กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านคลองโยงมีการปลูกพืชผักกว่า

ผสมผสานในพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ พืชผักที่ปลูก ได้แก่ ตะไคร้ ข่า พริก คะน้า ผักชีฝรั่ง กวางตุ้ง กล้วย โหระพา ถั่วพู ผักบุ้งจีน ผักสลัด ฝรั่ง เป็นต้น ซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มกท. Organic Thailand และระบบเกษตรอินทรีย์ IFOAM มีใบรับรองคุณภาพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านคลองโยง มีการจัดจำหน่ายผลผลิตโดยตรง และมีตลาดรองรับที่แน่นอนไปยังตลาดสำคัญๆ อาทิ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่งพา (ภา) ยามยาก สภากาชาดไทย ตลาดสุขใจ (อินทรีย์สุขใจ) โรงแรมโรสการ์เดนท์ อำเภอสามพราน จุดจำหน่ายผักอินทรีย์ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ บริษัท ไทวิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ส่งออกไปประเทศไต้หวัน)

คุณสมทรง ม่วงพารา เลขานุการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านคลองโยง อยู่บ้านเลขที่ 44/3 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เบอร์โทร. (086) 833-9003 เล่าว่า

แรกเริ่มก็ทำการเกษตรเพื่อการค้า ก็ทำเหมือนคนอื่นๆ ทั่วๆ ไป ใส่ปุ๋ยเคมีมาก ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เห็นแมลงเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัด ไม่รู้ว่าแมลงชนิดไหนมีประโยชน์ในการช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืช เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นยิ่งสนใจในเรื่องของสุขภาพ จึงเริ่มต้นศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่างๆ เริ่มทำการเกษตรปลอดภัย GAP ก่อน จากนั้นได้สนใจทำเกษตรอินทรีย์ ได้เข้าร่วมกับมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่งพา (ภา) ยามยาก ตลาดสุขใจ (อินทรีย์สุขใจ) ประกอบกับการส่งเสริมแนะนำของเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอพุทธมณฑล สำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐม จากกรมวิชาการเกษตรได้ศึกษาหาข้อมูลจากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ทำความเข้าใจ มีความตั้งใจจริง อดทน ไม่เอาเงินเป็นที่ตั้ง ที่สำคัญมีความสุขที่ได้ทำ ปลอดภัยทั้งคนทำ คนบริโภค และสิ่งแวดล้อม

คุณสมทรง เล่าต่อว่า การทำแปลงพืชผักเกษตรอินทรีย์ต้องทำอย่างประณีต มีการเก็บตัวอย่างดิน นำไปวิเคราะห์พร้อมกับหาชนิดและปริมาณธาตุอาหารที่อยู่ในดิน มีแหล่งน้ำอิสระ ต้องเก็บตัวอย่างน้ำไปวิเคราะห์เพื่อหาสารปนเปื้อนว่าขัดต่อหลักการผลิตพืชอินทรีย์หรือไม่ มีตากดิน วางรูปแบบแปลง โดยมีการขุดร่องล้อมรอบแปลงเพื่อกักน้ำ หรือป้องกันน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีที่อาจจะไหลบ่ามาท่วมในฤดูฝน มีการปลูกหญ้าแฝกริมร่อง เพื่อให้รากหญ้าแฝกเป็นกำแพงกรองน้ำเสียให้กลายเป็นน้ำดี ส่วนใบของหญ้าแฝกก็สามารถนำไปคลุมแปลงพืชผัก อีกทั้งสามารถปรับสภาพดินได้ด้วย ในการเตรียมแปลงนั้นจะใช้แรงงานคนขุด วางรูปแบบแปลงไปตามตะวัน

เนื่องจากพืชใช้แสงแดดปรุงอาหารและช่วยฆ่าเชื้อโรค ใช้พืชตระกูลถั่วมาหว่านคลุมดิน เพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดปรับปรุงบำรุงดิน โดยรอบแปลงจะมีการปลูกพืชสมุนไพรที่ช่วยกันแมลง เช่น พริก ข่า ตะไคร้ กะเพรา โหระพา เป็นต้น แปลงจะมีการยกร่องเพื่อปลูกพืชผัก โดยก่อนปลูกต้องมีการปรับปรุงสภาพดิน โดยใช้ปุ๋ยคอก เช่น ขี้วัว จะต้องเป็นวัวที่กินพืชตามธรรมชาติ มีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในกลุ่มตามหลักมาตรฐานที่กำหนด ส่วนเมล็ดพันธุ์ผักที่นำมาปลูกต้องนำไปล้างน้ำที่มีความร้อน ประมาณ 50-55 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที นำขึ้นมาคลุกกับกากสะเดาก่อนแล้วนำไปหว่านลงแปลง การปลูกพืชผักอินทรีย์ต้องปลูกพืชสมุนไพรก่อนและต่อเนื่อง มีการปลูกพืชหมุนเวียนสลับกันไป ไม่ปลูกพืชผักชนิดเดิมๆ ในแปลงเดิม จะทำให้ได้ผลผลิตที่ดี ก่อนรดน้ำควรขยี้ให้สมุนไพรช้ำจะได้มีกลิ่นไล่แมลง นอกจากนั้น พืชสมุนไพรที่ปลูกยังสามารถนำไปขายเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย เมื่อเก็บเกี่ยวพืชผักแล้ว ต้องรีบทำความสะอาดแปลง เศษพืชที่เป็นโรคให้รีบทำลายนอกพื้นที่ปลูก ส่วนที่ไม่เป็นโรคก็สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยต่อไปได้ กลุ่มจะใช้ทรัพยากรในแปลงให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Zero waste)

คุณไพบูลย์ เล่าว่า ทุกวันนี้กลุ่มมีความภาคภูมิใจที่ได้ผลิตพืชผักอินทรีย์ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค คนผลิตสุขภาพก็ดีขึ้น ไม่ต้องจ่ายเงินรักษาตัว สิ่งแวดล้อมก็ดี รายได้ก็แน่นอน ราคาดี มีตลาดรองรับ ขอแค่มุ่งมั่น ตั้งใจ อดทน อยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ อาทิ ที่ดินไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด พื้นที่ปลูกต้องไม่มีสารเคมีสังเคราะห์ตกค้าง ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ในกระบวนการผลิต ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์ที่คลุกสารเคมีสังเคราะห์ ไม่ใช้สิ่งที่ได้จากการตัดต่อทางพันธุ์กรรม ไม่ใช้มูลสัตว์ที่เลี้ยงอย่างผิดมาตรฐาน ปัจจัยการผลิตต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน กระบวนการผลิตต้องปราศจากสิ่งปนเปื้อนสารเคมีสังเคราะห์ ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม และต้องได้รับการรับรองมาตรฐานอย่างเป็นทางการ

นครราชสีมา (25 ก.ย. 59) ผู้สื่อเดินทางไปที่บ้านพระ เลขที่ 182 หมู่ที่ 4 ต.มะเริง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งมีครอบครัวหนึ่งทำอาชีพเพาะถั่วงอกแบบโบราณขาย มาเป็นระยะเวลานานเกือบ 40 ปี จนได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. อ.เมือง จ.นครราชสีมา ให้เป็นศูนย์เรียนรู้อาชีพของชุมชนในปัจจุบัน

นางศรีนวล แก้ววัน อายุ 46 ปี ผู้ทำอาชีพเพาะถั่วงอกแบบโบราณแห่งนี้ เปิดเผยว่า ในอดีตนั้นครอบครัวของตนเคยมีอาชีพทำไร่ ทำนามาก่อน แต่ช่วงหลังๆ มานี้ประสบกับปัญหาภัยธรรมชาติหลายอย่าง ทั้งเรื่องภัยแล้ง น้ำท่วม และราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ดังนั้นครอบครัวของตนจึงได้ตัดสินใจขายที่นาไปเกือบหมด แล้วนำเงินที่ได้มาลงทุนทำอาชีพเพาะถั่วงอกขายอย่างเดียว โดยใช้บริเวณใต้ถุนบ้านของตนเอง เป็นสถานที่เพาะถั่วงอกขาย ซึ่งช่วงแรกๆ ก็ลองผิดลองถูก ใช้หลายวิธีแต่ก็ไม่ได้ผลผลิตดีเท่าที่ควร ต่อมาได้มีคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านแนะนำว่าควรเพาะถั่วงอกในโอ่งดีกว่า ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ แต่ยังไม่มีใครทำเป็นอาชีพจริงจัง ตนจึงได้เริ่มศึกษาวิธีการเพาะถั่วงอกในโอ่งขึ้นอย่างจริงจัง เมื่อปี 2522 ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มได้ผลผลิตดี สามารถนำไปขายส่งให้กับตลาดสดในตัวเมืองนครราชสีมาได้จำนวนมาก

ซึ่งปัจจุบันครอบครัวของตน เพาะถั่วงอกในโอ่งทั้งหมด 40 ใบ สามารถเก็บถั่วงอกขายได้สัปดาห์ละประมาณ 800 กิโลกรัม โดยจะมีพ่อค้าคนกลางจากตลาดแม่กิมเฮง และตลาดประปา มารับซื้อถึงที่ ซึ่งขายส่งในราคากิโลกรัมละ 18 บาท เฉลี่ยมีรายได้สัปดาห์ละประมาณ 14,000 บาท หรือเดือนละ 57,600 บาท เป็นรายได้หลักเลี่ยงครอบครัวตนจนถึงปัจจุบัน ส่วนพ่อค้าคนกลางจะไปขายในราคากิโลกรัมละ 20-25 บาท

นางศรีนวลฯ ได้บอกถึงขั้นตอนการเพาะถั่วงอกในโอ่งแบบโบราณให้ได้ผลผลิตดีว่า ขั้นตอนแรกนั้น ต้องไปหาเลือกซื้อโอ่งขนาดความสูง 1.5 ฟุต กว้าง 1 ฟุต แล้วนำมาเจาะรู้ขนาดนิ้วก้อย 2 รู้ที่ตูดโอ่ง เพื่อให้น้ำสามารถซึมออกได้ ขั้นตอนที่ 2 ให้ซื้อเมล็ดถั่วเขียว คัดเกรดA ในปัจจุบันราคากิโลกรัม 60 บาท แล้วนำเมล็ดถั่วเขียวนั้น มาแช่ไว้ในกะละมังประมาณ 5 ชั่วโมงก่อน ขั้นตอนที่ 3 นำเมล็ดถั่วเขี่ยวที่แช่น้ำไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว มาใส่ไว้ในโอ่งประมาณโอ่งละ 2 กิโลกรัม แล้วคลุมด้วยกระสอบทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้รากงอกออก ขั้นตอนที่ 4 ให้เอาใบสะแกสด มาคลุมไว้ด้านบนเมล็ดถั่วเขียว แล้วเอาไม้ไผ่ขัดไว้ด้านบน ขั้นตอนที่ 5 หมั่นรดน้ำใส่ในโอ่ง วันละ 4 เวลา ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 วัน ขั้นตอนที่ 6 ดึงไม้ไผ่ที่ขัดไว้ออก แล้วเปิดเอาใบสะแกออกด้วย ซึ่งก็จะได้ถั่วงอกที่มีความขาว อวบ พร้อมที่จะเก็บไปขายได้ทันที ส่วนขั้นตอนการคัดเอาเปลือกถั่วเขียวออกจากถั่วงอกนั้น ก็จะใช้พัดลมขนาดใหญ่ เป่า แล้วนำผ้ามุ้งมาปู และนำถั่วงอกมาใส่กระด้งเพื่อร่อนให้เปลือกถั่วเขียวปลิวออกจากถั่วงอก พอคัดได้ถั่วงอกล้วนแล้ว ก็เก็บใส่ถุงชั่งกิโลพร้อมนำไปขายได้แล้ว นางศรีนวลฯ กล่าวปิดท้าย

หลายคนเชื่อว่า หากต้องการปลูกพืชไร่ ไม้ผลให้ประสบความสำเร็จ ต้องเช็กสภาพดิน น้ำ ว่ามีจุดเด่น จุดด้อย ที่ต้องปรับปรุงแก้ไขก่อนลงมือปลูกหรือไม่ สำหรับการปลูกองุ่นเชิงการค้า แค่เช็กสภาพดินและน้ำ อาจยังไม่เพียงพอ คุณแจ๊ส-รัชนีวรรณ คนหมั่น เจ้าของไร่องุ่นภูพิบูลย์ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี แนะนำว่า ควรเช็กกระแสลมด้วยว่า เป็นอุปสรรคต่อการปลูกองุ่นหรือไม่

ก่อนหน้านี้ องุ่นเขียวพันธุ์ดั้งเดิมของไทย เคยปลูกมากในพื้นที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี แต่ระยะหลังเกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นเกือบหมด เพราะเจอปัญหาโรคแมลงรุมเร้า รวมทั้งสภาพดินฟ้าอากาศ โดยเฉพาะ “กระแสลม” ที่ไม่เอื้อต่อการเติบโตของต้นองุ่น คุณแจ๊ส บอกว่า พื้นที่ปลูกองุ่นในอำเภอดำเนินสะดวก มักเจอปัญหา “ลมไซฮวง” ซึ่งเป็นลมร้อนที่พัดมาจากทะเลทางตะวันตกในช่วงฤดูร้อนของทุกปี ทำให้ดอกองุ่นที่กำลังบาน ร่วงลงหมด หรือต้นองุ่นมีลูกอ่อน ก็จะมีอาการผลร่วงเกลี้ยงต้น ทำให้ต้นองุ่นโทรม

ปัจจุบัน พื้นที่อำเภอมวกเหล็ก ได้เปรียบในเรื่องสภาพอากาศเย็นตลอดทั้งปี แต่มีจุดอ่อนสำคัญคือ ปัญหาลมแรง คุณแจ๊ส ต้องลงทุนสร้างเสาร้านองุ่นให้มีความแข็งแรงคงทน โดยใช้เสาปูน เหล็กแป๊บ เป็นโครงสร้างหลักในการก่อสร้าง หลังทำเสาร้านองุ่นเสร็จก็ต้องขึงเชือกเหมือนกับสวนองุ่นทั่วไป ที่นี่ปลูกองุ่นในระยะห่าง ต้นละ 1.20 เมตร ดูแลจัดการผลผลิตอย่างใกล้ชิด ทำให้ผลผลิตส่วนใหญ่ที่เข้าสู่ตลาดเป็นสินค้าเกรดเอ ขายได้ราคาดี

ภายหลังการเก็บเกี่ยวในแต่ละครั้ง คุณแจ๊ส จะปล่อยให้ต้นองุ่นพักตัวระยะหนึ่ง ประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ต้นองุ่นได้สร้างอาหารสะสมไว้ในต้น เพื่อใช้สำหรับออกดอกในครั้งต่อไป ในช่วงที่ต้นองุ่นพักตัว ไม่ต้องดูแลมากนัก แค่ให้น้ำเป็นครั้งคราวเพื่อไม่ให้ดินแห้งจนเกินไป จากนั้นจึงค่อยตัดแต่งกิ่งรอบใหม่

เนื่องจาก อำเภอมวกเหล็ก มีสภาพอากาศดีมาก ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง คุณแจ๊ส จะใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น โดยพิจารณาจากภาวะอากาศเป็นหลัก เมื่อสภาพอากาศเย็น เสี่ยงต่อการเกิดเพลี้ยไฟ และราน้ำค้าง ก็จะเริ่มใช้ยา หากเจอปัญหาเพลี้ยไฟจะฉีดพ่นยาฟอรั่ม น้ำหนัก 15 กรัม/น้ำ 1 ปี๊บ ส่วนปัญหาราน้ำค้างมักเจอในช่วงที่ดอกองุ่นกำลังบาน และมีปัญหาราเข้าช่อ จะใช้วิธีฉีดยากันราน้ำค้างล่วงหน้า ประมาณสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

สวนองุ่นโดยทั่วไปจะนิยมให้ปุ๋ย-ฮอร์โมน 2 ตัว เพื่อเร่งการเติบโตของผลองุ่น แต่คุณแจ๊สทุ่มทุนใช้ปุ๋ยและฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตถึง 5 ตัว พร้อมกัน โดยเริ่มจาก ให้ปุ๋ย สูตร 16-16-16 เพื่อช่วยขยายลูกองุ่นให้มีผลโต และเติมปุ๋ย สูตร 13-13-21 เพื่อช่วยเพิ่มความหวาน โดยเติมปุ๋ยทุกๆ 15 วัน ให้อาหารเสริมที่ผลิตจากสาหร่าย เพื่อช่วยสร้างเปลือก พร้อมเติมแคลเซียม เพื่อช่วยสร้างเนื้อองุ่น และให้อาโทนิค เพื่อช่วยให้ผลองุ่นมีขั้วแข็งแรง และสุดท้ายให้ จิบเบอเรลลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนพืช เพื่อช่วยให้องุ่นมีผลยาว

ช่วงที่ผลองุ่นเริ่มเข้าสี คุณแจ๊ส จะคอยดูแลให้น้ำวันเว้น 3 วัน/ครั้ง เพื่อให้ต้นองุ่นสร้างน้ำตาล น้ำหนักดี และมีสีสวย องุ่นของที่นี่มีคุณภาพดี เกรดเอ ขายได้ราคาดี โดยมีราคาขายส่งกิโลกรัมละ 100 บาท เมื่อพ่อค้ารับผลองุ่นจากสวนแห่งนี้ไปวางขายในตลาดสด องุ่นจะยังคงความสด กรอบ อร่อย นานถึง 5 วัน โดยผลไม่เหี่ยวเฉา หากเก็บไว้ในตู้เย็น จะยังคงคุณภาพดียาวนานนับเดือนเลยทีเดียว

“การปลูกองุ่นให้ประสบความสำเร็จ มีเคล็ดลับสำคัญ 3 ประการ คือ การตัดแต่งกิ่ง จังหวะตลาด และอากาศ สำหรับการตัดแต่งกิ่งครั้งแรกหรือมีดแรก หากมีการบริหารจัดการที่ดี ก็จะได้เงินทุนคืนทั้งหมด การเก็บเกี่ยวครั้งต่อมาที่เรียกว่า มีด 2-4 ก็ถือว่า เป็นผลกำไรแล้ว เกษตรกรที่เป็นมือเซียนจริงๆ จะต้องคำนวณมีดหนึ่งให้ออก หากโกยทุนในมีดแรกไม่ได้ ไม่ต้องหวังกำไรแล้ว” คุณแจ๊ส กล่าวในที่สุด

สำหรับในเมืองไทยแล้ว ขนมขบเคี้ยวนับเป็นหนึ่งในสินค้ายอดนิยม คงไม่มีใครไม่รู้จัก “มันฝรั่งทอดกรอบเลย์” ของ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด หนึ่งในผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบของไทย ที่มีฐานการผลิตมันฝรั่งอยู่ในไทยมานานแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า ประเทศไทยกลับนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งเป็นจำนวนมากถึง 4,700 ตัน ต่อปี ส่งผลต่อเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูง

คุณชวาลา วงศ์ใหญ่ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมการเกษตร บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งในไทยมีต้นทุนผลิตสูงกว่า 40% ซึ่งเป็นต้นทุนค่าหัวพันธุ์มัน บริษัทจึงได้จัดทำ “โครงการส่งเสริมการเพาะปลูกมันฝรั่งอย่างยั่งยืนภายใต้สัญญาข้อตกลงการผลิตที่มีการประกันราคารับซื้อที่แน่นอน” ซึ่งเป็นนโยบายหลักของบริษัทในการส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืน มุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบในประเทศ ที่ผ่านมามีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมกว่า 6,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกกว่า 28,000 ไร่ ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ และส่งเสริมให้มีการขยายพื้นที่ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย

นอกจากนี้ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ยังได้ร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโครงการ “พัฒนาหัวพันธุ์มันฝรั่งภายในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในแผนการดำเนินธุรกิจระยะยาวของบริษัท เพื่อเพิ่มอัตราการใช้หัวพันธุ์มันฝรั่งภายในประเทศให้สูงขึ้น เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งในไทย มีหัวพันธุ์มันฝรั่งคุณภาพดี และขยายตลาดการส่งออกมันฝรั่งสู่อาเซียนในอนาคตอีกด้วย

ด้าน คุณสนอง จรินทร ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เล่าว่า “โครงการพัฒนาหัวพันธุ์มันฝรั่งภายในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า” นี้ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทางกรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปีแล้ว ในการพัฒนาหัวพันธุ์มันฝรั่ง รุ่น G0 และได้จัดทำแปลงสาธิตการปลูกมันฝรั่ง และกระจายมันฝรั่งพันธุ์ดีให้เกษตรกรนำไปปลูก จนถึงปัจจุบันได้มีการพัฒนาหัวพันธุ์มันฝรั่ง จนถึงรุ่น G3 มีราคาขายที่ กิโลกรัมละ 25-26 บาท”

ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร ได้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยใช้พันธุ์มันฝรั่งแอตแลนติกมาพัฒนา จนได้หัวพันธุ์มันฝรั่ง รุ่น G0 โดยกรมวิชาการเกษตร มีกำลังการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่ง รุ่น G0 ประมาณ 50 ตัน ต่อปี ด้าน บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ได้นำหัวพันธุ์มันฝรั่งดังกล่าวไปขยายผลต่อยอด พัฒนาเป็น รุ่น G1 และทดลองปลูกต่อเนื่อง จนได้หัวพันธุ์มันฝรั่ง รุ่น G3 ที่ผ่านมาได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมันฝรั่งพันธุ์ดังกล่าว ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน พบว่าได้ผลผลิตคุณภาพดี เป็นที่น่าพอใจ

เมื่อ 20 ปี ที่ผ่านมา จากการตรวจสอบพบว่า การปลูกมันฝรั่งในไทยนั้น พบว่า มีผลผลิตเสียหาย ประมาณ 30% เพราะผลกระทบจากภาวะภูมิอากาศแปรปรวนของไทย ที่อยู่ในพื้นที่เขตร้อนชื้น ประกอบกับสายพันธุ์มันฝรั่งที่สามารถปลูกได้ในเขตร้อนชื้นมีสายพันธุ์ที่ค่อนข้างจำกัด และอ่อนแอต่อโรค ทำให้การผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งมีราคาสูง เกษตรกรจึงเลือกที่จะนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งจากต่างประเทศมากกว่า

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร และ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ได้ตั้งเป้าหมายที่จะลดปริมาณการนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งจากต่างประเทศ จากเดิมปีละ 5,000 ตัน ให้เหลือแค่ปีละ 2,500 ตัน และช่วยลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีผลกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบตัวอย่างอาชีพเกษตรกรที่ทำได้ง่ายเพียงแค่มีที่หลังบ้าน โดยการปลูกสละและเพาะพันธุ์กล้าขาย สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อปี แม้จะอายุมากก็ทำได้ เกษตรกรรายนี้ชื่อ สุนทร เนตรโสภา อายุ 64 ปี ชาวบ้านฮ่องสิม ต.หลุบเลา อ.ภูพาน จ.สกลนคร ซึ่งทุกวันจะมีกิจวัตรประจำวัน โดยการหมั่นดูแล กำจัดวัชพืชและให้น้ำ สละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซีย ที่ปลูกไว้หลังบ้าน เพื่อเร่งผลผลิตให้ทันส่งขาย

สุนทรเล่าว่า เดิมพื้นที่ 14 ไร่หลังบ้าน ปลูกมะขามหวานมานานถึง 13 ปี แต่เพราะสภาพอากาศร้อนชื้นไม่เอื้ออำนวย ทำให้มะขามหวานผลผลิตน้อย ขาดทุนเป็นหนี้สิน ต่อมาลูกสาวทำงานที่ภาคใต้ เห็นเพื่อนบ้านนิยมปลูกสละในพื้นที่ไม่กี่ไร่ กลับมีรายได้ดี จึงโค่นต้นมะขามทิ้งนำสละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซียมาให้ปลูก ทดแทนใช้เวลาดูแลเพียง 3 ปี สละทั้ง 2 สายพันธุ์เริ่มให้ผลผลิต ออกลูกดก จากนั้นจึงหันมาดูแลปลูกสละขายอย่างจริงจัง สละเก็บผลผลิตได้ตลอดปี ปลูก 14 ไร่ หรือ กว่า 2 พันต้น เก็บขายได้เฉลี่ยวันละ 100-200 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 80-100 บาท

ยอมรับว่าแรกเริ่มที่ปลูกสละชาวบ้านต่างหัวเราะเยาะ ปลูกสละในอีสานจะได้หรือ พอทำแล้วปรากฏว่าทำกำไรตกไร่ละ 1 แสนบาทต่อปี นอกจากขายผลสละเป็นรายได้หลัก ตนเพาะพันธุ์กล้าสละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซีย ขายต้นละ 50 บาท มีผู้โทรสั่งจองเกือบทุกวัน สละสามารถปลูกได้ในภาคอีสาน ดูแลง่าย สละจะให้ผลผลิตได้นานถึง 20 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล

วันที่ 27 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พิษณุโลก ซึ่งยังมีน้ำท่วมเป็นวงกว้างที่ อ.บางระกำ โดยเฉพาะในเขต ต.คุยม่วง ต.ชุมแสงสงคราม และ ต.ท่านางงาม น้ำจากแม่น้ำยมหลากล้นตลิ่งท่วมพื้นที่ทางการเกษตรนาข้าวเสียหายนับหมื่นไร่ หลายพื้นที่ได้สร้างแนวกั้นน้ำ เช่น ที่ ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม ต.ท่านางงาม และ ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้ามาท่วมนาข้าวที่อายุ 2-3 เดือน ใกล้เก็บเกี่ยว ขณะที่หลายพื้นที่น้ำท่วมสูง ไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ทัน แม้ชาวนาอีกหลายรายกพยายามลงแรงเกี่ยวข้าวที่จมน้ำลึก ถึง 1 เมตร เพื่อจะได้ทุนกลับคืนมาบ้าง

โดยที่บ้านวังแร่ หมู่ 3 ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ระดับน้ำยมไหลหลากมาจากอ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย และจากคลองเมม ได้หลากมาท่วมพื้นที่นาจมมิดเป็นพื้นที่กว้าง มีชาวนาพยายามลงแรงเกี่ยวข้าวที่จมอยู่ใต้น้ำ เพียงลำพัง 2 คน เนื่องจากนาข้าวที่ใกล้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในไม่กี่วันข้างหน้า แต่กลับมาถูกน้ำท่วมเสียก่อน

ซึ่งนายสน ด้วงต้อย และนางสมนึก ดวงต้อย อายุ 66 ปี 2 สามี-ภรรยา ได้ใช้เรือลงไปเกี่ยวข้าวในพื้นที่นาข้าวของตนเองที่ถูกน้ำท่วม ระดับความลึกประมาณ 1 เมตร ปลูกข้าวเอาไว้ 12 ไร่ เพราะข้าวอายุกว่า 80 วัน โดยใช้ตอกมัดเป็นกำใส่เรือแจว จูงขึ้นมาใส่รถอีกโก้ง นำไปตากแดดที่ลานบ้าน เพื่อรอให้แห้งจะได้ตันละ 2,000 บาท

นายสน เปิดเผยว่า ตนทำนาบริเวณทุ่งวังแร่มานากว่า 40 ปีแล้ว นาข้าวเคยถูกน้ำท่วมเสียหาย 2-3 ครั้ง ข้าวส่วนใหญ่ไม่เสียหาย เพราะจะเกี่ยวได้ทันก่อนน้ำมาท่วม แต่ต้นปีนี้แล้งมากไม่มีน้ำทำนา จึงทำให้ทำได้ล่าช้า ข้าวอายุได้ 80 วัน จำนวน 12 ไร่ ใกล้เก็บเกี่ยวได้แล้ว แต่น้ำเริ่มขึ้นมาเร็วมาก จะปล่อยทิ้งไว้ก็เสียดาย ลงทุนไปประมาณ 40,000 กว่าบาทแล้ว จึงพากันมาใช้เคียวเกี่ยวข้าวเท่าที่เกี่ยวได้ บางจุดก็อยู่ลึกมาก ไม่สามารถเกี่ยวได้ ถ้าตากแดดก็คงขายได้ตันละ 2,000 บาท แต่ยังดีกว่าปล่อยให้นาข้าวจมน้ำเสียหายไปโดยไม่ได้ทำอะไรเลย

แปลงเกษตรของเด็กนักเรียนในโรงเรียนรวมไทยพัฒนา 3 ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก มีไอเดียทำบวบงูให้ตรงสวย ขายได้ราคา ซึ่งปกติผลของบวบงูจะมีลักษณะยาว เรียว บิดโค้งไปมาตามความยาวของผล พบผลตรงน้อยมาก มีลายสีเขียวอ่อนหรือขาวพาดยาวเป็นแนวตั้ง แต่บางพันธุ์ก็จะเป็นสีเขียวอ่อนพาดลายขาว หรือเป็นสีขาวไม่เห็นลายก็มี ความยาวของผลบวบงูสามารถยาวได้ถึง 200 เซนติเมตร เลยทีเดียว

สำหรับแปลงเกษตรของเด็กนักเรียนโรงเรียนรวมไทยพัฒนา 3 มีวิธีทำบวบงูให้ตรงสวยงาม ด้วยการเก็บก้อนหินภายในบริเวณโรงเรียน นำมาผูกห้อยไว้กับปลายผลของบวบงู ตั้งแต่ผลของบวบงูมีความยาว ประมาณ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งทำให้บวบงูมีรูปทรงของผลตรงสวยงาม เมื่อนำไปขายจะได้ราคาดีกว่าผลบวบงูที่บิดโค้งงอไปมา และวิธีนี้หากใครจะนำไปใช้ก็ไม่ขัดข้อง

จริงๆ แล้ว ไผ่ในเมืองไทยมีมากหนักหนา กระนั้นก็ตามเมื่อค้นพบไผ่สายพันธุ์ใหม่ ผู้ที่อยู่ในวงการก็อดไม่ได้ที่จะให้ความสนใจ

แต่ก่อนเก่าโบราณมีการนำไผ่จากจีนเข้ามาปลูกคือ ไผ่ตง ระยะเวลาน่าจะกว่า 100 ปีแล้ว ราว 10-20 ปีมานี้ มีการนำไผ่ชนิดใหม่จากจีนเข้ามา ลักษณะโดดเด่นมาก คือเจริญเติบโตและให้หน่อเร็ว

แต่ที่มานั้นยังสับสน ว่านำเข้ามาตั้งแม่เมื่อไหร่ ใครเป็นผู้นำเข้ามา ยุคแรกๆ เมื่อไผ่ชนิดนี้ ไปเจริญแพร่พันธุ์อยู่ที่ใด คนในท้องถิ่นจะตั้งชื่อขึ้นใหม่ ทำให้ไผ่จีนที่คุณสมบัติโดดเด่นมีมากกว่า 5 ชื่อ

ในเขตตัวเมืองกาญจนบุรี เรียกกันว่า ไผ่ตงลืมแล้ง

ที่อำเภอไทรโยค เรียกว่า ไผ่กิมซุ่ง

คุณทรงยศ พุ่มทับทิม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ไปพบที่ระยอง จึงนำไปศึกษาอยู่ที่อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เรียก ไผ่จีนเขียวเขาสมิง

ชาวนครสวรรค์เรียก ไผ่อินโดจีน

ยังมีชื่ออื่นๆ อีก

คุณสมบัติที่พบเห็นอยู่ของไผ่ชนิดนี้ หากสภาพแวดล้อมดีพอสมควร จะเจริญเติบโตเร็ว หลังปลูกเพียง 4-7 เดือน ก็เริ่มให้หน่อได้แล้ว จำนวนหน่อต่อกอดก แต่ต้องหมั่นสางลำออก อย่าให้ลำมากหรือแน่นมากเกินไป หากลำมากจำนวนหน่อที่ออกมาจะน้อย หน่อมีขนาดเล็ก ให้ดีควรไว้ลำ 6-7 ลำ ต่อกอ โดยสางลำที่อายุมากออกไปใช้งาน

ที่จังหวัดตราด เคยเก็บตัวเลขไว้ พบว่า ไผ่จีนให้หน่อได้ 30 หน่อ ต่อกอ ต่อปี น้ำหนัก ต่อหน่อ 1.5-2.5 กิโลกรัม หน่อไผ่จีนนำไปปรุงอาหารได้ทุกอย่าง

ลำไผ่จีนก็ใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง รวมไปถึงการเผาถ่าน พื้นที่ใดมีน้ำดี สามารถทำให้ออกก่อนฤดูได้

สิ่งหนึ่งที่ผู้ปลูกไผ่ชนิดนี้ประทับใจมากนั้น ผืนดินที่รกเรื้อไปด้วยหญ้า เมื่อปลูกไผ่จีนได้ 2-3 ปี บริเวณนั้นจะร่มเย็น พื้นล่างไม่มีวัชพืชขึ้น

เริ่มแรกที่มีการเผยแพร่เรื่องของไผ่จีน สนนราคาต้นพันธุ์ค่อนข้างสูง ซึ่งวิธีขยายพันธุ์ทำได้ง่ายโดยการตอน ทุกวันนี้ ต้นพันธุ์ไผ่จีนราคาย่อมเยา สามารถซื้อหาไปปลูกได้ทีละมากๆ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชอบไผ่นี้ เพราะสามารถสร้างป่าได้เร็ว หน่อไผ่ก็จำหน่ายได้ดี เพราะมีการบริโภคกันมาก

ผักชีฝรั่ง เป็นผักและสมุนไพรไทยที่นิยมนำมาปรุงอาหารในหลากหลายเมนู โดยเฉพาะอาหารอีสาน เนื่องจากใบมีรสชาติจืด แต่มีกลิ่นหอมแรง สามารถปรับปรุงกลิ่นอาหารให้ชวนรับประทานมากขึ้น

ผักชีฝรั่งเป็นพืชอายุสั้น ใช้เวลาปลูกประมาณ 6 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตได้แล้ว โดยเกษตรกรจะปลูกในโรงเรือนความสูงประมาณ 1.70-2.00 เมตร ด้านบนจะมุงตาข่ายพรางแสง ให้แสงส่องผ่านได้ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ โดยการปลูกผักชีฝรั่งจะใช้เมล็ด ปลูกระบบร่องน้ำจึงได้ผลผลิตดี โดยหน้าร่องควรกว้าง 6 เมตร หรือ 3 วา ร่องน้ำกว้าง 1 เมตร ลึก 1 เมตร ส่วนความยาวแล้วแต่พื้นที่

และหลังจากหว่านเมล็ดลงไปแล้ว 10- 15 วัน เมล็ดจะงอกเป็นต้นกล้า ซึ่งในช่วงนี้จะต้องดูแลกำจัดวัชพืช รดน้ำอย่าให้ขาด เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดิน และพอต้นกล้าอายุได้ 1 เดือน ก็จะเริ่มบำรุงปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์

ส่วนตลาดจะเป็นตลาดในประเทศ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยจำหน่ายกิโลกรัมละ 45 บาท ซึ่งแต่ละรอบจะเก็บผลผลิตได้ 3-4 ตัน ทำรายได้เฉลี่ย 3-4 แสนบาท

วันที่ 29 กันยายน 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม บรรยากาศใกล้เทศกาลกิเจ ประจำปี พบว่า บรรยากาศการค้าขาย ไม่เพียงร้านจำหน่ายอาหารเจตามพื้นที่ต่างๆ ที่คึกคัก แต่ยังมีพื้นที่การเกษตรริมโขง ในพื้นที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ที่ชาวบ้านทำอาชีพปลูกผักตลอดแนว ริมแม่น้ำโขงขาย สร้างรายได้ มีเนื้อที่นับ 10,000 ไร่ โดยในปีนี้โชคดีของชาวบ้าน ที่ระดับน้ำโขงลดเร็ว ทำให้ชาวบ้านได้เริ่มปรับพื้นที่ปลูกผักตั้งแต่ต้นปี สามารถเก็บผลผลิตได้เร็วขึ้นไปถึงช่วงฤดูหนาว

โดยเฉพาะในช่วงนี้ใกล้เทศกาลตรุษจีน สมัครพนันออนไลน์ ได้มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าจากทั่วภาคอีสาน มาสั่งซื้อพืชผักสวนครัว เพื่อไปจำหน่ายในช่วงเทศกาลกินเจ ทำให้ราคาพืชผัก สวนครัวเริ่มปรับราคาขึ้นต่อเนื่อง ประมาณ 30 -40 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลดีต่อเกษตรกรในพื้นที่ริมแม่น้ำโขง มีเงินหมุนเวียนสะพัด บวกกับในช่วงนี้เกิดปัญหาน้ำท่วมหลายพื้นที่ ทำให้พืชผักได้รับความเสียหายจนขาดตลาด ทำให้หันมาสั่งในพื้นที่ จ.นครพนม เพิ่มขึ้น ทำให้ตามตลาดสดต่างๆ มีการสั่งออเดอร์พืชผัก สวนครัว เข้ามาจำหน่ายกันคึกคัก