กลุ่มเป้าหมายลูกค้าของผักสลัดปลอดสาร สวนคุณกฤษณ์จะ

เป็นลูกค้ากลุ่มข้าราชการเกษตร ลูกค้าออนไลน์ ร้านอาหารกลางคืน ภัตตาคาร กลุ่มคนเหล่านี้จะมีความชื่นชอบส่วนตัวที่ชื่นชอบผักปลอดสารที่ปลอดภัย ภาพลักษณ์อาจไม่สวยงามมากนัก แต่มีรสชาติที่ดี ไม่ขม ไม่เฝื่อน มีความปลอดภัยในอาหารสูง มียอดขายสัปดาห์ละกว่า 100 กิโลกรัม คุณกฤษณ์ ปุณณสา อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 17 หมู่ที่ 2 ตำบลราษฎร์นิยม อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี 11150 โทรศัพท์ 089-205-2958 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก ผักสลัด ปลอดสาร สวนคุณกฤษณ์

ย่านาง เป็นผักพื้นบ้านที่ชาวบ้านอย่างเราๆ รู้จักมักคุ้นกันดี แต่สำหรับผู้ที่เคยแต่ได้ลิ้มรส เคยได้ยินแต่ชื่อ อาจจะไม่ค่อยได้รู้ว่า รูปลักษณ์เป็นอย่างไร กำลังนินทาถึง “ย่านาง” หรือผักย่านาง เถาย่านาง เคยฟังเพลงลูกทุ่งเพลงหนึ่งที่เพราะมากและเก่ามาก ชื่อเพลงมนต์รักลูกทุ่ง รำพันวรรคหนึ่งว่า เห็ดตับเต่าขึ้นอยู่ริมเถาย่านาง มองเห็นบัวสล้างลอยอยู่ริมบึง…ย่านาง เป็นไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณที่เป็นประโยชน์แก่คนเรามาก ประโยชน์ทางยา ประโยชน์ทางอาหาร และประโยชน์ทางเครื่องใช้ไม้สอย

อาหารหลายอย่าง ที่จะอร่อยได้รสชาติสมจริงของพื้นถิ่นและทางภาคอีสานและภาคเหนือ แกงหน่อไม้ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ น้ำคั้นจากใบเถาย่านาง โดยนำเอาใบย่านาง หรือเถาย่านางมาโขลกให้แตก แล้วคั้นน้ำเย็นสะอาดธรรมดา ได้น้ำคั้นที่ข้นเหนียว สีเขียวคล้ำ มีคนทดลองใช้เครื่องปั่น น้ำที่ได้ข้นเหนียวก็จริงแต่สีขุ่นเหมือนขี้โคลน สู้คั้นด้วยมือไม่ได้ น้ำคั้นนี้ใช้ผสมต้มกับหน่อไม้สดที่ซอย หั่น ทุบแล้ว แต่ถ้าจะทำซุบหน่อไม้ มักจะต้มทั้งหน่อไม้แล้วเอาออกมาปรุงซุบหน่อไม้

จริงๆ แล้วน่าจะเรียกว่า ลาบ หรือยำหน่อไม้มากกว่า เพราะซุปทำให้มองเห็นน้ำต้มจืด น้ำซุปนั่นแหละ ส่วนแกงหน่อไม้ ทางภาคกลางอาจจะเรียก ต้มเปรอะ ก็ได้ แต่ต่างกันที่ความประณีตในการปรุงแต่ง แกงหน่อไม้จะมีปรุงผัก น้ำพริกที่จัดจ้าน โดยมีน้ำคั้นย่านางเป็นส่วนผสม จะมีน้ำพริกที่ประกอบด้วย พริกสดปิ้งปอกเปลือกที่ดำไหม้ออก กระเทียมเผา หอมแดงเผา ปลาร้าบดหรือสับหรือน้ำปลาร้า บางรายใส่ทั้งตัวก็ได้ ผักที่ปรุงแต่งส่วนใหญ่ใส่ บวบ ฟักทอง ข้าวโพดอ่อน เห็ดฟาง เห็ดหูหนู เห็ดนางฟ้านางรม ยอดอ่อนย่านาง ที่ขาดไม่ได้คือ ชะอม ชิมตอนร้อนๆ ได้รสชาติหนึ่ง กินตอนเย็นหรือทิ้งข้ามมื้ออีกรสชาติหนึ่ง นี่คือความมหัศจรรย์รสชาติสมจริงการปรุงแต่งที่เกิดจาก “ย่านาง”

ย่านาง เป็นไม้เลื้อย เถาอ่อนมีขนอ่อนปกคลุม เมื่อแก่ผิวค่อนข้างเรียบ รากมีขนาดใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกติดกับเถา หรือต้นแบบสลับ รูปร่างใบคล้ายรูปไข่ หรือรูปไข่ขอบขนาน ปลายใบเรียว ฐานใบมน ขนาดใบยาว 5-10 เซนติเมตร กว้าง 2-4 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 1 เซนติเมตร ดอกออกตามซอกโคนก้านใบ เป็นช่อยาว 2-5 เซนติเมตร ช่อหนึ่งมีดอกขนาดเล็กสีเหลือง 3-5 ดอก ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ไม่มีกลีบดอก ผลรูปร่างรี ขนาดเล็กสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมแดง และกลายเป็น สีดำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ไตเลียคอลา เทรนดา ดีลส์ (Tiliacola triandra Diels) อยู่ในวงศ์ เมนนิสเปอร์มาซีอี (MENISPERMACEAE) เป็นไม้ที่พบในแหล่งธรรมชาติบริเวณป่าผสมผลัดใบ ป่าดงดิบ และป่าโปร่ง มีกระจายอยู่ทั่วไป ย่านางเป็นไม้ที่ขึ้นได้กับดินทุกชนิด ปลูกได้ทุกฤดู ขยายพันธุ์โดยใช้หัวหรือเมล็ด ขึ้นง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อมดีเยี่ยม สามารถนำปลูกลงกระถางที่มีข้อจำกัดเรื่องดิน ถูกจำกัดการแพร่ของราก จัดเป็นไม้ประดับได้พุ่มที่สวย จัดรูปทรงพุ่มได้ด้วย ถ้าได้รับการดูแลรักษาที่ดีจะให้ใบที่โตขนาดฝ่ามือ ขณะนี้เริ่มมีชาวบ้านปลูกเป็นพืชการค้าแล้ว และมีหลายชุมชนที่เริ่มนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ด้านอาหารสุขภาพ ทำน้ำสกัดเพื่อประโยชน์ทางยา ทดแทนสารเคมีหลายชนิด แม้แต่ส่งเสริมให้บริโภคสดและพัฒนาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม อีกมากมายหลายชนิด

ย่านาง ชื่อดูมีมนต์ขลัง ชวนให้ศรัทธาเชื่อว่าต้องมีที่มาไม่ขี้เหร่เป็นแน่ ยิ่งมีชื่อเรียกในถิ่นต่างๆ เช่น ภาคกลางเรียก เถาวัลย์เขียว เถาย่านาง ทางเหนือแถวเชียงใหม่เรียก จอยนาง ผักจอยนาง มีหลายที่เรียก เครือย่านาง ปู่เจ้าเขาเขียว ขันยอ ย่านางมีประโยชน์ทางยา รากมีรสจืด มีสรรพคุณแก้ไข้ทุกชนิด เช่น ไข้ผิดสำแดง ไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้จำพวกเหือดหัด อีสุกอีใส ฝีดาษ ไข้กาฬ เป็นยากระทุ้งพิษ ประโยชน์ทางอาหาร ใบย่านาง 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 95 แคลอรี ประกอบด้วย เส้นใย 7.9 กรัม แคลเซียม 155 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม เหล็ก 7.0 มิลลิกรัม วิตามินเอ 30625 iu. วิตามินบีสอง 0.36 มิลลิกรัม ไนอะซิน 1.4 มิลลิกรัม วิตามินซี 141 มิลลิกรัม

ธรรมชาติได้สรรค์สร้างชีวิตพืช สัตว์ มนุษย์ ขึ้นมาอยู่อาศัยร่วมกันบนผืนโลก ย่อมประกอบด้วยเหตุผลและจุดมุ่งหมาย พืชก็ดำรงชีวิตอยู่แบบพืช ซึ่งมีความเป็นมาอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้นตลอดมา สัตว์ก็ดำรงชีวิตอยู่แบบสัตว์ แยกได้เพียงสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยง มีแต่มนุษย์หรือคนเท่านั้น ที่ยกตัวเองว่าเป็นสัตว์ที่ประเสริฐ เป็นเจ้าของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง คนจึงมีหลายประเภท มีหลายระดับ หลายชนชั้น

แต่ท่ามกลางความหลากหลายเหล่านั้น คนก็ยังใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ ใช้วงศ์เดียวกัน โลกนี้สร้างขึ้นมาด้วยใครไม่มีใครรู้ แต่สิ่งมีชีวิตที่สร้างขึ้นมาให้อยู่อาศัยร่วมกันบนโลกใบนี้ ผู้สร้างต้องการให้สิ่งมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ มนุษย์ อยู่ร่วมกันด้วยความปรองดอง เอื้ออาทรต่อกัน พึ่งพาอาศัยกัน สันติภาพ ภราดรภาพ ไม่เคยทราบมาก่อนเลย ทั้งในปัจจุบัน อดีต โบราณกาลว่า ได้สร้างสิ่งอื่นอาศัยอยู่บนโลกนี้ เช่น ภูติ เปรต หรือแม้แต่เทวดา เทพเจ้า ฯลฯ การอยู่ร่วมกันของพืช สัตว์ คน บนความเกื้อกูลกัน นั่นคือ ชีวิตที่จะทำให้โลกนี้ไม่มีวันสลาย

คุณฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปี 2564 ที่ผ่านมาว่า ท่ามกลางวิกฤตการณ์แพร่ระบาดดังกล่าว แม้ว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก แต่สถิติภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกในช่วง 11 เดือนของปี 2564 (มกราคม-พฤศจิกายน 2564) ยังคงแข็งแกร่ง โดยภาพรวมการค้าไทยกับทั่วโลก คิดเป็นมูลค่า 1,273,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ที่มีมูลค่า 1,098,475 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.96)

หากพิจารณาเฉพาะการค้าระหว่างไทยกับประเทศที่ไทยทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ซึ่งไม่นับรวมประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู ชิลี อินเดีย ฮ่องกง เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่า ภาพรวมการค้า อยู่ที่ 760,148 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.42) โดยการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย มีมูลค่ากว่า 597,634 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.81) ทั้งนี้ ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าคิดเป็นมูลค่า 435,120 ล้านบาท ตลาดส่งออกที่ขยายตัวมากที่สุด ได้แก่ อินเดีย จีน สาธารณรัฐเกาหลี นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น ตามลำดับ สำหรับสินค้าเกษตรที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางธรรมชาติ มูลค่า 159,157 ล้านบาท ผลไม้สด มูลค่า 128,818 ล้านบาท สตาร์ชและอินูลิน มูลค่า 46,979 ล้านบาท มันสำปะหลัง มูลค่า 36,034 ล้านบาท กุ้งสด/แช่เย็น/แช่แข็ง มูลค่า 26,210 ล้านบาท และน้ำมันปาล์ม มูลค่า 22,349 ล้านบาท เป็นต้น

นอกจากนี้ การค้าสินค้าเกษตรของไทยกับประชาคมอาเซียน 9 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ระหว่างเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2564 เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 พบว่า ภาพรวมการค้ามูลค่าการค้ารวม 402,912 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.71) โดยการส่งออกสินค้าเกษตรไทย มีมูลค่า 279,737 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.01) ทั้งนี้ ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า คิดเป็นมูลค่า 156,563 ล้านบาท โดยที่ไทยส่งออกไปยังมาเลเซียเป็นอันดับหนึ่ง และรองลงมา ได้แก่ เวียดนามและกัมพูชา ตามลำดับ สินค้าเกษตรส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องดื่มประเภทนมยูเอชที นมถั่วเหลือง มูลค่า 42,297 ล้านบาท น้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาล มูลค่า 35,054 ล้านบาท ยางพารา (ธรรมชาติ) มูลค่า 27,057 ล้านบาท ของปรุงแต่งเบ็ดเตล็ดที่บริโภคได้ มูลค่า 25,928 ล้านบาท และของปรุงแต่งจากธัญพืช แป้ง และนม มูลค่า 22,583 ล้านบาท

ด้าน คุณวินิต อธิสุข รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวเสริมว่า จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า สถิติการค้าสินค้าเกษตรไทย ยังถือว่ามีทิศทางที่ดี ทั้งนี้ FTA ฉบับล่าสุดของไทยที่เพิ่งจะมีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2565 คือ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) ที่จะมีส่วนช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรที่ไทยมีศักยภาพ จากการที่ชาติภาคีสมาชิกมีการลดและยกเลิกภาษีศุลกากรให้กับสินค้าเกษตรไทยเพิ่มเติมจาก FTA ที่มีอยู่เดิมกับไทย เช่น ผลไม้สดและแปรรูป สินค้าประมง น้ำผลไม้ และแป้งมันสำปะหลัง รวมถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการเพิ่มโอกาสในการขยายห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ดังนั้น สินค้าเกษตรไทยจึงยังคงสามารถส่งออกได้ในตลาดโลกภายใต้สถานการณ์โควิด-19 รวมไปถึงการปฏิบัติตามแนวทางสากลในการควบคุมสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่การผลิตตามแนวทางการปฏิบัติการป้องกันการแพร่ระบาดขององค์การ FAO เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคและประเทศคู่ค้าต่างๆ

ปัจจุบัน เมืองไทยมีอาณาจักรต้นลาน อยู่ที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ที่นี่มีต้นลานขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น จัดเป็นป่าลานในธรรมชาติผืนเดียวและผืนสุดท้ายของประเทศ

อุทยานแห่งชาติทับลาน
อุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีเนื้อที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ คือ มีเนื้อที่ประมาณ 1,397,375ไร่ หรือ 2,235 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมท้องที่อำเภอปักธงชัย วังน้ำเขียว ครบุรี เสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา และอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี สภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์และมีป่าลาน ซึ่งหาดูได้ยากที่มีเฉพาะบางท้องที่เท่านั้น มีต้นลานขึ้นตามธรรมชาติ เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำ ลำธารต่างๆ และมีธรรมชาติที่สวยงาม ทั้ง หุบผา หน้าผา น้ำตก

ในอดีตป่าลานที่อุดมสมบูรณ์มีขึ้นอยู่กระจายทั่วๆ ไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมามีการขยายตัวของพื้นที่เกษตรกรรม จึงทำให้ป่าลานถูกบุกรุกทำลายลงไปมาก จนปัจจุบันคงเหลือป่าลานแห่งสุดท้าย คือ บริเวณบ้านทับลาน บ้านขุนศรี บ้านบุพราหมณ์ และบ้านวังมืด จังหวัดปราจีนบุรี

การตรวจสอบสภาพป่าลานเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2517 ของ นายประดิษฐ์ วนาพิทักษ์ อธิบดีกรมป่าไม้ สมัยนั้น พบว่ามีป่าลานขนาดใหญ่ แต่ก็เริ่มมีการบุกรุกป่า ทำให้ประชากรของลานลดลง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ป่าลานไว้ จึงได้จัดตั้งป่าลานพื้นที่ 36,250 ไร่ หรือ 58 ตารางกิโลเมตร เป็นวนาอุทยาน เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2518

ป่ารอบๆ วนอุทยานทับลานมีความอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับเป็นต้นน้ำสำคัญของประเทศ จึงได้มีการผนวกป่ารอบๆ วนอุทยาน พร้อมกับยกฐานะเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 2523 ด้วยเหตุนี้เอง ป่าลานจึงได้รับความคุ้มครอง และอยู่รอดมาให้ผู้คนได้ศึกษาเรียนรู้จนถึงปัจจุบัน

ลาน พืชตระกูลปาล์ม
ลาน เป็นไม้วงศ์ปาล์ม ญาติของลานที่คุ้นเคยกันดีก็มีมะพร้าว หวาย ตาลโตนด ตาว จาก ทั้งนี้ ต้นลานจัดอยู่ในกลุ่มของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีถิ่นมีกำเนิดอยู่ในอเมริกาและในแถบเมดิเตอร์เรเนียน โดยส่วนใหญ่แล้วต้นลานมักจะขึ้นที่ที่มีอากาศชื้นเย็นและมีฝนตกมาก มีความทนทานต่อภัยธรรมชาติได้ดี ต้นเล็กแม้ว่าจะถูกไฟไม้แต่ก็สามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ เนื่องจากมีรากที่ลึกมาก

ลานพรุ…มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Corypha utan Lam. มีเขตการกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดียไปจนถึงฟิลิปปินส์ และรวมไปถึงทางตอนเหนือของออสเตรเลียและประเทศไทย พบมากในแถบภาคใต้แถวๆ จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา กระบี่และพังงา ปาล์มชนิดนี้มักขึ้นตามแนวชายฝั่งแม่น้ำหรือในพื้นที่ที่ชุ่มน้ำ มีลักษณะของลำต้นที่สูงคล้ายกับต้นตาล โดยมีความสูงประมาณ 30 เมตร ขนาดของลำต้นไม่รวมกาบใบ มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 40-60 เซนติเมตร และมักขึ้นรวมกันเป็นจำนวนมากในที่ราบท้องทุ่ง แม้ในบริเวณที่มีน้ำขัง

ลานป่า หรือ ลานทุ่ง…มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Corypha lecomtei Beec. สามารถพบได้ในประเทศไทยและเวียดนาม จัดเป็นพันธุ์ไม้ดั้งเดิมของไทย โดยพบได้มากที่ปราจีนบุรี ขอนแก่น และสระบุรี และยังพบได้ทั่วไปในจังหวัดลพบุรี ตาก นครปฐม และพิษณุโลก และต้นลานป่านี้จะมีขนาดใหญ่ไม่เท่าลานวัด โดยมีความสูงประมาณ 15 เมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นไม่รวบกาบใบประมาณ 45-75 เซนติเมตร

ลานวัด…มีชื่ออื่นๆ อีกคือ ลานบ้าน และลานหมื่นเถิดเทิง…มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Corypha umbraculifera เป็นปาล์มชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีถิ่นกำเนิดในประเทศศรีลังกาและอินเดีย และยังเป็นต้นไม้ประจำชาติของศรีลังกาอีกด้วย สำหรับในประเทศไทยจะไม่พบตามธรรมชาติ แต่มักมีการนำมาเพาะปลูกในภาคเหนือ ส่วนใหญ่ปลูกไว้ในบริเวณวัด เพราะมีพื้นที่กว้างขวาง

การใช้ประโยชน์จากต้นลาน
อุทยานแห่งชาติทับลาน มีต้นไม้ชนิดอื่นขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น รวมทั้งสัตว์ป่านานาชนิด เมื่อมีการอนุรักษ์ต้นลาน ไม้ชนิดอื่นก็พลอยอยู่รอดปลอดภัย เมื่อมีต้นไม้ สายน้ำสำคัญ อย่างแม่น้ำมูลที่ไหลไปยังพื้นที่อีสานและแม่น้ำบางปะกง ที่ไหลผ่านภาคตะวันออก จึงมีหลักประกันว่า ยังคงจะมีน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนไปอีกนาน

หากใครใช้ถนนจากกบินทร์บุรีไปนครราชสีมา ช่วงอำเภอนาดี จะพบเห็นต้นลานขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป ไม่เว้นท้องไร่ทุ่งนาของชาวบ้าน บางช่วงเห็นดอกบานไสว ด้วยเหตุนี้กระมัง นักจัดสวนได้นำลานลงปลูกตามรีสอร์ต รวมทั้งสถานที่ราชการ ทรงต้นและลีลาใบของลาน สวยไม่น้อยไปกว่าปาล์มประดับชนิดอื่น แต่ใครที่สนใจปลูกต้องมีพื้นที่ให้เขาได้แผ่ใบ เพราะใบมีขนาดใหญ่ เคยวัดกันได้กว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร

ช่วงที่ประชากรของต้นลานมีมากๆ เขาใช้ประโยชน์จากต้นลานเช่นกัน เริ่มจากตัดต้นมาทำเป็นที่นั่งเล่นแทนเก้าอี้ เศษเหลือก็ใช้ทำเชื้อเพลิง ใครมีฝีมือหน่อยก็ทำครก สาก ต้นอ่อนใช้เลี้ยงด้วง

ใบลาน ในสมัยโบราณ somalicurrent.com นิยมใช้จารึกตัวอักษรเพื่อบันทึกคำสอนของพุทธศาสนา เขาใช้เหล็กแหลมจารบนใบลานจากนั้นใช้ยางรักทา ยางรักจะแทรกอยู่ในตัวหนังสือ ทำให้มองเป็นสีดำ สามารถอ่านเป็นตัวหนังสือได้ ถึงแม้จะมีการบันทึกเรื่องราวต่างๆ ในคอมพิวเตอร์ แต่ก็มีการเก็บรักษาคัมภีร์ใบลานให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

ใบลานแก่ ใช้มุงหลังคา ก้านใบยังพบว่า มีการนำมาทำพื้นกระท่อมและฝาผนัง สำหรับที่อยู่อาศัยได้ดี

กระดูกลาน คือส่วนที่อยู่ใกล้กับบริเวณหนามแหลม มีความแข็งและเหนียวมากกว่าก้านใบ นำมาทำคันกลดพระธุดงค์ รวมทั้งทำขอบตะกร้า ขอบกระด้ง และทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ท้องถิ่นภาคใต้ นำยอดลานพรุมาฉีกเป็นใบ แล้วสางออกเป็นเส้นๆ ปั่นเป็นเส้นยาวคล้ายกับด้าย จากนั้นนำไปใช้ทอเป็นแผ่น เรียกกันว่า “ห่งอวน” หรือ “หางอวน” สำหรับต่อปลายอวน ใช้เป็นถุงจับกุ้ง สานถุงใส่เกลือ ซองใส่ยาฉุน ซองแว่นตา และอื่นๆ

ลักษณะพฤกษศาสตร์
ดอกของลาน ออกเป็นช่อใหญ่คล้ายรูปพีระมิดตรงส่วนยอดของลำต้น มีความยาวประมาณ 6 เมตร ก้านชูช่อดอกสั้นหรือไม่มี ส่วนแกนช่อดอกยาวประมาณ 6 เมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 35 เซนติเมตร โดยแกนช่อดอกจะมีถึง 30 ก้าน แขนงของก้านช่อดอกย่อยมีถึง 40 ก้าน ในแต่ละก้านจะยาวประมาณ 5-25 เซนติเมตร ในช่อดอกหนึ่งจะมีดอกลานอยู่เป็นจำนวนมากเป็นล้านๆ ดอก โดยดอกจะมีสีเหลืองอ่อนและมีกลิ่นหอม นับตั้งแต่เมื่อเริ่มออกช่อดอกและบานกลายเป็นผลสำหรับกิน ใช้เวลาประมาณ 1 ปีขึ้นไป

ผลลาน มีลักษณะกลมรี สีเขียว มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3.5-4.5 เซนติเมตร หนึ่งผลมีหนึ่งเมล็ด เมล็ดมีลักษณะกลมสีดำ ส่วนเนื้อในของผลจะคล้ายกับลูกจากหรือลูกชิด สามารถนำมากินได้ ผลลานหากยังอ่อนอยู่เนื้อมีน้อย ส่วนใหญ่จะมีน้ำในผล ขณะเดียวกันหากแก่เกินไปเนื้อก็จะแข็ง ผลลานจะทะยอยแก่ตั้งแต่โคนช่อดอกไปยังปลายช่อดอก

ในต่างจังหวัด มักนำผลลานมากินเป็นผลไม้ จะให้ความรู้สึกเหมือนกินเนื้อมะพร้าวอ่อน ลูกจาก และตาว แต่ต้องระวัง หากกินมาก เนื้อของผลจะไปขยายในท้อง ทำให้อึดอัดและอาจจะอาเจียนได้ ในทางยา เปลือกลานใช้เป็นยาระบาย ใบลานเผาไฟใช้เป็นยาดับพิษ แก้อักเสบ รากใช้ฝนแก้ร้อน ขับเหงื่อ

วงจรชีวิตของลาน มีอายุตั้งแต่ 20-80 ปี หมายถึงตั้งแต่เมล็ดงอกจนกระทั่งออกดอกและติดผล หลังติดผล ต้นลานก็จะตาย ด้วยเหตุนี้จึงเรียกกันว่า “ลานลูกฆ่าแม่”

อุทยานแห่งชาติทับลาน มีประชากรของต้นลานขึ้นอยู่จำนวนมาก โดยธรรมชาติ เมื่อลานออกดอก ติดผล เมื่อผลแก่ก็จะร่วงลงดิน กระจายไปรอบๆ ต้น ยามใดที่สภาพแวดล้อมเหมาะสม เมล็ดก็จะงอกต้นใหม่ขึ้นมา ปริมาณการงอกและเติบโตเป็นต้นใหญ่ของลานมีไม่มากนัก ลองคิดดูผลลานมีมากกว่าล้านผลใน 1 ต้น หากเปอร์เซ็นต์การงอกและอยู่ได้ของต้นสูง คงเห็นต้นลานมากกว่าที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะได้ชื่อว่า เป็นต้นไม้ที่ลูกฆ่าแม่ แต่ก็เป็นไปตามกฏของธรรมชาติ ถึงแม้ต้นแม่จะตาย แต่ก็ตายเพื่อเกิด คือให้ลูกได้เกิดและเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่นั่นเอง