กรุงเทพฯจับมือ “ปศุสัตว์” เพิ่มความมั่นใจปชช. บริโภคเนื้อสัตว์

ปลอดภัยฉลองเทศกาลตรุษจีนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 ปศุสัตว์ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ สำนักงานเขตมีนบุรี นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการผลิตเนื้อสัตว์ปีก ที่โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ มีนบุรี 2 ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ตามโครงการ “กรุงเทพฯ เมืองอาหารปลอดภัย” และ “ปศุสัตว์ OK” เพิ่มความมั่นใจประชาชนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกปลอดภัย ปลอดโรค ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนปีจอ ด้านซีพีเอฟคาดการจำหน่ายชุดไหว้ตรุษจีนปีนี้โต 10-15% จากความต้องการเพิ่มและการเพิ่มช่องทางการสั่งซื้อที่อำนวยความสะดวกรวดเร็วขึ้น

นายเฉลิมชัย โรจน์นครินทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตมีนบุรี กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนผู้ประกอบการในการผลิตเนื้อสัตว์ต่างเร่งการผลิตเพื่อรองรับความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ปีกที่เพิ่มขึ้น ทำให้ กรุงเทพมหานครจึงมีการตรวจสอบกระบวนการผลิตในช่วงเวลานี้เข้มงวดขึ้น เพื่อดูแลให้สถานประกอบการ และโรงงานแปรรูปอาหารมีกระบวนการผลิตอาหารปลอดภัย ปลอดจากการปนเปื้อนสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภค เป็นไปตามโครงการ “กรุงเทพฯ เมืองอาหารปลอดภัย” โดยสำนักงานเขตมีนบุรีร่วมมือกับปศุสัตว์พื้นที่ ในการตรวจสอบสภาพของโรงงาน สายการผลิต และเจ้าหน้าที่ผลิต ตรวจสอบการปนเปื้อนในเนื้อสัตว์ และกำกับดูแลให้สถานประกอบการดำเนินการผลิตตามมาตรฐานอาหารปลอดภัย เพื่อผู้บริโภคมีความมั่นใจในการเลือกซื้อไก่ไปไหว้เทพเจ้า และบริโภคเฉลิมฉลองในเทศกาลปีใหม่ของคนไทยเชื้อสายจีน

“ผลการตรวจสอบโรงงานแปรรูปไก่ซีพีเอฟมีกระบวนการผลิตอาหารได้มาตรฐานอาหารปลอดภัย สะอาด ถูกหลักอนามัย ชื่นชมที่ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับประชาชนได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยในเทศกาลตรุษจีน” นายเฉลิมชัยกล่าว

ด้านนสพ.สุฤทธิ์ ชัชวาลกิจ ปศุสัตว์พื้นที่กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปศุสัตว์ ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร ให้ความสำคัญกับการผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภค ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรุงเทพมหานคร ที่ต้องการพัฒนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองอาหารปลอดภัย และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยปศุสัตว์พื้นที่กรุงเทพมหานครจะมีการควบคุมและกำกับดูแลในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การเลี้ยงสัตว์ตามมาตรฐานฟาร์มของกรมปศุสัตว์ การเชือด ชำแหละในโรงฆ่าที่ถูกกฎหมาย จนถึงการวางจำหน่ายในสถานที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ แนะประชาชนเลือกซื้อเนื้อสัตว์โดยดูป้ายรับรองความปลอดภัย เช่น สัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK”

“ความร่วมมือระหว่างปศุสัตว์และกรุงเทพมหานครในการควบคุมดูแลการผลิตอาหาร เพื่อประโยชน์ของประชาชน และเชื่อมั่นในการเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้” นสพ.สุฤทธิ์กล่าว

นายธีรยุทร พัชรมณีปกรณ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ของซีพีเอฟ มีคุณภาพและความปลอดภัยตลอดกระบวนการผลิตใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และได้รับมาตรฐานสากลจากสถาบันต่างๆทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ การกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์ปีกสำหรับการไหว้เจ้า โรงงานมีการคัดเลือกและตรวจสอบวัตถุดิบก่อนการผลิตอย่างพิถีพิถัน ให้เป็นไปตามประเพณี มีลักษณะและคุณภาพที่เสริมสร้างสิริมงคล นอกจากนี้ โรงงานของซีพีเอฟทุกแห่งให้ร่วมมือกับภาครัฐในการเข้ามาตรวจสอบกระบวนการผลิตเนื้อไก่ทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกขั้นตอนการผลิตเป็นไปตามมาตรฐานอาหารปลอดภัย

สำหรับเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง มีแนวโน้มว่าคนไทยจับจ่ายซื้ออาหารสำหรับไหว้เจ้า และเฉลิมฉลองในเทศกาลตรุษจีนปีจอมากขึ้น บริษัทฯ ยังได้อำนวยความสะดวกผู้บริโภคยุคใหม่ โดยขยายช่องทางการสั่งจองและซื้อผลิตภัณฑ์ชุดไหว้ตรุษจีนคุณภาพปลอดภัย โดยผู้บริโภคสามารถสั่งจองผ่านทางออนไลน์ ทางโทรศัพท์ ร้าน 7-Eleven ร้านซีพี เฟรชมาร์ท และ Line man ร่วมกับการจำหน่ายผ่านช่องทางค้าแบบเดิม และโมเดิร์นเทรด อย่าง แมกโคร เป็นต้น

“สำหรับตรุษจีนปีนี้ จากความต้องการชุดไหว้มีแนวโน้มเติบโต ประกอบการกลยุทธ์ในการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและความสะดวกในการสั่งซื้อมากขึ้น จึงคาดว่า ยอดจำหน่ายชุดไหว้จะโตจากปีที่แล้ว 10-15% ” นายธีรยุทธกล่าว

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เข้าร่วมประชุมกับผู้แทนกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น ที่กรุงโตเกียว เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางการควบคุมความปลอดภัยในสินค้าข้าวไทยที่ส่งออกไปญี่ปุ่น โดยฝ่ายญี่ปุ่นยินยอมเลื่อนการออกประกาศบังคับฉบับใหม่ที่ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (MRL) ของสารฟอสอีทิล (fosetyl-aluminium) ซึ่งผสมในยาปราบศัตรูพืชปนเปื้อนในสินค้าเกษตรต้องไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (กก.) ออกไปก่อนจากเดิมเตรียมประกาศในราชกิจจานุเบกษาในเดือนมีนาคม และมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคมนี้ ทั้งนี้จะยังคงบังคับใช้ประกาศฉบับเดิมกำหนดสารพิษตกค้างดังกล่าวสูงสุดไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จนกว่าจะหารือและได้ข้อสรุปกับประเทศคู่ค้าที่ได้รับผลกระทบแล้วเสร็จ

“การเจรจาครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จของรัฐบาลไทยและเป็นข่าวดีของอุตสาหกรรมข้าวไทยที่จะมีเวลาหามาตรการรับมือต่อกฎระเบียบใหม่ดังกล่าวที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต” สำหรับสถานการณ์ส่งออกข้าวไทยไปยังญี่ปุ่น ตามข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในปี 2559 ญี่ปุ่นนำเข้าข้าวจากไทย 325,436 ตัน เพิ่มขึ้น 15.15% จากปี 2558 ที่มีปริมาณส่งออก 282,613 ตัน ส่วนปี 2560 ในเดือนมกราคม ญี่ปุ่นนำเข้าข้าวจากไทยปริมาณ 45,728 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2559 อยู่ที่ 33,178 ตัน เพิ่มขึ้น 37.83 %

การยางแห่งประเทศไทย กยท. ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า เดินหน้าโครงการจัดทำแผนที่ และตรวจสอบพื้นที่ปลูกยางพาราทั่วประเทศ เพื่อจัดทำข้อมูลพื้นที่ปลูกยางให้เป็นเอกภาพในทิศทางเดียวกัน ต่อยอดข้อมูลสู่โครงการต่างๆ ในอนาคต

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท. เป็นองค์กรภาครัฐที่มีหน้าที่ในการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบครบวงจร ซึ่งการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบนั้นจำเป็น ต้องเข้าถึงข้อมูลปริมาณพื้นที่ปลูกยางพาราในภาพรวม เพื่อนำไปสู่การคาดการปริมาณผลผลิตยางพาราที่จะออกสู่ตลาด การวางแผนบริหารจัดการวัตถุดิบยาง และการนำข้อมูลพื้นที่ปลูกยางสู่การต่อยอดในโครงการต่างๆ ในอนาคต

ซึ่งปัจจุบัน มีหลายหน่วยงานได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลพื้นที่ปลูกยางพาราทั่วประเทศอยู่หลายหน่วยงาน โดยแต่ละหน่วยงานนั้นมีข้อมูลตัวเลขพื้นที่แตกต่างกัน เนื่องจากมีวิธีการดำเนินการในการสำรวจพื้นที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นโครงการใช้ดาวเทียมในการสำรวจพื้นที่ปลูกยาง จะเป็นการร่วมมือของหลากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานภายใต้กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานภายใต้กระทรวงกลาโหม และผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ต่างๆ ทำให้ได้ข้อมูลพื้นที่ปลูกยางที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และง่ายต่อการบริหารจัดการในอนาคต

ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมในการสำรวจข้อมูลภูมิสารสนเทศ จะเข้ามามีส่วนช่วยในการสำรวจข้อมูลพื้นที่ปลูกยางพาราในประเทศ ด้วยดาวเทียม โดยร่วมกับ กยท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจพื้นที่ปลูกยางจากพื้นที่ตัวอย่าง จำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 จุด กระจายตามสัดส่วนของพื้นที่ปลูกยางพาราในแนวเขตที่ดินของรัฐ ได้แก่ พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ จำนวนไม่น้อยกว่า 850 จุด พื้นที่เขตป่าสงวน อ.อ.ป. ส.ป.ก. จำนวนไม่น้อยกว่า 9,300 จุด และพื้นที่อื่นๆ จำนวนไม่น้อยกว่า 9,850 จุด และมีการจัดกิจกรรมสร้างความเข้าใจในพื้นที่จำนวน 5 ครั้ง

“การร่วมมือกันระหว่าง กยท. จิสด้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์มาใช้เพื่อพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่ปลูกยางพาราอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีดาวเทียม ที่มีความแม่นยำ เพื่อให้ได้ชุดข้อมูลพื้นที่ปลูกยางพาราที่ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และใช้เป็นข้อมูลในการสำรวจพื้นที่ปลูกยางในพื้นที่ที่เหมาะสม การตรวจอายุยาง อายุไม้ยาง การคาดการจำนวนผลผลิต ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการโครงการต่างๆ ของรัฐ ในการช่วยให้ราคายางมีเสถียรภาพ และส่งผลดีต่อทุกภาคส่วนในแวดวงยางพาราในอนาคต” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวเปิดการประชุมวิชาการและปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การวิจัยและพัฒนาสารสกัดกัญชาทางการแพทย์เพื่อการพัฒนาประเทศ” ซึ่งจัดโดยองค์การเภสัชกรรม(อภ.) ร่วมกับหน่วยงานวิจัย และนักวิจัยที่สนใจเรื่องนี้เข้าร่วมมากมาย ว่า ประเทศไทยมีพืชยาเสพติดหลายตัวที่มีทั้งคุณประโยชน์ และความเป็นโทษ สามารถนำไปวิจัยต่อยอดองค์ความรู้ได้ อย่างเช่น กัญชง และกัญชา เป็นต้น ซึ่ง อะไรที่เป็นประโยชน์รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอยู่แล้ว แต่ก็ต้องมีการศึกษาวิจัยตามหลักวิชาการ ให้ได้องค์ความรู้ เกิดเป็นเทคโนโลยี นำสู่การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะทำได้สำเร็จ

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า เรื่องกัญชานั้นตนติดใจมานานว่าเมื่อไหร่จะมีการสังคายนา มีการศึกษาวิจัยทางวิชาการ วันนี้ในการประชุมวิชาการที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเดินหน้าสู่การวิจัย คือเป็นการตั้งต้นที่ดี หากสำเร็จน่าจะช่วยลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศได้เยอะ เพราะปัจจุบันมีการนำเข้ายาจากต่างประเทศในภาพรวมปีละกว่า 1.6 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามจะต้องวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน จะทำอะไร 1,2,3,4 สิ่งสำคัญคือในการทำงานต้องชี้ให้ชัด 2-3 มาตรการ คือ 1.มาตรการการวิจัย 2. มาตรการควบคุมกัญชาตั้งแต่พื้นที่ปลูก การเก็บไปวิจัย การทำวิจัยในห้องแลปต่างๆ ไม่ให้มีการเล็ดลอดออกไป และ 3.มาตรการทางกฎหมาย ที่อยู่ระหว่างการปรับแก้เพื่อรองรับการศึกษาวิจัยอยู่ในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกา นอกจากนี้ ขอย้ำการหาแนวทางป้องกันการนำไปเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดชนิดอื่นๆ ด้วย เหมือนก่อนหน้านี้ที่มีการเอายาแก้ไข กาว ไปเป็นสารตั้งต้น

เมื่อถามถึงพื้นที่เพาะปลูกกัญชาจะเริ่มเดินหน้าได้เมื่อไหร่ พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า เรื่องพื้นที่เพาะปลูกที่มีการออกมาพูดก่อนหน้านี้นั้น ยังไม่ได้เป็นข้อสรุป เป็นเพียงข้อเสนอหนึ่งเท่านั้นที่อาจจะไม่สอดรับช่วงเวลา เพราะมาตรการต่างๆ ยังไม่ชัดเจน ตอนนี้ยังไม่ได้มีการพูดถึงการเพาะปลูกเลย การประชุมวันนี้ก็จะไม่มีการพูด หรือเสนอเรื่องนี้ ส่วนกระแสข่าวว่าจะมีการลงพื้นที่ดูพื้นที่เตรียมการเพาะปลูกในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นั้นตนไม่แน่ใจ แต่ก็ไม่น่าจะมี

เมื่อถามต่อว่าความล่าช้าจะทำให้เสียโอกาสหรือไม่ พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็ผ่านมากี่ปีแล้ว ถามว่าถ้าจะช้าไปอีก 3-4 เดือน ดีกว่าเสี่ยงทำอะไรตอนนี้ ดังนั้นต้องรอบคอบ

ด้าน ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ตอนนี้มีบางหน่วยงานที่ขออนุญาตศึกษาวิจัยการใช้ประโยชน์จากกัญชาไปแล้ว ส่วนการประชุมครั้งนี้มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา จากนั้นจะสรุปข้อเสนอแนะว่าจะมีการเดินหน้าศึกษาวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์จากกัญชาอย่างไรบ้าง เบื้องต้นมีการใช้กัญชาทางการแพทย์ในหลายๆ ประเทศ ในบางกลุ่มโรคแล้ว อาทิ ใช้เพื่อการลดปวดจากการรักษาโรคมะเร็ง โรคพาร์กินสัน เป็นต้น

ในมุม “สมาคมการค้าพืชไร่” มองว่ารอบหลายสิบปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเติบโตสูงมาก แต่การผลิตข้าวโพดของเกษตรกรไทยกลับมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าหลายประเทศ ส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขัน

ภาครัฐจำเป็นต้องมีการปกป้องการนำเข้าสินค้าเกษตร เช่น เนื้อไก่ หมู ไข่ ข้าวโพด และอื่น ๆ รวมถึงผลผลิตทางการเกษตรทดแทน เช่น ข้าวสาลี กากข้าวโพด (DDGS) รำข้าวสาลี ที่อาจเข้ามาทุ่มตลาด ทำลายโอกาสทางอาชีพของเกษตรกรไทย เพื่อให้อยู่รอดภายใต้ภาวะค่าครองชีพที่สูง

ต่อมาปี 2550 กลับมีการลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรทดแทนสำหรับใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ลง โดยเฉพาะภาษีนำเข้าข้าวสาลี จากเดิม 27% เหลือ 0% ทำให้ในปี 2558-ถึงต้นปี 2560 เกษตรกรไทยผู้ปลูกข้าวโพดได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน เกิดกลไกการค้าที่เบี่ยงเบน จากการลดการใช้ข้าวโพดในการผลิตอาหารสัตว์ แล้วเพิ่มการใช้ข้าวสาลีมาทดแทนจนทำให้เกษตรกรขายข้าวโพดและมันสำปะหลังราคาตกต่ำลง

ต่อมา ปลายปี 2559 ภาครัฐได้มีมาตรการปกป้องช่วยเหลือเกษตรกร โดยมีการกำหนดมาตรการ 3 : 1 โดยผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องใช้ข้าวโพดไทย 3 ส่วน จึงมีสิทธินำเข้าข้าวสาลีมาใช้ได้ 1 ส่วน ทำให้ฤดูกาลปัจจุบันทำให้ราคาข้าวโพด มันสำปะหลัง ฟื้นตัวมากในปลายปี 2560 เกษตรกรผู้ปลูกมีรายได้ดีขึ้น

ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์พยายามร้องให้รัฐยกเลิกมาตรการ 3 : 1 เพื่อนำเข้าข้าวสาลีมามากขึ้น โดยอ้างว่าผู้เลี้ยงหมู ไก่ ขาดทุนจากราคาตกต่ำ แต่ต้นทุนวัตถุดิบราคาสูง ทั้งที่สาเหตุเกิดจาก 2-3 ฤดูกาลเลี้ยงก่อนหน้าราคาเนื้อหมู ไก่ เนื้อ และไก่ไข่ ราคาสูง สร้างกำไรให้กับผู้เลี้ยงมาก ทำให้ธุรกิจเลี้ยงสัตว์ขนาดกลางถึงใหญ่เพิ่มปริมาณการเลี้ยงกันมากจนเกินอุปทานส่วนเกิน การเรียกร้องนี้เหมาะสมมากน้อยเพียงไร เพราะเป็นการพยายามให้ภาครัฐยกเลิกการปกป้องอาชีพหนึ่งของเกษตรกรไทย
ขณะที่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรและไก่ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการนำเข้าเนื้อหมูและเนื้อไก่จากต่างชาติ เพื่อให้รัฐยังคงมาตรการปกป้องผู้เลี้ยงหมูและไก่ไทย แต่วันนี้กลุ่มบางสมาคมกลับมีการเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการปกป้องผู้ปลูกพืชไทย

สมาคมการค้าพืชไร่ไม่ได้คัดค้านการนำเข้าข้าวสาลีเท่าที่จำเป็น สนับสนุนให้นำเข้าเพื่อให้เกิดความสมดุลในการอยู่รอดของผู้ปลูกพืชไร่และผู้เลี้ยงสัตว์ไทยร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโต

เมื่อมีการเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการ 3 : 1 ก่อนยกเลิกควรมีมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าข้าวสาลี 27% มารองรับดังเดิม โดยมาตรการนี้ผู้เลี้ยงสัตว์ส่งออกสามารถขอคืนภาษีนำเข้าตามมาตรา 19 ทวิได้

ส่วนข้าวสาลีที่นำมาผลิตเป็นอาหารส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีข้อตกลงเอฟทีเอกับไทยอยู่แล้ว นอกจากนี้ ควรคิดภาษีนำเข้ากากข้าวโพด (DDGS) และวัตถุดิบอาหารสัตว์ เท่ากับก่อนมีการลดภาษีวัตถุดิบเหล่านั้น

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2560 กรมการค้าภายในเคยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมหารือการกำหนดอัตราอากรข้าวสาลีเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว แต่ยังไม่มีการกำหนดการนำเข้าให้คณะผู้มีอำนาจพิจารณา จึงร้องขอภาครัฐช่วยเร่งแก้ปัญหากลับมาใช้อัตราอากรนำเข้าข้าวสาลีและวัตถุดิบอาหารสัตว์ทดแทนจากต่างประเทศให้เร็วขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยรวม

รวมทั้งขอความอนุเคราะห์จากผู้ผลิตอาหารสัตว์เห็นใจช่วยกันใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรไทยให้มากขึ้น เพราะอาหารสัตว์ไทยส่วนใหญ่ขายให้คนไทยมากกว่าคนต่างประเทศ มาช่วยกันสร้างโอกาสให้เกษตรกรไทยเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรและประเทศชาติของเรา

ฝันเป็นจริง เมื่อสองพิธีกรหน้าใสอย่าง มิว ลักษณ์นารา และ อาย กมลเนตร ผู้ที่ชื่นชอบขนมเบเกอรี่สไตล์ญี่ปุ่นเป็นชีวิตจิตใจ ได้ไปเรียน ไปรู้ ไปชม ไปชิม ไปฟิน กับขนมหวานหลากหลายเมืองของประเทศญี่ปุ่น และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมายังได้บุกถึงครัวของเชฟสึจิงุจิและเชฟนากาตะ ปาติซิเย่ฝีมือระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น ไปชมลีลาและฝีมือขั้นเทพแบบประชิดติดตัวในการทำสุดยอดเมนูของทั้งสองเชฟอย่าง “ชอร์ตเค้กสตรอว์เบอร์รี เค้กช็อกโกแลต ทาร์ตผลไม้รวม และคาราเมลโรลเค้ก” ทำเอาสองสาวมิวและอายสุดตื่นเต้นและแสนประทับใจที่ได้เห็นขั้นตอนในการทำอย่างพิถีพิถัน ในสัปดาห์นี้ถึงคราวสองสาวเริ่มเรียนและขออาสาโชว์ฝีมือเพื่อพิสูจน์ความตั้งใจหลังจากฝ่าฟันภารกิจต่างๆมามากมาย

เปิดฉากความหวานที่ครัวของเชฟสึจิงุจิและเชฟนากาตะ สถานที่ๆสองสาวปฏิบัติภารกิจการทำขนมหวานในครั้งนี้ โดยมีทั้งสองเชฟคอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆทุกขั้นตอน เริ่มที่เมนูแรกด้วย ชอร์ตเค้กสตรอว์เบอร์รี เมนูสุดฟินที่หวานฉ่ำไปด้วยผลสตรอว์เบอร์รี่สดๆ เริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักกับส่วนผสมต่างๆในการทำขนมเมนูนี้ ต่อด้วยการโชว์ฝีมือในทำขนมแต่ละขั้นตอนที่สองสาวบอกไม่ง่ายเลย ไม่ว่าจะการบรรจงปาดครีมสดลงบนหน้าเค้กให้เนียนเรียบ สวยงามตามแบบฉบับเชฟ แต่สองสาวก็ได้เทคนิคเล็กๆในการปาดครีมอย่างมืออาชีพจากเชฟ

หรือว่าจะเป็นการหั่นสตรอว์เบอร์รีเพื่อใช้ในการตกแต่งหน้าเค้กให้ออกมาเป็นชิ้นสวยๆ ตามด้วยการทำ คาราเมลโรลเค้ก อีกหนึ่งเมนูขนมหวานที่สองสาวแสดงความพยายามและความตั้งใจจนผลงานออกมาดีเกินคาด งานนี้สองเชฟเอ่ยปากชื่นชมจนสองสาวยิ้มแก้มปริ ต่อด้วยอีกเมนูสุดน่าหม่ำกับ ชูครีม ซึ่งเชฟใจดีถ่ายทอดการทำชูครีมสไตล์ญี่ปุ่นให้สองสาวได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผสมแป้ง ลองบีบแป้งชู การตกแต่งต่างๆ ปิดท้ายด้วยการชมฝีมือรังสรรค์หน้าตาชูครีมสุดยั่วน้ำลายไม่ซ้ำใครหลากหลายสไตล์จากสองเชฟ ที่เห็นแล้วต้องทึ่งในความเป็นปาติซิเย่ฝีมือระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น ก่อนที่จะให้สองสาวลองทำชูครีมในแบบฉบับของตัวเอง

ติดตามมิวและอายสองสาวพิธีกรสุดคาวาอี้ พาเกาะติดทุกเรื่องราวของขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่น ในรายการ “Japan Sweets ภารกิจพิชิตหวาน” เสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561นี้ เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ทางช่อง 28 (3SD)

โปรเจคหนองโพ ๙ ตามพระราชปณิธาน สานต่ออาชีพที่พ่อให้ ขอเชิดชูบุคคลที่ทำความดีเพื่อสังคม และน้อมนำหลักคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

แพร พิมพ์ลดา ไชยฟรีชาวิทย์ พิธีกรสาว ลงพื้นที่ไปยัง จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อพาทุกคนไปรู้จักกับอีกหนึ่งกลุ่มที่ทำความดีเพื่อสังคมนั่นก็คือ “พยาบาลไร้หมวก” ที่ได้ใช้เวลาว่างจากการทำงาน โดยใช้วิชาอาชีพของตน มาใช้เพื่อคนอื่น ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของใช้ต่างๆ หรืออาหาร

จากหนึ่งคนจนปัจจุบันกลายเป็นกลุ่มจิตอาสา และเกิดโครงการที่มีชื่อว่า “หนึ่งชีวิตหนึ่งตำบลคนภาชี” โดยมีจุดประสงค์สร้างเป็นเครือข่ายขึ้น เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของคนในโรงพยาบาลให้เห็นคุณค่าของเพื่อนมนุษย์มากขึ้น

ติดตามเรื่องราวของบุคลลที่ทำความดี ในช่วงหนองโพ ๙ ตามพระราชปณิธาน สานต่ออาชีพที่พ่อให้ วันเสาร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 ตั้งแต่เวลา 17:00 น. เป็นต้นไป (ช่วงหนึ่งของรายการสมุดโคจร On The Way) ทางช่อง 28 (3SD)

เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครราชสีมารายงานว่า ที่บริเวณริมถ.สายประทาย-พุทไธสง ต.นางรำ อ.ประทาย พบว่ามีชาวบ้านนำลูกตาลแกะใส่ถุงวางขายเป็นจำนวนมากบริเวณสองข้างทาง โดยจากการสอบถามนายสมาน แทนสีทา อายุ 42 ปี ชาวบ้านในต.นางรำ อ.ประทาย ได้ทราบว่าชาวนาได้ไปเก็บลูกตาลมาจากทุ่งนา โดยนำลูกตาล มาใช้มีดผ่าแกะเอาเฉพาะลูกตาลสดที่อยู่ข้างใน นำมาใส่ถุงวางขาย โดยขายในราคาถุงละ 20 บาท

โดยแต่ละวันชาวนาจะแกะลูกตาลได้วันละ 40-50 ถุง ทำให้มีรายได้เฉลี่ยจากการแกะลูกตาล ขายวันละ 500-1,000 บาท บางวันลูกตาลก็มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า เนื่องจากในช่วงนี้ลูกตาลตามทุ่งนาเพิ่งออกผลจึงมีปริมาณน้อย โดยปกติแล้วลูกตาลจะออกผลมากในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากลูกตาลที่ออกลูกในช่วงนี้ มีรสชาติหวานอร่อย จึงเป็นที่ต้องการของตลาดและประชนชนที่สัญจรไปมาบริเวณถนนสายดังกล่าว ทำให้ชาวบ้านในอ.ประทายมีรายได้เสริมจากการเก็บลูกตาลขายในช่วงนี้เป็นอย่างดี

นายกฤษณะ แก้วธำรงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ เปิดเผยว่า ทีมนักแกะสลักหิมะจากประเทศไทย คว้าแชมป์ชนะเลิศการประกวดในการแข่งขัน เทศกาลหิมะ Sapporo Snow Festival ครั้งที่ 69 และงานประกวดแข่งขัน International Snow Sculpture ครั้งที่ 45 ณ สวนโอโดริ เมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

เป็นงานเทศกาลหิมะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และจะมีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเข้าร่วมชมงานกว่า 2 ล้านคน บนพื้นที่กว่า 1.5 ตารางกิโลเมตร โดยกิจกรรมเด่นภายในงานคือ งานประกวดแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ ซึ่งเริ่มจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2517 โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดส่งทีมแกะสลักหิมะจากประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันมาทั้งสิ้น 20 ครั้ง เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 และปีนี้เป็นครั้งที่ 21

ทีมนักแกะสลักหิมะจากประเทศไทย คว้าแชมป์ชนะเลิศการประกวดในการแข่งขัน ภายใต้แนวคิด “ไก่ชน” ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงที่ผูกพันกับสังคมไทยมาทุกชนชั้นตั้งแต่สมัยโบราณ โดยทีมนักแกะสลักหิมะไทย ทั้ง 3 คน ได้แก่ นายกุศล บุญกอบส่งเสริม จากโรงแรมแชง – กรีล่า นายอำนวย ศรีสุข จากโรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ และนายกฤษณะ วงศ์เทศ นักแกะสลักอิสระ ซึ่งการชนะการแข่งขันในครั้งนี้สร้างการรับรู้ถึงความสามารถของนักแกะจากประเทศไทย รวมถึงได้เป็นการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ของประเทศไทยแก่นักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมชมงาน รวมทั้งผลงานที่ชนะเลิศการประกวดในครั้งนี้จะแสดงโชว์ไปจนจบการจัดงาน

การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 8 กุมภาพันธ์ 2561 ณ บริเวณ iInternational Square บริเวณสวนสาธารณะโอโดริ โดยมีทีมเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 12 ทีม จากประเทศ Australia, Daejeon Metropolitan City (Korea), Finland, Hawaii, Indonesia, Macao, Poland, Portland (United States of America), China, Singapore, Thailand, USA

เชียงใหม่ – นางนวอร เดชสุวรรณ์ ผู้อำนวยการอาวุโสธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือไตรมาส 4 ปี 2560 ว่า มีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป รายได้เกษตรกรขยายตัวจากด้านผลผลิต ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรปรับดีขึ้น ผลผลิตaอุตสาหกรรมปรับลดลงสู่ระดับปกติ หลังจากหดตัวเนื่องจากการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เร่งผลิตไปในไตรมาสก่อน ขณะที่ผลผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จึงลดการผลิตในไตรมาสนี้ ส่วนการผลิตเพื่อส่งออกขยายตัวได้ตามอุปสงค์ต่างประเทศ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวปรับดีขึ้นต่อเนื่องในกลุ่มจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนและสัญชาติอื่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของเศรษฐกิจ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนยังไม่กระจายตัว โดยจำกัดการขยายตัวเฉพาะสินค้าหมวดยานยนต์ การลงทุนภาคเอกชนยังทรงตัวเช่นไตรมาสก่อน ขณะที่การส่งออกลดลง โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าผ่านด่านชายแดนลดลง

ปัจจัยสนับสนุนและความท้าทายในระยะต่อไปของเศรษฐกิจภาคเหนือ โดยปัจจัยสนับสนุนคือ การท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มดี และผลผลิตเกษตรสำคัญเพิ่มขึ้น จากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ส่วนความท้าทายคือ การผลักดัน Mega Project จากภาครัฐให้เป็นรูปธรรม อาทิ การสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ของเชียงใหม่ หรือรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น และราคาสินค้าเกษตร รวมถึงภาระหนี้ครัวเรือนเกษตร