กลุ่มนักศึกษาภาควิชาอาหารและโภชนาการ ของวิทยาลัยเทคโน

ประกอบด้วย น.ส. เพลินพิศ พิพัฒน์ภานุวิทยา และ น.ส. อารีรัตน์ ธนูทอง ได้นำเส้นอุด้งมาประยุกต์ดัดแปลง โดยการนำผงชาโคลมาผสมเข้าไปในเส้นอุด้ง เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแปลกใหม่ เพราะชาโคล หรือ “ถ่าน” ที่เผาจากต้นไผ่ มีคุณสมบัติสูงในการดูดซับสารพิษในร่างกายได้ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต บำรุงผิวพรรณให้สดใส ลดคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี จึงเป็นที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพและความงาม

กลุ่มนักศึกษาได้ช่วยกันพัฒนาผลิตภัณฑ์เส้นอุด้งชาโคล โดยใช้

วัตถุดิบคือ

แป้งสาลี 180 กรัม
ผงชาโคล 10 กรัม
ไข่ขาว 30 กรัม
เกลือ 10 กรัม
น้ำเปล่า 200 กรัม
วิธีทำ

เริ่มจาก นำส่วนผสมทั้งหมดเทรวมกันแล้วนวด คลึงให้เป็นแผ่นยาว นำแป้งมาตัดให้เป็นเส้นและนำไปต้ม 10 นาที

ผลการทดสอบพบว่า ผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์เส้นอุด้งชาโคลอยู่ในระดับดี การบริโภคอุด้งชาโคล ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค จะได้รับคุณค่าโภชนาการ 88.60 กิโลแคลอรี โดยปริมาณสารอาหารที่ได้รับคือ ไขมัน 14% คาร์โบไฮเดรต 14% และโปรตีน 72%

ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม นับเป็นแหล่งผลิตส้มโอ ที่มีชื่อเสียงของไทย สร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นอย่างมหาศาลในแต่ละปี เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่ออาชีพการทำสวนส้มโอ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เดินหน้าพัฒนาให้ส้มโอขาวใหญ่เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม และพัฒนาการผลิตส้มโอแบบครบวงจร

ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งเสริมให้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ส้มโอขาวใหญ่ ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรในท้องถิ่นและผู้สนใจทั่วไปได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการปลูกดูแลส้มโออย่างถูกต้องเหมาะสม

การผลิตส้มโอของจังหวัดสมุทรสงคราม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สำรวจการผลิตส้มโอของจังหวัดสมุทรสงคราม ในปี 2560 พบว่า มีพื้นที่ปลูกส้มโอ 12,995 ไร่ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกส้มโอ (S1) มีพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว จำนวน 12,495 ไร่ ปริมาณผลผลิต 19,367.25 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,033 ผล ต่อไร่ ต่อปี หรือ 1,550 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี (ขนาดผล น้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม ต่อผล)

โดยส้มโอที่นิยมปลูกมากที่สุดคือ พันธุ์ขาวใหญ่ ซึ่งเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสภาพดิน ส่วนพันธุ์อื่นๆ ที่มีปลูกบ้างในพื้นที่ดังกล่าว มีปริมาณเล็กน้อย ได้แก่ พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง และพันธุ์ทองดี ปัจจุบัน “ส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม” ได้รับอนุมัติให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical indication : GI) คลอบคุลมพื้นที่ 14,000 ไร่

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายในการลดต้นทุนการผลิต ร้อยละ 10 จากเดิม 15,000 บาท ต่อไร่ ต่อปี เป็น 14,500 บาท ต่อไร่ ต่อปี โดยต้นทุนการผลิตที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดคือ ต้นทุนเรื่องการใช้ปุ๋ย และต้นทุนเรื่องการใช้สารเคมีกำจัดแมลง มีแนวโน้มลดลงทุกปี ตั้งแต่เริ่มเข้าโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อีกทั้งยังมีเป้าหมายในการเพิ่มผลผลิต ร้อยละ 20 โดยเพิ่มผลส้มโอเฉลี่ยจาก 1,500 กิโลกรัม ต่อไร่ เป็น 1,800 กิโลกรัม ต่อไร่

หลังจากเข้าร่วมโครงการ ปริมาณผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีการผลิตมาใช้ในการเพิ่มปริมาณผลผลิต เช่น เทคนิคการตัดแต่งกิ่ง เทคนิคการลอกเลน การใส่ปุ๋ยตามช่วงอายุ และการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มมูลค่าผลผลิตในการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้า GAP ให้ครบทุกแปลง และการพัฒนาเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม ผิวสีเขียว จำหน่ายลูกละ 145 บาท

ทั้งนี้ เกษตรกรชาวสวนส้มโอส่วนใหญ่วางแผนบริหารจัดการ ให้ต้นส้มโอมีผลผลิตออกในช่วงที่ตลาดต้องการ เช่น ในช่วงเทศกาลตรุษจีนและช่วงเทศกาลสารทจีน การวางแผนการผลิตให้ส้มโอไม่ออกผลในช่วงเดือนธันวาคม-เดือนมกราคม เนื่องจากช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ส้มโอมีราคาตกต่ำเป็นประจำทุกปี และรสชาติของผลส้มไม่อร่อย จะเปรี้ยวกว่าในช่วงเวลาอื่นๆ

ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สนับสนุนให้เกษตรกรผลิตสินค้ารองเพื่อเสริมรายได้ เช่น ส้มแก้ว ม่าเหมี่ยว กล้วย ลิ้นจี่ มะพร้าว พัฒนาสมาชิกแปลงใหญ่ให้เป็น Smart Farmer ทุกราย การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ถุงบรรจุส้มโอ กล่องส้มโอบรรจุส้มโอเกรดพรีเมี่ยม และกล่องส้มโอบรรจุส้มโอสีทอง การรับรองมาตรฐานสินค้าโดยใช้สติ๊กเกอร์รับรองคุณภาพ และสติ๊กเกอร์วอยซ์รับรองคุณภาพ เพื่อใช้ในกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (trace ability) การใช้ QR code ทำให้ทราบข้อมูลแหล่งผลิต และแหล่งที่มาของสินค้า และได้รับอนุมัติให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ส่งเสริมการพัฒนาช่องทางการตลาดในการผลิตส้มโอเกรดพรีเมี่ยม สีเขียว และส้มโอสีทอง ส่งบริษัทเอกชนในพื้นที่ ซึ่งมีห้างโมเดิร์นเทรดในกรุงเทพฯ จำนวน 34 สาขา และการจำหน่ายให้พ่อค้าคนกลาง

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางแผนพัฒนาแปลงใหญ่ส้มโอ ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ให้เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม ส้มโอสีเขียว ส้มโอสีทอง พัฒนาให้เป็นสินค้าอินทรีย์ และพัฒนาการผลิตส้มโอแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตจนถึงขั้นตอนการจำหน่าย และการแปรรูป

นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มมูลค่าส้มโอ โดยการแปรรูปสิ่งที่เหลือจากส้มโอ การพัฒนา Young Smart farmer สร้างเครือข่ายกับกลุ่มแปลงใหญ่ส้มโอในพื้นที่ใกล้เคียงและกลุ่มในจังหวัด ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวในตำบล และพัฒนาแปลงใหญ่ส้มโอ ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เป็นโรงเรียนเกษตรกรส้มโอ และพัฒนา Young Smart Farmer ให้เป็น Smart Farmer ด้านส้มโอ ในอนาคต

แนะวิธีรับมือโรคแคงเคอร์

โรคแคงเคอร์ สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืชตระกูลส้ม สังเกตได้จากอาการบนใบ เริ่มแรกมีจุดฉ่ำน้ำ ต่อมาขยายใหญ่เป็นจุดแผลนูนฟูขึ้นคล้ายฟองน้ำสีเหลืองอ่อน จากนั้นแผลจะเปลี่ยนเป็นเนื้อเยื่อแข็งสีน้ำตาลเข้ม ตรงกลางแผลยุบตัว ขอบแผลยกตัวขึ้น บริเวณรอบแผลปรากฏวงสีเหลืองล้อมรอบ แผลจุดนูนสีน้ำตาลพบได้ทั้งผิวใบด้านบนและด้านล่าง สามารถเห็นชัดเจนบนผิวใบด้านล่าง แผลเกิดได้ทั้งบนใบและก้านใบ ทำให้ใบเหลืองร่วงก่อนกำหนด บนกิ่ง ลักษณะคล้ายอาการบนใบ แต่ไม่มีวงสีเหลืองล้อมรอบแผล

ต่อมาแผลจะแตกแข็งเป็นสีน้ำตาลขยายรอบกิ่งหรือตามความยาวกิ่ง รูปร่างแผลไม่แน่นอน บนผล ลักษณะคล้ายอาการบนใบ แต่จะเกิดแผลเดี่ยวกลมฝังลึกลงไปในผิว แผลขยายเป็นสะเก็ดใหญ่ มีวงสีเหลืองล้อมรอบ รูปร่างไม่แน่นอน บางครั้งพบผลปริแตกตามรอยแผล หากเกิดโรคในระยะผลอ่อน ทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ หากรุนแรงผลจะร่วง

กรมวิชาการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นที่แสดงอาการของโรค ให้เกษตรกรตัดแต่งส่วนที่เป็นโรค เก็บเศษซากพืชที่ร่วงหล่น และกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูกทันที จากนั้นให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชกลุ่มสารประกอบทองแดง เช่น สารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคิวปรัสออกไซด์ 86.2% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10-15 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 77% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15-20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7-10 วัน จำนวน 2-3 ครั้ง และควรเลือกใช้กิ่งพันธุ์จากแหล่งปลูกที่ไม่มีการระบาดของโรคนี้ หรือใช้กิ่งพันธุ์ที่ไม่มีร่องรอยการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงการนำกิ่งพันธุ์จากต้นที่เป็นโรคไปปลูกใหม่

นอกจากนี้ ในระยะที่พืชตระกูลส้มแตกใบอ่อนให้เกษตรกรกำจัดหนอนชอนใบที่เป็นพาหะเชื้อสาเหตุโรคนำมาทำลายทิ้ง เนื่องจากรอยทำลายของหนอนชอนใบเป็นช่องทางให้เชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายพืช และส่งผลให้อาการโรครุนแรงลุกลามอย่างรวดเร็ว หากพบให้พ่นด้วยปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ 83.9% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 5 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

หรือสารอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 2 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 8 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 5 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งหลังใบและหน้าใบ กรณีพบว่า ยังมีการระบาดของหนอนชอนใบ ให้พ่นซ้ำ และควรทำความสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตรที่ใช้กับต้นเป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่กับต้นปกติทุกครั้ง

ในอดีตประเทศไทยปลูกทุเรียนพื้นบ้านหลายร้อยสายพันธุ์ โดยนำมาปลูกเชิงการค้าประมาณ 60-80 พันธุ์เท่านั้น แต่ปัจจุบันทุเรียนพื้นบ้านซึ่งเป็นสายพันธุ์โบราณเหล่านั้นปลูกน้อยลงและหายาก บางสายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากเกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกพันธุ์เชิงการค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์พันธุ์หมอนทอง รองลงมาคือ ทุเรียนพันธุ์ชะนี พันธุ์กระดุม และพันธุ์อื่นๆ

ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ในฐานะหน่วยงานหลักของกรมวิชาการเกษตร ที่ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานวิจัยและพัฒนาทุเรียน ได้เห็นถึงความสำคัญของความหลากหลายเชื้อพันธุกรรมทุเรียน จึงได้ทำการรวบรวมพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านกว่า 600 สายพันธุ์ไว้เป็นแหล่งพันธุกรรมทุเรียนเพื่อการอนุรักษ์และนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ทุเรียนในอนาคต

ตลอดระยะเวลา 51 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ยังเป็นศูนย์วิจัยพืชสวนพลิ้ว เมื่อปี 2510 จนถึงปัจจุบัน ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีได้ปลูกรวบรวมพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองโบราณไว้ไม่น้อยกว่า 600 สายพันธุ์ ภายใต้โครงการอนุรักษ์เชื้อพันธุกรรมทุเรียน ทำให้ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีกลายเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ทุเรียนมากที่สุดของประเทศไทย

ทุเรียนโบราณสามารถผลิตเชิงการค้าได้ทุกสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนพันธุ์กบแม่เฒ่า กบชายน้ำ กบพิกุล ก้านยาว ชมพูศรี ชะนี ลวง ฯลฯ เนื่องจากทุเรียนโบราณเหล่านี้ปลูกกันน้อยแต่มีรสชาติอร่อย ทำให้เกษตรกรสามารถขายทุเรียนพันธุ์โบราณได้ในราคาแพง หลายคนเอาเงินมาวางกองข้างหน้าแต่ไม่สามารถซื้อกินได้ เพราะของดีมีน้อย ใครอยากกิน ต้องเข้าคิวจองล่วงหน้ากันข้ามปีทีเดียว

“กบสุวรรณ” แหล่งที่พบ จังหวัดนนทบุรี จันทบุรี ระยอง ลักษณะผลรูปรี เนื้อละเอียด สีเหลือง กลิ่นแรง รสหวานปานกลาง “ก้านยาวสีนาค” เพาะจากเมล็ดพันธุ์ก้านยาว แหล่งที่พบ คลองซ่อน จังหวัดนนทบุรี ลักษณะผลกลมรี เนื้อหยาบ กลิ่นปานกลาง รสหวานมันพอดี

“จอกลอย” แหล่งที่พบ จังหวัดระยอง นนทบุรี ลักษณะผลรูปรี เนื้อหยาบ กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน “ชายมะไฟ” เพาะจากเมล็ดพันธุ์กำปั่นขาว แหล่งที่พบจังหวัดจันทบุรี ปราจีนบุรี ลักษณะผลขอบขนาน เนื้อหนาละเอียด สีเหลืองจัด กลิ่นแรง รสหวานมากกว่ามัน “ดาวกระจาย” เพาะจากเมล็ดกำปั่นขาว แหล่งที่พบ ตำบลบางบำรุง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ลักษณะผลรูปไข่กลับ

“ต้นใหญ่” ลักษณะผลรูปไข่กลับ เนื้อละเอียด สีเหลือง กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน “ตะพาบน้ำ” แหล่งที่พบ บางกอกน้อย กรุงเทพฯ ลักษณะผล ผลทรงกลมแป้น เนื้อหยาบ กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน “นมสวรรค์” แหล่งที่พบ จันทบุรี ลักษณะผลรูปรี เนื้อละเอียด สีเหลือง กลิ่นปานกลาง รสหวานมันพอดี

“หมอนทองสันต์จันทบุรี” ลักษณะเนื้อหนา สีเหลืองเข้ม เนื้อละเอียด เส้นใยน้อย มีการสุกสม่ำเสมอทั้งผล

“ชะนีชาญชัยจันทบุรี” ลักษณะเนื้อหนา หวานมันพอดี เนื้อแห้ง เส้นใยน้อย เปอร์เซ็นต์เมล็ดลีบสูง

“ก้านยาวอารีจันทบุรี” ลักษณะผลใหญ่ เนื้อสีเหลืองเข้ม เนื้อละเอียดและเหนียวมาก เส้นใยน้อย

“พันธุ์ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 1” ผลผลิตออกต้นฤดู อายุเก็บเกี่ยวสั้น 105 วัน หลังดอกบาน สีเนื้อเหลือง รสชาติหวานมัน เนื้อค่อนข้างละเอียด กลิ่นอ่อนมาก เนื้อคงสภาพได้นานหลังปลิงหลุด “พันธุ์ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 2” ผลผลิตออกต้นฤดู อายุเก็บเกี่ยวสั้น 95 วัน หลังดอกบาน ผลเล็ก สีเนื้อเหลือง เข้ม รสชาติหวานมัน เนื้อเหนียวละเอียด กลิ่นอ่อน

“พันธุ์ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 3” ผลผลิตออกต้นฤดู อายุเก็บเกี่ยวสั้น 97 วัน หลังดอกบาน สีเนื้อเหลืองเข้ม รสชาติหวานมัน เนื้อละเอียด เหนียว “พันธุ์ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 4” ลูกผสมของแม่พันธุ์ก้านยาวกับพ่อพันธุ์หมอนทอง อายุเก็บเกี่ยวราว 114 วัน หลังดอกบาน เปอร์เซ็นต์การติดผลดีถึง 10% ให้ผลผลิตสูง ราว 45-60 ผล/ต้น เนื้อในสีเหลืองเข้มสวย เนื้อละเอียดเหนียว มีกลิ่นน้อย และรสชาติหวานมันปนระหว่างก้านยาวกับหมอนทอง

“พันธุ์ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 5” เป็นลูกผสมแม่พันธุ์ก้านยาวผสมปล่อยตามธรรมชาติ อายุเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 104 วันหลังดอกบาน เปอร์เซ็นต์การติดผลดี ประมาณ 7% ให้ผลผลิตสูงราว 50-60 ผล/ต้น น้ำหนักผล 3 กิโลกรัม ทรงผลค่อนข้างกลม เนื้อในสีเหลืองเข้มกว่าพันธุ์ก้านยาว เนื้อเหนียวปานกลาง กลิ่นปานกลางแต่ไม่ฉุน รสชาติค่อนข้างมันมากกว่าหวาน

“พันธุ์ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 6” ลูกผสมของแม่พันธุ์ก้านยาวกับพ่อพันธุ์หมอนทอง อายุเก็บเกี่ยวปานกลาง 115 วันหลังดอกบาน เปอร์เซ็นต์ติดผลอยู่ในเกณฑ์ดี ประมาณ 8% น้ำหนักผล 3 กิโลกรัม ให้ผลผลิต 40-50 ผล/ต้น เนื้อในมีสีเหลืองคล้ายหมอนทอง รสชาติหวานมันมาก เนื้อละเอียดเหนียว และมีกลิ่นปานกลาง

“พันธุ์ลูกผสมจันทบุรี 7” ทรงผลค่อนข้างกลม หนามเล็ก สั้น ขนาดผลปานกลาง น้ำหนักผล เฉลี่ย 2.3 กิโลกรัม เนื้อหนาปานกลาง อายุเก็บเกี่ยวค่อนข้างสั้น 105 วัน หลังดอกบาน โดยดอกบานช่วงเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เนื้อมีสีเหลืองสวยสม่ำเสมอ รสชาติหวานมัน เนื้อเหนียวปานกลาง เส้นใยปานกลาง มีกลิ่นอ่อน

“ทุเรียนพันธุ์ลูกผสมจันทบุรี 8” ทรงผลค่อนข้างกลม ขนาดผลปานกลาง น้ำหนักผลเฉลี่ย 2.24 กิโลกรัม เนื้อหนาปานกลาง เมล็ดลีบ อายุเก็บเกี่ยวปานกลางระหว่าง 110-117 วัน หลังดอกบาน หรือเฉลี่ย 114 วัน หลังดอกบาน โดยดอกบานช่วงเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เนื้อมีสีเหลืองสวยสม่ำเสมอ รสชาติหวานมันดีมาก เหนียว เนื้อละเอียด เส้นใยปานกลาง มีกลิ่นอ่อน เมื่อสุกเนื้อไม่เละ และเนื้อคงสภาพได้นานหลังเก็บเกี่ยว

“ทุเรียนพันธุ์ลูกผสมจันทบุรี 9” ทรงผลค่อนข้างกลม รูปไข่ ขนาดผลปานกลาง น้ำหนักผลเฉลี่ย 3.43 กิโลกรัม เนื้อหนาปานกลาง มีก้านผลยาว 6.23 เซนติเมตร อายุเก็บเกี่ยวค่อนข้างยาว (138 วัน) เปรียบเทียบกับพันธุ์อีหนัก (ทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิมของปราจีนบุรี) เนื้อมีสีเหลืองสวยสม่ำเสมอ รสชาติ หวานมัน เนื้อเหนียวละเอียด เส้นใยปานกลาง มีกลิ่นอ่อน

ผู้สนใจเรื่องทุเรียนพันธุ์โบราณสามารถแวะเยี่ยมชมความมหัศจรรย์พันธุ์ทุเรียนโบราณหลากหลายสายพันธุ์ ของศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีได้ในงาน “เกษตรมหัศจรรย์ 2561” จัดโดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ณ บริเวณสกายฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 24-27 พฤษภาคม 2561

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกทุเรียนคุณภาพ รายใหญ่ที่สุดของโลก ตามด้วยประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ในปี 2560 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกทุเรียน 581,659 ไร่ มีผลผลิต 517,955 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 เนื่องจาก 3-4 ปีที่ผ่านมา ราคาขายของเกษตรกรอยู่ในเกณฑ์ดี แถมมีการขยายพื้นที่การปลูกทุเรียนเพิ่มมากขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับเกษตรกรดูแลเอาใจใส่สวนทุเรียนมากขึ้น มีการปรับปรุงดิน เกิดการรวมกลุ่มผู้ผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออก ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากขึ้น

การส่งออกทุเรียนของไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากความต้องการของตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก ราคาส่งออกทุเรียนสด ทุเรียนแช่แข็ง และทุเรียนกวน เพิ่มขึ้นตลอด สำหรับปี 2561 คาดว่า ประเทศไทยจะมีพื้นที่ปลูกทุเรียนจำนวน 611,186 ไร่ มีผลผลิตอยู่ที่ 760,032 ตัน ซึ่งเกิดจากการขยายพื้นที่ปลูกใหม่ในปี 2556 จะเริ่มให้ผลผลิตในปีนี้ ส่วนสถานการณ์ส่งออกคาดว่า มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ราคาที่เกษตรกรขายได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

อนุรักษ์ทุเรียนโบราณก่อนสูญพันธุ์ภารกิจเพื่อชาติ ของศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี

ประเทศไทยได้เปรียบในด้านพันธุกรรมพืชที่หลากหลาย ในอดีตไทยปลูกทุเรียนพื้นบ้านหลายร้อยสายพันธุ์ โดยนำมาปลูกเชิงการค้าประมาณ 60-80 พันธุ์เท่านั้น ในปัจจุบันทุเรียนพื้นบ้านซึ่งเป็นสายพันธุ์โบราณเหล่านั้นปลูกน้อยลงและหายาก บางสายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากเกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกพันธุ์เชิงการค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์พันธุ์หมอนทอง รองลงมาคือ ทุเรียนพันธุ์ชะนี พันธุ์กระดุม และพันธุ์อื่นๆ

ขณะเดียวกัน สวนทุเรียนในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งพันธุกรรมสำคัญของทุเรียนไทย ได้ล้มหายไปกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรร ทำให้พันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านที่เคยปลูกในอดีตต้องสูญหายไปด้วย ดังนั้น ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ในฐานะหน่วยงานหลักของกรมวิชาการเกษตร ที่ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานวิจัยและพัฒนาทุเรียน ได้เห็นถึงความสำคัญของความหลากหลายเชื้อพันธุกรรมทุเรียน จึงได้ทำการรวบรวมพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านกว่า 600 สายพันธุ์ไว้เป็นแหล่งพันธุกรรมทุเรียนเพื่อการอนุรักษ์และนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ทุเรียนในอนาคต

51 ปี กับภารกิจพิทักษ์พันธุ์ทุเรียน

เนื้อที่กว่า 280 ไร่ ของศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี นับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวนเศรษฐกิจที่สำคัญนานาชนิดของจังหวัดจันทบุรีและทางภาคตะวันออก ทั้งสวนสมุนไพร สวนไม้ดอกไม้ประดับ และสวนผลไม้ เช่น เงาะ มังคุด สะละ ทุเรียน ฯลฯ

คุณศิริพร วรกุลดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร เล่าให้ฟังว่า นักวิชาการศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้ทำการรวบรวมเชื้อพันธุ์ทุเรียนมาตลอดระยะเวลา 51 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ยังเป็นศูนย์วิจัยพืชสวนพลิ้ว เมื่อปี 2510 จนถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้ ปลูกและรวบรวมพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองโบราณไว้ไม่น้อยกว่า 600 สายพันธุ์ ภายใต้โครงการอนุรักษ์เชื้อพันธุกรรมทุเรียน ถือว่า ที่นี่เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ทุเรียนมากที่สุดของประเทศไทย

ศูนย์วิจัยฯ ตระหนักดีว่า ทุเรียนคุณภาพดีที่ผลิตเชิงการค้า ล้วนมาจากทุเรียนสายพันธุ์ดี จึงให้ความสำคัญกับภารกิจการรวบรวมพันธุกรรมสายพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านจากทั่วประเทศ เช่น จังหวัดนครนายก นนทบุรี ฯลฯ มาปลูกอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่แห่งนี้ ปัจจุบันทุเรียนที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์โบราณดั้งเดิมและหายาก เช่น กลุ่มพันธุ์กบ กลุ่มพันธุ์ลวง กลุ่มพันธุ์กำปั่น กลุ่มพันธุ์ทองย้อย

ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีได้เก็บรวบรวมพันธุ์ทุเรียน ทั้งพันธุ์การค้าและพันธุ์โบราณหายากมาปลูกรวบรวมไว้ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายในศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เพื่อป้องกันปัญหาการสูญพันธุ์ทุเรียนไทยจากปัญหาภัยธรรมชาติ ทางศูนย์ได้กระจายความเสี่ยงโดยนำพันธุ์ทุเรียนบางส่วนไปปลูกอีก 2 แห่ง คือ แปลงทดลองศูนย์พัฒนาไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ห้วยสะพานหิน จังหวัดจันทบุรี และแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี (ทุ่งเพล)

แหล่งกำเนิดดั้งเดิมของทุเรียน

ผอ.ศิริพร กล่าวว่า ทุเรียนเป็นไม้ผลที่มีแหล่งดั้งเดิมในคาบสมุทรมลายู ก่อนจะกระจายพันธุ์ไปยังประเทศต่างๆ สำหรับประเทศไทยคาดว่า ได้รับสายพันธุ์ทุเรียนมาจากประเทศมาเลเซีย โดยเริ่มปลูกครั้งแรกในพื้นที่ภาคใต้ก่อน จากนั้นจึงค่อยนำมาปลูกในพื้นที่ภาคกลาง เช่น จังหวัดนนทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ก่อนจะขยายไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา

ผลกระทบจากปัญหาภัยธรรมชาติ เว็บแทงบอลออนไลน์ ทำให้สายพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านของไทยจำนวนมากสูญพันธุ์ไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตาม เกษตรกรชาวสวนทุเรียนของไทย เชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชอยู่พอสมควร ทำให้มีทุเรียนสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยมีความหลากหลายเรื่องพันธุกรรมทุเรียนมากกว่าประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีได้ทำหน้าที่ด้านการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ทุเรียนมากกว่า 30-40 ปีมาแล้ว ทำให้มีทุเรียนสายพันธุ์ลูกผสมเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 1-9 และกำลังศึกษาทดสอบทุเรียนลูกผสมตัวใหม่อีกหลายสายพันธุ์ คาดว่าจะสามารถเปิดตัวได้ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า

การผลิตทุเรียนโบราณเชิงการค้า

ผอ.ศิริพร มั่นใจว่า ทุเรียนโบราณสามารถผลิตเชิงการค้าได้ โดยยกตัวอย่าง ทุเรียนพื้นบ้านของนนทบุรี ซึ่งเป็นสายพันธุ์โบราณหายาก สามารถปลูกเชิงการค้าได้ทุกสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนพันธุ์กบแม่เฒ่า กบชายน้ำ กบพิกุล ก้านยาว ชมพูศรี ชะนี ลวง ฯลฯ เพียงแต่ว่า ทุเรียนโบราณดังกล่าวไม่ค่อยปลูกกันมากนัก

ทุเรียนพันธุ์โบราณสำหรับบริโภคสด น่าจะมีสายพันธุ์ค่อนข้างเยอะ แต่ทุเรียนที่ปลูกเชิงการค้า ควรมีคุณสมบัติสำหรับบริโภคสดและแปรรูปไปพร้อมกัน ขณะเดียวกัน สามารถส่งออกไปขายได้ไกลๆ หากพิจารณาจากคุณสมบัติดังกล่าวแล้ว ทุเรียนพื้นบ้านที่มีศักยภาพผลิตเชิงการค้าน่าจะเหลืออยู่ได้ไม่กี่พันธุ์ เช่น พันธุ์กระดุม พันธุ์ชะนี พันธุ์ก้านยาว พันธุ์กบชายน้ำ พันธุ์กบแม่เฒ่า พันธุ์กบเล็บเหยี่ยว พันธุ์ฝอยทอง พันธุ์สาลิกา พันธุ์สาวน้อยเรือนงาม เป็นต้น ซึ่งศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้ผลิตกิ่งพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านเหล่านี้ออกจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจอย่างต่อเนื่องทุกปี

ผอ.ศิริพร เล่าว่า ทุเรียนสายพันธุ์โบราณโดดเด่นเรื่องความทนทานโรค-แมลงและการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อม เพราะถูกทดสอบและคัดเลือกพันธุ์มาจากเกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนในอดีต ช่วงที่นักวิชาการไปเก็บรวบรวมพันธุ์ทุเรียนโบราณจากแหล่งผลิตที่มีอายุการปลูก 40-50 ปี ขณะที่บางสวนมีทุเรียนต้นพ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุมาก 100-200 ปีก็เคยเจอมาแล้ว

ทุเรียนโบราณที่ผ่านการคัดเลือกพันธุ์ และปลูกเชิงการค้าในปัจจุบัน ถือว่าต้านทานโรคได้ค่อนข้างดี ทุเรียนบางสายพันธุ์มีเมล็ดลีบทั้งลูก บางชนิดมีเนื้อสีอ่อน ฯลฯ นับว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับใช้ปลูกเป็นต้นตอในเรื่องวิจัยปรับปรุงพันธุ์ทุเรียนลูกผสมของศูนย์แห่งนี้ เพื่อให้ได้ทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่ ที่มีลักษณะเด่นตรงกับความต้องการของตลาดคือ เนื้อหนา รสชาติอร่อย เมล็ดลีบ กลิ่นอ่อน และต้านทานโรคแมลงได้ไปพร้อมๆ กัน