊อกข้าวเก่าที่ค้างเหลือจากการผลิตในปี 2558/2559 อยู่ในมืออีกประมาณ 2 ล้านตันข้าวเปลือก แต่ระบายออกไปไม่ได้ เนื่องจากภาวะตลาดข้าวสารเก่าค่อนข้างชะลอตัว โดยราคาข้าวเก่ากับราคาข้าวใหม่ห่างกันแค่ตันละ 1,750 บาท (ประมาณ 50 เหรียญสหรัฐ/ตัน) จากปกติที่จะมีความห่างกันประมาณ 3,500 บาท (100 เหรียญ/ตัน)

“ตลาดข้าวเก่าหลักคือ ตลาดในประเทศ ซึ่งเดิมมีน้ำหนักประมาณ 50% หรือปีละ 9 ล้านตัน แต่ช่วงหลังคนนิยมบริโภคข้าวลดลงจึงเหลือเพียง 7-8 ล้านตัน ขณะที่ตลาดส่งออกที่นิยมข้าวเก่ามีแค่สิงคโปร์ มาเลเซียบางส่วน และตะวันออกกลางเท่านั้น” ร.ต.ท.เจริญกล่าว

ขณะที่ซัพพลายข้าวเปลือกใหม่ออกสู่ตลาดพอดี ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจผลผลิตข้าวเปลือกปี 2559/2560 ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 10-12 พฤศจิกายน 2559 พบว่า ชาวนาทั้งประเทศเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวเป็น 58.4 ล้านไร่ หรือเพิ่ม 0.64% ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกทั่วประเทศล่าสุดคาดว่า จะมีประมาณ 25.4 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 4.51% เพิ่มขึ้นจากตัวเลขประมาณการที่ใช้ในการกำหนดโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.) ที่ปริมาณ 24.97 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 500,000 ตัน

“ผลผลิตข้าวหอมมะลิปีนี้เพิ่มขึ้นถึง 9.5 ล้านตัน จากปกติประมาณ 7 ล้านตัน ซึ่งจะออกมากที่สุดในช่วง 3 สัปดาห์ต่อจากนี้ ยังไม่นับรวมสต๊อกข้าวเก่าของรัฐบาลอีก 8.4 ล้านตัน ประกอบกับมาตรการที่รัฐบาลออกมาก็ล่าช้า ควรประกาศตั้งแต่เดือนตุลาคม แต่มาเริ่มดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน อีกทั้งยังมีการเทขายข้าวจากสต๊อกโครงการชะลอการขาย (ยุ้งฉาง) ของ ธ.ก.ส.ปีก่อนก็เพิ่งมาปล่อยระบายเมื่อเดือนตุลาคม ราคาแค่ตันละ 7,000 บาท ชี้นำตลาดเข้าไปอีก เมื่อสถานการณ์ทั้งผลผลิตและราคาเป็นอย่างนี้ ผมคาดว่า ชาวนาจะเข้าร่วมโครงการจำนำยุ้งฉางปีนี้ไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งมีปริมาณ 500,000 ตันแน่นอน” ร.ต.ท.เจริญกล่าว

ล่าสุด ร.ต.ท.เจริญกล่าวว่า ผู้ส่งออกที่ไปรับออร์เดอร์ล่วงหน้าไว้ก่อนกำลังประสบปัญหา ขณะนี้ผู้ซื้อได้เจรจาขอลดราคาจากที่เคยตกลงกันไว้เมื่อ 1-2 เดือนก่อนลงอีก 40-50 เหรียญ หากไม่ลดราคาลง อาจจะเกิดความเสี่ยงที่ผู้ซื้อจะขยายระยะเวลาการชำระเงินจาก 45 วัน ออกไปเป็น 120 วัน หรือบางรายอาจถูกทิ้งออร์เดอร์เลย เพราะผู้ส่งออกข้าวส่วนใหญ่ 95% ไม่นิยมเปิด L/C “ปีนี้สมาคมประเมินว่า ไทยจะส่งออกข้าวได้ประมาณ 9.2-9.5 ล้านตัน แต่จะเป็นผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 2 รองจากอินเดีย ซึ่งมีการส่งออกได้ปริมาณ 10 ล้านตัน ส่วนสต๊อกข้าวโลกปีนี้จะสูงเป็นประวัติการณ์ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 120 ล้านตัน จากปี 2001 อยู่ที่ระดับ 146.5 ล้านตัน”

แห่จำนำยุ้งฉางหอมมะลิ

นางบุญเกิด ภานนท์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า สมาชิกของสหกรณ์จะนำข้าวมาเข้าสหกรณ์เพื่อเข้าโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีกับ ธ.ก.ส. โดยโครงการนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากราคาข้าวเปลือกในตลาดกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต ประกอบกับรัฐบาลยังช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวข้าว กับค่าขึ้นยุ้งฉาง รวมกันอีกตันละ 3,500 บาท (2,000+1,500 บาท) ตรงนี้จะสร้างแรงจูงใจ ทำให้ชาวนานำข้าวออกมาตากและต้องรักษาคุณภาพให้ดีที่สุด คาดว่าจะมีข้าวเปลือกผ่านสหกรณ์เข้าจำนำยุ้งฉางกับ ธ.ก.ส. ประมาณ 30,000 ตัน

ขณะที่ นางปาณชญา บวชสันเทียะ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ชาวนาในพื้นที่สนใจเข้าร่วมโครงการมากถึงร้อยละ 60-70% ส่วนที่เหลือนั้นส่วนใหญ่มีพื้นที่ยุ้งฉางเก็บน้อย และเป็นการเก็บในปริมาณไม่มาก คาดว่าจะมีข้าวเปลือกหอมมะลิเข้าร่วมโครงการ ประมาณ 20,000 ตัน “ธ.ก.ส.จะรับจำนำข้าว 9,500 บาท/ตัน ทางสหกรณ์ก็จะให้สมาชิกเพิ่มอีก 500 บาท เป็น 10,000 บาท เพราะสหกรณ์ได้ค่าเช่าหรือฝากเก็บอยู่แล้ว 1,500 บาท แบ่งเป็นเบิกจ่ายครั้งแรก 1,000 บาท และไถ่ถอนอีก 500 บาท เพื่อเป็นการสนับสนุนสมาชิก การจำนำยุ้งฉางเป็นโครงการที่ดีมาก เพื่อจะได้ชะลอไม่ให้ข้าวออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก” นางปาณชญากล่าว

รัฐช่วยหมดไม่เฉพาะ 3 ล้านราย

ด้านนายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 2559/2560 มีเป้าหมายรับจำนำข้าวยุ้งฉางรวม 3 ล้านตัน โดยข้าวที่จะร่วมโครงการจะต้องมีความชื้นไม่เกิน 15% และที่สำคัญจะต้องมียุ้งฉางด้วย “เกษตรกรต้องลดความชื้นเหลือไม่เกิน 15% แต่ข้าวที่ใช้รถเกี่ยวส่วนใหญ่ความชื้นจะอยู่ที่ 20-30% ดังนั้นข้าวที่จะเข้ายุ้งฉางจริง ๆ กรณีข้าวเปลือกเจ้ากับข้าวหอมปทุมอาจจะไม่ถึง 1 ล้านตันก็ได้ เพราะในอดีตก็เคยไม่ถึง ซึ่งเกษตรกรที่ไม่มียุ้งฉางก็สามารถขายในราคาตลาด แล้วก็จะได้รับเงิน 2,000 บาทต่อตัน” นายสมศักดิ์กล่าว

ขณะที่ นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกมีเป้าหมายให้เก็บข้าวเข้ายุ้งฉางที่ 3 ล้านตัน เป็นจำนวนเกษตรกรกว่า 3 ล้านราย แต่ตามมาตรการแล้ว รัฐบาลช่วยชาวนาทุกรายที่ปลูกข้าวหอมมะลิ ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวหอมปทุม โดยเกษตรกรที่ไม่มียุ้งฉางก็จะสามารถขายข้าวไปตามราคาตลาด แล้วขอรับความช่วยเหลือในส่วนที่เป็นค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวได้ 2,000 บาท/ตันได้ ซึ่งกรณีนี้ ครม.กำหนดเพดานการจ่ายเงินช่วยเหลือไว้ ไม่เกินรายละ 12,000 บาท

สำหรับการจ่ายค่าเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับชนิดข้าว ถ้าเป็นหอมมะลิที่ผลผลิตน้อยจะได้ 800 บาท/ไร่ รายละไม่เกิน 15 ไร่ เพดานจ่ายไม่เกิน 12,000 บาท/ราย แต่ถ้าเป็นข้าวเปลือกเจ้าจะได้ 1,000 บาท/ไร่ รายละไม่เกิน 12 ไร่ และกรณีข้าวหอมปทุมจะได้ 1,200 บาท/ไร่ รายละไม่เกิน 10 ไร่ เพดานไม่เกิน 12,000 บาท/รายเช่นเดียวกัน

“คนที่มียุ้งฉางก็ทำตามข้อกำหนด คือเกี่ยวเสร็จก็ตากให้ความชื้นไม่เกิน 15% เก็บเข้ายุ้งฉางแล้วก็ประสานเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส.ไปตรวจสอบเพื่อจ่ายสินเชื่อให้ ส่วนคนไม่มียุ้งฉางก็อาจจะขอเช่าฉางจากผู้ประกอบการข้าว หรือฉางของสหกรณ์ก็ได้ หรือถ้าไม่มีเลยก็ขายข้าวไปตามราคาตลาด โดยรัฐจะช่วยค่าเก็บเกี่ยว โครงการทั้งหมดนี้กำหนดเริ่มไว้ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตามนโยบายก็คือไม่ให้มีการแทรกแซงกลไกตลาด จึงออกมาที่การกำหนดราคาแบบนี้ ขณะเดียวกันก็มีการใช้หลาย ๆ มาตรการเพื่อทำให้กลไกตลาดทำงานได้ดีขึ้น” นายสุพัฒน์กล่าว

สรรพากรลุยเก็บข้อมูลโรงสี

แหล่งข่าวจากกรมสรรพากรเปิดเผยว่า นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ได้ทำหนังสือลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 แจ้งสรรพากรภาค และสรรพากรพื้นที่ทั่วประเทศ เรื่องขอให้ออกตรวจแนะนำเพื่อรวบรวมข้อมูลการจัดซื้อข้าวเปลือกของผู้ประกอบการโรงสีในท้องที่ที่รับผิดชอบทั้งปริมาณและราคารับซื้อข้าวเปลือก รวมถึงต้นทุนและราคาจำหน่ายข้าวของผู้ประกอบการโรงสีข้าว ตั้งแต่ต้นฤดูกาลผลิตปี 2559/2560 หรือตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป โดยให้รายงานผลต่ออธิบดีกรมสรรพากร ภายในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้′′

ในรอบปีที่ผ่านมา ปัญหาการรุกล้ำที่สาธารณะกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง รวมถึงความพยายามดำเนินการจัดระเบียบของรัฐบาล ไม่ว่าจะบนทางเท้า ย่านการค้าจุดจอดรถโดยสารต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์ได้อย่างทั่วถึงและถูกต้องตามวัตถุประสงค์

เช่นเดียวกับ”คลองสาธารณะ”ของกรมชลประทานก็เป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายที่ถูกรุกล้ำมานาน ทั้งการสร้างสิ่งปลูกสร้างกีดขวางทางน้ำ ส่งผลต่อคุณภาพน้ำ และประสิทธิภาพในการระบายน้ำ กลายเป็นปัญหาใหญ่ของการบริหารจัดการน้ำของไทย

โดยเฉพาะบริเวณ “คลอง 1” คลองชลประทานในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี 1 ใน 13 คลองระบายน้ำหลักของจังหวัดปทุมธานี ที่ถูกรุกล้ำอย่างหนักจากความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจและการขยายตัวของชุมชน จึงเป็นที่มาของ “ปทุมธานีโมเดล” เพื่อจัดระเบียบตลอดแนวความยาว 20 กิโลเมตร ของคลองส่งน้ำแห่งนี้

1,600 รายบุกรุกคลองหนึ่ง

“พิสิษฐ์ พิบูลย์สิริ” ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา หนึ่งในเแม่งานที่ดูแลโครงการปทุมธานีโมเดล กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การรุกคลองสาธารณะของกรมชลประทานนั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่เดิมเป็นวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงเป็นเส้นทางการคมนาคมทางน้ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อความเจริญเข้ามา โดยเฉพาะในพื้นที่ปริมณฑลอย่าง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีตลาดขนาดใหญ่ สถาบันการศึกษา โรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นจำนวนมาก ส่งผลให้การรุกล้ำลำคลองหนักหนายิ่งขึ้น

โดยบริเวณแนวคลอง 1 ซึ่งอยู่ติดกับตลาดไท มีผู้ใช้แรงงาน ผู้มีรายได้น้อยเข้ามาก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง จากผลสำรวจล่าสุดปี 2559 พบว่ามีผู้บุกรุกกว่า 16 ชุมชน จำนวนกว่า 1,433 ครัวเรือนส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำและสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดวัชพืช การขุดลอกแหล่งน้ำลำคลอง น้ำเสีย กระทั่งขยะมูลฝอยจากครัวเรือนที่มีผลต่อเครื่องสูบน้ำต่าง ๆ ผลเสียของการรุกล้ำลำคลองปรากฏชัดเจนในปี 2554 ที่เกิดปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล การระบายน้ำในพื้นที่ อำเภอคลองหลวงและธัญบุรีทำได้ลำบาก

“ตอนนี้รูปแบบการรุกล้ำเปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นการรุกล้ำจากที่ดินของตนเอง ก็มีการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนเข้ามาในคลองชลประทาน หลายคนสร้างบ้านง่าย ๆ ด้วยไม้และสังกะสี เพียงแค่ 2-3 สัปดาห์ก็เสร็จเรียบร้อย บางรายถึงขั้นทำเป็นบ้านเช่า ให้แรงงานต่างด้าวมาเช่าบ้าน อีกส่วนคือผู้ที่มีที่ดินติดคลองที่มาปลูกสิ่งปลูกสร้างเพื่อทำเป็นร้านค้า หารายได้ หาประโยชน์จากทางน้ำสาธารณะ”

ตั้งเป้าย้ายได้ปลายปี′60 “พิสิษฐ์” กล่าวว่า ด้วยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จังหวัดปทุมธานี โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือ จังหวัดปทุมธานี ของกรมชลประทาน สำนักงานเทศบาลเมืองท่าโขลง สำนักงานสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี และสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ ฯลฯ ได้จัดโครงการ “ปทุมธานีโมเดล” ย้ายผู้รุกคลองทั้ง 16 ชุมชน ในเขตเทศบาลตำบลท่าโขลง และคลองหลวง ไปยังพื้นที่ใหม่

สำหรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ จะจัดให้รวมตัวกันในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อผ่อนจ่ายเงินเดือนละประมาณ 1,000 บาท สำหรับเป็นค่าเช่าที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ ซึ่งเป็นอาคารชุดที่ พม.จะดำเนินการก่อสร้างบนพื้นที่ 33 ไร่ บริเวณคลองเชียงรากใหญ่ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ใกล้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต โดยเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้มาตรา 44 ประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวตกเป็นที่ราชพัสดุแล้ว คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2560 และเข้าอยู่ได้จริงประมาณปลายปี 2560

โดยรูปแบบตัวอาคารออกแบบโดยอาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอาคารชุด 2-3 ชั้น ยกพื้นสูง มีห้องขนาด 30 ตารางเมตร และ 45 ตารางเมตร พร้อมทั้งมีการจัดสาธารณูปโภคเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตด้วย อาทิ ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก ดูแลคนชรา ลานกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฟสแรกจะเริ่มย้ายประมาณ 400 หลังคาเรือนก่อน ปัจจุบันมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการประมาณ 1,400 ราย

นอกจากนี้ยังมีแนวทางอื่น ๆ เช่น การเข้าโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ การรวมกลุ่มสหกรณ์ไปซื้อหรือเช่าที่ดินใหม่ของตัวเอง อย่างเช่น ชุมชนแก้วนิมิต ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิม ได้จัดตั้งสหกรณ์บ้านมั่นคงไทยมุสลิมสามัคคี จำกัด เพื่อรวบรวมเงินจากสมาชิกประมาณ 169 ราย 10 ครัวเรือน ซื้อที่ดินจำนวน 5 ไร่ 42 ตารางวา บริเวณใกล้เคียงที่ใกล้กับศาสนสถาน โดยตั้งเป้าสร้างเป็นที่อยู่อาศัยรูปแบบบ้านแถว

ชูต้นแบบนำร่อง 13 คลอง

ทั้งนี้ โครงการปทุมธานีโมเดลจะดำเนินการในพื้นที่คลอง 1 ก่อน และจะขยายผลไปคลองต่าง ๆ ที่มีการรุกล้ำต่อไป ซึ่งจะทำให้คลองชลประทานมีภูมิทัศน์ที่ดูดี ลดปัญหาการระบายน้ำจากการกีดขวาง ปัญหามลพิษทางน้ำ ปัญหาขยะมูลฝอย และการทำกิจกรรมทางน้ำขุดลอกคลองต่าง ๆ

“ตอนนี้ราชการได้พยายามทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งคนที่เข้าโครงการเขาก็จะยังอาศัยอยู่จนกว่าที่พักโครงการใหม่จะสร้างเสร็จ แต่สำหรับคนที่ไม่เข้าโครงการนั้นก็ต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากการบุกรุกที่สาธารณะต่อไป ส่วนการดำเนินการรื้อถอนจะทำหลังจากที่ประชาชนย้ายไปแล้ว โดยจะให้ประชาชนเป็นคนรื้อเอง เพราะเขาเป็นคนสร้าง แต่ถ้าไม่พร้อมเราก็จะดำเนินการให้” ผอ.พิสิษฐ์กล่าว

สะดุดที่ดินเอกชน

“ศราวุธ วงศษ์ศุภลักษณ์” hillchords.com นิติกรโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือ อธิบายเพิ่มเติมว่า กรณีที่ผู้เข้าโครงการและต้องย้ายออกก่อนนั้น ได้มีข้อตกลงเรื่องการสร้างที่อยู่อาศัยชั่วคราวให้กับผู้ที่บุกรุกได้เข้าไปอยู่อาศัยก่อนในลักษณะแคมป์ชั่วคราวบริเวณใกล้ๆกับพื้นที่ชุมชนใหม่ ขณะที่อาคารชุดแห่งใหม่นั้นถือเป็นโครงการเช่าระยะยาว ผู้เช่าไม่มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดดังกล่าว โดยหากมีการเปลี่ยนผู้เช่าต้องแจ้งกับสหกรณ์ก่อนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้ที่ดิน 33 ไร่ จะใช้ ม.44 เปิดทางให้เรียบร้อยแล้ว แต่ขณะนี้ยังติดขัดกับที่ดินของเอกชนในบริเวณใกล้เคียงที่ปัจจุบันยังเป็นที่ว่าง เนื่องจากต้องใช้สะพานสาธารณประโยชน์เป็นทางเข้าโครงการร่วมกัน แต่ที่ดินตั้งแต่สะพานเข้ามาเป็นที่ดินของเอกชน ทางเอกชนจึงยื่นข้อเสนอว่า ขอทำถนนล้อมรอบที่ดินเพื่อความสะดวก แต่ต้องการสร้างเข้ามาในพื้นที่โครงการ ไม่ทำในที่ดินของเอกชนเอง แลกกับการปลูกต้นไม้ ปรับภูมิทัศน์โดยรอบให้สวยงาม ซึ่งตามกฎหมายแล้วไม่สามารถทำได้ เพราะเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาและหาทางเข้าด้านอื่น ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูงกว่าเส้นทางเดิม

การจัดระเบียบรุกล้ำคลองชลประทานตามแนวทาง “ปทุมธานีโมเดล” จะเดินหน้าได้แค่ไหน ต้องจับตากันต่อไป นายโสภณ ธรรมรักษา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านควบคุมการก่อสร้าง) กรมชลประทาน กล่าวระหว่างร่วมกับ นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงาน “สานต่องานพ่อ เติมน้ำเติมชีวิต” งานเดินเครื่องเจาะอุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด-แม่กวง สัญญาที่ 2 โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ ที่บ้านป่าสักงาม ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

นายโสภณ กล่าวว่า โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จะก่อสร้าง 2 ช่วง คือ อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่แตง-แม่งัด ระยะทางตั้งแต่ประตูระบายน้ำแม่ตะมาน ซึ่งกั้นลำน้ำแม่แตง ถึงอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล แบ่งออกเป็น 2 สัญญา สัญญาที่ 1 มีความยาวอุโมงค์ 12.500 กิโลเมตร เริ่มดำเนินการปี 2558 กำหนดแล้วเสร็จปี 2564 ส่วนสัญญาที่ 2 มีความยาวอุโมงค์ 10.476 กิโลเมตร ได้เริ่มขุดเจาะในวันนี้ กำหนดแล้วเสร็จในปี 2562 อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานอาจล่าช้ากว่าแผนเล็กน้อย เนื่องจากช่วงก่อนเริ่มดำเนินการมีปัญหาการขออนุญาตเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และอุทยานแห่งชาติ ประกอบดับการขุดระเบิดอุโมงค์ผ่านหินไม่ดี (Poor Rock) ส่งผลให้ต้องปรับปรุงเสถียรภาพภายในอุโมงค์

“ลุ่มน้ำแม่กวงมีความต้องการน้ำสูงขึ้น ทั้งด้านการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม และการขยายตัวของชุมชนในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน จนเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ 137 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อปี และจะเพิ่มเป็น 173 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อปี ในอีก 20 ปีข้างหน้า จึงต้องเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เฉลี่ยปีละประมาณ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ การเจาะอุโมงค์ส่งน้ำจากลำน้ำแม่แตง (ประตูระบายน้ำแม่ตะมาน) จะส่งน้ำส่วนเกินประมาณ 113 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อปี และน้ำส่วนเกินของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ประมาณ 47 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อปี” นายโสภณ กล่าว และว่า