กลุ่มวิสาหกิจชุมชนพันธุ์ข้าวไทย ใช้ชีวิต “เศรษฐกิจพอเพียง”

บนแผ่นดินพ่อ ศูนย์ปราชญ์เกษตรช้างใหญ่ เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการปลูกข้าว แบบไร่นาสวนผสม สำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ทำนาไม่มาก 5-20 ไร่ โดยแนะนำให้เกษตรกรปรับปรุงผิวนามาทำเกษตรผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยแบ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่ามากที่สุด

ภายในศูนย์ฯ ประกอบด้วย บ้านพักอาศัย ทำนา ปลูกพืชผักไม้ผลและสระน้ำ 5 บ่อ สำหรับเพาะปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี มีฟาร์มเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ที่นี่ยังเป็นศูนย์ข้าวชุมชน เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในการปลูกข้าวให้แก่ชาวนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและชาวนาจากทั่วประเทศ

ลุงประมาณ สว่างจิต เกษตรกรปราดเปรื่อง เจ้าของศูนย์ปราชญ์เกษตรช้างใหญ่ ที่มีอาชีพทำนามาตลอดทั้งชีวิต กล่าวว่า การทำนาไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมาก เพราะข้าวไม่ใช่พืชน้ำ แค่ปลูกในผืนดินที่ชุ่มชื้น ต้นข้าวก็เจริญเติบโตได้งอกงามและให้ผลผลิตที่ดี ข้าวที่ได้น้ำน้อย จะมีลำต้นแข็งแรงกว่า คุณภาพแป้งสูง ให้ผลผลิตต่อไร่ดีกว่าต้นข้าวที่ได้น้ำเยอะ การปลูกข้าวที่ใช้น้ำน้อย ลดต้นทุนการผลิตได้เยอะ

เกษตรกรที่แวะเข้าชมกิจการศูนย์ปราชญ์เกษตรช้างใหญ่ จะได้เรียนรู้เรื่องการทำนาแบบชีวภาพ การคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะกับพื้นที่ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่าย การสาธิตวิธีการทำนาแบบต่างๆ การทำนาแบบหว่านเมล็ด การทำนาแบบใช้คนปักดำ การทำนาแบบใช้เครื่อจักรดำนา การทำนาแบบโยนกล้า

ศูนย์ปราชญ์เกษตรช้างใหญ่ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนเพื่อให้สมาชิกได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ป้องกันปัญหาข้าวดีด ข้าวปน ทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้กับสมาชิกที่ทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ นอกจากนี้ ทางศูนย์ยังจัดอบรมการเพาะเชื้อราบิวเวอเรีย เชื้อรากำจัดแมลง สนับสนุนการใช้เชื้อราบิวเวอเรีย กำจัดแมลงซึ่งได้ผลดีกว่าสารกำจัดแมลงแบบเคมี การใช้เชื้อราบิวเวอเรียไม่มีสารตกค้างใดๆ แถมมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการใช้สารเคมีเสียอีก

ทางศูนย์ส่งเสริมให้สมาชิกใช้น้ำหมักชีวภาพทั้ง ปุ๋ยหมักชีวภาพ น้ำหมักป้องกันแมลง น้ำหมักเพื่อย่อยสลายตอซังแก้ปัญหาข้าวดีด ข้าวเด้ง โดยรวมกลุ่มกันทำน้ำหมักชีวภาพใช้แทนปุ๋ย เพื่อช่วยลดต้นทุนการทำนา และเป็นการเพิ่มจุลินทรีย์ให้กับดิน

ภายในศูนย์ฯ สาธิตการเลี้ยงไก่ไข่ เพื่อลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว แรงงาน 1 คน สามารถเลี้ยงไก่ได้ถึง 300 ตัว โดยใช้เวลาให้น้ำและอาหารเฉพาะช่วงเช้าและช่วงเย็น โดยไม่รบกวนการทำงานตามปกติ ไก่ที่เลี้ยงจะให้ผลผลิตประมาณ 270 ฟอง ต่อวัน เพื่อบริโภคในครัวเรือนและแบ่งขายชาวบ้านในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด เพื่อให้คนในชุมชนได้บริโภคไข่ไก่ที่สดและราคาถูก

ภายในศูนย์มีบ่อเลี้ยงกบและปลาที่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ประมง อำเภอบางไทร โดยศูนย์มีบ่อเลี้ยงปลา 4 บ่อ เลี้ยงปลา 4 สายพันธุ์ คือ ปลาสวาย ปลานิล ปลาตะเพียน และปลายี่สก ด้านบนมีกระชังเลี้ยงกบ การขุดบ่อเลี้ยงปลายังมีประโยชน์อีกอย่างคือ เก็บกักน้ำสำหรับใช้ในช่วงหน้าแล้ง

ทางกลุ่มฯ สนับสนุนให้สมาชิกเรียนรู้การทำน้ำยาซักล้างประเภทต่างๆ เป็นอาชีพเสริม เช่น น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน สบู่เหลว แชมพูสระผม ช่วยลดรายจ่ายของสมาชิก โดยทางศูนย์จัดฝึกอบรมวิธีการทำและจัดเตรียมวัตถุดิบจำหน่ายสมาชิกในราคาต้นทุนอีกด้วย

ในระยะนี้จะมีสภาพอากาศแห้งแล้ง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองเฝ้าระวังการระบาดของหนอนม้วนใบและหนอนกระทู้ผัก สามารถพบได้ในระยะที่ต้นถั่วเหลืองอายุประมาณ 1 เดือน เกษตรกรควรสังเกตหนอนม้วนใบ มักพบหนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ชักใยบางๆ คลุมตัวไว้แล้วกัดกินผิวใบ เมื่อหนอนโตขึ้นจะกระจายกันออกไปทั่วทั้งแปลง เพื่อสร้างใยยึดใบพืชจากขอบใบของใบเดียวเข้าหากัน หรือชักใยดึงเอาใบมากกว่า 2 ใบมาห่อรวมเข้าหากัน และอาศัยกัดกินอยู่ในใบที่ห่อม้วนนั้นจนหมด จึงเคลื่อนย้ายเข้าไปทำลายใบอื่นต่อไป

สำหรับในระยะก่อนออกดอกถึงระยะฝักยังเขียวอยู่ หากพบใบถูกทำลาย 30% หรือในระยะหลังดอกบาน 4 สัปดาห์ กรณีพบใบถูกทำลาย 60% ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

นอกจากนี้ เกษตรกรควรติดตามเฝ้าระวังการระบาดของหนอนกระทู้ผัก จะพบหนอนเข้าทำลายตั้งแต่ต้นถั่วเหลืองเจริญเติบโตทางลำต้นและใบจนถึงระยะออกดอกและติดฝัก โดยหนอนที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆ จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มกัดแทะผิวใบด้านล่าง ทำให้เหลือแต่เส้นใบ เมื่อผิวใบแห้งจะมองเห็นเป็นสีขาว หากหนอนโตขึ้น หนอนจะกัดกินเข้าไปจากขอบใบ และจะแยกกลุ่มออกไปกัดกินใบทั่วทั้งแปลง

หากพบการระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยเชื้อไวรัสของหนอนกระทู้ผัก อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่น 1-2 ครั้ง กรณีใบถูกทำลาย 30% ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟลูอาซูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

กล้วยไข่ เป็นผลไม้ที่มีระยะเวลาการเก็บรักษาค่อนข้างสั้น เมื่อตัดออกจากเครือยังเป็นสีเขียว วางจำหน่ายไม่กี่วันก็จะเหลืองสุกและขั้วหวีจะเน่าตามมา กล้วยไข่เป็นผลไม้ที่มีการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเช่นเดียวกับผลไม้ประเภทอื่น ๆ ซึ่งจะต้องมีระยะเวลาในการเดินทางและระยะเวลาในการวางจำหน่ายอยู่ในร้านประมาณ 15 วัน

คุณจารุวรรณ บางแวก ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การส่งออกกล้วยไข่ไปจำหน่ายต่างประเทศพบว่ามีปัญหาเรื่องการส่งออก คือ ขั้นตอนของการบ่มและการวางจำหน่าย มีปริมาณการสูญเสียมากที่สุดประมาณ 64 % สาเหตุการสูญเสียที่สำคัญคือ โรคขั้วหวีเน่า60 % ที่มีสาเหตุจากการทำลายของเชื้อรา ทำให้ผลผลิตส่วนหนึ่งเกิดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้อายุการวางจำหน่ายสั้นลงที่ปลายทาง และเมื่อเกิดโรคขั้วหวีเน่าก็จะทำให้ขายไม่ได้

การสูญเสียของผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยวสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากปัจจัยในตัวของผลิตผลเอง ได้แก่ การหายใจ การคายน้ำซึ่งทำให้ผลิตผลเกิดการสูญเสียน้ำหนัก และปัจจัยภายนอกได้แก่ การทำลายของโรคและแมลง การเกิดบาดแผลอันเนื่องมาจากของมีคมเวลาเก็บเกี่ยว รวมไปถึงภาชนะบรรจุ และการขนส่ง

คุณจารุวรรณ อธิบายว่า การสุกของผลไม้เกิดจากเอทธิลีนซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นเป็นตัวเร่งให้เกิดการสุกของผลไม้ ถ้าเราจะยับยั้งให้เกิดการสุกช้าลง ก็ต้องยับยั้งให้เกิดเอทธิลีนลดลง เพราะเมื่อกล้วยไข่สุกก็จะเกิดโรคขั้วหวีเน่าตามมา

ส่วนการป้องกันไม่ให้เกิดขั้วหวีเน่า เกษตรกรจึงจำเป็นต้องพยายามหาทางป้องกันมิให้เกิดเชื้อราเข้ามาทำลายตั้งแต่ในสวน โดยเฉพาะในฤดูฝนจะเกิดเชื้อราสูงมาก เกษตรกรใช้สารที่เป็นส่วนประกอบของคาร์เบนดาซิมฉีดพ่นในแปลงกล้วยไข่ในปริมาณมาก เพื่อป้องกันมิให้เกิดเชื้อรา ซึ่งจะมีผลทำให้สารตกค้างมาถึงเวลาเก็บเกี่ยวด้วย ถ้าเกษตรกรใช้ในอัตราตามที่กำหนดก็จะไม่มีปัญหาในเรื่องของสารตกค้าง

การศึกษาวิจัยนี้เพื่อหาสาเหตุของการสูญเสียของกล้วยไข่หลังการเก็บเกี่ยวตลอดถึงการจำหน่ายที่ตลาดปลายทาง และหาวิธีการเหมาะสมในการยืดอายุการเก็บรักษากล้วยไข่ และหาชนิดของสารเคมีในการควบคุมโรคขั้วหวีเน่าของกล้วยไข่ทดแทนการใช้สารคาร์เบนดาซิม

“เราจะต้องศึกษาวิจัยตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การขนส่ง จนกระทั่งการวางจำหน่าย นอกจากจะได้คุณภาพที่ดีแล้ว การยืดอายุการเก็บรักษากล้วยไข่ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้สามารถขนส่งและวางจำหน่ายได้นานมากขึ้น”

พบการใช้ 1-MCP ชะลอการสุกของกล้วยไข่

ผู้เชี่ยวชาญจารุวรรณ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการนำสาร 1-MCP (1-methyleyclopropene) มาใช้ในการชะลอกระบวนการสุกของผลิตผลเกษตรหลายชนิดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค มีความเป็นพิษต่ำมาก ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม สาร 1-MCP สามารถลดการเกิดเอทธิลีน ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ผลไม่สุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากการศึกษาวิจัยทุกขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวไปจนถึงการวางจำหน่าย พบว่า การใช้ 1-MCP ยืดอายุการเก็บรักษากล้วยไข่ด้วยความเข้มข้น 1000 ppb รวมกับการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียส สามารถเก็บรักษากล้วยไข่ได้นาน 21 วัน

เมื่อนำกล้วยไข่มาบ่มด้วยสารเร่งการสุก ผลกล้วยไข่จะสุกหลังการบ่มประมาณ 11-13 วัน เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ใช้สาร ใช้เวลาหลังการบ่มได้นานเพียง 7 วัน สามารถสรุปได้ว่า สาร 1-MPC สามารถชะลอการสุกของกล้วยไข่ได้ ทำให้ยืดอายุการวางจำหน่ายได้นานขึ้น

โรคขั้วหวีเน่าปัญหาสำคัญการส่งออกกล้วยไข่

คุณจารุวรรณ กล่าวต่อไปว่า เกษตรกรยังขาดความรู้เรื่องการใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราควบคุมโรคขั้วหวีเน่าของกล้วยไข่ในการคัดบรรจุ โดยนำสารคาร์เบนดาซิมที่ใช้ฉีดพ่นป้องกันกำจัดเชื้อราในแปลงกล้วยมาใช้ในการจุ่มล้างหวีกล้วยไข่ในการคัดบรรจุอีกด้วย จึงทำให้ตรวจพบมีปริมาณสารคาร์เบนดาซิมตกค้างในกล้วยไข่ที่ส่งออกไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเกินค่าปริมาณสารตกค้างสูงสุด 0.1 มก./กก.

ประกอบกับกรมวิชาการเกษตรได้รับรายงานจากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี ว่า พบสารคาร์เบนดาซิมตกค้างในกล้วยไข่ที่ส่งออกไปในปริมาณสูงกว่า 100 ppm ขอให้กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร ทำการศึกษาวิจัยทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องสารคาร์เบนดาซิมตกค้างในกล้วยไข่ที่จะส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

จึงได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพของสารเคมี 4 ชนิด คือ อิมาซาลิล โปรคลอราช ไดฟิโคนาโซล และโปแตสเซียมชอร์เบต พบว่า สารโปคลอราช 250 มก./ลิตร มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรคขั้วหวีเน่าหลังการเก็บเกี่ยว สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ดีไม่แตกต่างจากการใช้สารคาร์เบนดาซิม และ เบโนบิลได้อย่างดี

อย่างไรก็ตามการเกิดโรคและความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับการดูแลในช่วงก่อนการเก็บเกี่ยวและระหว่างการเก็บเกี่ยว ถ้าเกษตรกรมีการปฏิบัติที่ดีมีการปนเปื้อนของเชื้อราที่เป็นสาเหตุน้อย ก็จะทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดี อาจไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีหรือใช้ในอัตราความเข้มข้นต่ำ ก็สามารถลดการเกิดโรคและความรุนแรงของขั้วหวีเน่าของกล้วยไข่ได้อยากจะเตือนเกษตรกรที่ปลูกกล้วยไข่ว่าการจัดการในแปลงปลูกกล้วยไข่เป็นสิ่งสำคัญและไม่ควรพ่นสารเคมีในอัตราที่สูงเกินไป เพราะจะทำให้มีสารตกค้างในผลกล้วย ผู้เชี่ยวชาญกล่าวย้ำในที่สุด

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวพืชสวน กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-29406363 ต่อ 1813 และสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี โทร. 0-3939-7134

มะยงชิด-มะปรางหวาน เป็นผลไม้ขึ้นชื่อจังหวัดนครนายก ผลไม้ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ ลูกใหญ่ สีสวย อร่อยกว่าในพื้นที่อื่น

คุณสุดา รุ่งเรือง เกษตรอำเภอเมืองนครนายก กล่าวว่า อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก มีพื้นที่การปลูกมะยงชิด ประมาณ 3,255 ไร่ ในปีนี้สถานการณ์การติดดอกออกผลถือว่าน้อยมาก ปลูกแบบวิธีธรรมชาติติดผลเพียง 10เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้เกษตรกรต้องหาวิธีการใหม่ๆ มาใช้ในช่วงการติดดอกออกผล คือการใช้หลอดไฟเร่งในการออกดอก แต่บางปี อย่างปีนี้ หากมะยงชิดดอกกำลังบานแล้วฝนตกหนัก จะทำให้การติดผลน้อย

คุณชัชวาลย์ วิไลวงษ์ ข้าราชการบำนาญ ตำแหน่งโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด อยู่บ้านเลขที่ 79/2 หมู่ที่ 8 ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เกษตรกรผู้ใช้นวัตกรรมผลิตมะยงชิดโดยการใช้ดวงไฟส่อง เพื่อช่วยการออกดอก เริ่มทำสวนได้เกือบ 10 ปีแล้ว ทำตั้งแต่ที่ยังรับราชการอยู่ โดยพื้นที่สวนตรงนี้มีทั้งหมด 22 ไร่ เป็นมรดกจากคุณพ่อคุณแม่ มีการแบ่งพื้นที่ไว้ปลูกผลไม้หลายชนิด โดยจะปลูกมะยงชิดเป็นตัวหลัก ปลูกมังคุด กระท้อน มะพร้าว เป็นพืชแซมบ้าง

คุณชัชวาลย์ เล่าว่า ที่ผ่านมา ที่สวนมะยงชิดของตนต้องประสบกับปัญหาการขาดทุนมาโดยตลอด ปัจจัยหลักคือเรื่องของอากาศ มะยงชิดเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างมีผลผลิตยากหากอากาศไม่ดีจะไม่ออกดอกเลย ร้อนหรือหนาวไป อากาศไม่ดีลูกก็ไม่ติด พอติดลูกมาเจอฝนก็ทำให้ลูกไม่ดีแตกขายไม่ได้ จึงคิดวิธีเอาชนะกับธรรมชาติมาโดยตลอด จนวันหนึ่งได้ฟังเหตุการณ์ที่ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า แถวตำบลท่าทรายมีการจัดงานศพ ชาวบ้านเมื่อมีการจัดงานศพเขาจะมีการติดไฟเปิดไฟประดับ แล้วตรงโซนที่เขาเปิดไฟบังเอิญมีต้นมะยงชิดอยู่ ปรากฏว่าเมื่องานศพเสร็จลงมะยงชิดออกดอกและออกตรงเฉพาะที่มีดวงไฟติดอยู่ เมื่อได้ยินอย่างนี้ ด้วยความที่เป็นคนชอบทดลอง จึงลองนำมาทำที่สวนของตัวเองดู ปรากฏว่าได้ผล เพราะว่าตนทำได้ผลมาเป็นปีที่ 3 แล้ว แต่ประเด็นนี้ก็ถือว่ายังไม่สรุปว่าเป็นเพราะอะไร แต่ตนคิดว่าคล้ายๆ ว่าช่วงออกดอกเขาจะต้องการแสงสว่างทั้งวันทั้งคืน

โดยการทดลองนี้ คุณชัชวาลย์ได้เริ่มติดดวงไฟให้มะยงชิดเพื่อเร่งการออกดอก เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เริ่มจากนำหลอดไฟมาทดลองติดที่สวน ประมาณ 60-70 หลอด ติดเพียงต้นละดวง ถือเป็นการทดลองช่วงแรก เมื่อติดดวงไฟแล้วลองสังเกตดูปรากฏว่าออกดอก เห็นผลภายในระยะเวลา 5-6 วัน

หลักการติดดวงไฟที่เหมาะสม

ที่สวนคุณชัชวาลย์ ปลูกต้นมะยงชิดในระยะห่างระหว่างต้น 8 เมตร หลักการติดดวงไฟ เริ่มติดจากเดือนพฤศจิกายน คือช่วงอากาศเริ่มหนาวเราก็เริ่มติด มีการเตรียมต้นตั้งแต่ช่วงต้นปี คิดง่ายๆ ว่า หลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จ ช่วงเดือนมีนาคมให้เริ่มตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมีให้ใส่ช่วงเดือนตุลาคม สูตรสะสมอาหาร 8-24-24 การตัดแต่งกิ่งของคุณชัชวาลย์ไม่ได้เริ่มจากธรรมชาติ แต่ตัดแต่งกิ่งแบบเพื่อที่จัดการติดดวงไฟ คือลักษณะข้างในจะโล่งหมด แต่ข้างนอกจะต้องทึบ มองดูคล้ายร่ม

ลักษณะการติดหลอดไฟ ให้ติดแนวตั้ง ติดเพียงหลอดเดียว ไม่ต้องติดเยอะ เพราะว่าติดหลอดเดียวก็สว่างทั่วถึงแล้ว หลังจากติดดวงไฟ 4-5 วัน ออกดอก หรือไม่เกิน 10 วัน แต่ส่วนมากที่สวนติด 5 วัน ออกแล้ว การพิจารณาต้นที่ควรติดหลอดไฟ ให้ดูที่ตาดอกที่สมบูรณ์

ระยะเวลาในการเปิดไฟ เมื่อพระอาทิตย์ตกดินหมดแสงสว่างให้เริ่มเปิดดวงไฟนานถึงเช้า พอเช้าก็ปิด ที่สวนมีต้นมะยงชิด 500 ต้น แต่จะไม่ติดดวงไฟหมดเลยทีเดียว จะใช้หลักการบริหารจัดการ เพราะคนสวนที่นี่มีคนเดียว จะติดดวงไฟทีละ 40-50 ต้น คือไล่กันพอดอกติดเราก็ย้ายดวงไฟ แต่ถ้าเราติดดวงไฟพร้อมกันทั้งหมด 500 ต้น จะดูแลไม่ทัน เมื่อมันออกดอกมาแล้วเราต้องดูเรื่องแมลง รวมถึงการบำรุงต่างๆ มันถึงมีปัญหา แต่ถ้าติดทีละน้อยลูกน้องเราก็ดูทัน ใช้วิธีนี้แล้วถือว่าช่วยทุ่นปัญหาไปได้เยอะ ค่าไฟต่อเดือน เสียเดือนละ 3,000-4,000 บาท หากจะรอพึ่งวิธีธรรมชาติผมคิดว่าต้องรออีกหลายปี

“อย่างปีนี้ มะยงชิดกว่าจะทำให้ออกดอกว่ายากแล้ว แต่จะทำให้ติดผลยากกว่า เป็นเพราะที่อากาศ คือออกดอกมาจริง แต่อากาศไม่ได้ ร้อนๆ หนาวๆ มีฝน ดอกก็จะหลุดไปหมด ยิ่งปีนี้ยิ่งแย่ ของผมติดไฟร้อยกว่าต้น ผลผลิตผมปีที่แล้วได้ 4 ตัน ปีนี้เหลือไม่น่าถึง 2 ตัน” เจ้าของบอก

ฝากถึงเกษตรกรผู้ปลูกมะยงชิด

“การปลูกมะยงชิด เรื่องของการดูแลคือเรื่องใหญ่ หมายความว่า เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วต้องทำดูแลเป็นขั้นตอนตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยพืช ปุ๋ยขี้วัว แล้วก็คอยดูแลพวกต้น พอถึงช่วงที่เราต้องใส่ปุ๋ยชนิดไหนก็ใส่ให้ตรงตามความต้องการ อย่างของผมเดือนตุลาคม ใส่ปุ๋ย 8-24-24 เพื่อให้ต้นได้สะสมอาหาร เพื่อที่เตรียมติดไฟ” เจ้าของสวนบอก

ทางด้าน อาจารย์ประทีป กุณาศล นักวิชาการเกษตรอิสระด้านพืช มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า หลังจากที่ได้ติดตามเรื่องการผลิตมะยงชิดออกก่อนฤดูโดยการใช้ไฟ ตนเองก็ดีใจไปกับเกษตรกรบ้านเราด้วย เมื่อเกษตรกรบ้านเราสามารถทำให้มะยงชิดออกนอกฤดูได้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเลย แม้แต่ในกรุงเทพฯ หรือพื้นที่อื่นๆ ก็จะสามารถปลูกได้ เมื่อปลูกได้มากขึ้นผลผลิตมีมากขึ้น ราคาจะย่อมเยาลง แต่ในตลาดต่างประเทศจะไปได้ดีขึ้น เพราะตลาดในปีที่ผ่านมา มีการส่งออกไปทางโซนยุโรป และประเทศจีน มะยงชิดเป็นผลไม้มีสีสวย รสเปรี้ยวอมหวาน หวานอมเปรี้ยว คนต่างชาติชอบ ซึ่งเดี๋ยวนี้ผลไม้ต้องมีสีสวย เพราะฉะนั้นผมมองว่าตลาดต่างประเทศจะดีขึ้น

“แต่เดิมช่วงที่เราผลิตได้เป็นระยะเวลาสั้น แต่ถ้าสามารถทำได้ถึง 6 เดือน มองว่าต่อไปเราพัฒนาวิธีทำให้ออกดอกผลิตผลดีขึ้น เราก็สามารถทำตลาดได้ดีขึ้น ผมมองในจุดนั้น เพราะผมเองก็มีประสบการณ์ทำให้ผลไม้ออกนอกฤดูในหลายๆ เรื่อง และพืชแต่ละชนิดก็จะมีฮอร์โมน มีวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป ตอนนี้ทำให้ออกดอกได้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เรารู้ทางแล้ว แล้วจะทำอย่างไรให้ติดผลดีขึ้น ลูกใหญ่ขึ้น คุณภาพดีขึ้น ก็คือเป็นอีกวิธีการหนึ่ง…อย่างกรณีที่เปรียบเทียบกันใกล้ที่สุดคือ แก้วมังกร แก้วมังกรจากหลายประเทศ อย่าง จีน ไต้หวัน เวียดนาม ก็ใช้ไฟบังคับให้ออกดอก แก้วมังกรเป็นพืชวันยาวก็ชัดเจนเลยว่าเมื่อได้ไฟ ได้วันที่ยาวขึ้นก็สามารถทำให้ออกดอกได้ แต่ส่วนของมะยงชิดก็เป็นอีกเรื่อง ที่ต้องศึกษากันเพิ่มเติมต่อไป ซึ่งเรามาเจอเทคนิคนี้ถือว่าเกษตรกรของเราเป็นคนช่างสังเกต และถือว่าเกษตรกรบ้านเราเป็นเกษตรกรที่มีความสามารถ มีองค์ความรู้ และสามารถพัฒนาต่อยอดได้ไม่แพ้ชาติใดในโลกเลย

ในฐานะที่เป็นอดีตข้าราชการงานวิจัยมาก่อน จึงอยากฝากถึงนักวิจัยรุ่นต่อไปว่า ผมได้ข่าวเรื่องนี้มาเมื่อเดือนที่แล้ว ต่อไปเราจะทำอย่างไร เราจะพัฒนากันอย่างไร ในขณะที่เกษตรกรนำเราไปแล้วก้าวหนึ่ง เราเป็นนักวิชาการจะเสริมเขาอย่างไรได้บ้าง ซึ่งผมคิดว่าเอาวิชาการเข้ามาช่วยจะทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์มากขึ้น ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดี” อาจารย์ประทีป กล่าว

มะยงชิดที่ออกดอกยาก ใช้เทคนิคเปิดไฟให้ออกดอกได้ดี

แต่สิ่งที่เกษตรกรประสบอยู่คือ ออกดอกแล้วฝนตก ดอกร่วง ติดผลน้อย นี่คือปัญหา ซึ่งจะต้องหาทางแก้ไขกันต่อไป มีบางคนคิดจะใช้พลาสติกทำหลังคาให้ ช่วงมีดอก ซึ่งต้องดูว่าคุ้มทุนไหม หรือมีปัญหาเรื่องการรับแสงของต้นไหม

คุณสุดา รุ่งเรือง แจ้งว่า ขอเชิญเที่ยวงานเกษตรนครนายก 2561 ณ ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส นครนายก พบกับกิจกรรมการประกวดผลมะปรางยักษ์ มะปรางหวาน มะยงชิด และเลือกซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัย ผลไม้สดจากสวน ผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้าวิสาหกิจชุมชน ระหว่าง วันที่ 15-19 มีนาคม 2561

สำหรับท่านที่สนใจเทคนิคผลิตมะยงชิดโดยการใช้ไฟส่อง สามารถโทร.มาปรึกษา คุณชัชวาลย์ วิไลวงษ์ ได้ตามที่อยู่ หรือ โทร. (081) 890-1026 ชื่อเกษตรเขาเขียวคงไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก รู้จักกันก็แต่คนในวงการอาชีวศึกษาสายเกษตร หรือรู้จักเขาเขียวกันว่า เขาเขียวเป็นสวนสัตว์เปิดอยู่ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

“เกษตรเขาเขียว” เป็นชื่อเรียกของโรงเรียนเกษตรกรรมราชบุรี ก่อตั้งมานานเกือบ 5 ทศวรรษ โดยเมื่อปี พ.ศ. 2507 จังหวัดราชบุรีมีความประสงค์ที่จะจัดตั้งโรงเรียนเกษตรกรรมและได้มีหนังสือแจ้งไปยังกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ให้ทราบว่าจังหวัดราชบุรีมีพื้นดินของจังหวัดเป็นป่าสงวนฯ อยู่บริเวณเขาเขียว ตำบลเขาชะงุ้ม อำเภอโพธาราม ประมาณ 8,000 ไร่ ต่อมากรมอาชีวศึกษาจึงได้มีการประชุมคณะกรรมการและมีมติอนุมัติให้ตั้งโรงเรียนเกษตรกรรมราชบุรีขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2512 โดยมีคณะกรรมการจากจังหวัดราชบุรีเข้าร่วมและฝ่ายของกรมอาชีวศึกษา ซึ่งมี นายระบิล สิตสุวรรณ รองอธิบดีกรมอาชีวศึกษา นายเชิญ มณีรัตน์ หัวหน้ากองโรงเรียนเกษตรกรรม ดร.บัญญัติ วิโมกขสันต์ และ นายสัณหจิตต์ ฐาปนะดิลก เป็นผู้ประสานงานเพื่อจัดตั้งโรงเรียนเกษตรกรรมราชบุรี

ในที่ประชุมได้ตกลงให้ย้ายสถานที่ก่อสร้างจากการสำรวจพื้นที่ไว้ก่อนแล้วประมาณ 608 ไร่ เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมแก่การดำเนินงานทางด้านการเกษตร ให้เลื่อนมาทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรมมากกว่าพื้นที่เดิมและได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารต่างๆ ปัจจุบันนี้ มีพื้นที่ 1,302 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา ตั้งอยู่ที่เลขที่ 63/1 หมู่ที่ 7 ตำบเขาชะงุ้ม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ระยะทางห่างจากอำเภอโพธาราม 22 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอเมืองราชบุรี 32 กิโลเมตร และระยะทางจากอำเภอบ้านโป่ง 32 กิโลเมตร

ได้เปิดรับนักเรียนรุ่นแรกเมื่อปี พ.ศ. 2513 ตอนเปิดรับนักเรียนรุ่นแรกการก่อสร้างอาคารต่างๆ ที่เขาเขียวยังไม่แล้วเสร็จจึงต้องใช้อาคารเก่าของโรงเรียนการช่างราชบุรีหรือวิทยาลัยเทคนิคราชบุรีไปก่อน

ฤดูร้อนของต้นเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2513 ในตัวเมืองจังหวัดราชบุรีกระแสลมในฤดูร้อนได้แผ่กระจายไปกว้าง ถึงแม้มีสายลมเย็นจากแม่น้ำแม่กลองพัดพาเอาไอเย็นขึ้นมาถึงบนฝั่งได้บ้างก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิที่ร้อนผ่าวของฤดูนี้ลงไปได้มากนัก อุณหภูมิที่ร้อนทำให้นักเรียนในวัยรุ่นกระทงเพิ่งจบชั้น ม.ศ.3 (ม.3) บางคนตกชั้น ม.ศ.4 ที่เดินทางมาที่โรงเรียนการช่างราชบุรีหรือวิทยาลัยเทคนิคราชบุรีตามตัวต่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ด้วยจุดประสงค์เพื่อจะมาสมัครเรียนเกษตรตามใบประกาศ บางคนบอกว่าลงจากรถประจำทางที่สนามหญ้าในเมือง (หอนาฬิกา) ก็เดินมาที่นี่

คนที่อยู่ใกล้แม่น้ำแม่กลองแถวบางคนที, บางนกแขวก, คุ้งน้ำวนมาด้วยเรือโดยสารขึ้นที่ท่าเรือเมืองราชบุรีใกล้หอนาฬิกาแล้วต่อรถรับจ้าง บางคนขึ้นสามล้อมากับผู้ปกครอง หลายคนมากับรถโดยสารจะจอดลงหน้าโรงเรียนพอดี บางคนมาด้วยรถส่วนตัวกับผู้ปกครองสามารถขับรถเข้าถึงภายในโรงเรียนโดยไม่ต้องเดินจากหน้าโรงเรียนให้เหนื่อย ส่วนคนที่มาจากปักษ์ใต้ได้เดินทางมาโดยรถไฟล่วงหน้าก่อนหนึ่งวันพักค้างที่โรงแรมและจ้างสามล้อมาส่งในวันรุ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นต่างอยู่ในชุดนักเรียนกางเกงขาสั้น แต่มันก็ไม่ได้ช่วยบรรเทาความร้อนที่พวกเขาต้องเดินผ่าเปลวแดดเข้ามาได้ ประกอบกับความตื่นเต้นที่เพิ่งเดินทางมาราชบุรีเป็นครั้งแรก

ยังเช้าอยู่พวกเขามองหาสถานที่รับสมัครนักเรียนใหม่ บรรยากาศบนอาคารอำนวยการด้านหน้าใกล้ถนนเงียบเหงา ไม่มีอาจารย์และคนงานรอรับสมัคร ทำให้พวกเขาชักไม่แน่ใจว่า มันจะใช่สถานที่รับสมัครหรือเปล่า แต่เมื่อเดินไปด้านหลังที่เป็นโรงอาหารหลังคารูปโดมหลังใหญ่ได้เงินกู้จากประเทศญี่ปุ่นอยู่ด้านหลังของอาคารตึกอำนวยการ เดินไปตามป้ายที่บอกทางก็พบสถานที่รับสมัครภายในโรงอาหารหลังคารูปโดม มีโต๊ะตั้งอยู่ 2 ตัว มีอาจารย์นั่งอยู่ 2 หรือ 3 คน หลายคนภูมิใจว่าที่นี่เป็นสถานที่ใหญ่โตน่าเรียนแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าอาจจะต้องมาเรียนร่วมกับนักเรียนการช่าง มีนักเรียนไม่กี่คนกำลังเขียนใบสมัคร บางคนพาผู้ปกครองมาด้วย เมื่อเขียนใบสมัครแล้วก็สอบสัมภาษณ์ไปพร้อมกันอีกโต๊ะมี อาจารย์สัณหจิตต์ ฐาปนะดิลก เป็นคนสอบสัมภาษณ์ ซึ่งมักถามว่า รู้จักเกษตรไหม? เล่นกีฬาอะไรได้บ้าง? เล่นดนตรีเป็นไหม? ส่วนมากมักตอบว่าไม่รู้จัก

ส่วนใหญ่ไม่รู้จักเกษตรจริงๆ สมัคร GClub บางคนมาสมัครเพราะพลาดจากการสอบเข้าที่อื่น เช่น พลาดจากสอบเข้าโรงเรียนการช่างบ้าง ตกชั้น ม.ศ.4 ขึ้นชั้น ม.ศ.5 (ม.6) ไม่ได้จึงมาสมัคร บางคนตั้งใจมาสมัครโดยตรง บางคนได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองเนื่องจากผู้ปกครองเคยเรียนเกษตรมาก่อน เพื่อนจากปักษ์ใต้หลังจากสมัครแล้วยังเดินทางกลับไม่ได้และไม่มีที่พัก อาจารย์สัณหจิตต์จึงให้มาพักที่บ้านพักของแกอยู่แถวๆ สนามกีฬาจังหวัด พักอยู่หลายคน เมื่อประกาศผลสอบแล้วจึงเดินทางกลับ อาจารย์บอกว่าพวกเราเป็นนักเรียนเกษตรราชบุรีรุ่นแรก ทำให้นักเรียนที่มาสมัครอมยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ

หลังจากประกาศผลการสอบคัดเลือกแล้วส่วนใหญ่ได้ทุกคนที่มาสมัคร ต้นเดือนมิถุนายนจึงมารายงานตัวกันเป็นนักเรียนของโรงเรียนเกษตรกรรมราชบุรีเต็มตัว อาจารย์สั่งให้คนงานพานักเรียนใหม่เดินไปทางด้านหลังของอาคารอำนวยการ คนงานพามาหยุดหน้าอาคารไม้โทรมๆ หลังใหญ่ มีอาจารย์ท่านหนึ่งรออยู่ก่อน อาจารย์บอกว่า สถานที่ตรงนี้จะใช้เป็นที่เรียนและที่พักของพวกเราไปก่อน มันเป็นหอพักเก่าและโรงอาหารเก่าที่ปล่อยร้างเลิกใช้มานานแล้ว คนที่เคยคิดว่าคงจะได้เรียนในอาคารที่ใหญ่โตอยู่ด้านหน้าใกล้ถนนถึงกลับถอนใจหายยาว รู้สึกผิดหวัง

พวกเรามองหอพักโทรมๆ ที่เขาเลิกใช้แล้วด้วยใจหดหู่ มันดูเงียบขรึมน่ากลัวชวนให้วังเวงไม่ต่างอะไรกับการที่เดินเข้าไปในบ้านผีสิง มันไม่น่าเชื่อว่ามันจะใช้เป็นที่เรียนและหอพักของนักเรียนเกษตรราชบุรีรุ่นแรก มีโรงอาหารที่หลังคาสังกะสีเป็นสนิมเปิดอ้าเป็นรู สังกะสีบางแผ่นตะปูตอกไว้หลุดจึงพะเยิบพะยาบขึ้นลงตามแรงลมที่พัด คล้ายจะกวักมือเรียกเชิญชวนให้เราเข้ามาอยู่ด้วยกัน โรงอาหารแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นโรงเปิดโล่งมองเห็นทุ่งนาที่ขนาบอยู่โดยรอบ ส่วนนี้อาจารย์บอกว่าเป็นที่เรียน อีกส่วนเป็นโรงอาหารสำหรับนั่งรับประทานอาหาร ติดกันเป็นโรงครัวมีกระทะใบบัวอยู่ 2 ใบ พ่อครัวสูงอายุกำลังง้วนอยู่กับการหุงข้าวท่ามกลางควันไฟ