กลายเป็นประเด็น รู้ไว้..ภัยใกล้ตัว น้ำปลา-ผักผลไม้ ไร้มาตรฐาน

ความปลอดภัยของผู้บริโภคขึ้นมาอีกครั้ง จากกรณีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำปลาที่จำหน่ายและผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2555-2558 โดยได้รวบรวมข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำปลาทั่วประเทศ ทั้งหมด 1,121 ตัวอย่าง จาก 422 ยี่ห้อ พบไม่ได้มาตรฐาน 410 ตัวอย่าง หรือคิดเป็นร้อยละ 36.57

ไม่เพียงแต่คุณภาพน้ำปลาเท่านั้น ขณะเดียวกัน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน (Thai PAN) ยังเก็บตัวอย่างผัก 10 ชนิด ได้แก่ พริกแดง กะเพรา ถั่วฝักยาว คะน้า ผักบุ้ง ผักกาดขาวปลี กะหล่ำปลี แตงกวา มะเขือเปราะ และมะเขือเทศ ผลไม้ 6 ชนิด คือ ส้มสายน้ำผึ้ง มะละกอ แตงโม แคนตาลูป ฝรั่ง และแก้วมังกร รวมทั้งผักผลไม้ทั้งหมด 158 ตัวอย่าง ซึ่งมีทั้งที่มีฉลากรับรองมาตรฐาน อาทิ มาตรฐานปลอดภัยเกษตรอินทรีย์ ฉลากออร์แกนิกส์ ฉลากมาตรฐานคิว จีเอพี (Q GAP) คิว จีเอ็มพี (Q GMP) และที่ไม่มีฉลากรับรองมาตรฐาน พบว่า ผักผลไม้มีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานถึงร้อยละ 56 โดยส้มและคะน้าเจอปัญหามากสุด

เกิดคำถามว่า จากข่าวดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรก แต่เพราะเหตุใดจึงยังคงมีปัญหาเรื่องคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหาร รวมไปถึงผักและผลไม้อยู่เรื่อยๆ จึงไม่แปลกที่หน่วยงานของรัฐจะถูกจับตามองไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผู้ซึ่งถือกฎหมายในการควบคุมการผลิตอาหารให้ถูกสุขลักษณะ เป็นไปตามมาตรฐาน และไม่มีอันตรายเจือปน ตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ซึ่งส่วนใหญ่ อย.จะดูในรูปของผลิตภัณฑ์บรรจุเสร็จ ส่วนผักและผลไม้จะตรวจสอบกรณีด่านอาหารและยา แต่ในส่วนต้นน้ำหรือการปลูกให้ได้มาตรฐานทางการเกษตรก็จะเป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีหน้าที่ในการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่าง อย.ต้องการทราบว่าผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง หรืออย่างกรณีน้ำปลา ต้องการหาไอโอดีน หรือต้องการตรวจคุณภาพน้ำปลาก็จะทำการตรวจสอบ และแจ้งผลไปยัง อย. เพื่อให้ดำเนินการตามขั้นตอน หากพบไม่ได้มาตรฐาน ก็ต้องมีการแจ้งไปยังผู้ผลิตเพื่อปรับปรุง เป็นต้น ขณะที่กรมอนามัย ก็จะมีหน้าที่ให้ข้อมูล ความรู้ในการบริโภคที่ถูกสุขอนามัย เป็นต้น

น.ส.จารุวรรณ ลิ้มสัจจะสกุล ผู้อำนวยการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อธิบายว่า การที่มีการตรวจพบสารตกค้างในพืชผัก หรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ นั้น อย่างกรณีผักผลไม้นั้นต้องบอกว่า จากการทำงานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มา 70 ปี ในเรื่องนี้ดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งชนิดของสารเคมีที่พบในพืชผัก แทบไม่ค่อยเจอตัวสารเคมีที่มีความคงทนสูง

หรือเรียกง่ายๆ สลายตัวยาก ขณะเดียวกันวันนี้ก็ไม่ค่อยพบสารเคมีที่มีพิษสูงเกินไป แต่ที่พบสารเคมีมากขึ้น นั่นเพราะปัจจุบันมีการผลิตมากขึ้น เพราะมีการปลูกมากขึ้น ส่วนที่เจอบ่อยๆ หากสังเกตง่ายๆ ส่วนใหญ่จะตรวจผักและผลไม้ที่มีความเสี่ยงสูง และมีข้อมูลว่ามีการตกค้างสูง เหมือนที่ไทยแพนตรวจก็เป็นกลุ่มผักผลไม้ที่มีประวัติเจอสารเคมีอยู่เรื่อยๆ อยู่แล้ว และการที่ไทยแพนตรวจพบ ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ตรวจพบตัวเลขคล้ายๆ กัน

ทั้งนี้ ที่พบเพราะผู้บริโภคนิยม จึงมีการเพาะปลูกมากขึ้น และการใช้สารเคมีก็มีมากขึ้นด้วย ดังนั้น ในการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการก็จะใช้วิธีมาตรฐาน ด้วยการตรวจแบบเสี่ยงสุด คือ ไม่ต้องล้างผักผลไม้ก่อน ทำให้โอกาสเจอสารเคมีมากตามไปด้วย ดังนั้น การตรวจแบบนี้ไม่ใช่ว่าต้องตกใจหมด สิ่งสำคัญคือ ก็ต้องล้างผักผลไม้ให้สะอาด แม้ข้อเท็จจริงจะล้างสารเคมีออกไม่หมด แต่ก็ออกได้ระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ปรุงสุก ใช้ความร้อนก็ลดสารเคมีลงไปอีก

ส่วนที่นิยมบริโภคผักสด ผักสลัด ก็ต้องล้างให้สะอาด และพยายามบริโภคให้หลากหลาย เพื่อลดโอกาสรับประทานผักชนิดเดียวไปนานๆ อาจรับสารเคมีตัวเดียวสะสมได้ “ในโลกความเป็นจริง ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ไม่เสี่ยง แต่ในเรื่องนี้ในการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เราเรียกว่าเป็นความเสี่ยงที่รับได้ เช่น มีการกำหนดค่าต่างๆ แต่จะมีการกำหนดเกินออกไปอีก เพื่อป้องกันไว้อีกระดับหนึ่ง ดังนั้น เมื่อบอกว่าเกินค่ากำหนด แต่เรากำหนดให้มากกว่าที่ร่างกายจะได้รับผลกระทบเสียอีก แสดงว่าจริงๆ ร่างกายยังรับได้ เพียงแต่ก็ต้องรับประทานให้หลากหลาย ไม่ใช่ว่ารับได้แล้ว ก็กินอยู่อย่างเดียวก็ไม่ถูกหลักโภชนาการอีก สิ่งสำคัญอยู่ที่พฤติกรรมการบริโภคของเราด้วย” น.ส.จารุวรรณกล่าว

ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ในฐานะโฆษก อย.กล่าวว่า ในแง่ของกฎหมายนั้น เมื่อ อย.ได้รับทราบข้อมูลก็จะมีการตรวจสอบซ้ำ อย่างกรณีหากพบสินค้าใดไม่ได้มาตรฐาน หรือสุ่มตรวจเจอสารตกค้างหรือสารปนเปื้อน ทาง อย.ก็จะตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งหากเกี่ยวข้องกับผู้ผลิต มาจากโรงงานโดยตรง ทาง อย.ก็จะเข้าไปตรวจสอบ หากพบว่าอาหารไม่ได้คุณภาพ ก็จะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ปรับไม่เกิน 50,000 บาท แต่หากพบมีการปนเปื้อนหรือเจือปนใดๆ ทำให้อาหารไม่บริสุทธิ์ จะมีโทษจำคุก 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนกรณีผักผลไม้นั้น จริงๆ สำหรับ อย.จะตรวจเฉพาะหน้าด่าน อย.เท่านั้น เนื่องจากอาหารและยาได้มีมาตรการในการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานอาหารนำเข้าประเภทต่างๆ อย่างเข้มงวด และสุ่มตรวจเพื่อหาสารปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าไม่ได้มาตรฐานหรืออาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค จะไม่อนุญาตให้มีการนำเข้ามาภายในประเทศอย่างเด็ดขาด แต่ในกรณีของการพบผักและผลไม้หากพบการปนเปื้อนก็จะเป็นภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตรวจสอบมาตรฐานการเกษตรต่อ

ทั้งนี้ ผู้บริโภคหลายคนไม่แน่ใจในคุณภาพ

อย่างกรณีผลิตภัณฑ์บรรจุเสร็จ ที่มีเครื่องหมาย อย.นั้น จะทราบได้อย่างไรว่า ไม่มีการทำ อย.ปลอม ภก.ประพนธ์กล่าวว่า อันดับแรกเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และหากไม่มั่นใจ ให้ดูเลขที่ อย. และตรวจสอบมาทางสายด่วน อย. โทร 1556 หรือ e-mail:1556@fda.moph.go.th หรือคีย์เลข อย. มาทางแอพพลิเคชั่น Oryor Smart Application

รวมไปถึงการร้องเรียนสินค้า ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็ผ่านทางช่องทางดังกล่าวได้ หรือแจ้งไปยังสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อ อย.จะได้ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่กระทําผิดต่อไป

ช่วงฤดูฝนแม่ค้าจะนำมันปูนาอาหารหากินยากมาวางขาย แม่ค้าต้องนำปูตัวเมียมาเคี่ยวจนได้มันจากตัวปู ส่งผลราคาขายดีกิโลกรัมละ 400 บาท มีเท่าไหร่ไม่พอขาย นิยมทานกับข้าวสวยร้อนๆ และนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่างอีกด้วย

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดใต้ ตลาดเทศบาล 1 อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นตลาดเช้ามีผู้คนนิยมไปจับจ่ายอาหารกัน เพราะมีทั้งอาหารสด คาว หวาน สำเร็จรูปจำนวนมากให้ทุกคนได้เหลือหาตามต้องการ โดยเฉพาะในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ การจับจ่ายซื้ออาหารเช้าจะพบกับอาหารที่นำมาขายในช่วงหน้าจำนวนหลายชนิด อาทิ จำพวกหน่อไม้ ปลาแม่น้ำหลากชนิด ปลาจ่อม กุ้งฝอย และปูนา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในจำนวนหนึ่งมีแม่ค้าที่นำอาหารประเภทปูมาวางขายให้ลูกค้าเลือกซื้อกัน เป็นร้านที่ขายปูนาแบบครบวงจร เพราะมีปูนาต้ม ก้ามปู ปูดอง ตลอดทั้งปูนาตัวเป็นๆ ใส่ถุงวางขายให้เลือกซื้อกันตามความต้องการ ซึ่งเป็นร้านของนางยุพิน แก้วชาวนา เพราะทุกหน้าฝนจะมีมันปูนา บรรจุใส่ถุงขาย น้ำหนักประมาณขีดกว่า ราคาถุงละ 50 บาท ราคาขายกิโลกรัมละ 400 บาท ทำมาเท่าไหร่ก็ขายหมด โดยเช้าวันนี้ทำมันปูนามาจำนวน 6 กิโลกรัม

นางยุพิน กล่าวว่า ตลอดช่วงหน้าฝนประมาณ 2-3 เดือน จะมีผู้จับปูนามาขายให้ตนจำนวนมาก และตนก็นำมาวางขายที่ตลาดใต้ ทั้งปูตัวเป็นๆ ปูนาต้ม ปูนาดอง สำหรับมันปูนานั้นเป็นของอร่อยที่ชาวพิษณุโลกนิยมบริโภคมาก หาคนทำมาขายได้น้อย เพราะใช้เวลาและขั้นตอนการทำที่นาน โดยตนจะนำปูตัวเมียมาแกะกระดอง เอาเฉพาะส่วนที่เป็นมันมากรอง จากนั้นก็นำไปเคี่ยวจนได้มันปูที่ละเอียด บางคนก็นิยมนำไปยำกับหอมแดง พริก มะนาว บางคนก็นิยมไปทานกับข่าวสวยร้อนๆ หรือนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง ช่วงนี้เกือบจะหมดหน้าฝนแล้ว เข้าหน้าหนาวปูนาก็หมด จึงขายดีมาก ทำมันปูนามาเท่าไหร่ก็ขายหมด

วันที่ 9 ตุลาคม 2559 นายอุดมศักดิ์ คำมูล เกษตร จ.พะเยา เปิดเผยว่าในพื้นที่พะเยา เกิดฝนตกเมื่อเดือนสิงหาคมผ่านมา ฝนได้ตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ อ.เชียงคำ-เชียงม่วน-ภูซาง และอ.ปง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย คือนายนพรัตน์ คันทะเรศร์อายุ 39 ปี อยู่ในพื้นที่ ต.นาปรัง อ.ปง ด.ช.ณัฐภูมิ ป่าสุวรรณ อายุ 1.10 ขวบ อยู่ในพื้นที่ ต.ขุนควร-ปง ความเสียหายรวม 18 ตำบล 120 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเสียหายกว่า3,000 ครัวเรือนนับ 9.000 คน ความเสียหายทางด้านการเกษตรไร่ข้าวโพด 50.000 ไร่ ที่นา 30.000 ไร่ และเมื่อวันที่ 11-12 ก.ย.เกิดฝนตกน้ำป่าไหลหลากอย่างหนักเข้าท่วมพื้นที่ 3 อำเภอเช่น อ.เมืองพะเยา อ.ภูกามยาว และ อ.ดอกคำใต้ รวม 17 ตำบล161 หมู่บ้าน แล้วเสียหายมากคือ อ.ดอกคำใต้ รวม 11 ตำบล 116 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน กว่า 15,625 คน ส่วน อ.เมืองพะเยา เสียหาย 4 ตำบล 41 หมู่บ้าน ราษฎรความเดือนร้อนนับ 1,000 ครัวเรือน นอกนั้นอีก 2 อำเภอ เสียหายเล็กน้อยรองลงมา ตามลำดับแล้วพื้นที่ทำการเกษตรกว่า 20.000 ไร่

นายอุดมศักดิ์กล่าวอีกว่า ล่าสุดในพื้นที่พะเยา 6 อำเภอ ประสบปัญหาทางด้านศัตรูพืช แยกออกเป็นแต่ละอำเภอประกอบด้วย อ.เมืองพะเยา- จุน- เชียงคำ- ดอกคำใต้ – แม่ใจ และภูซาง รวม 39 ตำบล 347 หมู่บ้าน เบื้องต้นได้มอบหมายให้เกษตรตำบล,อำเภอ เร่งดำเนินให้ความช่วยเหลือเกษตรกร รวมไปถึงกำจัดศัตรูพืช 4 ชนิดเช่นโรคระบาดไหม้ข้าว- เพลี้ยกระโดสีน้ำตาล และแมลงบั่ว ที่ระบาดในนาข้าวอยู่ในขณะนี้ ส่วนความเสียหายทางด้านภัยธรรมชาติทั้ง 2ชนิดไม่ว่าจะเป็นอุทภัยและโรคระบาดหรือศัตรูพืช ทางเกษตรจังหวัดฯ ได้ส่งไปยัง รบ.คสช.แล้ว

นอกจากนี้ รายงานระบุว่า เกษตรจังหวัดฯ ได้สรุปพื้นที่เกิดศัตรูพืชในนาข้าว 6 อำเภอ 39 ตำบล 347หมู่ พื้นที่ทำนาได้รับความเสียหาย จำนวน 40,272 ไร่ ในเชิงพาณิชย์คิดเป็น 1ไร่ ประมาณ 800-1.000 กก. ความเสียหายรวม 40.272.000 กิโลกรัม หรือ 40.272 ตัน ถ้าหากคิดเป็นราคาข้าวเปลือกตามไซโล ณ วันนี้ราคา กก. ละ 15-17 บาท รวมเป็นเงินนับ 684.624.000 ล้านบาท ในส่วนการช่วยเหลือเฉพาะหน้าและระยะยาว ให้ชาวนาไปลงทะเบียนรับการช่วยเหลือจากรัฐบาล คสช. รับค่าชดเชยเป็นเงินไร่ละ 1,113 บาท แต่ที่นาจะต้องความเสียหายจากโรคระบาดที่เป็นศัตรูพืชโดยสิ้นเชิง คิดเป็นความเสียหาย 90% และภาพรวมความเสียหายทางด้านพื้นที่ทำการเกษตรคิดเป็นเงินกว่า 684 ล้านบาท

‘ไก่อู’เผย รบ.หนุนทำเกษตรแปลงใหญ่ ชี้ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เลี่ยงความเสี่ยงภัยแล้งน้ำท่วม ชงรวมกลุ่มปลูกผลไม้ป้อนตลาดจีน

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งปฏิรูปภาคการเกษตรโดยส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมการเพาะปลูก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม โดยเฉพาะการจัดทำเกษตรแปลงใหญ่ บูรณาการทุกหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนการปลูกพืชของเกษตรกร และมีผู้จัดการแปลงดูแลทุกกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
การรวมกลุ่มกันทำเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรกรสามารถกู้เงินได้ถึงแปลงละ 5 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 0.01 ต่อปี โดยในปีนี้ตั้งเป้าจัดทำเกษตรแปลงใหญ่กับพืชชนิดต่างๆ 580 แห่ง พื้นที่รวม 1.4 ล้านไร่ และจะขยายผลในปี 2560 ให้เป็น 1,000 แห่งขึ้นไป พร้อมส่งเสริมให้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการเพาะปลูกและแปรรูปผลผลิต

พล.ท.สรรเสริญกล่าวต่อว่า เฉพาะการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ ล่าสุดได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงซื้อขายผลผลิตข้าวระหว่างกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่กับโรงสีหรือสหกรณ์ที่รับซื้อข้าวทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย ร่วมกันสนับสนุนตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร เป็นการรับประกันว่าผลผลิตข้าวของเกษตรกรจะมีผู้รับซื้อแน่นอน หลังจากที่ภาครัฐช่วยจัดหาเครื่องจักร อุปกรณ์การเกษตร แนะนำวิธีเพาะปลูก และเจรจาต่อรองให้แล้วขณะนี้มีนาแปลงใหญ่ที่เกษตรกรเข้าร่วมใน 66 จังหวัด จำนวน 386 แปลง รวมพื้นที่กว่า 8.3 แสนไร่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตได้มาก เช่น นาแปลงใหญ่ อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ มีต้นทุนการผลิตนาดำลดลงจาก 4,620 บาทต่อไร่ เป็น 4,050 บาทต่อไร่ และนาหยอด จาก 4,620 บาทต่อไร่ เป็น 3,285 บาทต่อไร่ นอกจากนี้ ยังมีมันสำปะหลังแปลงใหญ่ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา และการปลูกหญ้าเนเปียร์แปลงใหญ่สำหรับโคนม อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ที่ได้ผลดีเช่นเดียวกัน

“รัฐบาลยังจะกระตุ้นให้เกษตรกรหันไปปลูกมังคุด ทุเรียน กล้วยหอม ถั่วเหลือง ทั้งแบบปกติและแบบแปลงใหญ่ พร้อมกับลงนามความร่วมมือกับภาคเอกชนของจีน เพื่อให้รับซื้อผลผลิตซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ตลอดจนช่วยป้องกันเกษตรกรถูกเอาเปรียบจากบริษัทเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการออกกฎหมายเกษตรพันธะสัญญา โดยจะต่อยอดให้ กษ.และ พณ.เข้ามาบริหารจัดการในรายละเอียดต่อไป” โฆษกฯกล่าว

วันที่ 9 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวประมงพื้นบ้านชุมชนเก้าเส้ง อ.เมือง จ.สงขลา ออกไปทำการประมงจับสัตว์น้ำ โดยเฉพาะเรืออวนปูม้าวางอวนห่างจากชายฝั่งประมาณ 7-8 กิโลเมตร สามารถจับปูม้าได้ลำละ 5-10 กิโลกรัม เนื่องจากในช่วงนี้บริเวณทะเลชายฝั่ง จ.สงขลา มีปูม้าชุกชุมกว่าสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ แถมยังขายได้ราคาดี โดยขนาดใหญ่จำหน่าย กิโลกรัมละ 280 บาท ขนาดกลางและขนาดเล็ก กิโลกรัมละ 180-250 บาท ส่วนปูม้ามีไข่จำหน่ายกิโลกรัมละ 300-350 บาท ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านอวนปูม้าบ้านเก้าเส้งมีรายได้อย่างงามเป็นกอบเป็นกำ

นายเส็น หมานหมัด ชาวประมงอวนปูในชุมชนบ้านเก้าเส้ง บอกว่า ได้นำอวนปูไปวางไว้ในทะเล 3 วัน และออกไปเก็บ สามารถจับปูได้จำนวนมาก ทั้งตัวขนาดใหญ่และตัวเล็ก เมื่อนำอวนกลับเข้าฝั่ง แกะปูม้าออกจากอวนบริเวณชายหาด ซึ่งต้องใช้ความชำนาญในการแกะปูออก ที่สำคัญเมื่อแกะออกมาแล้วก็จะต้องนำไปใส่ถุงตาข่ายแช่น้ำในทะเล เพื่อไม่ให้ปูตาย เพราะปูม้าจะต้องขายเป็นๆ จึงจะได้ราคาดีโดยส่งขายทั้งตลาดและร้านอาหาร

“จำนวนปูม้าบริเวณชายฝั่งจะมีอย่างชุกชุม เพราะสภาพคลื่นลมสงบ ทำให้ชาวประมงอวนปูต้องเร่งออกวางอวนจับปูทุกวัน เนื่องจากใน 1-2 เดือนข้างหน้าจะย่างเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุมคลื่นแรง ไม่สามารถออกทำการประมงได้” นายเส็นกล่าว

คงไม่ใช่เรื่องเวอร์เกินไปที่จะบอกว่าสับปะรดภูเก็ตแพงสุดในเวลานี้ เพราะขายกันถึงลูกละ 1,500 บาท เรื่องนี้เป็นความจริงแท้แน่นอน เพียงแต่เป็นแคมเปญที่ทางบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีภูเก็ต จำกัด หยิบยกขึ้นมาเพื่อโปรโมตสินค้าหลักๆ ของเมืองท่องเที่ยวสำคัญแห่งนี้ โดยสับปะรดภูเก็ต หรือที่คนใต้เรียกกันว่า ยาหนัด เป็น 1 ใน 3 อย่างของสินค้าขึ้นชื่อภูเก็ต อันได้แก่ กุ้งมังกรเจ็ดสี ผ้าบาติก และสับปะรดภูเก็ต

ประเด็นนี้ คุณอรสา โตสว่าง เลขานุการคณะทำงาน บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีภูเก็ต จำกัด ให้รายละเอียดว่า ประมาณปลายเดือนตุลาคม ทางบริษัทจะเปิดให้จองสับปะรดภูเก็ตที่ดีที่สุด 100 ลูก เป็นสับปะรดภูเก็ตแท้ ขายในราคาลูกละ 1,500 บาท โดยทำแคมเปญแค่ 100 ลูก เพื่อให้เกษตรกรและชุมชนดูแลประคบประหงมเป็นอย่างดี ซึ่งตอนนี้มี คุณโดม-ปกรณ์ ลัม จองแล้วเป็นคนแรก นอกนั้นก็มี พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และภรรยา รวมทั้งยังมีคนในวงการบันเทิงจองอีกหลายคน ทางบริษัทให้สิทธิ์จองได้คนละลูกเดียวเท่านั้น

คุณอรสา บอกว่า ภูเก็ตเป็นเกาะเล็กมาก poipetsix.co.uk มีไร่ปลูกสับปะรดแค่ 2,200 ไร่ ดังนั้น จะหาทานสับปะรดภูเก็ตแท้ได้ยากมาก ซึ่งสับปะรดภูเก็ตเป็นต้นกำเนิดของสับปะรดภูแล ทั้งนี้ จะจัดแถลงข่าวในปลายเดือนตุลาคม และจะส่งสับปะรดให้ถึงบ้านได้ในเดือนกุมภาพันธ์ก่อนตรุษจีน เพราะคนภูเก็ตเชื่อว่าสับปะรดเป็นผลไม้มงคล ภาษาจีนเรียกว่า อ่องหลาย แปลว่า โชคดี คนภูเก็ตเชื่อมั่นว่าการไหว้เทวดาด้วยสับปะรดจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง และเริ่มต้นวันปีใหม่ด้วยดี

“เวลานี้เกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกให้ขายสับปะรดลูกละ 1,500 บาท ต่างดูแลเอาใจใส่สับปะรดที่อยู่ในแคมเปญนี้อย่างมาก จุดประสงค์ของบริษัทที่ขายในราคานี้ เพราะอยากให้เกษตรกรนำเงินก้อนนี้ไปต่อยอดไปซื้อปุ๋ย เป็นการหาเงินให้ก้อนแรกให้เขาเดินต่อ ก้อนต่อไปก็จะหมุนได้เอง”

เลขานุการคณะทำงาน บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีภูเก็ต จำกัด ระบุว่า สับปะรดภูเก็ตนิยมเสิร์ฟหลังอาหาร เพราะอาหารภูเก็ตมัน หากทานอิ่มเกินไป จะช่วยย่อย เป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณมาก

มีรายงานผลวิจัยออกมาแล้วว่า สับปะรดภูเก็ตมีแอนตี้ออกซิแดนต์สูงมาก สูงกว่าสับปะรดทั่วไป ทานแล้วทำให้ผิวใส ไม่เหี่ยว เป็นสับปะรดที่มีรสชาติหวาน ตรงแกนมีวิตามินซีสูงมาก เป็นสับปะรดชนิดเดียวที่คนแย่งกันทานแกน เพราะแกนกรอบและอร่อยมาก มีสรรพคุณแก้โรคหัวใจ แก้ความดัน

คุณอรสา บอกด้วยว่า ช่วงแรกที่ทางคณะทำงานเข้าไปหาชุมชน ไปหาเกษตรกร โดนไล่และว่ามาทำไม ทำให้เสียเวลา แต่หลังจากที่ชุมชนเห็นว่าเข้าไปทำงานช่วยเหลือจริงๆ ทั้งเรื่องการตลาดและการขาย โดยเริ่มจากการปลุกกระแสชุมชนเพื่อให้ขายได้ลูกละ 1,500 บาท ทุกวันนี้คณะทำงานถือเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเพราะทำงานร่วมกัน และชุมชนต่างเข้าใจจุดประสงค์ของบริษัท

ในฐานะที่เธอเป็นชาวภูเก็ตคนหนึ่ง จึงรู้เรื่องของสับปะรดภูเก็ตค่อนข้างดี ซึ่งนับวันจะปลูกกันน้อยลง

“ปัญหาแรกที่ดินไม่มี ไร่ละ 4 ล้านบาท ปลูกสับปะรดไม่ไหว แถมติดทะเลไร่ละ 40 ล้านบาท ที่ดินน้อยลง และชุมชนที่ปลูกสับปะรดภูเก็ตโดนโจมตีจากที่อื่น แล้วเอามาอุปโลกน์เป็นสับปะรดภูเก็ต มาขายลูกละ 10-20 บาท แล้วเขียนว่าเป็นสับปะรดภูเก็ต ฝรั่งซื้อไปกินแล้วถามว่าอร่อยตรงไหน สับปะรดภูเก็ตโดนแบบนี้เยอะ ของแท้ตรงก้นสับปะรดจะอ้วน หัวจะลีบ หงอนสูงมาก หน้าตาเป็นเอกลักษณ์ ลูกใหญ่กว่าจังหวัดอื่น”

หากใครอยากจะหาทานสับปะรดภูเก็ตแท้ๆ เธอว่า หลังจากลงเครื่องที่สนามบินภูเก็ต ระหว่างทางเข้าเมืองจะมีสับปะรดขายสองข้างทาง ส่วนใหญ่เกษตรกรมาขายกันเอง ปกติขายกันลูกละ 35 บาท 3 ลูก 100 บาท แต่ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม เป็นช่วงที่สับปะรดออกเยอะ ขายเพียงลูกละ 20 บาท ปอกให้ทานกันตรงนั้นเลย บางเจ้าก็มีน้ำคั้นสดขาย