การขยับไปสู่ Smart Farmer คือการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี

มาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูลสารสนเทศ การเข้าถึงแหล่งความรู้ผ่านอินเทอร์เน็ต การนำอุปกรณ์สมาร์ทโฟน หรือแท็บเลต มาใช้เพื่อควบคุมระบบการทำงานภายในฟาร์ม หรือแม้แต่การนำหุ่นยนต์มาช่วยงานเพื่อช่วยประหยัดต้นทุนแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งจะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันในอนาคต

นอกจากนั้น เกษตรกรอาจต้องรู้จักการใช้ฐานข้อมูล เช่น ข้อมูลดิน น้ำ อากาศ บวกกับการนำข้อมูลด้านการตลาด มาวิเคราะห์ในเชิงลึกเพื่อศึกษาดูพฤติกรรมผู้บริโภคและความต้องการของตลาด รวมถึงการนำระบบเซ็นเซอร์มาช่วยงานในฟาร์มให้เป็นระบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยประหยัดเวลา เป็นต้น

ตัวอย่างในต่างประเทศ ได้แก่ ในออสเตรเลีย มีการใช้หุ่นยนต์เพื่อรีดนมวัว ขณะที่ญี่ปุ่นก็มีแผนที่จะนำหุ่นยนต์มาช่วยเก็บเกี่ยวผลผลิตในฟาร์มผลไม้และพืชสวน รวมทั้งการนำระบบไอทีมาใช้ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น แหล่งกำเนิดแสง เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับพันธุ์พืช ตลอดจนการนำโดรนมาใช้เพื่อดูแลสภาพของแปลงปลูกข้าวที่อยู่ห่างไกล

ประเทศมาเลเซีย มีแผนจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีระบบเซ็นเซอร์และข้อมูลภายในฟาร์ม มาประมวลผลวิเคราะห์เพื่อเพิ่มผลผลิตการเกษตรในอนาคต โดยจะพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับ Internet of Things หรือ IoT (สภาพแวดล้อมที่สิ่งของต่าง ๆ มีการเชื่อมต่อและสื่อสารกันได้ สามารถรับรู้ภาวะรอบตัวได้ มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและทำงานร่วมกันได้) เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้สามารถผสมพันธุ์พืชได้ตรงเวลาและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับในประเทศไทย ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) มาใช้เพื่อการทำนา การเลี้ยงกุ้ง การทำประมง และการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น อ้อยและยางพารา รวมถึงการปรับปรุงพันธุกรรมสำหรับการทำปศุสัตว์ ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดให้มีการลงทะเบียนเกษตรกร ภายใต้โครงการ Smart Farmer & Smart Officer (เกษตรกรปราดเปรื่องกับเจ้าหน้าที่ต้นแบบ) เพื่อให้บริการออนไลน์ต่าง ๆ เช่น ขอรับสารปรับสภาพดิน เมล็ดพันธุ์พืชบำรุงดิน บริการฝนหลวง ขอวิเคราะห์ตัวอย่างดิน และค้นหาข้อมูลองค์ความรู้ต่าง ๆ โดยเกษตรกรสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการผ่าน www.thaismartfarmer.net หรือที่จุดให้บริการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรประจำจังหวัดทั่วประเทศ

เมื่อภาครัฐขยับตัวกันขนาดนี้แล้ว ผมคิดว่าเกษตรกรไทยควรใช้โอกาสนี้ช่วยกันพัฒนาภาคการเกษตรของเราให้เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลกให้ได้อันที่จริงประเทศไทยก็มีเกษตรกรหัวก้าวหน้าอยู่ไม่น้อยหลายรายเข้าร่วม”โครงการเกษตรก้าวหน้า” ที่ธนาคารกรุงเทพริเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2544 โดยช่วยเชื่อมโยงประสานให้เกษตรกรได้รับความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคุมต้นทุน ช่วยพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเชนให้เข้มแข็ง ตลอดจนให้การสนับสนุนด้านสินเชื่อเพื่อการลงทุนแก่เกษตรกรด้วยครับ

“คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรองเลขาธิการ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาโครงการดอยตุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในปี 2560 ว่า จะทำงานเชิงรุกทั้งด้านธุรกิจเพื่อสังคม ภายใต้แบรนด์ “ดอยตุง” และการพัฒนาสังคม อาชีพ การศึกษา ให้กับชุมชนรอบพื้นที่ดอยตุง

“ปีนี้ตั้งใจจะขยายผลงานด้านการศึกษาเยาวชนชาวเขาในโรงเรียนรอบพื้นที่ดอยตุงให้อ่านออกเขียนภาษาไทยได้มากขึ้น ตามพระกระแสรับสั่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ” “คุณหญิงพวงร้อย” กล่าวว่า ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “ดอยตุง” ที่มีทั้งงานหัตถกรรม, เซรามิก, กาแฟ และแมคาเดเมีย รวมทั้งการท่องเที่ยว ได้กำหนดทิศทางให้ชาวบ้านร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ และเพิ่มพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาเทคนิค และนวัตกรรมการผลิตงานหัตถกรรมให้มีคุณภาพ คงทน เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น พร้อมกับการแลกเปลี่ยน ถ่ายทอดความรู้กับคู่ค้าอย่างกลุ่มอิเกีย ประเทศสวีเดน และร้านมูจิ ในประเทศญี่ปุ่นด้วย

“ปีที่ผ่านมาเรามีจำนวนการขายเพิ่มขึ้นกับอิเกีย แต่กำไรภาพรวมของธุรกิจไม่ได้มากนัก เรามุ่งไปสู่การเป็น Social Enterprises-(SE) ธุรกิจเพื่อสังคม มากกว่าในส่วนงานเซรามิกและหัตถกรรม สำหรับในส่วนของกาแฟ ปีนี้เป็นปีที่สองที่เราพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ๆ และได้ผู้เชี่ยวชาญมาจากญี่ปุ่น และจากอิเกียมาร่วมทำงานกับคนของเรา ซึ่งกำไรส่วนหนึ่งคือความรู้ที่ชาวบ้านได้รับ”

นอกจากนี้มีการขยายพื้นที่ปลูกกาแฟ ในจังหวัดน่าน และประเทศเมียนมา ซึ่งได้ผลการผลิตคุณภาพดีใกล้เคียงกับผลิตในดอยตุง จังหวัดเชียงราย สอดคล้องกับความต้องการผลิตกาแฟระดับพรีเมี่ยม ซึ่งต้องมีกระบวนการถ่ายทอดความรู้ให้กับชาวบ้านที่เป็นพันธมิตร เช่น กาแฟที่ดอยผาฮี้ ซึ่งบางส่วนเป็นสมาชิกในการส่งเมล็ดกาแฟคุณภาพได้มาตรฐาน GI ให้กับดอยตุง

“เราตั้งเป้าให้ดอยตุงเป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้านกาแฟ ในอีก 2-5 ปีข้างหน้า ตั้งใจจะโฟกัสธุรกิจกาแฟ เพราะนอกจากจะได้ช่วยสมาชิกที่เป็นผู้ปลูก กลุ่มชาวเขาแล้ว ยังเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับตลาดและคนรุ่นใหม่ โดยยังคำนึงถึงความสุขคือความสำคัญของธุรกิจเพื่อสังคม”

สำหรับกิจการด้านการท่องเที่ยวของดอยตุง “คุณหญิงพวงร้อย” กล่าวว่า ในปี 2560 เป็นปีที่ 3 ที่มีการจัดการแสดงสินค้า-อาหาร และงานหัตถกรรม ของกลุ่มชาวเขา วิสาหกิจชุมชน ภายใต้ชื่องานเทศกาล “ดอยตุง สืบสาน บันดาลใจ” โดยคัดสินค้าคุณภาพมาจำหน่าย สร้างรายได้ให้ชาวบ้านปีละกว่า 6-7 ล้านบาท ในช่วงเวลาการจัดงานราว 27 วัน (3 ธ.ค. 59-29 ม.ค. 60)

นอกจากนั้น โรงแรมดอยตุง ลอดจ์ ได้ให้บริการข้าราชการ นักท่องเที่ยว ที่จองเข้ามาฝึกอบรม และมีการจัดค่ายเยาวชน ปีละ 4 ครั้ง ปี 2560 ภาพรวมกิจการท่องเที่ยว คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นราว 20% ส่วนหนึ่งมาจากยอดผู้เข้าพัก และนักเดินทางที่เข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เพราะเป็นพื้นที่ในความทรงจำ รับรู้ว่าเป็นพื้นที่ทรงงานของสมเด็จย่า และในหลวงรัชกาลที่ 9

ขณะที่ “ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า การท่องเที่ยวบนดอยตุง เราใช้คอนเซ็ปต์ “แหล่งท่องเที่ยวเชิงองค์ความรู้” ด้วยการสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ในปีนี้มีเปิดบริการ “Tree Top Walk” หรือสะพานเรือนยอดไม้ ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมจองคิวเข้าชมวันละจำนวนมาก ตรงนี้เรามีการแทรกความรู้ทั้งเรื่องป่าดั้งเดิม แปลงกาแฟ เพื่อให้มองเห็นพื้นที่สร้างอาชีพของชาวเขาด้วย

“ม.ล.ดิศปนัดดา” กล่าวด้วยว่า ในปีต่อ ๆ ไปจะพยายามสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น นอกจากจะให้นักท่องเที่ยวได้ทำกิจกรรมที่เป็นพระจริยวัตรของสมเด็จย่า เช่น การปั้นเซรามิก การเพนต์ จาน ชาม แก้ว การเก็บดอกไม้จากสวน มาทำโปสต์การ์ด ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าด้านจิตใจแล้ว ยังมีกิจกรรมผจญภัย เช่น การเดินป่า Trail Nature, การเปิดฟาร์มตัวอย่าง ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม

“ปีนี้มีความภูมิใจกับบรรยากาศของงานเทศกาลดอยตุง สืบสาน บันดาลใจมาก ทั้งด้านคุณภาพ ความตั้งใจ ด้วยการนำเสนอรายละเอียดวิถีชีวิต อาหาร สินค้า ของชนเผ่า การเข้าพักในโรงแรมดอยตุง ลอดจ์ ที่เป็นโรงแรมกรีนบนยอดดอย ในอนาคตจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทุกคนพลาดไม่ได้”

สำหรับแผนที่ต้องการให้นักท่องเที่ยวเข้าชมดอยตุงตลอดทั้งปีรวมทั้งช่วงโลว์ซีซั่นโดยเฉพาะในฤดูฝนนั้นอาจจะมองหาลูกค้ากลุ่มตะวันออกกลาง เพราะกลุ่มนี้ชอบฤดูฝน และอาจเพิ่มกลุ่มค่ายเยาวชน เป็นกลุ่มค่ายเด็กจากต่างประเทศมากขึ้น เช่น กลุ่มเยาวชนจากฮ่องกง, สิงคโปร์ เป็นต้น

“ม.ล.ดิศปนัดดา” ตั้งเป้าหมายธุรกิจของดอยตุงว่า นอกจากการเป็น SE หรือธุรกิจเพื่อสังคมแล้ว ยังอยากพัฒนาองค์กรให้ไปถึงเป้าหมายของ Sustainable Development Goals (SDGs) เพื่อให้เป็นธุรกิจที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยวัฒนธรรมขององค์กรดอยตุงขณะนี้อยู่ในช่วงการปรับฐานให้ครบเครื่องทั้งการเรียนรู้-ถอดองค์ความรู้ และมีการเรียนรู้ใหม่ หรือ Learn-Unlearn-Relearn ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจทั้งนั้น เพื่อสร้างความยั่งยืนไปสู่อนาคต

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายวิเชียร สิงโตทอง อายุ 58 ปี เจ้าของบริษัท นำเที่ยวเดอะทอยทัวร์ ตำบลกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ได้พานักดำน้ำจากกรุงเทพฯจำนวน 40 คนลงเรือ ไปยังจุดบริเวณเกาะหินเพลิง กลางทะเล ห่างจากฝั่งด้านแหลมแม่พิมพ์ ไปทางทิศใต้ระยะทาง 13 ไมล์ทะเล ลงดำดูปะการัง โดยใช้เวลา1ชั่วโมง 45 นาที ระหว่างทิ้งสมอจอดเรือ ขณะที่นักดำน้ำเตรียมพร้อมที่จะลงดำน้ำ พบฉลามวาฬ 2 ตัวแม่ลูก ว่ายเข้ามาใกล้เรือ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักดำน้ำ จึงถ่ายรูปฉลามวาฬไว้เป็นหลักฐาน

ทั้งนี้ ฉลามวาฬดังกล่าวมีขนาดความยาว 7 เมตร 1 ตัวและขนาด 4 เมตร แหวกว่ายไปมารอบบริเวณเรือนาน 1 ชม.จากนั้นได้ดำน้ำหายไป ด้านครูแอ๋ว ที่พานักดำน้ำมาครั้งนี้กล่าวว่าบรรยากาศทะเลวันนี้คลื่นลมสงบทะเลราบเรียบเหมือนกระจกน้ำใส ทะเลมีแพลงตอนสำหรับเป็นอาหารของปลาขนาดใหญ่เช่นฉลามวาฬ ซึ่งฤดูนี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ปลาฉลามวาฬมักจะเข้ามาหากินแพลงตอนในแถบทะเลระยองและจะวนเวียนไปแถบบริเวณเกาะช้าง จ.ตราด

เดวิด แมคแคนเลส ผู้สื่อข่าวด้านข้อมูลและผู้ออกแบบข้อมูล ได้จัดทำการสำรวจว่าประเทศใดมีจุดเด่นในเรื่องไหนโดยยึดเอาจากข้อมูลทางด้านสถิติที่รวบรวมมาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั่วทั้งอินเตอร์เน็ตเพื่อจัดทำเป็นแผนที่”เบอร์1โลก”โดยอาศัยแหล่งข้อมูลจากสหประชาชาติ ธนาคารโลก รวมถึงซีไอเอและการค้นข้อมูลผ่านกูเกิ้ล และมีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ผลสรุปของแผนที่ที่จัดทำขึ้นระบุว่าประเทศไทยมีความโดดเด่นในเรื่องข้าว ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งเรื่องข้าวคนสำคัญของไทยถูกระบุว่ามีความโดดเด่นในเรื่องพริกไทย อินโดนิเซียเป็นที่หนึ่งเรื่องมะพร้าว สิงคโปร์เป็นที่หนึ่งเรื่องคนมีสุขภาพแข็งแรง ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งเรื่องเครือข่ายสังคมออนไลน์ ขณะที่มาเลเซียเป็นที่หนึ่งเรื่องถุงมือยาง

สำหรับประเทศอื่นๆในโลก สหรัฐเต็มไปด้วยเมล์ขยะ ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งเรื่องอาหารชั้นสูง เกาหลีใต้โดดเด่นเรื่องไอซีที อาร์เจนตินาเด่นเรื่องเนื้อม้า รวันดาเป็นประเทศที่มีผู้หญิงในรัฐสภามากที่สุด สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศที่มีผู้ชายต่อผู้หญิงมากที่สุด ขณะที่ลัตเวียเป็นประเทศที่มีผู้หญิงต่อผู้ชายมากที่สุด เอลซัลวาดอร์มีตำรวจน้อยที่สุด นามิเบียมีอุบัติเหตุทางรถยนต์มากที่สุด ขณะที่ประเทศที่ผู้คนมีความสุขน้อยที่สุดคือโตโก

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดพิจิตรส่อเค้าวิกฤติกว่าทุกปี สาเหตุเนื่องมาจากระดับน้ำแม่น้ำยม โดยเฉพาะ บ้าน จระเข้ผอม บ้าน ตำบลรังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ที่อยู่บริเวณหลังเขื่อนยาง ระดับลดลงอย่างต่อเนื่อง จนเห็นหาดทราย ส่วนที่ยังพอมีน้ำอยู่บ้าง เป็นร่องเพียงน้ำไหลคล้ายลำธารขนาดเล็ก ส่อเค้าสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้จะรุนแรง เนื่องจากแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำที่ไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่กักเก็บน้ำไว้ปริมาณมากได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดน้ำเป็นประจำทุกปี

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมอีกว่า แม่น้ำยมไหลผ่านพื้นที่จังหวัดพิจิตร โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลรังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร มักจะเกิดการขาดแคลนน้ำเป็นประจำทุกปี โดยในปีที่ผ่านมาประสบปัญหาภัยแล้งยาวนานกว่า 7 เดือน ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายให้กับการทำเกษตร ระบบประปาหมู่บ้าน และระบบนิเวศ พันธุ์สัตว์น้ำได้รับผลกระทบ สถานการณ์ในปีนี้ที่แล้งตั้งแต่ต้นปี จึงเป็นสิ่งที่ส่อเค้าว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะรุนแรงยิ่งกว่าปีที่ผ่านมา

ทางด้าน นางแจ้ว อินทรสูร ชาวนาหมู่ 8 ต.รังนก อ.สามง่าม จ.พิจิตร กล่าวว่า ขณะนี้ชาวนาในเขตตำบลรังนก ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มขณะนี้ประสพปัญหา เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำยม เริ่มแห้งขอดแล้วโดยเฉพาะ บ้าน จระเข้ผอม บ้าน ตำบลรังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ที่อยู่บริเวณหลังเขื่อนยาง ระดับลดลงอย่างต่อเนื่อง จนเห็นหาดทราย ส่วนที่ยังพอมีน้ำอยู่บ้าง เป็นร่องเพียงน้ำไหลคล้ายลำธารขนาดเล็ก ส่อเค้าสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้จะรุนแรง เนื่องจากแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำที่ไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่กักเก็บน้ำไว้ปริมาณมากได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดน้ำเป็นประจำทุกปี ซึ่งอยาก ให้ รัฐบาลเร่ง ช่วยสร้างเขื่อน หรือประตูน้ำในแม่น้ำยม เพื่อแก้ปัญหาทั้งภัยแล้งน้ำท่วมได้

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 บึงสีไฟ บึงน้ำจืดขนาดใหญ่อันดับ 3 ของประเทศที่มีเนื้อที่กว่า 5 พัน 2 ร้อยไร่ ระดับน้ำได้เริ่มลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง และเพื่อเป็นการป้องกันระบบนิเวศภายในบึงสีไฟเสียหายจากภัยแล้งที่จะมาเยือนรวมทั้งเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บภายในบึงสีไฟ นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร จึงได้ทำหนังสือเสนอขอน้ำไปยังกรมชลประทาน เพื่อขอจัดสรรน้ำโควต้าในกรณีพิเศษ จำนวน 2 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อมาหล่อเลี้ยงระบบนิเวศ และฟื้นฟูสภาพบึงสีไฟ ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดพิจิตร ซึ่งขณะนี้ได้อนุมัติและจัดสรรน้ำดังกล่าวจำนวน 2 ล้านลูกบาศก์เมตรมาให้แล้ว โดยสำนักชลประทานที่ 3 ได้ผันน้ำส่งตรงมาจากเขื่อนนเรศวร ไหลมาตามลำคลองชลประทานเมนหลัก ซี 1 โดยขณะนี้มวลน้ำดังกล่าวได้ไหลเข้าสู่ภายในบึงสีไฟด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบึงสีไฟแล้ว ทั้งมวลน้ำดังกล่าวจะทำให้ระบบนิเวศในพื้นที่ภายในบึงสีไฟเขียวชอุ่มมีความอุดมสมบูรณ์ต่อไป สำหรับบึงสีไฟ สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ได้ร่วมจัดกิจกรรมนำเยาวชนและชมรมนักดูนก ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนารากฐานเยาวชน คนรอบบึง เป็นผู้นำดูนกและศึกษาระบบนิเวศบริเวณรอบบึงสีไฟ ซึ่งได้รับความสนใจจากเยาวชนผู้สนใจศึกษาชีวิตของนก ซึ่งบางชนิดเริ่มจะหาชมได้ยากมากในปัจจุบัน แต่สามารถพบได้ในบึงสีไฟ ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดความหลากหลายทางชีวภาพ ความสมดุลของระบบนิเวศภายในบึงสีไฟได้เป็นอย่างดี ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับกิจกรรมในการดูนก ให้ถูกต้อง ไม่เป็นการรบกวนนก จนทำให้นกจะต้องอพยพไปยังถิ่นอื่น จึงเกิดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น

สำหรับกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่บึงสีไฟ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมความรักความสามัคคีของคนพิจิตรในการทำกิจกรรมร่วมกัน โดยกิจกรรมในครั้งนี้จะมีการฝึกปฏิบัติการฐานดูนก กิจกรรมการนำเสนอสรุปผลการปฏิบัติการ กิจกรรมจริยธรรมของผู้นำดูนก กิจกรรมถ่ายภาพนกและการร่วมจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์การบริการนำดูนกแก่ผู้สนใจที่จะเดินทางมาดูนกอีกด้วย

ทางด้านนายวีระศักดิ์กล่าวว่า แม้จังหวัดพิจิตรจะไม่ได้รับงบประมาณพัฒนาบึงสีไฟ 817 ล้านบาทก็ตาม ซึ่งผมเองเสียดายกับคนพิจิตร งบสะดุด จากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของชาวพิจิตรเอง แต่ผมเองก็พยายามดูแลบึงสีไฟให้ดีที่สุด ผมเองก็จะปรับปรุงบึงสีไฟให้เป็นแก้มลิงรับน้ำตามแนวทางพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเป็นหน้าตาของจังหวัดพิจิตรต่อไปตามที่ได้รับปาก โดยจะไม่ปล่อยให้น้ำแห้งจะรักษาระบบนิเวศให้มีน้ำให้สวยงาม โดยได้ทำหนังสือเสนอขอน้ำไปยังกรมชลประทาน เพื่อขอจัดสรรน้ำโควต้าในกรณีพิเศษ จำนวน 2 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อมาหล่อเลี้ยงระบบนิเวศ และฟื้นฟูสภาพบึงสีไฟ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดพิจิตร

ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ ทดลองปรับพฤติกรรมเกลียดผักของเด็กๆ ในวัยประถมศึกษา โดยแบ่งเด็กๆ อายุ 6-11 ปีที่มีปัญหาไม่ยอมกินผักผลไม้ จำนวน 160 คน ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้กิน “ผักเคล” หรือคะน้าใบหยิก ทุกวันเป็นเวลานาน 15 วัน ส่วน อีกกลุ่มกินลูกเกดที่ผสมกับเมนูอาหารในแต่ละวันเป็นเวลานานเท่ากัน จากนั้นสังเกตพฤติกรรมการกินผัก

ปรากฏว่าหลังการวิจัยเสร็จสิ้นลง เด็กๆ กลุ่มแรกเกือบทั้งหมดกินผักผลไม้ได้โดยไม่ต้องบังคับ แถมมีแนวโน้มลองกินผักหลากหลายชนิดด้วยตัวเอง ต่างจากเพื่อนๆ ในกลุ่มสองที่ยังมีปัญหาไม่ยอมกินผัก

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กๆ จะไม่ชอบผัก โดยเฉพาะผักใบเขียวที่มีรสขม และผักกลิ่นฉุน อย่างไรก็ตาม การให้เด็กๆ ลองรับประทานผักเคลซึ่งไม่มีรสขม และไม่เหม็นเขียว ช่วยเปลี่ยนทัศนคติเชิงลบที่มีต่อผัก เมื่อได้กินต่อเนื่องระยะหนึ่งเด็กๆ จะเห็นว่าผักก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร และนั่นเป็นจุด เริ่มต้นให้กล้าลองกินผิกชนิดอื่นๆ ในที่สุด เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเเถลงข่าวการจัด “งานวันยางพาราเเละกาชาดบึงกาฬ 2560” ซึ่งจัดโดยจังหวัดบึงกาฬ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ เหล่ากาชาดบึงกาฬ หอการค้าจังหวัดบึงกาฬ เเละองค์การหน่วยงานราชการ-เอกชน โดยมีนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานเครือมติชน เข้าร่วมงานครั้งนี้ด้วย

นายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยินดีเป็นย่างยิ่งที่งานนี้ ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นทุกปี เราไม่ได้สนใจที่งานมีชื่อเสียง เเต่เราสนใจที่งานนี้มีประโยชน์ต่อพี่น้องชาวบึงกาฬ ต่อเกษตรกร เเละมีผลต่อเศรษฐกิจจังหวัด เราผ่านช่วงเวลารุ่งเรืองของยางพารา เเละช่วงเวลาตกต่ำที่สุดในปีที่ผ่านมา เเต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความตั้งใจความเอาจริงเอาจังของพี่น้องบึงกาฬที่จะผลักดันตัวเองเเละผลักดันความร่วมมือระหว่างประชาชน กับประชาชน ขยายตัวไปยังความร่วมมือกับต่างประเทศ

“ในนามของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่พยายามช่วยผลักดันจัดการงานนี้ให้เดินหน้าต่อไปให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อจังหวัดบึงกาฬ เรายินดีและพร้อมเสมอที่จะยืนเคียงข้างเกษตรกรชาวสวนยางเเละพี่น้องคนไทยที่เห็นว่างานนี้น่าจะเป็นประโยชน์เเละก่อให้เกิดการกินดีอยู่ดี ทั้งคนในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬและพื้นที่อื่น” นายฐากูร กล่าว

นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี royalonline69.com เเละประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ กล่าวว่า ตอนนี้การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬ มีส่วนในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากยางพาราเป็นพืชเกษตรอันดับ 1 ที่ขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศ ซึ่งเรื่องยางพาราเป็นเรื่องระดับโลก เพราะประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยางอันดับ 1 สามารถผลิตได้กว่า 4 ล้านตันต่อปี จากปัญหาอุทกภัยส่งผลให้ผลผลิตยางลดเหลือ 3.5-3.7 ล้านตัน ประกอบกับหลายประเทศมีผลผลิตลดลง ทำให้ความต้องการยางพารามากกว่าปริมาณผลผลิต ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ในครั้งที่เเล้วเราเคยพูดว่าถ้าลงต่ำสุดเเล้วจะพุ่งขึ้น วันนี้เราเห็นแสงสว่างแล้วด้วยการพัฒนา การเปิดตลาด เปิดโอกาส ที่มาจากการเปิดเวทีงานยางพาราบึงกาฬ ทำให้เกิดการค้า มีคู่ค้ามาพบปะกัน ทำให้หน่วยงานราชการ กรมวิชาการ กระทรวงเกษตร การยางเเห่งประเทศไทย ได้มีโอกาสมาให้ความรู้การพัฒนาเเละบอกเทคนิกกับชาวสวนยาง ยังมีเรื่องของนวัตกรรมถนนยางพารา ของ มจพ. มีเรื่อง กรวยยางพารา ซึ่งสิ่งเหล่านี้มาจากการเปิดเวทียางพาราบึงกาฬเเละกาชาด”

นายพินิจ บอกอีกว่า งานยางพาราบึงกาฬปีนี้จะเป็น บึงกาฬ 4.0 เพราะจะมีนวัตกรรมมีโรงงานของสหกรณ์บึงกาฬที่ทันสมัย ใช้เครื่องจักรสมัยใหม่เเปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ในงานนี้ยังมีเครื่องกรีดยางอัตโนมัติใช้รีโมตจากไฟฟ้าหรือโซลาเซลล์เพื่อกรีดยางที่วันนี้พัฒนาสมบูรณ์เเล้ว ตอบสนองนโยบายของนายกฯในการสร้างรายได้ ยิ่งในช่วงที่เเรงงานหายไป

“บทบาทงานยางพาราบึงกาฬยังมีผลสะเทือนต่อตลาดโลกเเละตลาดจีน เพราะจีนเป็นผู้ใช้ยางจำนวนมากที่สุดในโลก และงานในปีนี้มีเนื้อหาจะเข้มข้นมีการพัฒนาการจัดงานเเบบชาวบ้านไปสู่มืออาชีพเเล้ว แล้วปีนี้พัฒนาไปสู่นานาชาติ นอกจาก สปป.ลาว ยังมีมีมาเลเซีย กัมพูชา อินเดีย เเละจีนเข้ามาร่วมงาน ซึ่งไม่ได้จัดขึ้นง่ายๆ”

นายพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่สำคัญที่สุด นอกเหนือจากความสำคัญของการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจของบึงกาฬจากผลผลิตของยางพารา แต่ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ร.9 และเทิดพระเกียรติ ร.10 ความสำเร็จจากการจัดงาน 4 ปี โดยการเชื่อมโยงที่สำคัญของทุกฝ่าย สามารถพัฒนารายได้ นวัตกรรมต่างๆ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติ ไปสู่ประเทศไทย 4.0 ถ้างานวันนี้สำเร็จ จะเป็นยางพาราบึงกาฬ 4.0 ในอนาคต

“ผมเป็นผู้ว่าฯ บึงกาฬได้ 4 เดือน แต่ใครเจอหน้าก็ถามว่างานนี้จัดเมื่อไหร่ นี่เป็นจุดหนึ่งที่ช่วยพัฒนาเกษตรกรบึงกาฬ สร้างจีดีพีให้บึงกาฬเพิ่มมูลค่ามากขึ้น เนื่องจากผมเห็นศักยภาพของบึงกาฬจากการจัดงานยางพารา ซึ่งปัจจุบันมีเกือบ 1 ล้านไร่”

นายเฉิน หู้เซิง (โทนี่ เฉิน) ผู้อำนวยการ ฝ่ายประเทศไทย บริษัท รับเบอร์ วัลเล่ย์ กรุ๊ป จำกัด ประเทศจีน กล่าวว่างานยางพาราและกาชาดบึงกาฬ เป็นเหมือนวันตรุษจีนยางพารา เป็นงานที่ บริษัท รับเบอร์ วัลเล่ย์ กรุ๊ป จำกัด และบริษัทผู้ประกอบการจากประเทศจีน พลาดไม่ได้ ซึ่งเรามาร่วมงานเป็นประจำทุกปี สำหรับปีนี้เชิญชาวจีนจากหลายบริษัท เช่น Qingdao CIHevea Precision Engineering Science and Technology Ltd. นำเครื่องกรีดยางอัตโนมัติรุ่นที่ 14 เป็นเครื่องที่ทันสมัยที่สุด แก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน ในขณะนี้ รวมถึงบริษัท Shanghai Huayi Group Co.,Ltd เป็นบริษัทผลิตยางรถยนต์จากเซี่ยงไฮ้

“ปีนี้ยังมีโครงการอีคอมเมิร์ซ เพื่อซื้อขายยางพาราผ่านระบบออนไลน์ เป็นอาลีบาบารับเบอร์ ที่สามารถซื้อขาย เเละส่งข้อมูลเรื่องราคาระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ยางพาราในต่างประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง เป็นโครงการใหม่ที่เกิดขึ้นในปีนี้” นายเฉิน กล่าว นายนิพนธ์ คนขยัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นไฮไลต์ เพราะความสามัคคีของการรวมกลุ่มในนาม ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางฯ จำกัด สร้างโรงงานหมอน ที่นอน น้ำยางข้น ยางแผ่นรมควัน ฯลฯ สิ่งสำคัญวันนี้ รัฐบาลมองเห็นแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย โดย อบจ.บึงกาฬจะทำถนนน้ำยางพารา เริ่มในงานวันยางปีนี้เป็นครั้งแรก เป็นก้าวสำคัญของคนบึงกาฬ เรื่องการพึ่งตนเอง งานนี้จะเป็นเวทีของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางซึ่งจะกระจายไปทั่วประเทศ เป็นความสำเร็จที่จะเดินต่อโดยมีเพื่อน พี่น้องสื่อมวลชนช่วยกระจายข่าว ท้ายที่สุดความฝันของชาวสวนยางจะเป็นจริง เมื่อเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตของเกษตรกรก็จะดีตามไปด้วย