กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้กลับชาติไม่เพียงถนัดแต่เรื่องผลไม้

แช่อิ่มกับผลไม้อบแห้ง แต่ทางกลุ่มยังมีความชำนาญทางด้านทำขนมไทยโบราณหลายอย่าง โดยเฉพาะขนมที่เด่นอย่างสำปันนีแป้งกล้วย ซึ่งเป็นขนมสมัยรัชกาลที่ 2 ในสมัยก่อนเรียกพญาเสวย โดยใช้กล้วยน้ำว้าดิบปอกเปลือกและฝานให้บางตากแดดให้แห้งแล้วนำมาปั่นให้เป็นแป้งกวนร่วมกับหัวกะทิ โดยใช้แป้งกล้วย 1 กิโลกรัม หัวกะทิ 4 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 4 กิโลกรัม แล้วกวนร่วมกันเป็นเวลา 4 ชั่วโมง ใช้ไฟอ่อน

หลังจากนั้น นำใบตองกล้วยตานีลนไฟตัดเป็นแผ่นเล็กเพื่อห่อแล้วนำไปตากแดด เหตุผลที่ต้องใช้ใบตองกล้วยตานีเพราะมีความหอม เมื่อแกะขนมออกจากใบตองก็จะทำให้ขนมนั้นมีความหอมด้วย นอกจากนั้น ยังทำขนมไทยอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นทองม้วน ลูกชุบ รังไร ช่อม่วง ทองหยิบ ฝอยทอง ฯลฯ

ป้าแดงชี้ว่า ตลอดเวลาที่ทำผลไม้กลับชาติยังไม่เคยพบปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เพราะทุกอย่างมีความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัตถุดิบหรือความรู้ความชำนาญ แต่สิ่งที่น่ากังวลและเป็นห่วงคือการสืบทอดความรู้เหล่านี้ไปยังคนรุ่นหลังที่นับวันจะให้ความสำคัญน้อยลง

“อยากให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ไว้ เนื่องจากเป็นสมบัติที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ และยังถือเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เพราะตอนนี้ต่างชาติเริ่มให้ความสนใจกันแล้ว ทั้งนี้ คนที่สนใจควรเริ่มจากต้องมีใจรักจริงเสียก่อน ต้องมีความอดทน เพราะความรู้เรียนกันได้ไม่ยากถ้าคุณสนใจจริง ดังนั้น หากต้องการเรียนรู้เชิญมาได้ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้กลับชาติ และสอบถามรายละเอียดได้ที่ป้าแดง โทรศัพท์ (034) 761-084” ป้าแดง กล่าวฝาก

ต้นดีปลี มีถิ่นกำเนิดที่เกาะโมลัคคาส ในมหาสมุทรอินเดีย แต่ได้มีการนำมาปลูกและแพร่กระจายในประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซีย โดยจัดเป็นไม้เถามีรากฝอยออกบริเวณข้อเพื่อใช้ยึดเกาะและเลื้อยพัน เถาค่อนข้างเหนียวและแข็ง มีข้อนูน แตกกิ่งก้านสาขามาก เจริญเติบโตได้ดีในที่ชุ่มชื้น มีแสงแดดรำไร ทุกส่วนประกอบของต้นดีปลีไม่ว่าจะเป็น ดอก ผล ราก ล้วนมีประโยชน์และสรรพคุณทางยามากมาย นิยมนำมาทำยาสมุนไพร โดยมีข้อมูลทางเภสัชวิทยาของดีปลี สมุนไพรไทยดีปลี มีฤทธิ์ต้านเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ช่วยต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ช่วยเสริมฤทธิ์ยานอนหลับ ช่วยต่อต้านออกซิเดชั่น ต้านพิษต่อตับ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว

และดีปลียังใช้ปลูกในเชิงการค้าเพื่อใช้ทางอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณหรือยาสมุนไพร โดยมีทั้งการปลูกเป็นพืชหลักและพืชเสริม โดยแหล่งผลิตที่สำคัญในบ้านเราได้แก่ ตำบลบ้านใหม่ ตำบลพังตรุ อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนแหล่งผลิตอื่น ๆ ก็ได้แก่ จังหวัดนครปฐม จันทบุรี และนครศรีธรรมราช

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) โดย คุณสุภีริยา เตชะนันท์ (คนที่ 2 จากขวา) ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อส่วนภูมิภาค แผนกสินค้าอาหารสด เป็นตัวแทนร่วมลงนามสัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายใน ในการซื้อขายสินค้าเกษตรของในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือกับกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์การเกษตร โดยมี คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ (คนที่ 3 จากขวา) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมเป็นประธานในพิธี ณ ศูนย์สินค้าเกษตรภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา นางสาวจริยา สุทธิไชยา รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเรื่อง “แนวทางการจัดการที่ดินให้แก่ประชาชน” ที่จัดขึ้นโดย คณะอนุกรรมการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ โครงการวิจัยศึกษาแนวทางการจัดการที่ดินให้แก่ประชาชน ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพฯ โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อหารือถึงแนวทางการจัดการที่ดิน ที่นำไปสู่การกระจายที่ดินที่เป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและมาตรการปฏิรูปประเทศ

เบื้องต้นรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ฐานข้อมูลในปี 2560 ระบุว่าพื้นที่ประเทศไทยมี 321 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตร 149 ล้านไร่ (47%) ต่อจำนวนประชาเกษตรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรประมาณ 7.69 ล้านครัวเรือน หรือ 24 ล้านคน พื้นที่จำนวนดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อเกษตรกร แนวทางการจัดสรรที่ดินของกระทรวงเกษตรฯ การจัดการระบบข้อมูลสารสนเทศ ทั้งในส่วนของการจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ให้เชื่อมโยงกัน มีการจัดทำ One Map แผนที่การเกษตรทั้งหมดของประเทศ เพื่อการจัดโซนนิ่งทางการเกษตรได้ว่าบริเวณใดควรปลูกอะไร ปริมาณเท่าไหร่

ต่อมา ผศ. อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ หัวหน้าโครงการวิจัย “แนวทางการจัดการที่ดินให้แก่ประชาชน” สกว. ได้ให้ข้อมูลว่า การกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นหัวข้อหนึ่งที่คณะอนุกรรมการบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้าง หรือ อปป. หยิบยกมาพิจารณาเนื่องจากถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 72 (3) มาตรา 258 ช. (2) ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผลต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่สมควร จะเร่งรัดให้เกิดผลโดยเร็ว เพื่อปรับปรุงเครื่องมือการบริหารและตัดสินใจทางนโยบาย

ปัจจุบันกฎหมายที่มีเจตนารมณ์ในการจัดที่ดินให้แก่ประชาชนโดยตรงมี 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1. ประมวลกฎหมายที่ดิน 2. พระราชบัญญัติที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 และพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 โดยกฎหมายเกือบทั้งหมดกำหนดให้นำ “ที่ดินของรัฐ” มาจัดให้ประชาชน บุคคลที่จะมีสิทธิ์ได้รับการจัดที่ดินกลุ่มแรกคือเกษตรกรและผู้ยากจน โดยขนาดที่ดินที่จัดให้จะอยู่ทีไม่เกิน 3-5 ไร่ ในส่วนของข้อกฎหมายพบว่า กฎหมายใหม่ด้านที่ดินของประเทศไทยเกิดขึ้น ในขณะที่กฎหมายก็ยังมีผลบังคัลใช้ ทำให้มีความซ้อนทับกัน ปัญหาที่พบหลังจากมีการจัดสรรที่ดินส่วนหนึ่งคือ

ผู้ที่อยู่ได้รับการจัดสรรที่ดินจากรัฐบาลเป็นเจ้าของที่ดินนั้นซึ่งได้รับความนิยามว่า คนจน เมื่อพ้นระยะเวลาห้ามโอนเป็นกรรมสิทธิ์สมบูรณ์ จะขายที่ดิน กล่าวโดยง่ายคือ ที่ดินมือหนึ่งเป็นของคนจน แต่มือต่อๆ มาเป็นของคนรวย ซึ่งอาจอยู่ในวงจรของการฟอกที่ดิน ทำให้การจัดสรรดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการกระจายการถือครองที่ดินหรือความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ในสภาพความเป็นจริงยังพบว่าการจัดสรรที่ดินเพื่อทำการเกษตรนั้น ผู้ที่ได้รับการจัดสรรมักจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกรรมบนที่ดินดังกล่าวที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าการทำการเกษตร เช่น จัดทำโฮมเสตย์ ทำธุรกิจท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งขัดความประสงค์ของรัฐที่วางไว้ และนอกจากนี้จากการจัดสรรดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวคือพื้นที่ป่าไม้ลดลงเหลือ 102.1 ล้ายไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ป่าของประเทศ ดังนั้น คณะผู้วิจัยโครงการดังกล่าว จึงเสนอแนวทางการจัดการที่ดินให้เหมาะสม

ที่เป็นมาตรการเร่งด่วนคือการจัดตั้งธนาคารที่ดิน การปรับรื้อกองทุนด้านที่ดิน สร้างระบบฐานข้อมูลป่าไม้-ที่ดิน และระบบภาษีที่ดิน จัดทำร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ปฏิรูปหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับสิทธิการจัดการและการใช้ประโยชน์ที่ดิน จัดทำประมวลกฎหมายป่าไม้ และการปรับรื้อกฎหมายที่ดินฉบับต่างๆ จัดทำแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน และปฏิรูประบบผังเมือง นอกจากนี้ในกฎหมายหลายฉบับควรมีการปรับเปลี่ยนนิยามของผู้ได้รับการจัดสรรที่ดินทั้งในส่วนของคำว่า “เกษตรกร” “ผู้ยากจน” รวมถึงชุมชนที่จะมีสิทธิได้รับที่ดิน ทั้งนี้ความคิดเห็นที่ได้จากข้อหารือต่อแนวทางการจัดสรรที่ดินดังกล่าวจะถูกนำไปพัฒนารายงานต่อคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน เพื่อนำส่งต่อให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน นายมานะ เพิ่มพูล หัวหน้าพื้นที่อนุรักษ์แบบบูรณาการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ร่วมกับสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย ฝ่ายปกครอง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี หน่วยงานความมั่นคง ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เกษตรกร เครือข่ายคนรักษ์ช้างป่า ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ แนวทางการอนุรักษ์ช้างป่าและการจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า ที่ศูนย์ข้อมูลอนุรักษ์ช้างแก่งกระจาน หมู่ 1 ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน

นายมานะ กล่าวว่า ได้เปิดเวทีแสดงความเห็นเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทบทวนแนวทางการจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติ ขณะที่หลายฝ่ายเดินหน้าสร้างมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหา ทั้งระยะสั้น ระยะยาว เช่น การจัดกำลังเจ้าหน้าที่ทหารชุดเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ ชุดจงอางศึก ออกลาดตระเวนเฝ้าระวังช้างป่า สร้างแนวรั้วกึ่งถาวร และส่งเสริมชุมชนช่วยดูแลทรัพย์สินพืชผลทางการเกษตร การป้องกันเหตุขณะช้างป่าเดินหากินบนถนนสายหัวหิน-ป่าละอู ล่าสุดได้นำมาตรการเสริมรั้วรังผึ้ง เสนอเป็นทางเลือกเพื่อป้องกันช้างป่าบุกเข้าทำลายพื้นที่ทางการเกษตร โดยเชิญ นางรชยา อาคะจักร นักวิจัยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชี้แจงแนวทางดำเนินงาน หลังจากกรมอุทยานฯ มอบหมายให้ทำโครงการนำร่องประสบความสำเร็จในหลายพื้นที่

“ ปัจจุบัน ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า เป็นปัญหาสำคัญกับการอนุรักษ์ช้าง เนื่องจากมีการขยายตัวของชุมชนอย่างต่อเนื่อง มีการบุกรุกพื้นที่ป่าทำให้ถิ่นที่อยู่ของช้างป่ามีพื้นที่ลดลง ปัจจุบัน มีช้างป่ากว่า 150 ตัว อาศัยในพื้นที่กว่า 220 ตารางกิโลเมตร ทางตอนล่างของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ทำให้มีความหนาแน่นค่อนข้างสูง ช้างป่าจึงต้องออกมาหากินนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ บางครั้งพบเจอมากถึง 80 ตัว ในครั้งเดียว ผลจากการศึกษา ตั้งแต่ ปี 2548 ถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 5 ตำบล ทั้ง อ.แก่งกระจาน และ อ.หัวหิน ความเสียหายส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ มีปัญหา 60 ครั้ง ต่อปี และ ต.ป่าเด็ง มีปัญหา 54 ครั้ง ต่อปี รวมความเสียทั้งหมดมากกว่า 1 ล้านบาท ต่อปี” นายมานะ กล่าว

จานกาบหมาก รายแรกในไทย

คุณสุมาลี ภิญโญ เท้าความว่า เมื่อ พ.ศ. 2539 ในตอนนั้น ได้รับมอบหมายให้จัดงานเลี้ยงอาหารขันโตก ที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา งานประเพณีภาคอีสานนั่งกินอาหารกับพื้นในช่วงค่ำ สมัยนั้นภาชนะบรรจุอาหารเป็น “โฟม” ซึ่งสวนทางกับธีมงานที่เป็นแบบย้อนยุค อีกทั้งโฟม เป็นขยะกำจัดยาก ปีต่อมาเปลี่ยนใช้กระทงใบตอง แต่ทว่าใบตอง ใส่อาหารได้น้อย ใส่อาหารที่มีน้ำก็รั่ว ฉีกขาดง่าย ณ เวลานั้น ยังหาทางออกไม่ได้ จนกระทั่งมาเจอใบกาบหมากจากต้นหมาก ทดลองนำมาขึ้นรูปเป็นจาน ชาม ปรากฏว่าใส่อาหารได้ทุกเมนู จากนั้นค่อยๆ ต่อยอดเรื่อยมา จนกลายเป็นธุรกิจ

วันที่ คุณสุมาลี เจอใบกาบหมาก เธอบอกว่า เห็นร่วงอยู่ที่พื้น ปกติชาวสวนจะนำไปเผา แต่จากการสังเกตเห็นว่าใบไม้ชนิดนี้มีลักษณะแข็ง เลยลองให้สามีซึ่งเป็นช่าง ขึ้นรูปเป็นจาน ปรากฏว่าใส่อาหารร้อน-เย็นได้ ใส่น้ำได้ไม่รั่ว เข้าไมโครเวฟได้ เลยทำขาย ตั้งแต่ ปี 2540 ค่อยๆ พัฒนาเรื่อยมา กระทั่ง ปี 2547 ส่งเข้าประกวดสินค้าโอท็อปได้ 4 ดาว จากนั้นไปขายที่งานโอท็อป เมืองทองธานี ขายดิบขายดี สินค้าไม่พอขาย ต้องทำตามออเดอร์เท่านั้น

“ย่านอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ชาวบ้านปลูกต้นหมากกันมาก ส่วนใหญ่จะเก็บแต่ลูกหมากไปเคี้ยว กาบหมากหรือใบมักจะถูกทิ้ง หรือนำไปเผา ดิฉันนำมาทดลองทำภาชนะ โดยคิดค้นเครื่องจักรปั๊มขึ้นรูป โดยใช้ความร้อน สามารถผลิตกาบหมากออกมาเป็นภาชนะรูปแบบต่างๆ”

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา “จานกาบหมาก” ของคุณสุมาลีก็ค่อยๆ เป็นที่รู้จักมากขึ้น ปี 2558 เจ้าของเริ่มสร้างแบรนด์ ใช้ชื่อ ‘วีรษา’ (VEERASA) ชื่อนี้มาจากชื่อของคุณปู่ และคุณย่า รวมกัน “วีระ+อุษา” ซึ่งหญิงสาวมองว่าเป็นชื่อที่สามารถจดจำได้ง่าย ชาวต่างชาติออกเสียงได้ไม่ยาก

“จานกาบหมากวีรษา แม้จะขายมานาน ตั้งแต่ ปี 47 แต่เป็นที่รู้จักในตลาดวงกว้างราว ปี 60 อาศัยการออกบู๊ธอย่างสม่ำเสมอและลูกค้าบอกปากต่อปาก ขนาดมีลูกค้าต่างชาติบินมาสั่งที่โรงงาน อาทิ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษ”

สำหรับจุดเด่นของภาชนะจากกาบหมาก เจ้าของสินค้า ระบุว่า มาจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ปราศจากสารเคมีและการฟอกสี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่แตกหักง่าย น้ำหนักเบา ใส่อาหารได้ทุกเมนู ใส่ของเหลวได้ เข้าเตาไมโครเวฟได้ ไม่อ่อนตัว ทนความร้อนได้ดี มีกลิ่นหอม และลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ย่อยสลายได้เองใน 45 วัน

ด้าน “กาบหมาก” ที่นำมาใช้นั้น คุณสุมาลี ระบุว่า อายุ 3-5 ปีขึ้นไป ต้นหมาก 1 ต้น จะมีกาบหมากตลอดทั้งปี จำนวน 15 กาบ กาบหมากที่มีความสมบูรณ์จะร่วงจากต้นเอง

ผลิตเท่าไรไม่เคยพอขาย

ในส่วนของขั้นตอนการทำ นำกาบหมากที่ร่วงจากต้น เลือกขนาดที่ต้องการนำมาล้างทำความสะอาด ให้ดินโคลนออกทั้งหมด ตากแดดให้แห้งสนิท จากนั้นนำเข้าเครื่องจักรความร้อนสูงปั๊มแบบลงไป ตัดแต่งให้สวยงาม ความพิเศษของบรรจุภัณฑ์จานกาบหมาก คือ มีความแข็งแรง แต่ควรใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เพราะหากโดนน้ำแล้วตากไม่แห้งจะชื้น มีเชื้อรา

ด้านวัสดุที่คุณสุมาลีใช้ ส่วนหนึ่งเธอปลูกต้นหมากเอง อีกส่วนหนึ่งรับซื้อจากเกษตรกร ซึ่งจะรับซื้อราคากิโลกรัมละ 8 บาท และเนื่องจากวัสดุมีไม่พอต่อความต้องการ หญิงสาวเลยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหมาก โดยการจะรับซื้อทั้งหมด ดำเนินการแล้วที่ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง โดยพื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกต้นหมากได้ ประมาณ 1,000 ต้น พร้อมยกระดับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้

หลังจากศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกสำรวจพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยยาง ตำบลโคคลาน อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว พบปริมาณน้ำเหลือ เพียง 18% และทางชลประทานสระแก้ว ร้องขอศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยยางและอ่างเก็บน้ำห้วยตะเคียน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำนั้น

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยยาง ตำบลโคคลาน อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว นายประสพ พรหมมา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก และ นายยศพล สยามไชย หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานสระแก้ว สำรวจอ่างเก็บน้ำห้วยยาง จังหวัดสระแก้ว เพื่อเตรียมปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำให้มีปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรชาวอำเภอตาพระยาและอำเภอโคกสูงในพื้นที่จังหวัดสระแก้วและเพื่อการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ

ด้าน นายยศพล สยามไชย หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานสระแก้ว กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำห้วยยาง ปัจจุบัน มีปริมาณน้ำ 18% ซึ่งอ่างเก็บน้ำนี้สามารถเก็บน้ำได้ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยทางชลประทานสระแก้ว มีนโยบายที่อยากจะเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ ให้มีปริมาณน้ำอย่างน้อย 50-60% เพื่อให้มีปริมาณน้ำที่เพียงพอและเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในปีต่อไปมีประสิทธิภาพ จึงทำเรื่องขอความอนุเคราะห์ไปยังศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก เพื่อทำฝนหลวงในบริเวณอ่างเก็บน้ำดังกล่าว

นายประสพ พรหมมา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก กล่าวว่า สำหรับการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยยางและห้วยตะเคียนทางศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงได้มาตั้งหน่วยในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ที่สนามบินวัฒนานคร เพื่อปฏิบัติหน้าที่ทำฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำห้วยยางและอ่างเก็บน้ำห้วยตะเคียน ซึ่งจากการบินสำรวจพื้นที่ เพื่อดูปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติการทำฝนหลวง พบว่า บริเวณดังกล่าวมีกระแสลมชั้นบนที่มีกำลังแรงซึ่งต้องคำนวณเพื่อที่จะทำให้ฝนตกบริเวณดังกล่าว และจะต้องคำนึงถึงผลกระทบในพื้นที่ข้างเคียงในเรื่องของน้ำหลาก ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง โดยทางศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงจะมีการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้มากที่สุดและให้ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการต่อไป

จีนแชมป์ต่างชาติซื้อคอนโดใน กทม.มากสุดทั้งอยู่เองและเพื่อลงทุนทั้งคอนโดระดับกลางและบนราคา 1.5-6 ล้านบาท เผยคอนโดปรับขึ้นเฉลี่ย 8.3% แต่คอนโดหรูขึ้นเล็กน้อยแค่ 0.4% เหตุแข่งขันรุนแรง

นางสาวนนท์รภัส พรสินคุณานนท์ หัวหน้าฝ่ายบริการธุรกิจที่พักอาศัย บริษัท โจนส์แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือเจแอลแอล เปิดเผยว่า แม้รัฐบาลจีนจะยังคงใช้มาตรการคุมเข้มให้ประชาชนของตนนำเงินออกนอกประเทศได้ไม่เกินคนละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.6 ล้านบาท ต่อปี แต่จากการสังเกตการณ์โดยบริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล พบว่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่ได้ขยับขึ้นมาเป็นผู้ซื้อชาวต่างชาติที่มีสัดส่วนการซื้อคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ มากที่สุด โดยประเมินว่าราว 50% ของชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ เป็นผู้ซื้อชาวจีน จากที่ก่อนหน้านี้บริษัทจีนเข้ามาเปิดธุรกิจในไทยจำนวนมาก และเป็นผู้เช่าใช้พื้นที่สำนักงานมากที่สุดเป็นอันดับ 3

นางสาวนนท์รภัส กล่าวว่า สำหรับคอนโดที่ชาวจีนนิยมซื้อส่วนใหญ่จะเป็นห้องชุดสตูดิโอและห้องชุดขนาดหนึ่งห้องนอน ในทำเลย่านรัชดาภิเษก-พระราม 9 ราคาระหว่าง 1.5-3 ล้านบาท โดยมีธนาคารต่างชาติและสถาบันการเงินของไทยบางแห่งที่มีนโยบายปล่อยกู้ให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการซื้อคอนโดในไทย โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ประกอบการพิจารณา อาทิ อายุของใบอนุญาตทำงานสำหรับบุคคลต่างด้าว และอายุสัญญาการว่าจ้างงานในประเทศไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตามการซื้อคอนโดของชาวจีนนี้ทั้งซื้อเพื่อการลงทุนและพักเองในช่วงที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทย

“คอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ที่ชาวจีนนิยมซื้อ ไม่ว่าจะเพื่อลงทุน หรือใช้เป็นที่พักช่วงเข้ามาท่องเที่ยวในไทย ส่วนใหญ่มีระดับราคาที่ประมาณ 6 ล้านบาทในทำเลย่านสุขุมวิท แต่ยังพบว่า มีเศรษฐีชาวจีนจำนวนมากขึ้นที่สนใจซื้อคอนโดมิเนียมกลุ่มลักชัวรี่และซุปเปอร์ลักชัวรี่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ และทำเลริมน้ำเจ้าพระยา” นางสาวนนท์รภัส กล่าว

นางสาวนนท์รภัส กล่าวว่า ทั้งนี้สำหรับสิ้นไตรมาสแรกของปีนี้ กรุงเทพฯมีคอนโดมิเนียมในโครงการที่สร้างเสร็จแล้วจำนวนรวมทั้งสิ้นราว 524,000 ยูนิต โดยในจำนวนนี้ เป็นคอนโดมิเนียมระดับบน 46,000 ยูนิต โดยราคาคอนโดมิเนียมมือหนึ่งเฉลี่ยทั่วกรุงเทพฯ มีราคาปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว แต่พบว่า คอนโดมิเนียมระดับบนมีราคาเฉลี่ยปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 0.4% เนื่องจากการแข่งขันที่สูงขึ้น

นางสาวนนท์รภัส กล่าวว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้ มีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่ซื้อที่ดินแปลงสำคัญๆ ในทำเลใจกลางศูนย์กลางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายที่ดินของสถานทูตอังกฤษโดยการร่วมทุนระหว่างกลุ่มเซ็นทรัลและฮ่องกงแลนด์ในราคาราว 18,700 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการซื้อขายที่ดินที่มีมูลค่าสูงสุดที่เคยมีมา การซื้อที่ดินที่ถนนหลังสวนโดยเอสซีแอสเสท ในราคาตารางวาละ 3.1 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นราคาซื้อขายที่ดินต่อตารางวาที่สูงสุดเท่าที่เคยมีมา นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอื่นๆ เช่น ไรมอน แลนด์, แมกโนเลีย, ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น และอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์

นางสาวนวลจันทร์ เตชะเสริมสุขกูล รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ได้ติดตามผลการดำเนินงานและเยี่ยมชม “โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมชีวมวล” ของกลุ่มบริษัทน้ำตาลบุรีรัมย์ ที่ได้รับรางวัลดีเด่นด้านพลังงานทดแทน ประเภทโคเจเนอเรชั่น จากการประกวด Thailand Energy Awards ปี 2017 และ 2018 จำนวน 2 โรง คือ โรงไฟฟ้า บริษัท บุรีรัมย์พลังงาน จำกัด หรือ BEC และโรงไฟฟ้า บริษัท บุรีรัมย์เพาเวอร์ จำกัด หรือ BPC ซึ่งมีผลงานดีเด่นจนได้รับคัดเลือกส่งเข้าร่วมการประกวดอาเซียน รีนิวเอเบิล เอนเนอร์ยี่ โปรเจ็กต์ คอมเพทติชั่น โดยปัจจุบันบริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) มีกำลังการผลิต 22,000 ตันอ้อย/วัน หรือคิดเป็นปริมาณอ้อยรวมมากกว่า 2 ล้านตัน มีกากอ้อยจากกระบวนการผลิตน้ำตาลปีละ 750,000 ตัน จึงใช้เงินลงทุนรวมมากกว่า 1,000 ล้านบาท จัดตั้งโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมชีวมวลขึ้น 2 แห่ง เพื่อนำกากอ้อยดังกล่าว มาผลิตไอน้ำและไฟฟ้าใช้เป็นพลังงาน โดยโรงไฟฟ้าบริษัท บุรีรัมย์เพาเวอร์ จำกัด ที่ได้รางวัลในปีนี้มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 9.8 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 100 ตัน/ชม.

“พพ.มุ่งเน้นส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานผ่านโครงการประกวด Thailand Energy Awards ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 19 ปี โดยในปีนี้มีโครงการรับรางวัล Thailand Energy Awards 2018 รวม 69 รางวัล โดย 25 โครงการได้รับคัดเลือกส่งเข้าร่วมประกวดในเวที ASEAN Energy Awards 2018 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม ที่ประเทศสิงคโปร์ มั่นใจว่าประเทศไทยจะยังรักษาสถิติจำนวนรางวัลสูงสุดไว้ได้เช่นเดิม” นางสาวนวลจันทร์ กล่าว