กล่าวต่อว่า ตอนนี้องุ่นเพิ่งออกผลผลิตใหม่ยังไม่มากนัก

แบบทยอยออก สวนองุ่นที่นี่จะปลอดสารพิษยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี ดูแลใส่ปุ๋ยคอกทั้งหมด จะไม่ใช้สารเคมีโดยเด็ดขาด องุ่นใหม่ๆ สดๆ จากสวนขายกิโลกรัมละ 200 บาทเท่านั้น รสชาติที่หวาน กรอบ อร่อย ที่สำคัญใครที่ไปแวะชมก็สามารถเดินเด็ดชิมได้ฟรีและถ้าถูกใจก็ค่อยซื้อไปเป็นของฝาก องุ่นสายพันธุ์ไร้เมล็ดที่ปลอดสารพิษ

นอกจากองุ่นในสวนแล้วยังปลูกทุเรียนเพิ่มเติมอีก 5 ไร่ และอยู่ระหว่างทำรีสอร์ตอีกด้วย เพื่อไว้รองรับนักท่องเที่ยวมาซื้อองุ่นในสวนแล้ว จะได้ซื้อทุเรียนอินทรีย์ของพี่สาวที่อยู่ติดกันไปกิน ปีหน้านี้ไร่องุ่นจะมีบริการนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติอีกด้วย องุ่นที่นี่มี 2 ช่วงที่จะออกผลให้ได้ลองชิม ไม่ผิดหวัง ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ พี่ไพจิตร์ จอมพันธ์ เบอร์โทรศัพท์หมายเลข 093-245-6974

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน เผลอแป๊บเดียวเองย่างเข้าปลายปีอีกแล้ว วันเวลากลืนกินทุกสรรพสิ่งจริงๆ กระทั่งตัวเองก็ถูกกลืนกินไป มีคนอีกมากมายติดกับดักกับคำว่า “จะ” จนไม่ได้ลงมือ ครั้นจะลงมือทำก็จะหมดเวลาอยู่แล้ว ลองถามตัวเองสักนิดครับ เรายังอยากจะทำอะไรอีกไหม และพร้อมลงมือแล้วหรือยัง วันนี้ก็เป็นวันวานของพรุ่งนี้แล้วนะครับ อยากทำอะไรเร่งลงมือเถิด

ในพี่น้องเกษตรกรของเรา ไม่ว่าสภาพดินฟ้าอากาศจะเป็นเช่นไร เราก็ยังต้องทำมาหากินตามอาชีพของเรา บางคนทำเพราะชอบ เพราะรัก บางคนทำเพราะเป็นอาชีพเดียวที่ถนัด บางคนทำเป็นงานอดิเรก และมีอีกหลายคนทำเพราะเป็นกระแส แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เมื่อเราได้ก้าวเข้าสู่วงจรของเกษตรกรแล้ว ยากที่จะถอนตัวออกจากตรงนี้ได้

ลองหลับตาสิ แล้วนึกถึงต้นกล้าต้นแรกที่เราเพาะขึ้นมา เฝ้าถนอมดูแลจนเติบโต ในแต่ละวันคือพัฒนาการของต้นกล้าและตัวเรา ได้เรียนรู้กันไปตามวันเวลาที่เคลื่อนผ่าน หากประสบผลก็ถือเป็นชัยชนะ หากไม่ประสบผลก็ถือเป็นการเรียนรู้ให้เราได้จดจำว่าสิ่งที่ทำมาก่อนหน้านั้นยังไม่ถูกต้อง หากจะทำอีกครั้งก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ผมรู้จักสาว (เหลือ) น้อยนางหนึ่งครับ คุณมนธิตา อยู่หนู ที่บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี อดีตเป็นพนักงานในบริษัท ชีวิตเวียนวนอยู่เหมือนหนูถีบจักร เช้ามาทำงาน ตกเย็นก็เลิกงาน สิ้นเดือนรับเงินเดือนเพื่อนำเงินนั้นไปซื้ออาหารหรือสิ่งของที่ต้องใช้ เฝ้าถามตัวเองเสมอว่า หากวันหนึ่งไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ไม่ได้เป็นพนักงานที่นี่แล้ว ฉันจะไปทำอะไรที่ทำแล้วมีรายได้และมีความสุข โดยที่ความสุขนั้นต้องก่อเกิดรายได้ และรายได้นั้นก็ยังประโยชน์เพื่อเลี้ยงตัวเองและคนในครอบครัวให้เดินหน้าไปได้อย่างมีความสุข แต่ละคนก็คงมองไปในทิศทางที่ต่างกัน แต่กับเธอคนนี้เธอเลือกการปลูกผัก “ถามจริงๆ ครับ ตอนทำงานบริษัทไม่ดีเหรอ”

“ดีค่ะ แต่เรากังวลหลายอย่าง ชีวิตตอนนั้นยอมรับว่าแม้รายได้จะดี แต่เราเองไม่มีความสุขมากกว่า”

“ประเด็นคืออะไรครับ”

“คิดไปถึงอนาคตค่ะ สักวันหนึ่งเราก็ต้องปลดระวางจากงานประจำ เราจะทำงานจนรอปลดระวางแล้วไปต่อไม่ไหวอย่างนั้นหรือ แก่ตัวแล้ว ไม่มีอาชีพได้ทำต่อ เราจะอยู่อย่างไร” “แล้วที่เลือกปลูกผัก”

“เริ่มจากความชอบของตัวเองนี่เลยค่ะ ตั้งแต่ปี 2562 เริ่มปลูกผักสลัดอินทรีย์ไว้กินเอง ด้วยความเชื่อว่าเราปรุงดินเอง เพาะกล้าเอง ปลูก ดูแลเอง จะไม่ใช้เคมีในกระบวนการใดๆ” “สำเร็จไหมครับ”

“ทุกอย่างออกมาสวยงามตามที่หวังเอาไว้เลยค่ะ ผักสวยงาม กินอร่อย สด สะอาด ปลอดภัยที่เรามั่นใจจริงๆ แต่อุปสรรคใหญ่ก็มีมาให้ตอบโจทย์อีกแล้ว”

“อะไรครับ”

“เราต้องอยู่กับแปลงผัก ต้องก้มๆ เงยๆ ลุกนั่งอยู่ตลอด ความปวดเมื่อยก็มาเยือน จึงต้องหาทางแก้ไขปรับปรุงในการปลูกรอบต่อไป” “จ้างเขาหรือทำเองครับ”

“ทำเองค่ะ ดูยูทูบบ้าง ดูเพื่อนๆ ในเฟซบ้าง ก็หันมายกพื้นปลูกทำเป็นแคร่ไม้ สำเร็จออกมาสวยงาม ปลูกผักได้ผลผลิตดี เราเองก็สบายๆ ด้วย แต่อยู่ได้ 6 เดือนแคร่ผุ ปลวกยกโขยงมาบุก”

“พับโครงการไปเลย”

“เปล่าค่ะ หาทางปรับแก้กันต่อไป” จากการลงมือในปีแรก ปลูกผักกับแปลงบนดินมาถึงยกแคร่ไม้สำเร็จมาด้วยดี ก็มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะตอนนี้นอกจากจะปลูกกินเองแล้ว เริ่มมีลูกค้าจากชาวบ้าน จากเพื่อนในบริษัทเดิม จากเพื่อนในเฟซมาขอซื้อผลผลิต ก็เริ่มคิดปลูกขายอย่างจริงจัง คิดปรับปรุงโครงสร้างแปลงปลูกให้ใช้งานได้สะดวก มีอายุการใช้งานนานขึ้น ลดต้นทุนได้มากที่สุด ก็เลยมาลงตัวเป็นใช้เสาปูนทั้งหมด ใช้พื้นที่หลังบ้านประมาณ 1 งาน สร้างแปลงผักได้ 5 แปลง ปลูกหมุนเวียนสลับกันตลอด โดยอายุการปลูกผักสลัดในแต่ละรอบก็ประมาณ 30-35 วัน อาศัยการเพาะเมล็ด 5 วัน อนุบาลต้นกล้า 15-20 วัน มีการบำรุงดินและปรุงดินในทุกรอบการปลูก ทำให้ผลผลิตมีต่อเนื่องและสมบูรณ์ถูกใจผู้บริโภค

“เรียกว่าลองผิดมาก่อนจึงมาลองถูกจนถึงปัจจุบัน”

“ใช่ค่ะ การยกแปลงแบบนี้ทำให้เราทำงานได้ง่าย สะดวกมากขึ้น ไม่ต้องก้มๆ เงยๆ ให้ปวดหลัง การกำจัดศัตรูพืชก็ง่าย เก็บเกี่ยวก็สะดวก เรียกว่าเป็นพื้นที่ๆ อยู่ได้ทั้งวันไม่มีเบื่อเลยค่ะ”
“ผลผลิตที่ได้และราคาขายเป็นอย่างไรครับ”
“ต่อแปลงก็ประมาณ 20 กิโลกรัมค่ะ เราขายราคาเดียวทั้งปีที่ กิโลกรัมละ 120 บาท” “เรียกว่ามีกินมีขายอย่างสบาย แล้วรายได้มาจากแหล่งอื่นอีกไหมครับ”
“ที่นี่เราทำกล้าถาดขายด้วยค่ะ ถาดละ 200 บาท ในหนึ่งถาดก็มี 105 ต้น นำไปปลูกต่อได้สบาย และที่สำคัญที่นี่ยังมีผู้คนแวะเวียนมาแลกเปลี่ยนความรู้ จนเป็นรายได้อีกทางด้วยค่ะ”

“มีอบรมแบบนั้นเหรอครับ”

“มีเป็นคณะมาชมสวน มาขอเรียนแบบให้เราคิดเงินด้วยเลยค่ะ”

“คิดว่าทิศทางตลาดผักสลัดจะไปยังไงต่อครับ”
“เชื่อว่ายังไปได้เรื่อยๆ ค่ะ ในกลุ่มคนรักสุขภาพ ในกลุ่มคนชอบกินผักสลัด เพราะเป็นสินค้าที่ใช้แล้วหมดไป ทำให้ต้องผลิตตอบสนองความต้องการตลอดเวลา ที่สวนเราเองตอนนี้ก็มีคนติดต่อให้ปลูกส่ง แต่เราทำให้ไม่ได้เพราะแรงงานเรามีจำกัดค่ะ” “หากมีคนสนใจอยากเรียนรู้ จะติดต่อยังไงครับ”

“โทร.มาได้เลยค่ะ 089-744-9592 ยินดีต้อนรับทุกท่าน” เป็นอีกหนึ่งคนหนึ่งเรื่องราวที่ผมชื่นชมครับ มีความหวังและกล้าเดินไปตามทางเส้นนั้น ซวนเซไปบ้างแต่ไม่นานก็กลับมาเดินได้อย่างสง่าผ่าเผย เป็นเส้นทางแห่งอาหารเพื่อสุขภาพและความยั่งยืน มีเพื่อนในแนวทางเพิ่มมากขึ้น มีลูกค้าที่รอผลผลิตอยู่เสมอ มีรายได้ที่พอดูแลครอบครัว ที่สำคัญ มีความสุขในทางที่เลือกเดินเส้นนี้ ขอบคุณครับ…

คุณเนตรรัชนี เต๋จ๊ะ หรือ คุณเนตร วัย 55 ปี จากแม่ค้าขายน้ำเต้าหู้ และประสบการณ์ที่คร่ำหวอดอยู่ในกรุงเทพฯ พร้อมครอบครัว หลังจากลูกๆ เรียนจบแล้ว เธอก็กลับบ้านเกิดที่จังหวัดเชียงราย และคิดที่จะทำการเกษตร อันดับแรกที่สนใจก็คือ พุทรานมสด จากการที่ไปเที่ยวเขาใหญ่ เห็นพุทรานมสดที่มีลูกดกเต็มต้น ก็มีแนวคิดว่าอยากจะนำไปปลูกที่เชียงราย

จากการใช้ชีวิตทำมาหากิน ค้าขายที่กรุงเทพฯ หันกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ใช้เนื้อที่ 2 ไร่ ปลูกพุทราปลอดสารแบบกางมุ้ง 80 กว่าต้น สร้างรายได้เป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่ง

แรงบันดาลใจที่จะปลูก

พุทรานมสดกางมุ้ง ปลอดสาร

คุณเนตรรัชนี เล่าว่า ตอนแรกปลูกได้ 2 ปี ไม่มีแมลงศัตรูพืชมารบกวน พอปีที่สามแมลงวันทองเจาะทุกลูกหมดสวนเลย แต่ไม่ท้อ ลองต่ออีก 1 ปี โดยใช้กับดักล่อแมลงวันทอง แต่ก็ไม่ได้ผล ก็ไปดูงานที่สวนอื่น ทำไม เขามีพุทราขายเยอะแยะ ไม่มีแมลงรบกวน แต่ละสวนมีพุทราออกดกมาก เต็มต้นไปหมด ด้านหน้าสวนก็มีคนมาซื้อจัดใส่ถุงพลาสติก ถุงละ 10 กิโลกรัม มีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงสวน แต่ข้างหลังสวนกำลังฉีดยาฆ่าแมลง เพราะว่าพุทราด้วยความดกมากและหวาน จึงเป็นที่ชื่นชอบของแมลงวันทอง มักจะมาเจาะวางไข่ เจาะได้ทุกลูก จึงต้องใช้ยาเคมีกำจัด

พอกลับมาถึงบ้าน ทำให้คิดหนัก คิดว่าถ้าตนเองทำแบบนี้ ตนจะตายก่อนที่พุทราจะถึงมือผู้ซื้อ จึงพยายามคิดหาวิธีแบบกางมุ้งและพยายามสู้ที่จะปลูกพุทราปลอดสาร ด้วยปณิธานว่าเราจะต้องไม่ใช้สารเคมีใดๆ ในการปลูกพุทราทั้งสิ้น

หลังจากทำแบบกางมุ้ง ในปีถัดมาปรากฏว่าได้ผลดีมาก จึงพัฒนามาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันนี้ และไม่ให้ขาดน้ำ การตัดแต่งกิ่งก็สำคัญ การคอยสังเกตภายในสวน ถ้ามีแมลงศัตรูพืชรบกวน ก็จะรีบตัดวงจรทันที โดยการนำออกไปทำลาย

พยายามสู้ที่จะปลูกพุทรานมสดปลอดสาร กับการแก้ปัญหาเพื่อให้ได้ผลผลิตปลอดภัยสู่ผู้บริโภค เคยล้มลุกคลุกคลานมาก่อน และมีหนี้สินจากการลงทุนร่วมสองแสนบาทกับการต่อสู้ และหาวิธีปลูกพุทราปลอดสารเพื่อให้ได้ผลผลิตที่สร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือน และมีงานทำตอนอายุมากขึ้น คำว่า พุทรา เป็นผลไม้ที่กินได้เลย โดยไม่ต้องปอกเปลือก ผลไม้ที่มีรสหวานติดเปรี้ยวนิดๆ รสชาติอร่อยถูกใจชาวไทยส่วนใหญ่ อีกทั้งมีความกรอบด้วย ถ้าใช้สารเคมีป้องกันศัตรูพืชและแมลงต่างๆ ฉีดพ่น ถือว่าผู้บริโภคจะได้รับสารเคมีโดยตรงเลย เพราะการกินพุทราส่วนใหญ่จะกินทั้งเปลือก ทางสวนตระหนักถึงข้อนี้มากจึงต้องทำแบบกางมุ้ง ถือว่าป้องกันได้ค่อนข้างดีทีเดียว จะลงทุนเพิ่มตรงส่วนของมุ้ง แต่ระยะยาวทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค

“การเกษตรปลูกพุทรานมสดมีปัญหาให้เราแก้ และมีโจทย์ที่ไม่ซ้ำกัน ด้วยความที่เป็นคนไม่ท้อ แก้ปัญหาจากประสบการณ์ตรง ทำให้ได้รู้ว่า การทำเกษตรนั้น เห็นเขาประสบความสำเร็จต้องมีใจรัก ความใส่ใจ และความมุ่งมั่นเป็นปัจจัยสำคัญ” เป็นข้อคิดของ คุณเนตร แห่งสวนอุ๊ยปัน

เป็นการเรียนรู้เพิ่มเติมจากภายในสวน

ที่นี่เริ่มปลูกพุทรานมสดมาเมื่อ 8 ปีก่อน แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ย้ายมาอยู่ที่เชียงราย ยังคงทำมาค้าขายอยู่ที่กรุงเทพฯ หลังจากปลูกพุทรานมสดในปีที่ 5 และได้เริ่มปลูกกางมุ้งในปีที่ 5 การดูแลใช้ปุ๋ยหมักและนมสด แต่ไม่ได้ราดด้วยนมสดเลย โดยการนำนมสดมาหมักให้เกิดจุลินทรีย์ ผสมกับน้ำหมัก ซึ่งเป็นสูตรของแต่ละสวน ที่จะทำให้แต่ละสวนได้ความหวานไม่เหมือนกัน แต่จากประสบการณ์ของตนเองที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยชีวภาพ ที่หมักด้วยตนเองนั้น จะให้ความหวานมากกว่าปุ๋ยเคมี

การดูแลพุทรา ก็เรียนรู้ไปและแก้ปัญหาไป จากประสบการณ์ตรงจากสวน พยายามอุดรูรั่วว่าส่วนไหน ควรจะปรับปรุงเรียนรู้จากต้นพุทราสอนเรา ในระยะแรกต้นทุนจะสูงกว่าปลูกธรรมดา แต่ระยะยาวการตลาดจะดีกว่า ลูกค้าที่ได้ซื้อของเราไป รู้สึกได้ว่ารสชาติปลูกแบบใช้ปุ๋ยหมัก ความหวานและความกรอบจะดีกว่า ระยะเวลาที่ต่อสู้กับการเอาใจใส่ผลผลิต สิ่งตอบแทนก็คือ ค่าของการตลาด ปัจจุบันจะมีลูกค้าสั่งจองล่วงหน้า ทำให้ผลผลิตขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว

ก่อนที่จะปลูก ศึกษาจากที่ไหน

ก่อนที่จะปลูกพุทรา คุณเนตร ได้ไปศึกษาดูงานหลายแห่ง เช่น ที่เขาใหญ่ สระบุรี และวังน้ำเขียว ส่วนกิ่งพันธุ์ตัดสินใจซื้อมาจากสวนแถวปากช่อง

พุทราที่ผลิตโดยมีนมสดเป็นปัจจัยร่วมในการผลิต มีผลใหญ่ สีสวยน่ากิน รสชาติหวาน กรอบ ปลูกง่าย ให้ผลผลิตเร็ว เก็บไว้ได้นาน เหมาะสำหรับขายทางออนไลน์ เหมาะสำหรับเป็นของฝาก ใช้พื้นที่น้อยก็ให้ผลผลิตและรายได้ค่อนข้างดีกว่าปลูกอย่างอื่น การดูแลก็ไม่ต้องเหนื่อยมาก เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่ายในเขตร้อน

พุทรานมสด เป็นผลไม้ที่ใหม่สำหรับชาวบ้านที่เชียงรายเมื่อ 8 ปีก่อน ซึ่งมีความเชื่อว่า เชียงรายต้องปลูกลำไย ลิ้นจี่ พอเอาพุทรานมสดไปแทรก ก็ไม่มีใครสนใจ และไม่เห็นด้วย เพราะว่าไม่เคยปลูก แล้วกลัวจะเสียเวลาไปกับการลงทุน แต่อาศัยความอดทนและมุ่งมั่นกับการเลือกที่จะปลูกพืชชนิดนี้ เพราะคิดว่าการให้ผลผลิตอยู่ในช่วงของต้นปีใหม่ การตลาดน่าจะไปได้ดี

เลือกปลูกพุทรานมสด

คุณเนตร บอกว่า เพราะมองเห็นว่าปลูกง่ายและขายง่าย เก็บไว้ได้นานกว่าผลไม้บางชนิด ความบอบช้ำจากการขนส่งน้อยมาก คิดว่าการขนส่งปัจจุบันนี้รวดเร็ว ไม่เกิน 3 วัน พุทรายังคงความสด โดยไม่ต้องใช้สารเคมีเพื่อคงไว้ซึ่งความสด

“ในวัยที่เข้าสู่วัยเกษียณ และดิฉันพอมีที่ดินอยู่ 2 ไร่ คิดว่าปลูกไม้ผลเพื่อสร้างรายได้ให้มีรายได้เสริมที่เป็นการสร้างจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง เป็นค่าแห่งจิตใจไม่ให้คิดฟุ้งซ่านในช่วงที่เข้าสู่วัยชรา อีกทั้งยังเป็นการออกกำลังไปในตัวด้วย” คุณเนตร บอก

พุทรา เป็นพืชที่ให้ผลผลิตเร็ว ปลูกเพียงแค่ 4 เดือน จะเริ่มติดดอก เดือนที่ 5 จะเริ่มติดผล และเดือนที่ 8 จะเริ่มเก็บผลผลิตขายได้ ดังนั้น ถ้าเราต้องการทำพุทราออกตลาดในช่วงเดือนไหน เราจะต้องนับถอยหลัง 8 เดือน เพื่อวางแผนการผลิต คือต้องมีการตัดแต่งกิ่งหรือทำสาวก่อนล่วงหน้า 7-8 เดือน เช่น ถ้าต้องการให้มีผลผลิตออกจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม จะต้องตัดแต่งกิ่งในเดือนพฤษภาคม เป็นต้น แต่พุทราให้ผลผลิตตามฤดูกาลในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม

ปลูกเนื้อที่ 2 ไร่ 80 ต้น

สร้างรายได้กว่า 200,000 บาทขึ้นไป

ส่วนการให้ผลผลิตนั้น ในปีแรกจะให้ผลผลิตอยู่ที่ ต้นละ 20-30 กิโลกรัม ปีที่ 2 จะเพิ่มขึ้นเป็น 40-50 กิโลกรัม และปีที่ 3 เป็นต้นไปจะให้ผลผลิตมากถึงต้นละ 50 กิโลกรัมขึ้นไป สวนอุ๊ยปันโดยคุณเนตร ปลูกพุทรา 80 ต้น เฉลี่ยผลผลิต 50 กิโลกรัม ต่อต้น บางต้นก็ให้มากกว่านั้น ราคาขายกิโลกรัมละ 50 บาท จากสวน จะมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ กว่า 200,000 บาท ต่อปี จะให้ผลผลิตในเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนมกราคมก็จะหมดรอบการขาย ก็มีความภูมิใจในรายได้แล้วสำหรับคนที่มีที่ดิน 2 ไร่

การขายส่วนใหญ่จะขายทางออนไลน์ ถือว่าเป็นช่องทางการตลาดอย่างดี ลูกค้าส่วนใหญ่จะสั่งทางออนไลน์ ก่อนที่จะขายดีนั้น ก็ได้สร้างความเชื่อถือจากปากต่อปาก และจากลูกค้าที่ซื้อไปแล้วบอกต่อ จึงทำให้สินค้าหมดเร็ว ทุกวันนี้ก็ทุ่มเทให้กับสวนพุทรานมสด และก็พอใจกับรายได้ เท่านี้ถึงแม้จะไม่มีวันหยุดแต่ก็เป็นงานอิสระ

พุทรานมสด ต้องใช้นมสดบำรุงต้นด้วยหรือ

การสร้างความแปลกใหม่ให้กับผลผลิต โดยใช้น้ำนมสดมารดต้นพุทรา และแคลเซียมในน้ำนมสดที่หมักกับน้ำหมักชีวภาพช่วยให้ผลพุทรามีความแน่น หวาน กรอบ เห็นผลจริง หวานจริง และสีสวย

พุทรานมสด มีส่วนผสมของนมสดในการทำปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มสารอาหารให้แก่ต้นพุทรา และแคลเซียมในนมสดที่หมักกับน้ำหมักช่วยให้ผลพุทรามีความแน่น กรอบ แต่เป็นในรูปของการหมักอย่างน้อย 15 วัน เพื่อให้เกิดจุลินทรีย์ จากนม มาราดโคนต้นพุทรา

ที่สวนจะใช้ปุ๋ยชีวภาพทำน้ำหมักเอง มี 3 สูตร ระยะก่อนออกดอก ระยะออกดอก และระยะติดลูก จะใช้แตกต่างกัน อยู่ที่การเติมนมสดในการหมักแต่ระยะไม่เหมือนกัน เช่น ช่วงระยะบำรุงต้นก็ลดส่วนของนมสดในน้ำหมักไม่ต้องมาก 10 ลิตร ต่อนมสด 3 ลิตร ระยะออกดอก 5 ต่อ 5 ลิตร ระยะติดผลหรือผลเริ่มแก่ ก่อนจะเก็บเกี่ยวเพื่อให้ได้รสชาติหวานตามธรรมชาติ จะผสมน้ำนมสดในน้ำหมัก 10 ลิตร นมสด 7 ลิตร รดโคนต้นทุกๆ 10 วัน

การใช้ปุ๋ยหมักและนมสด แต่ไม่ได้ราดด้วยนมสดเลย โดยการนำนมสดมาหมักให้เกิดจุลินทรีย์ ผสมกับน้ำหมักซึ่งเป็นสูตรของแต่ละสวน ที่จะทำให้แต่ละสวนได้ความหวานไม่เหมือนกัน แต่จากประสบการณ์ของตนเองที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยชีวภาพที่หมักด้วยตนเองนั้น จะให้ความหวานมากกว่าปุ๋ยเคมี

ส่วนผสมน้ำหมัก

นำนมสดมาหมักกับกากน้ำตาล โดยใช้สูตร นมสด กากน้ำตาล และจุลินทรีย์ หมักทิ้งไว้ 30 วัน หากต้องการนำมาใช้ ให้นำนมสดที่หมักแล้ว 3 ลิตร มาผสมน้ำ 10 ลิตร แล้วรดที่โคนต้นตามอัตราส่วนที่กล่าวข้างต้น วิธีปลูกและการเตรียมดิน

ปรับสภาพดินโดยใช้ปูนขาว และเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน โดยใช้ปุ๋ยคอก โดยวิธีการปลูกนั้นเราจะปลูกเลียนแบบ การเกิดของเมล็ดไม้ในธรรมชาติ กล่าวคือ ไม่ต้องขุดหลุมลึกมาก เอาแค่กลบดินในถุงเพาะได้ก็พอ ซึ่งต้นกล้าที่แนะนำให้ปลูกคือ ต้นกล้าที่ได้จากการเสียบยอด เพราะจะโตและให้ผลผลิตเร็ว โดยระยะการปลูกจะเฉลี่ยอยู่ที่ 5×5 เมตร ที่สวนอุ๊ยปัน 2 ไร่ ปลูกทั้งหมด 80 ต้น

ถ้าหากท่านสนใจจะสอบถามและต้องการทราบรายละเอียด ให้ติดต่อได้ที่ คุณเนตร หรือ คุณเนตรรัชนี เต๋จ๊ะ สวนพุทรานมสดปลอดสาร สวนอุ๊ยปันกางมุ้ง เลขที่ 184 บ้านร่องบอน หมู่ที่ 12 ตำบลม่วงคำ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย 57120 โทร. 092-282-2820

“ ป่าไม้ ” มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อวิถีชีวิตของชุมชนในสังคมชนบท ในฐานะเป็นแหล่งอาหารและแหล่งรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเห็ดป่า แต่เนื่องจากการให้ผลผลิตของเห็ดป่าในแต่ละปีไม่แน่นอนอยู่กับปัจจัยแวดล้อมตามธรรมชาติ อีกทั้งผลผลิตเห็ดป่าลดน้อยลงทุกๆ ปี เนื่องจากความผันแปรของสภาพภูมิอากาศ ความแห้งแล้ง และการทำลายระบบนิเวศป่าไม้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรรณา มังกิตะ penny-stock-social.com มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และดร. สุจิตรา โกศล สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าวและต้องการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้อย่างชาญฉลาดและยั่งยืนแก่ชุมชน ด้วยการสร้างแหล่งอาหารโดยการปลูกพืชเศรษฐกิจร่วมกับการเพาะเห็ดป่าไมคอร์ไรซากินได้ในพื้นที่ของตนเอง เพื่อให้เกิดชุมชนไม้มีค่า ส่งผลให้ชาวบ้านเกิดความรักและดูแลต้นไม้ที่ปลูกอย่างประณีตแบบอินทรีย์ งดการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช ลดการใช้ปุ๋ยเคมี

ผลงานวิจัยนี้ ได้รับงบประมาณสนับสนุนการวิจัย จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. คณะผู้วิจัยได้จัดทำพื้นที่แปลงทดลองต้นแบบ การปลูกไม้เศรษฐกิจแบบผสมผสานร่วมกับการเพาะเห็ดป่าไมคอร์ไรซากินได้ ประเภท เห็ดเผาะ เห็ดระโงก เห็ดตะไคล เห็ดแดงน้ำหมาก เห็ดน้ำแป้ง เห็ดถ่านไฟ ฯลฯ

“ เห็ดตับเต่า ” พืชเศรษฐกิจที่มีราคาค่อนข้างสูง 150-250 บาท/กิโลกรัม เห็ดตับเต่ามีรสชาติดี ตลาดนิยมบริโภคตลอดทั้งปี โดยเฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพ เนื่องจากเห็ดตับเต่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง เห็ดตับเต่าน้ำหนัก 100 กรัม ให้พลังงาน 29 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยน้ำ 91.51% และมีวิตามิน 0.01% (กรมอนามัย, 2544) ขณะเดียวกันเห็ดตับเต่ายังมีสรรพคุณทางยาช่วยบำรุงกำลัง บำรุงตับและบำรุงปอด ไหลเวียนโลหิต ดับพิษร้อนภายใน

ทีมนักวิจัยได้พัฒนาพื้นที่ทดลองต้นแบบ มีขนาดพื้นที่ 2 ไร่ ในพื้นที่ชุมชนบ้านบุญแจ่ม ต.น้ำเลา อ.ร้องกวาง จ.แพร่ พื้นที่ต้นแบบนี้จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับการเก็บข้อมูลวิจัย รวมทั้งพัฒนาเป็นพื้นที่สำหรับเรียนรู้ ทัศนศึกษาดูงาน รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการปลูกไม้เศรษฐกิจร่วมกับการเพาะเห็ดป่าไมคอร์ไรซากินได้ ให้แก่ชาวบ้านในชุมชนเป้าหมาย 287 คน ในพื้นที่ี 42 หมู่บ้าน ของจังหวัดแพร่ น่านและ พะเยา ก่อให้เกิดการปลูกไม้เศรษฐกิจทั้งกลุ่มไม้ป่าและกลุ่มไม้ผลร่วมกับการเพาะเห็ดป่าไมคอร์ไรซา จำนวน 7,000 ต้น

เทคนิคการเตรียมเชื้อเห็ดเผาะ

และเห็ดป่าเพื่อใส่เชื้อในกล้าไม้

การเตรียมเชื้อเห็ดเผาะในห้องปฏิบัติการ
1.1 นำเห็ดเผาะ ที่เป็นดอกอ่อนมาแยกเชื้อในห้องปฏิบัติการ ต้องทำภายใต้สภาพปลอดเชื้อ โดยเลี้ยงเชื้อในอาหารมันฝรั่ง (Potato Dextrose Agar + Malt Extract, Mycpological Peptone ; PDA+MP) ที่ผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส ความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว นาน 15 นาที

1.2 ตัดเนื้อเยื่อเห็ดเป็นชิ้นเล็กๆ วางบนอาหารเลี้ยงเชื้อ PDA + MP เลี้ยงเป็นระยะเวลาประมาณ 30 วัน เส้นใยเห็ดจะเจริญเต็มบนจานอาหารเพาะเชื้อ

1.3 เชื้อเห็ดเผาะที่เจริญเต็มอาหารแข็ง PDA+MP ย้ายลงเลี้ยงในอาหารเหลว (Potato Dextrose Broth ; PDB) ที่ผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส ความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว นาน 15 นาที ปล่อยให้อาหารเหลวเย็น ตัดเชื้อเห็ดเผาะจากอาหารแข็ง PDA ใส่ในอาหารเหลว PDB ขวดละ 10-15 ชิ้น โดยตั้งขวดอาหารเลี้ยงเชื้อบนเครื่องเขย่า โดยเขย่าอย่างต่อเนื่อง นาน 10 – 15 วัน เพื่อเพิ่มอากาศและกระตุ้นการเจริญของเส้นใยเห็ด