กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันการทำเครื่องเบญจรงค์ลดน้อยลงมาก

เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไม่เฟื่องฟูเหมือนแต่ก่อน ประชาชนจึงซื้อเครื่องเบญจรงค์น้อยลง เว้นแต่จะซื้อเป็นของขวัญ นักท่องเที่ยวต่างชาติซื้อเป็นของที่ระลึก และบริษัทต่างๆ ซื้อไปตกแต่งโรงแรม รีสอร์ต แต่ศาสตร์ศิลปะแขนงนี้ยังทรงคุณค่าแก่การสืบทอด จึงเปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้การทำเครื่องเบญจรงค์แก่เยาวชนและผู้สนใจโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

“ยกนิ้วให้” ฉบับนี้ ขอแสดงความยินดีกับน้องๆ ทีม SWC โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถมศึกษา หลังนำ “Smart wheelchair” ผลงานนวัตกรรม “อุปกรณ์ช่วยคนพิการ” กวาด 8 รางวัล จากการแข่งขันประกวดแนวคิดนวัตกรรม KOREA INTER NATIONAL YOUTH OLYMPIAD 2017 ที่สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยสามารถคว้ารางวัลเหรียญทองประเภททีม ที่สำคัญได้รับรางวัลพิเศษจาก WORLD INTELLECTUAL PROPERTY ORGANIZATION (WIPO) จากงานดังกล่าวด้วยซึ่งน้องๆ ทีม SWC ประกอบด้วย เด็กชายจีรทีปต์ โฆษะวิสุทธิ์, เด็กชายณฤชล ชินวัฒนกูล, เด็กชายณัฏฐดนัย ปิณฑานนท์ และ เด็กชายปัณณธร พินิจวงศ์วิทยา ชั้น ป.5 โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ โดยน้องๆ ได้ติดตั้งระบบปรับความสูงของรถให้สามารถปรับสูงต่ำได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ ยังติดตั้งอุปกรณ์ดูแลความปลอดภัยต่างๆ รอบคัน อาทิ ฐานหลังป้องกันการหงายหลัง มีสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉิน และไฟ LED ส่องสว่าง

เพื่อให้ผลงานดังกล่าวถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้พิการ น้องๆ ทีม SWC พร้อม นายทินกร บัวพูล ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ จึงได้ร่วมกันมอบรถ Smart wheelchair ให้กับ นายบรรพต ลายสุวรรณ คุณพ่อของลูกสาวที่มีอาการแพ้ยาจนต้องตัดขาไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อนำไปใช้อำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิต

เก่งๆ อย่างนี้ ต้องยกนิ้วให้ กฎหมายแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ 5 ตุลาคมนี้ ป้องการค้าที่ไม่เป็นธรรมผูกขาด เพิ่มโทษปรับเป็นเงินไม่เกิน 10% ของรายได้ มีคดีให้ส่งศาลคีดทรัพย์สินทางปัญญา ควบรวมกิจการต้องแจ้งภายใน 7 วัน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ฉบับใหม่ มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว มีผลบังคับใช้วันที่ 5 ตุลาคมนี้ เพื่อป้องกันพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม พิจารณาข้อร้องเรียนได้เร็วขึ้น สร้างความเชื่อมั่นการทำธุรกิจมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม

สาระสำคัญ กำหนดการตั้งคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าชุดใหม่ โดยวิธีสรรหา ให้มีคณะกรรมการสรรหา 9 คน ที่มาจากปลัดกระทรวงต่างๆ เพื่อจะสรรหากรรมการที่จะมาเป็นบอร์ดแข่งขันทางการค้า จำนวน 7 คน มีวาระ 4 ปี โดยให้บอร์ดแข่งขันทางการค้าชุดปัจจุบันรักษาการต่อได้ 270 วัน หรือจนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 และให้อธิบดีกรมการค้าภายในรักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานไปก่อน 450 วัน

นอกจากนี้ ยังมีหลักการที่สำคัญปรับปรุงโทษจากเดิมที่จะมีเพียงโทษทางอาญาเท่านั้น การดำเนินคดีมักใช้เวลานาน แต่ฉบับใหม่จะเพิ่มโทษทางปกครองเข้ามาด้วย โดยบอร์ดมีอำนาจสั่งปรับธุรกิจที่มีพฤติกรรมเอาเปรียบได้ และยังเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ลดขั้นตอนการพิจารณา การลดหย่อนโทษ และการเอาผิดการกระทำนอกราชอาณาจักร รวมถึงเอาผิดกรณีร้องเรียนที่เป็นเท็จ กรณีที่เป็นคดีฟ้องร้องให้ส่งไปที่ศาลคดีทรัพย์สินทางปัญญาที่มีขั้นตอนรวดเร็วกว่าศาลอาญา

ทั้งนี้ การปรับปรุงบทลงโทษให้สอดคล้องกับพฤติกรรมความผิด เกี่ยวกับการใช้อำนาจเหนือตลาด และการตกลงร่ววมกันลด หรือจำกัดการแข่งขันทางการค้า ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจที่แข้งขันในตลาดเดียวกัน โทษอาญาใหม่จะมีโทษจำคุกไม่เกินต 2 ปี และปรับเป็นเงินไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด จากโทษเดิมที่จำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 ล้านบาท

พร้อมเพิ่มการควบรวมกิจการ ต้องแจ้งสำนักงานแข่งขันทางการค้าภายใน 7 วัน และกรณีที่ธุรกิจเข้าเกณฑ์การเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดและผูกขาดตลาด ต้องขออนุญาตการรวมธุรกิจก่อน หากฝ่าฝืนไม่มีการแจ้งมีโทษทางปกครอง ปรับไม่เกิน 200,000 บาท และปรับรายวันอีกไม่เกิน 10,000 บาท ต่อวัน หากไม่มาขออนุญาตต้องชำระค่าปรับในอัตราไม่เกิน 0.5% ของมูลค่าธุรกรรมในการรวมธุรกิจ

วันที่ 5 กันยายน นายรุ่ง หิรัญวงษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำตกแม่ยะ ในเขตอุทยานฯ ค่อนข้างน่าห่วง เพราะมีน้ำหลากลงมาจำนวนมาก จึงติดป้ายประกาศแจ้งเตือนภัยประชาชนและนักท่องเที่ยวให้เพิ่มความระมัดระวังอันตรายจากน้ำไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันไว้ในระยะนี้

“สำหรับบริเวณยอดดอยอินทนนท์ในช่วงเช้า เนื่องจากมีฝนตกพรำๆ เกือบตลอดเวลา ทำให้เกิดทะเลหมอกจากหมอกฝนสวยงามมาก แต่ขอแจ้งเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวให้เพิ่มความระมัดระวังในระหว่างการสัญจรบนเส้นทางดังกล่าวด้วย เพื่อป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้”

นายรุ่งกล่าวอีกว่า ในช่วงปลายฤดูฝนสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมนอกจากทะเลหมอกแล้ว นาข้าวขั้นบันไดหลายแห่งในเขตอุทยานฯ กำลังเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวมาก เพราะมีความเขียวสดชื่น เหมาะต่อการบันทึกภาพ”

ทางด้านศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือรายงานว่า ตลอดวันนี้จะยังมีฝนฟ้าคะนองเฉลี่ย 60% และมีฝนตกหนักบางแห่ง อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน อุณหภูมิเฉลี่ย 23-34 องศาเซลเซียส

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร บินเวียดนาม ร่วมเวทีการประชุม ในสัปดาห์ความมั่นคงอาหารเอเปค ชูบทบาทการดำเนินงานเกษตรแปลงใหญ่สมัยใหม่ประชารัฐ ด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ เผย มูลค่าการไทยกับกลุ่มเอเปค ช่วง 7 เดือนแรก ไทยส่งออกสินค้าเกษตร 5.29 แสนล้านบาท ได้ดุลการค้า 3.64 แสนล้านบาท

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการประชุมภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) รวม 21 ประเทศ ซึ่ง สศก. โดยรองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (นางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ) และคณะ ได้ร่วมเข้าร่วมประชุมเชิงวิชาการใน “สัปดาห์ความมั่นคงอาหารเอเปค (Food Security Week)” (ระหว่าง 18-25 สิงหาคม 2560) ณ เมืองเกิ่นเทอ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยร่วมการประชุมระดับสูงว่าด้วยการส่งเสริมความมั่นคงอาหารและเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในการนี้ สศก. ได้แถลงต่อที่ประชุมให้ทราบถึงการดำเนินการของไทย ในหัวข้อความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยยกตัวอย่างการนำโครงการประชารัฐ มาส่งเสริมเป็นโครงการเกษตรแปลงใหญ่สมัยใหม่ประชารัฐของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม 4.0 เช่น เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ

สำหรับเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ได้แถลงการดำเนินการของตนเองภายใต้กรอบทิศทางของ APEC ด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ ซึ่งต่างให้ความสำคัญในการประยุกต์ใช้แนวทางเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ (Climate Smart Agriculture) เพื่อเพิ่มผลผลิต ให้ความสำคัญเรื่องการวิจัยและพัฒนาควบคู่ไปกับการลงทุนด้านการเกษตร รวมทั้งการสร้างนวัตกรรม ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่ไปในทิศทางเดียวกับไทย

นอกจากนี้ ประชุมได้รับรองเอกสารสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่ 1) แถลงการณ์เกิ่นเทอ มุ่งเน้นการสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาชนบทและเขตเมืองอย่างยั่งยืน การส่งเสริมการค้าและการลงทุนเพื่อเพิ่มการเข้าถึงอาหารในภูมิภาค รวมทั้งการบริหารจัดการการสูญเสียอาหาร 2) แผนปฏิบัติการระยะหลายปีเพื่อความมั่นคงอาหาร ปี 2561-2563 เพื่อสร้างเสริมศักยภาพของสมาชิกเอเปคในการสร้างความมั่นคงอาหารในสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 3) แผนปฏิบัติการพัฒนาชนบทและเขตเมืองเพื่อความมั่นคงอาหารและการเติบโตอย่างมีคุณภาพ เพื่อการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเมืองและชนบท

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้เสนอตัวเพื่อจัดกิจกรรมภายใต้แผนปฏิบัติการดังกล่าว จำนวน 2 เรื่อง คือ 1) การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และ 2) การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) โดยกำหนดจัดขึ้นในช่วงปี 2562-2563

อย่างไรก็ตาม ในช่วงดังกล่าว ยังมี “การประชุมหุ้นส่วนเชิงนโยบายว่าด้วยความมั่นคงอาหาร” วันที่ 21-22 สิงหาคม 2560 ซึ่งเป็นเวทีของภาครัฐและเอกชนในการให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ด้านความมั่นคงอาหารของภูมิภาค มีผู้แทนจาก สศก. และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเข้าร่วมการประชุม

โดย สศก. ได้นำเสนอผลการดำเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคงอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาทิ เกษตรแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน (ศพก.) การวิจัยและพัฒนาเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาการผลิตเข้าสู่ระบบการจัดการคุณภาพ หรือ GAP เพื่อสินค้าที่มีคุณภาพ และด้านสภาหอการการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอเรื่องเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร ผ่านกลไล “ประชารัฐ” เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยในปัจจุบัน มีโครงการประชารัฐ ใน 41 พื้นที่ ครอบคลุม 30 จังหวัด

สำหรับการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับกลุ่ม APEC มีสินค้าส่งออกสำคัญ คือ ยางธรรมชาติ ข้าว น้ำยางธรรมชาติ ไก่ปรุงแต่ง น้ำตาลจากอ้อย ปลาทูนาปรุงแต่ง มันสำปะหลัง ยางแผ่นรมควัน สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง อาหารสุนัขและแมว สินค้านำเข้าสำคัญ คือ ถั่วเหลือง อาหารปรุงแต่ง ปลาโอท้องแถบแช่แข็ง ข้าวสาลี อาหารปรุงแต่งสำหรับทาราก ปลาหมึกกระดองแช่แข็ง ของปรุงแต่งใช้เลี้ยงสัตว์ ซิการ์ นมผงไม่เติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวาน กากน้ำมันและกากแข็งที่ได้จากการสกัดน้ำมันถั่วเหลือง

ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งตั้งอยู่บนฐานของฉันทามติ ความสมัครใจ และไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย มุ่งการเติบโตทางการค้าและการลงทุน และให้ความสำคัญในการเสริมสร้าง ขีดความสามารถของสมาชิกเอเปคในสาขาต่างๆ ด้วย ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) รศ.ดร. สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ปฏิบัติการแทนอธิการบดี มช. รศ.ดร. ธรณินทร์ ไชยเรืองศรี คณบดีคณวิทยาศาสตร์ มช. ร่วมแถลงข่าวการค้นพบ “เห็ดทรัฟเฟิลขาวเทพสุคนธ์” ชนิดใหม่ของโลก ซึ่งได้รับนามพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทีมวิจัยประกอบด้วย ศ.ดร. สายสมร ลำยอง ดร. นครินทร์ สุวรรณราช และ ดร. จตุรงค์ คำหล้า จากห้องปฏิบัติการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ คณะวิทยาศาสตร์ มช. ซึ่งค้นพบเห็ดทรัฟเฟิลครั้งแรกในไทยและครั้งแรกในอาเซียน รวม 3 ชนิด คือ เห็ดทรัฟเฟิลขาวเทพสุคนธ์-Tuber thailandicum เห็ดทรัฟเฟิลล้านนา-Tuber lannaense และเห็ดทรัฟเฟิลขาวอิตาเลียน-Tuber maganatum ซึ่งไม่เคยพบในเขตร้อนมาก่อน จึงถือว่าเป็นเห็ดทรัฟเฟิลชนิดแรกที่พบในเส้นละติจูดที่ต่ำที่สุด

ศ.ดร. สายสมร กล่าวว่า ทีมวิจัยเริ่มศึกษาความหลากหลายของเห็ดราขนาดใหญ่มาตั้งแต่ปี 2542 โดยพบเห็ดราขนาดใหญ่มากกว่า 8,060 ชนิด และมากกว่า 60 ชนิดเป็นชนิดใหม่ของโลก กระทั่งปี 2555 ดร. นครินทร์ ค้นพบเห็ดทรัฟเฟิลขาว และเมื่อเดือนมีนาคม 2560 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานนามว่า “เห็ดทรัฟเฟิลขาวเทพสุคนธ์” ซึ่งมีความหมายว่ากลิ่นหอมของเทพ ต่อมา ดร. จตุรงค์ ค้นพบเห็ดทรัฟเฟิลล้านนา และเห็ดทรัฟเฟิลขาวอิตาเลียน ซึ่งตัวที่ 3 นี้มีราคาแพงมากที่สุดคือ 160,000 บาท ต่อกิโลกรัม ดังนั้น ในอนาคตเราจะต่อยอดในเชิงธุรกิจให้เกิดรายได้กับประเทศต่อไป

ดร. นครินทร์ กล่าวว่า พอเข้าฤดูฝนจะขี่รถจักรยานยนต์เข้าป่าไปเก็บเห็ดในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยทุกวัน จนวันหนึ่งเดินเท้าเข้าไปลึกขึ้นประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นหุบเหวต้องไต่เข้าไปจนดินสไลด์หน้าดินเปิด ทำให้เจอก้อนกลมๆ จึงเก็บใส่กระเป๋าและนำกลับมาตรวจสอบพบว่าเป็นเห็ดทรัฟเฟิล

“รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมาก เพราะไม่น่าเป็นไปได้ที่จะพบเห็ดทรัฟเฟิลในไทย เพราะจะพบได้ตามประเทศเขตหนาวหรือเขตอบอุ่น เช่น สหรัฐ หรือยุโรป แต่กลับพบในเขตร้อนชื้น และพร้อมต่อยอดในเชิงธุรกิจ เนื่องจากขณะนี้เห็ดทรัฟเฟิลจากธรรมชาติ ทีมวิจัยสามารถสกัดเป็นน้ำมันทรัฟเฟิล 2 แบบ คือน้ำมันมะกอก เฉลี่ย 100 กรัม ราคา 1,200 บาท และเกลือ เฉลี่ย 100 กรัม ราคา 900 บาท” ดร. นครินทร์ กล่าว

ดร. จตุรงค์ กล่าวว่า ในอนาคตทีมวิจัยเตรียมทำสวนเห็ดทรัฟเฟิลแบบทาสมาเนีย ฝรั่งเศส อิตาลี และสหรัฐ ในลักษณะอีโค ฟาร์ม หรือฟาร์มสีเขียวแต่ต้องอยู่ในความสูงระดับ 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกร เนื่องจากเห็ดทรัฟเฟิลราคาแพงมากที่สุดในโลก และได้รับความนิยมสูงในการนำกลิ่นเฉพาะมาใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร

นางจิรารัตน์ มีงาม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พิษณุโลก กล่าวว่า หลังจากองค์กรภาครัฐและเอกชนของ จังหวัดเพชรบูรณ์ รวม 4 แห่ง ได้ส่งผลงานการท่องเที่ยวเข้าร่วมประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (กินรี) หรือ “ไทยแลนด์ทัวริสซึ่มอวอร์ด” ครั้งที่ 11 ประจำปี 2560 ที่ ททท.จัดประกวดขึ้น ผลปรากฏว่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับรางวัลดีเด่นถึง 3 รางวัล ได้แก่ 1. รางวัลดีเด่นประเภทองค์กรของรัฐสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้แก่ ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ (เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์) 2. รางวัลดีเด่นประเภทแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ (อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ) และ 3. รางวัลดีเด่นประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้แก่ ไร่กำนันจุล (บริษัท ไร่นายจุล คุ้นวงศ์ จำกัด) โดย ททท.จะจัดพิธีมอบรางวัลในวันที่ 27 กันยายน

นางจิรารัตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับวัตถุประสงค์การจัดประกวด i-army.org เพื่อแข่งขันเชิงคุณภาพการบริการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสาขาต่างๆ ทั้งในกลุ่มผู้ประกอบการ และเปิดให้ชุมชนเจ้าของพื้นที่มีส่วนร่วมทางสังคม ส่งผลให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

สร้างรายได้-ตลาดนิยม นายอรรถวุฒิ ขุนชำนาญ อายุ 59 ปี ชาวบ้านเกาะใหญ่ ตำบลเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ตนปลูกสะตอไว้ประมาณ 10 ไร่ จำนวนกว่า 200 ต้น เป็นสะตอพันธุ์ข้าว ช่วงนี้สะตอกำลังออกฝักจึงเร่งเก็บขาย เนื่องจากตลาดต้องการเป็นอย่างมากเพราะใกล้ถึงเทศกาลเดือนสิบของชาวใต้ โดยมีแม่ค้าเข้ามาซื้อและเก็บเองถึงในสวน ราคารับซื้อฝักละ 4 บาท แต่ละวันจะเก็บได้ประมาณ 500 ฝัก รายได้จากการขายสะตอวันละประมาณ 2,000-3,000 บาท หากช่วงที่สะตอขาดแคลนจะขายฝักละ 10-12 บาท

นายอรรถวุฒิ กล่าวอีกว่า สะตอเกาะใหญ่ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างแพร่หลาย จังหวัดสงขลาได้ให้งบประมาณพัฒนาจังหวัดผ่าน อำเภอกระแสสินธุ์ เพื่อขยายพันธุ์สะตอเกาะใหญ่ ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกสะตอพันธุ์เกาะใหญ่รอบเกาะใหญ่ 5,000 ต้น ใช้พื้นที่ว่างบริเวณบ้านและรอบสวนในการปลูก เพื่อสร้างอาชีพเสริมให้กับชาวบ้าน ใช้เวลาปลูกราว 5 ปีจึงสามารถเริ่มให้ผลผลิตเก็บขายได้ โดยพื้นที่เกาะใหญ่เหมาะในการปลูกสะตอเป็นอย่างมาก เพราะเป็นพื้นที่น้ำทะเลล้อมรอบ ละอองน้ำจากทะเลทำให้สะตอไม่มีแมลงมารบกวน โดยเฉพาะหนอนเจาะฝัก ทำให้ได้รับความนิยมจากท้องตลาดอย่างมาก

สรท.คงเป้าส่งออกปีนี้โต 5% เจอปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า มองบวก 7% ยาก ร้องภาครัฐเร่งแก้”บาท”แข็งไม่หยุด ทำรายได้ผู้ส่งออกหายไปแล้ว 2% ออเดอร์หด กระทบถึงเกษตรกร-ลูกจ้างอดโอที

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ยังคงคาดการณ์การขยายตัวของการส่งออกทั้งปีนี้ที่บวก 5% จากปัจจัยบวกคือการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ปรับเพิ่มเป้าทำงานการส่งออกปีนี้จะบวก 7% มองว่าเป็นเรื่องยากเพราะยังมีปัจจัยลบอีกมาก ได้แก่ สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ เช่น ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี อัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล หากยังแข็งค่าต่อจะกระทบต่อการส่งออกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้และไตรมาสแรกของปีหน้าได้

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวจะกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์และปริมาณตู้บรรจุสินค้านำเข้าลดลง อาจส่งผลต่อการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และกระทบต่อการส่งออกในไตรมาส 4 และอาจส่งผลในระยะยาว “ช่วงที่เหลือของปีนี้จะต้องส่งออกเฉลี่ยให้ได้ไม่ต่ำกว่า 18,720 ล้านเหรียญ/เดือน จึงจะทำให้ทั้งปีนี้บวก 5% หากจะบวก 7% ค่าเฉลี่ยต้องไม่ต่ำกว่า 19,600 ล้านเหรียญ/เดือน ถือเป็นตัวเลขที่สูงเพราะ 2 เดือนสุดท้ายของปีคำสั่งซื้อจะลดลงเป็นปกติอยู่แล้ว ถือว่าต้องทำงานกันอย่างหนัก” น.ส.กัณญภัค กล่าว

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธาน สรท.กล่าวว่า การส่งออกเดือนกรกฎาคม 2560 มีมูลค่า 18,852 ล้านเหรียญ บวก 10.5% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ทำให้ส่งออก 7 เดือนแรกปีนี้มีมูลค่า 132,399 ล้านเหรียญ บวก 8.2% นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเงินบาทแข็งค่า เมื่อทอนรายได้ส่งออกจากเหรียญสหรัฐเป็นบาท รายได้หายไปแล้วเฉลี่ย 2% ส่งผลต่อทั้งห่วงโซ่การผลิต กดดันเกษตรกรมีรายได้ลดลง ราคาพืชผลทรงตัวระดับต่ำ และภาคผลิตแทบไม่จ้างแรงงานทำงานล่วงเวลา (โอที) เพราะคำสั่งซื้อล่วงหน้าลดเหลือเฉลี่ย 6 เดือนล่วงหน้า บางรายเหลือ 3 เดือนล่วงหน้า จากปกติ 1 ปี

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ค่าเงินแข็งขึ้น 7.42% นับว่าแข็งค่ามากสุดในภูมิภาค หากลดลงมาที่ 3% ยังสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ จึงอยากเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รักษาเสถียรภาพของเงินบาทในระดับที่แข่งขันได้ สนับสนุนการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนของเอสเอ็มอี บริหารจัดการแรงงานให้เพียงพอต่อความต้องการในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตร เร่งยกระดับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศให้แล้วเสร็จใน 1 ปี และสนับสนุนการลงทุนของเอกชนไทยในต่างประเทศ