กลุ่มพัฒนาพื้นที่เกษตร สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม

กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-2579-8519 และกลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ด สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ในปัจจุบันนี้สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศที่ปลูกมันเทศและมีการส่งออกมากที่สุดในโลก เมื่อย้อนกลับไปสู่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการปลูกมันเทศของจีนทราบว่า ได้มีพ่อค้าฝรั่งนำพันธุ์มันเทศมาปลูกในสมัยราชวงศ์ชิง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16-17 หรือประมาณ 300-400 ปี ที่ผ่านมา

และในช่วงเวลานั้น มันเทศ นับเป็นอาหารหลักของคนจีนที่ยากจนและมีพื้นที่ปลูกมากทางตอนใต้ของประเทศจีน ปัจจุบัน มันเทศ ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ก้าวหน้าไปมากและมีการขยายพื้นที่ปลูกในหลายประเทศทั่วโลกและมันเทศไม่ใช่พืชหัวของคนยากจนอีกต่อไป นอกจากสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว ประเทศที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาสายพันธุ์มันเทศจนเป็นพืชหัวที่มีราคาแพงกว่าผลไม้หลายชนิด ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เป็นต้น

แต่สำหรับคนไทยจะรู้จักมันเทศจากประเทศญี่ปุ่นที่มีการนำเข้ามาขายในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ในกรุงเทพมหานคร ในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 100 บาท โดยเรียกกันคุ้นปากว่า มันหวานญี่ปุ่น ที่มีเนื้อสีเหลือง

ในการปลูกมันเทศได้มีการจัดแบ่งกลุ่มมันเทศออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มเพื่อการบริโภคสด ลักษณะเด่นของมันเทศในกลุ่มนี้เนื้อจะมีรสชาติหวานกว่าทุกกลุ่ม เนื้อมีความละเอียดเนียนไม่มีเสี้ยน คุณภาพของเนื้อมีความนุ่มฟูและไม่แข็งเกินไป กลุ่มที่มีรสชาติไม่หวานเกินไป มันเทศในกลุ่มนี้มักจะมีการนำไปแปรรูปเป็นอาหารคาวหวานโดยการนำไปเชื่อมหรือนำไปแปรรูปเป็นน้ำมันเทศพร้อมดื่มและมันเทศกลุ่มสุดท้าย คือ มันเทศเพื่ออุตสาหกรรมแปรรูปโดยเฉพาะ มันเทศในกลุ่มนี้มักจะมีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แป้งชนิดต่างๆ เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่เตี๊ยว ฯลฯ (ผู้เขียนได้เคยไปดูงานที่ไต้หวันและได้ซื้อเส้นหมี่เตี๊ยวที่ผลิตจากแป้งมันเทศนำมาผัด มีรสชาติอร่อยมาก เส้นมีความเหนียวนุ่มกว่าเส้นหมี่เตี๊ยวของไทยที่ผลิตจากข้าว)

สายพันธุ์มันเทศทั่วโลกจะมีประเภทของเนื้อ 4 สี ถ้าจะแบ่งกลุ่มของสายพันธุ์มันเทศโดยใช้สีของเนื้อเป็นตัวพิจารณาแล้วจะแบ่งออกได้ 4 กลุ่มใหญ่ คือ เนื้อสีส้ม เนื้อสีเหลือง เนื้อสีม่วง และเนื้อสีขาว เป็นต้น หรือบางสายพันธุ์อาจจะมีลักษณะของ 2 สี อยู่ในพันธุ์เดียวกันก็มี อย่างกรณีของมันต่อเผือกของไทยจะมีเนื้อสีม่วงปนสีขาว แต่เมื่อได้ลงในรายละเอียดของมันเทศในแต่ละกลุ่มสีแล้ว ยังสามารถจำแนกได้อีกหลายสายพันธุ์

อย่างกรณีของมันเทศเนื้อสีเหลืองของญี่ปุ่นนั้น จะแบ่งได้อีกไม่ต่ำกว่า 10 สายพันธุ์ และสายพันธุ์ที่คนญี่ปุ่นนิยมบริโภคมากที่สุดในขณะนี้คือ พันธุ์ KO KEI เบอร์ 14 และพันธุ์ BENI AZUMA เป็นต้น

ผู้เขียนเคยไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนกันยายน 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูร้อนเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงและได้รายละเอียดเกี่ยวกับมันเหลืองญี่ปุ่นเพิ่มเติมหลายประการ โดยเฉพาะการซื้อขายมันเทศเพื่อการบริโภคของคนญี่ปุ่น นอกจากจะหาซื้อได้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้ว ถ้ามีการระบุสายพันธุ์หรือเป็นสายพันธุ์ที่หายากจะต้องมีการสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต และจะต้องสั่งซื้ออย่างน้อย 5 กิโลกรัม

โดยทางบริษัทจัดจำหน่ายจะส่งมันเทศไปให้ผู้บริโภคถึงบ้านภายในเวลา 2-3 วัน โดยบรรจุกล่องที่มีน้ำหนัก 5 กิโลกรัม และข้างกล่องจะบ่งบอกขนาดของหัวมันเทศเป็น 7 ขนาด คือ S2S, 2S, S, M, L, 2L และ 3L ในแต่ละกล่องจะบรรจุเพียงขนาดเดียวเท่านั้น เหตุผลที่มีความจำเป็นจะต้องแบ่งหัวมันเทศขายเป็นขนาดต่างๆ กัน เนื่องจากในการปลูกมันเทศเมื่อได้ผลผลิตนั้นจะมีขนาดของหัวมันเทศใหญ่ กลาง และเล็กแตกต่างกันไป ทั้งๆ ที่เป็นสายพันธุ์เดียวกัน

ที่ผ่านมา มีพ่อค้าส่งออกได้มีการติดต่อและมีความต้องการผลผลิตมันเทศญี่ปุ่นเนื้อสีเหลือง โดยระบุสายพันธุ์มาและได้มีการทดลองส่งตัวอย่างมาให้ทางผู้เขียนได้ทดลองรับประทาน เป็นมันเทศเนื้อสีเหลืองที่มีรสชาติอร่อยมากคือ มีความหวานมาก เนื้อนุ่มฟูละเอียดไม่มีเสี้ยน

ในที่สุดผู้เขียนก็ได้คำตอบว่า ในการปลูกมันเทศให้ประสบความสำเร็จนั้น นอกจากจะมีการบำรุงรักษา และให้น้ำที่เหมาะสมแล้ว สายพันธุ์ที่นำมาปลูกมีความสำคัญมาก กล่าวคือ ก่อนที่จะนำหัวมันเทศในแต่ละสายพันธุ์มาเพาะขยายพันธุ์ ควรตรวจสอบด้วยการนำหัวมันเทศนั้นมานึ่ง เผา หรือต้ม เพื่อทดลองรับประทานก่อนตัดสินใจปลูก

มันเทศเกาหลีใต้ ที่วางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์ คือ เนื้อสีเหลือ งและเนื้อสีเหลืองส้ม โดยบรรจุขายเป็นกล่องหรือถุงละ 1 กิโลกรัม ขายถึงผู้บริโภคในราคากิโลกรัมละ 8,600 วอน ซึ่งเมื่อคิดเป็นเงินไทยแล้วเป็นเงิน 230 บาทโดยประมาณ ถุงที่บรรจุหัวมันเทศ มีรูปของเกษตรกรผู้ผลิตติดอยู่บนถุง เป็นการรับประกันคุณภาพ

นอกจากนั้น ยังมีมันเทศที่ผลิตในรูปของเกษตรอินทรีย์และขายในราคาเดียวกัน ผู้เขียนได้ซื้อมันเทศเกาหลีใต้มาทุกสายพันธุ์ รวมถึงมันเทศที่ปลูกแบบอินทรีย์ด้วย และได้นำตัวอย่างการบรรจุหีบห่อมาปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการบรรจุหัวมันเทศที่ผลิตโดยแผนกฟาร์ม ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เพื่อจำหน่ายในโอกาสต่อไป เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยผู้เขียนได้นำหัวมันเทศเกาหลีใต้มาทดลองนึ่งรับประทาน ผลปรากฏว่า เป็นสายพันธุ์มันเทศที่มีรสชาติอร่อยมาก และแบ่งออกได้เป็น 2 สายพันธุ์ คือ

“พันธุ์เกาหลีใต้ เบอร์ 1” มีลักษณะเด่นตรงที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น คือเก็บเกี่ยวมาบริโภคได้หลังจากที่ปลูกลงดินไปเพียง 90 วัน หรือ 3 เดือนเท่านั้น ผิวเปลือกมีสีชมพูอมแดง เนื้อมีสีเหลืองส้ม เนื้อละเอียดเนียนไม่มีเสี้ยน รสชาติหวานอร่อย

ขณะที่อีกสายพันธุ์หนึ่ง คือ “พันธุ์เกาหลีใต้ เบอร์ 2” มีลักษณะคล้ายกับมันหวานญี่ปุ่น คือผิวเปลือกมีสีแดงเข้ม เนื้อมีสีเหลืองแต่เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวนานกว่า คือต้องปลูกอย่างน้อย 4 เดือน เนื้อมีความนุ่มไม่แข็งและมีรสชาติหวานมาก เมื่อบริโภคแล้วเนื้อมีส่วนคล้ายกับเกาลัด

เป็นที่สังเกตว่า มันเทศเกาหลีใต้ ที่ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ นอกจากจะมีรสชาติไม่หวานเท่าที่ควรแล้ว ข้อควรระวังเป็นพิเศษคือ ปัญหาของการทำลายของ “ด้วงงวงมันเทศ” หรือ “เสี้ยนดิน” ซึ่งจะทำให้รสชาติของมันเทศมีรสขมและมีกลิ่นเหม็น ลักษณะของหัวมันเทศที่บรรจุในถุงและในกล่องที่เกาหลีใต้นอกจากจะมีขนาดหัวใกล้เคียงกันแล้ว หัวมันเทศจะมีดินเกาะติดอยู่โดยไม่ได้ล้างทำความสะอาด ซึ่งจะเป็นข้อดีที่จะช่วยยืดอายุของหัวมันเทศให้ยาวนานขึ้น

รูปแบบของการปลูกมันเทศเกาหลีใต้แบบประณีต ได้มีการประยุกต์รูปแบบการปลูกมันเทศให้ปลูกได้ตลอดทั้งปีโดยเฉพาะฤดูฝน ต้นมันเทศเจริญเติบโตทางด้านลำต้นและใบงามเกินไป หรือที่เรียกกันว่าอาการบ้าใบ การเตรียมแปลงปลูกที่มีการยกร่องสูง 50-70 เซนติเมตร ในฤดูฝนจะช่วยในเรื่องการจัดการและมีการลงหัวได้มาก โดยมีรูปแบบปลูก ดังนี้

การปลูกมันเทศในแปลงคลุมพลาสติก ไถดินด้วยผาล 3 จำนวน 1 รอบ ตากดินให้แห้ง 1 อาทิตย์ ไถพรวน 1 รอบ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 1 ตัน ต่อไร่ และปูนขาว ใช้โลตาลี่ปั่นให้ดินละเอียดยกร่องแปลงเป็นสามเหลี่ยมด้วยผาลคู่ กว้าง 1 เมตร สูง 50-70 เซนติเมตร หลังจากนั้น วางระบบน้ำแบบน้ำหยด และคลุมแปลงด้วยพลาสติกคลุมแปลง เจาะรูพลาสติกห่างกัน 30 เซนติเมตร ปลูกมันเทศหลุมละ 2 ยอด ข้อดีของการปลูกมันเทศในแปลงคลุมพลาสติก ทำให้มันเทศลงหัวได้ดีในช่วงฤดูฝน ทำให้ปลูกมันเทศได้ตลอดปี ควบคุมความชื้นในแปลงได้ ลดปัญหาเกี่ยวกับวัชพืช ง่ายต่อการให้น้ำให้ปุ๋ย และลดปัญหาการกระแทกของน้ำฝนหรือน้ำที่ให้แบบสปริงเกอลร์ ที่ทำให้แปลงต่ำลง ซึ่งมีผลอย่างมาใกนเรื่องของการลงหัวและคุณภาพของผลผลิต

การปลูกมันเทศแบบคลุมด้วยฟางข้าว วิธีการใกล้เคียงกับการปลูกแบบคลุมพลาสติก แต่ต่างจากการคลุมพลาสติกมาเป็นคลุมด้วยฟาง ระบบน้ำเป็นแบบน้ำหยด หรือสปริงเกลอร์ ข้อดีของการคลุมด้วยฟาง ป้องกันการกระแทกของน้ำฝนหรือการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ ที่ทำให้แปลงต่ำลง ซึ่งส่งผลให้มันเทศลงหัวได้ดีขึ้น รักษาความชื้นในแปลงได้ดี (เหมาะแก่การปลูกในฤดูหนาว-ฤดูร้อน)

แม้หลายคนจะชอบไปเที่ยวแคว้นจัมมูแคชเมียร์ของอินเดียในยามที่เทือกเขาหิมาลัยปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน แต่ต้องขอบอกว่า แคชเมียร์ ช่วงฤดูมรสุมประมาณเดือนกันยายนที่มีฝนโปรยปรายก็สวยงามไปอีกแบบ ที่สำคัญจะได้เห็นภาพวิวทิวทัศน์เห็นบรรยากาศและกิจกรรมนานาชนิดที่ไม่มีโอกาสเห็นในหน้าหนาวอันเย็นยะเยือก

แคชเมียร์ นั้นเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นจัมมูแคชเมียร์ ซึ่งอยู่ทางเหนือสุดของอินเดีย มีชายแดนติดต่อกับปากีสถานและที่ราบสูงทิเบต ประกอบด้วย ดินแดนแคชเมียร์ (ฝั่งอินเดีย) จัมมู และลาดัคห์ โดยในส่วนของแคชเมียร์นั้นมีศรีนาคาเป็นเมืองเอก อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเดลี 676 กิโลเมตร เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาแคชเมียร์ มีระดับความสูง 1,730 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และแม้ตอนนี้จะมีทหารตำรวจเฝ้าประจำอยู่ทั่วเมืองและตามจุดต่างๆ แต่สอบถามผู้เกี่ยวข้องล้วนบอกตรงกันว่า ปลอดภัยดีสงบแล้ว นักท่องเที่ยวไม่ต้องกลัวปัญหาความขัดแย้งในอดีตระหว่างอินเดียกับปากีสถาน

แอปเปิ้ล แคชเมียร์ อร่อยสุดยอด

การไปเยือนแคชเมียร์ ถือว่าคุ้มค่า มีโอกาสชมสวนแอปเปิ้ลถึง 2 สวน ด้วยกัน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าแอปเปิ้ลของแคชเมียร์มีรสชาติอร่อยที่สุดในอินเดีย และยังได้ไปดูแปลงปลูกหญ้าฝรั่นที่กำลังลงเมล็ดในแปลงที่เตรียมไว้ นี่ก็ถือเป็นสุดยอดของแคชเมียร์เหมือนกัน พร้อมกับช็อปปิ้งหญ้าฝรั่นแห้งที่แพงแสนแพง คำนวณแล้วราคาพอๆ กับทองเลยทีเดียว (น้ำหนัก 1 กรัม ราคา 200 รูปี)

หลังจากที่กลับจากเมืองกุลมาร์ค ที่นั่นเราได้ไปขึ้นเคเบิลคาร์ นั่งชมทัศนียภาพของขุนเขาน้อยใหญ่ที่วันนี้ไม่มีหิมะเหลืออยู่แล้ว มีแต่หญ้าเขียวขจีและต้นไม้เล็กๆ เท่านั้น บางจุดจะเห็นบ้านพวกยิปซีเป็นหย่อม บ้างก็กำลังจูงฝูงแกะ ฝูงแพะ มาหาหญ้ากิน ตอนขากลับเลยได้แวะสวนแอปเปิ้ลที่อยู่ริมถนน

เส้นทางที่ว่าห่างจากเมืองศรีนาคา 35 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลานานทีเดียว เพราะแม้ถนนส่วนใหญ่จะลาดยาง แต่ก็ไม่ได้กว้างขวาง มีรถสวน และต้องทนฟังเสียงบีบแตรไปตลอด บางช่วงที่ผ่านหมู่บ้านน้อยใหญ่ก็ต้องระวังเด็กและฝูงแพะ ฝูงแกะ ที่มากันเป็นขบวนยาวเหยียด

อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องทนดูดควันพิษจากฝุ่นและฟังเสียงน่ารำคาญจากแตรรถ แต่สองข้างทางที่เต็มไปด้วยสวนผลไม้นานาชนิด ทำให้พวกเราไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะต่างกดรูปกันเป็นพัลวัน เนื่องจากเป็นภาพความประทับใจ เป็นภาพที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อน บางพื้นที่ไม่ได้ปลูกผลไม้ทั้งหมด แต่กันบางส่วนปลูกข้าวโพดร่วมด้วย

ในส่วนสวนผลไม้นั้นมีหลายเจ้า โดยมีป้ายแผ่นเบ้อเริ่มชักชวนให้ผู้สัญจรไปมาแวะเข้ามาชมสวน และแต่ละเจ้าจะนำผลไม้ในสวนมาขายข้างหน้าด้วย สวนที่เข้าไปชม เป็นสวนของ “คุณนาซีร์ อาหมัด ปาลา” อายุ 28 ปี สวนแห่งนี้มีพื้นที่เกือบ 8 เอเคอร์ (1 เอเคอร์เท่ากับ 2 ไร่ครึ่ง) ปลูกทั้งแอปเปิ้ล สตรอเบอรี่ และลูกแพร์

เห็นเป็นคนหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสไตล์แขกขาว ไม่น่าเชื่อว่าจะมาทำอาชีพเกษตรกรรม สอบถามแล้วได้ความว่า เขาผู้นี้เป็นครูสอนสกี อยู่ที่กุลมาร์คมาก่อน แม้เจ้าตัวจะไม่ได้เรียนจบมาทางด้านเกษตร แต่สมัยพ่อเคยทำเกษตรมาก่อน และตัวเขาเองเพิ่งซื้อสวนนี้ได้ไม่นานในราคา 5 หมื่นบาท โดยมีต้นแอปเปิ้ลอยู่เกือบร้อยต้น จากนั้นมาเปิดเป็นสวนเกษตรให้นักท่องเที่ยวเข้าชม คิดค่าหัว คนละ 10 รูปี ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ถูกแสนถูก เพราะไม่ถึง 10 บาท ตก 7 บาท เท่านั้น (1 รูปี เท่ากับ 0 .7 บาท ไทย)

คุณนาซีร์ พอจะพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง แต่ต้องใช้ไกด์ช่วยแปลอีกรอบ เล่าว่า สตรอเบอรี่และแอปเปิ้ลเริ่มออกผลเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม โดยแอปเปิ้ลออกดอกเดือนเมษายน และเก็บผลได้ประมาณเดือนกันยายน ถ้าใครเก็บแอปเปิ้ลจากต้น จะคิดลูกละ 50 รูปี แต่ถ้าซื้อที่ร้าน ขายกิโลกรัมละ 70 รูปี โดยเก็บมาแล้ว 1-2 วัน ซึ่งที่สวนไม่ได้นำแอปเปิ้ลไปขายที่ไหน จะขายเฉพาะที่สวนเท่านั้น

เห็นราคาเด็ดจากต้นถึง 50 รูปี แล้ว ไม่มีใครเด็ดสักคน ได้แต่โพสต์ท่าอ้าปากถ่ายรูปกับลูกแอปเปิ้ลเท่านั้น บ้างก็ขอถ่ายรูปกับหนุ่มเจ้าของสวนไว้เป็นที่ระลึก

ว่าไปแล้วผิดกับการเที่ยวสวนผลไม้ในจังหวัดทางภาคตะวันออกของไทยลิบลับ เพราะแม้จะให้เสียค่าเข้าสวนสูงสุดอย่างมากคนละเกือบร้อยหรือร้อยเศษๆ แต่ก็กินกันจนพุงกาง แถมบางเจ้าไม่หวง ถ้าใครจะขอใส่ถุงไปกินบนรถอีกต่างหาก

ในความเห็นของผู้เขียน ราคาเด็ดจากต้น ลูกละ 50 รูปี คิดเป็นเงินไทย ลูกละ 35 บาท นั้น มองว่าแพงทีเดียว แถมยังไม่มีแอปเปิ้ลสักชิ้นให้ลองชิม

ประเด็นนี้ คุณนาซีร์ ให้เหตุผลว่า เพราะต้องจ้างคนสวนเฝ้าถึง 4 คน จึงมีค่าใช้จ่ายมากในส่วนนี้ แต่นักท่องเที่ยวที่มาส่วนใหญ่ก็ยอมเสียค่าใช้จ่ายในการเด็ดจากต้นทั้งนั้น คนละ 1-2 ลูก ด้วยคิดว่าไหนๆ ก็มาถึงที่แล้ว เลยทั้งเด็ดและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกให้คุ้มค่า

คุณนาซีร์ บอกด้วยว่า ในช่วงหน้าแอปเปิ้ลนี้จะมีรายได้จากการเก็บค่าหัวนักท่องเที่ยว ประมาณ 1,000 รูปี ต่อวัน ตกวันละ 100 คน แบ่งเป็นคนอินเดีย 70 เปอร์เซ็นต์ ต่างชาติ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยช่วงฤดูกาลที่คนมาเที่ยวก็แค่เดือนถึงเดือนครึ่งเท่านั้น สวนแห่งนี้ปลูกแอปเปิ้ลถึง 15 พันธุ์ แยกตามสีได้ 4 สี คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง และสีชมพู พันธุ์ที่ดีที่สุดคือ อเมริกัน

สำหรับการบำรุงรักษาต้นแอปเปิ้ลนั้น เขาแจกแจงว่า ใช้สารเคมี 7 ครั้ง ต่อฤดูการผลิต ซึ่งถ้าไม่ใช้สารเคมีผลจะไม่แดง และจะไม่ได้ผลผลิตที่ดี ลูกจะตกเกรด ทำให้ลูกเล็กและมีตำหนิ การปลูกแอปเปิ้ลนั้น 10 ปี ถึงจะออกผล ทั้งนี้วางแผนไว้ว่าปีหน้าจะปลูกแอปเปิ้ลและปลูกเชอรี่เพิ่มขึ้น

ผลไม้มีชื่อของแคชเมียร์

ด้าน คุณอาชราฟ ชีค (Ashraf Sheikh) ไกด์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แต่ละฤดูกาลในแคชเมียร์จะมีผลไม้ออกตลอด อย่างช่วงสปริง ระหว่างเดือนเมษายน-พฤภาคม ช่วงนี้มีเชอรี่ สตรอเบอรี่ และแอปริคอต ส่วนเดือนสิงหาคม มีแตงโม เมล่อน และแอปเปิ้ลบางชนิด เดือนสิงหาคม-ตุลาคม แอปเปิ้ลออกเยอะมากเป็นหลายพันตัน ต้องส่งไปขายทั่วอินเดีย ในแคว้นจัมมูแคชเมียร์นั้น พืชผลไม้ที่มีชื่อและส่งออกด้วยมีทั้ง วอลนัต อัลมอนด์ และหญ้าฝรั่น

คุณอาชราฟ ชีค บอกอีกว่า รายได้หลักของชาวแคชเมียร์อันดับหนึ่งมาจากการท่องเที่ยว อันดับ 2 แอปเปิ้ล ตามด้วยงานหัตถกรรม หญ้าฝรั่น และอุตสาหกรรมพวกเฟอร์นิเจอร์

อีกวันได้ไปเยือนสวนแอปเปิ้ลอีกแห่ง หลังกลับพาฮาลแกม ซึ่งถ้าไปในช่วงหน้าหนาวก็จะเห็นเทือกเขาหิมาลัยขาวโพลนไปด้วยหิมะ ระหว่างทางจากศรีนาคาไปพาฮาลแกมนั้น ผ่านทุ่งนาเหลืองอร่ามบางแปลงก็เป็นสีเขียวตัดกับภูเขาสีฟ้าสีน้ำเงินสวยงามยิ่งนัก บางช่วงฝนตกเป็นหมอกจางๆ ถ่ายรูปออกมาก็สวยไปอีกแบบ

เส้นนี้จะมีสวนแอปเปิ้ลและสวนผลไม้เยอะกว่าถนนที่ไปยังกุลมาร์ค พวกเราได้เห็นและได้สัมผัสต้นวอลนัทต้นใหญ่ที่มีอยู่ทั่วไปทั้งในจุดที่รถวิ่งผ่านและจุดที่พวกเราลงไปเที่ยมชม บางหมู่บ้านก็ได้เห็นชาวบ้านกำลังเก็บผลมันอยู่ บ้างก็กำลังบรรจุใส่กระสอบ นักข่าวบางคนเดินผ่านต้นวอลนัทยังเก็บลูกมันมาไม่รู้เก็บมาเป็นที่ระลึกหรือจะนำมาปลูกในเมืองไทย

สวนแอปเปิ้ลที่แวะไปคุยด้วยนั้น เป็นสวนของ คุณลุง HAJIAB AZIZ KHANDAY อายุ 65 ปี และลูกชาย IMTIYGZ AHMAD KHANDAY อยู่ที่หมู่บ้าน HUGAM ใครจะเข้าไปชมสวนก็ได้ ไม่ต้องเสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด เจ้าของสวนใจดีจริงๆ หวังแค่เข้ามาแล้วซื้อติดไม้ติดมือกลับไปเท่านั้น

ส่วนนี้ มีเนื้อที่ 7 เอเคอร์ สวนนี้ทำกันมาหลายรุ่นแล้ว ตอนนี้เป็นรุ่นที่ 7 โดยปลูกแอปเปิ้ลอย่างเดียว ปลูกทั้งหมดมี 4 พันธุ์ มีดิลิเชียส โกลเด้น อเมริกัน R&D โดยปลูกจำนวน 35 ต้น ต่อ 1 เอเคอร์ การปลูกนั้นจะนำเมล็ดมาเพาะ เมื่อต้นโตจะนำมาทาบกิ่ง ซึ่งแอปเปิ้ลใช้เวลาออกดอกจนเป็นผลประมาณ 6 เดือน โดยแอปเปิ้ลต้นหนึ่งๆ จะให้ลูกประมาณ 50-60 กิโลกรัม

ในส่วนการเก็บผลนั้น หากภูมิอากาศดีๆ จะได้ 600 กล่อง 1 กล่อง หนัก 16-18 กิโลกรัม ผลผลิตที่ได้จะขายในแคชเมียร์ก่อน แต่ส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ จะส่งไปขายที่อื่น สำหรับราคาขายนั้น ถ้าขายที่สวน กิโลกรัมละ 50 รูปี แต่ถ้าไปซื้อในเมืองศรีนาคาราคาจะขึ้นเป็น กิโลกรัมละ 80 รูปี ในฤดูการผลิตหนึ่งๆ จะมีรายได้ประมาณ 400,000 รูปี

สอบถามวิธีการดูแลรักษา คุณลุงท่านนี้เล่าว่า เมื่อเริ่มออกลูกจะพ่นสเปรย์ตัวยาทั้งสวนเพื่อป้องกันแมลง พร้อมกันนี้ก็ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านคือขุดดินรอบต้นเพื่อให้มีอากาศที่ผิวดิน ซึ่งจะทำให้มีผลผลิตมากขึ้น ทั้งนี้การพ่นสารเคมี จะพ่น 4-5 ครั้ง ต่อฤดูการผลิต ความจริงไม่ค่อยอยากจะใช้สารเคมีมากนัก แต่ถ้าไม่ใช้ก็จะได้ผลผลิตไม่ดี จึงไม่คิดจะเลิกใช้ อย่างไรก็ตาม การใช้สารเคมีที่นี่ไม่ใช่ทำเพื่อให้ผลแดง แต่ต้องการป้องกันแมลงเท่านั้น และจะพ่นช่วงมีลูกเพื่อไม่ให้แมลงเจาะ โดยจะพ่นก่อน 1 เดือน ที่จะเก็บผลผลิต

ช่วงที่ไปเยือนสวนแอปเปิ้ลของคุณลุงท่านนี้ สมาชิกในครอบครัวนี้ทั้งลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานๆ กำลังบรรจุแอปเปิ้ลลูกหน้าตาน่ากินใส่กล่อง พวกเราเลยได้ถ่ายรูปกันยกใหญ่ ทั้งที่อยู่ในต้นและที่ถูกบรรจุใส่กล่องเรียบร้อยแล้ว แต่ทางภาครัฐการเกษตรของแคชเมียร์ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ สอนวิธีการทำอย่างไรให้ได้ผลผลิตมากขึ้น

คุณลุง HAJIAB เล่าว่า ในส่วนต้นแอปเปิ้ลส่วนใหญ่จะมีอายุประมาณ 50-60 ปี แต่บางต้นอาจจะมีอายุ 15 ปี เท่านั้น ซึ่งการปลูกและบำรุงรักษาแอปเปิ้ลช่วงนี้ (เดือนกันยายน) ไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่ากับช่วงหน้าหนาวหิมะตกที่จะต้องถึงขั้นทำไม้ค้ำกิ่งไว้ ช่วงนั้นต้องตัดกิ่งทั้งหมดเพื่อไม่ให้หิมะลงมาทับ กิ่งจะได้ไม่หัก ทั้งนี้การปลูกแอปเปิ้ลหลายชนิด ไม่มีพันธุ์ไหนยากเป็นพิเศษ การดูแลรักษาเหมือนกันหมด

แม้จะมีประสบการณ์การปลูกแอปเปิ้ลมายาวนานตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ แต่คุณลุงก็อยากจะให้ภาครัฐที่ดูแลงานเกษตรของแคชเมียร์ให้การสนับสนุนช่วยเหลือในเรื่องวิชาการ โดยเฉพาะสอนวิธีการทำอย่างไร ให้ได้ผลผลิตมากขึ้น (อันนี้ไม่รู้จะได้ผลประการใดเพราะเป็นเรื่องภายในประเทศ)

มาถึงคำถามสุดท้ายเชื่อว่า nancyajramonline.com หลายคนคงอยากรู้ว่า แกปลูกแอปเปิ้ลเป็น รุ่นที่ 7 แล้ว เคยกินและเปรียบเทียบรสชาติแอปเปิ้ลที่สวนกับแอปเปิ้ลของประเทศอื่นบ้างหรือไม่ อย่างแอปเปิ้ลของจีน คุณลุงบอกอย่างไม่ต้องคิดให้เสียเวลาว่า เคยกินแอปเปิ้ลจากประเทศอื่นเหมือนกัน แต่ของแคชเมียร์อร่อยกว่า ตอบแบบนี้ ยกนิ้วโป้งให้เลย

ในแวดวงของนักวิชาการเกษตรและเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในเชิงพาณิชย์ต่างก็ยอมรับกันว่า มะนาวพันธุ์แป้นรำไพ และพันธุ์แป้นดกพิเศษ (พันธุ์แป้นดกพิเศษ มีลักษณะผลและคุณภาพเหมือนกับพันธุ์แป้นรำไพทุกประการ แต่ผลผลิตดกกว่า 4-5 เท่า ในอายุต้นที่เท่ากันและมีการติดผลเป็นพวง) เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการผลผลิตมากที่สุด เนื่องจากพันธุ์ที่ออกดอกและติดผลง่าย ขนาดของผลค่อนข้างโต เปลือกผลบางและมีปริมาณน้ำในผลมาก มีอายุตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ที่สำคัญมะนาวทั้ง 2 สายพันธุ์ ดังที่ได้กล่าวมา สามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้ง่ายมาก

ที่ผ่านมาในอดีตการปลูกมะนาวของเกษตรกรไทยนิยมปลูกโดยใช้กิ่งตอนหรือกิ่งปักชำโดยคิดว่าต้นเจริญเติบโตและให้ผลผลิตเร็ว โดยไม่ได้นึกถึงปัญหาในเรื่องของระบบรากที่ไม่แข็งแรง เพราะมีแต่รากฝอย เมื่อต้นมะนาวเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่มักจะพบปัญหาว่า ต้นมะนาวทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีภาระเลี้ยงผลมาก อีกทั้งกิ่งตอนมะนาวเกือบทั้งหมดที่ขยายพันธุ์มาปลูกมักจะมีโรคไวรัสทริสเทซ่าและโรคกรีนนิ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นมะนาวทรุดโทรมเร็ว ผลผลิตต่ำ และมีอายุสั้นลง อีกทั้งยังพบปัญหาเรื่องโรคโคนเน่าและรากเน่าได้ง่าย

การทำสวนมะนาวที่ปลูกด้วยกิ่งตอนนั้นอายุไม่ยืนยาว เฉลี่ยอายุประมาณ 3-5 ปี ก็ตาย เกษตรกรจำเป็นต้องปลูกใหม่ ถ้าคิดการลงทุนปลูกใหม่ก็มีค่าใช้จ่ายมิใช่น้อย ทางเลือกใหม่ของเกษตรกรที่คิดจะลงทุนปลูกมะนาวแป้นอย่างยั่งยืน โดยที่มะนาวจะมีอายุอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป ควรจะใช้ต้นตอส้มต่างประเทศ เช่น ทรอยเยอร์, สวิงเกิล, โวลคา-เมอเรียน่า ฯลฯ เป็นต้นตอซึ่งมีข้อมูลยืนยันทางวิชาการว่าต้านทานโรครากเน่าและโคนเน่าได้ดี เนื่องจากมีระบบรากที่แข็งแรงและมีรากแก้ว

มีงานวิจัยจากภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตปทุมธานี ได้มีการศึกษาถึงอิทธิพลของต้นตอส้มบางชนิดที่มีต่อการเจริญเติบโตของมะนาวพันธุ์แป้นรำไพด้วยวิธีการนำกิ่งมะนาวพันธุ์แป้นรำไพมาเสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศ ผลจากศึกษาและวิจัยพบว่า กิ่งพันธุ์มะนาวพันธุ์แป้นรำไพที่เสียบยอดบนต้นตอส้มทรอยเยอร์ (Troyer) มีเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตมากที่สุด กิ่งพันธุ์มะนาวแป้นรำไพที่เสียบยอดไปมีการเจริญเติบโตสูงสุดในด้านความยาวกิ่งแขนง

เทคนิคในการเสียบยอดให้ใช้ต้นตอส้มทรอยเยอร์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-1 เซนติเมตร ตัดยอดต้นตอส้มให้สูงจากพื้นดินประมาณ 15 เซนติเมตร จากนั้นนำกิ่งมะนาวพันธุ์แป้นรำไพหรือแป้นดกพิเศษเสียบยอดด้วยวิธีการผ่าลิ่มให้แผลมีความยาวประมาณ 1 นิ้ว ใช้เวลาประมาณ 45 วัน ยอดที่เสียบจะแตกยอดใหม่ออกมา