การขายออนไลน์ ช่วยทำตลาดได้ดีสำหรับในเรื่องของการทำ

ตลาดเพื่อจำหน่ายกล้วยไม้ช้าง คุณรีฟ เล่าว่า ปัจจุบันช่องทางออนไลน์ถือว่าตอบโจทย์ในเรื่องของการทำตลาดเป็นอย่างมาก เพราะกิจกรรมต่างๆ ที่ทำในสวนลูกค้าสามารถเห็นได้อยู่เป็นประจำ และทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นและเลือกซื้อไม้ต้นที่ชอบได้ทันที และการไปประกวดไม้ตามงานต่างๆ ก็สำคัญ จึงทำให้ไม้ภายในสวนของเขาเป็นที่รู้จักไปในวงกว้าง

โดยราคาขายตั้งแต่ไม้ขวดที่ออกจากแล็บ ราคาอยู่ที่ขวดละ 200-500 บาท ไม้ที่ปลูกในถ้วยนิ้วไม้พันกล้า ราคาอยู่ที่ 15-50 บาท ไม้ที่พร้อมออกดอกอายุไม่เกิน 5-6 ปี ราคาอยู่ที่ 60-10,000 บาท และไม้ที่ออกดอกช่อที่ 2 อายุ 6-7 ปี ราคาขายอยู่ที่ 300-10,000 บาทขึ้นไป และไม้ที่อายุมากกว่า 7-10 ปี มีลักษณะกอใหญ่ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,500-50,000 บาท ซึ่งราคาที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดและสายพันธุ์นั้นๆ

“การจะประสบผลสำเร็จในการทำกล้วยไม้ช้าง ผมก็จะแนะนำว่า ในเรื่องของเวลาถือว่าสำคัญ เพราะการดูแลต้องใช้เวลานาน รองลงมาก็เป็นเรื่องของการเลี้ยงต้องศึกษาอุปนิสัยต่างๆ ให้มาก พร้อมทั้งมีพื้นที่เลี้ยงที่เหมาะสม และการมีสายพันธุ์ที่ดีมาพัฒนาด้วย ก็จะช่วยให้การทำกล้วยไม้ช้างเพื่อสร้างรายได้ประสบผลสำเร็จ แต่ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่ที่ตลาดด้วย การผลิตออกมาต้องมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน อย่างผมจะมาถึงจุดนี้ได้ เพราะผมศึกษาตลาดอยู่ตลอด จึงทำให้รู้ว่าจะทำไม้แบบไหนออกมาขาย และจะเดินตลาดต่อไปยังไง”

สำหรับท่านใดที่สนใจในเรื่องของการปลูกกล้วยไม้สกุลช้าง หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณนัฏฐพงศ์ จินดาวนิช หรือ คุณรีฟ สวนตั้งอยู่ที่ ตำบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี หมายเลขโทรศัพท์ 092-381-7003 และ 089-488-4463

เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย ได้เปิดตัวแตงโมพันธุ์ใหม่ “แบล็กบอมบ์ 006” ซึ่งเป็นแตงโมทรงหมอนลูกดำเจ้าแรกของไทย โดดเด่นด้วยเนื้อที่ละเอียด รสชาติ หวาน กรอบ มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ขนาดเมล็ดเล็ก ให้ทรงผลสวย สม่ำเสมอ น้ำหนักดี และทนต่อการขนส่ง ที่จะมาช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับตลาดแตงโมของไทย เริ่มต้นปักหมุดทำการตลาดที่ภาคใต้

คุณสุริยันต์ แก้วยอด นักปรับปรุงพันธุ์พืช บริษัท เจียไต๋ จำกัด ให้ข้อมูลว่า สำหรับแบล็กบอมบ์ 006 เป็นแตงโมสายพันธุ์ใหม่ที่ทางบริษัทเจียไต๋ใช้ระยะเวลากว่า 5 ปี ในการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์เพื่อให้ได้แตงโมสายพันธุ์คุณภาพออกสู่ตลาด โดยทั่วไปแล้วแตงโมจะมีความหลากหลายทั้งในด้านของสีผิว ที่มีตั้งแต่ผิวสีเขียว สีเขียวเข้ม หรือแม้กระทั่งผิวสีเหลือง รวมถึงในส่วนของลักษณะรูปทรงของผล ที่มีตั้งแต่ทรงกลม ทรงหมอน หมอนสั้น หมอนยาว

ในส่วนของ “แบล็กบอมบ์ 006” จะเป็นแตงโมที่มีลักษณะเป็นทรงหมอนยาว ที่บริษัทตั้งใจพัฒนาเพื่อเกษตรกรให้ได้มีสายพันธุ์แตงโมทรงหมอนที่ดีในการเพาะปลูก เนื่องจากที่ผ่านมาแตงโมทรงหมอนยาวโดยทั่วไปจะปลูกยาก ปลูกแล้วจะมีลักษณะทรงผลคล้ายกับน้ำเต้า คือหัวท้ายไม่เท่ากัน แต่แตงโมแบล็กบอมบ์ 006 นี้ ได้มีการพัฒนาขึ้นมา ทำให้หัวท้ายสม่ำเสมอ ซึ่งจะส่งผลดีกับทั้งในแง่ของเกษตรกรผู้เพาะปลูก ผู้ค้า และผู้บริโภค ดังนี้

ผลดีในมุมเกษตรกร เพาะปลูกง่าย ทรงสวย ช่วยลดขั้นตอนในการจัดการดูแล ไม่ต้องเสียเวลาในการตัดแต่งรูปทรงเยอะ ถือเป็นแตงโมเกรดเอของเกษตรกร ในขณะที่สายพันธุ์อื่นต้องคอยคัดลูกที่ไม่สมบูรณ์ออก และยังเป็นสายพันธุ์ที่ทนฝน ด้วยระบบรากที่แข็งแรง ใบแกร่ง ช่วยในการพรางแสง หรือในช่วงที่ฝนตกหนักๆ ใบที่ใหญ่จะช่วยป้องกันน้ำฝนได้ดี เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ฝนเยอะอย่างพื้นที่ภาคใต้

ผลดีในมุมผู้ค้า ผู้ค้าส่วนใหญ่มักต้องการค้าขายอะไรที่ใหม่ๆ ซึ่งการค้าขายของใหม่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากและท้าทาย แต่เมื่อไหร่ที่ของใหม่ทำตลาดได้ มีลูกค้าซื้อ แล้วกลับมาซื้อซ้ำ นั่นก็แปลว่าลูกค้าต้องมาซื้อของจากเราแค่คนเดียว และยังเป็นสายพันธุ์ที่ทนต่อการขนส่ง เนื่องจากที่ผ่านมาแตงโมหลายพันธุ์มีผิวที่แกร่งก็จริง แต่เนื้อช้ำง่าย หรือบางพันธุ์ผิวอาจจะไม่ค่อยแกร่ง แต่เนื้อแน่น ก็จะไม่ค่อยส่งเสริมกันเท่าที่ควร แต่แบล็กบอมบ์ 006 มีความแกร่งทั้งข้างนอกและข้างใน คือผิวแกร่ง เนื้อแน่น เชื่อมโยงไปถึงการวางจำหน่าย ด้วยเป็นแตงโมทรงหมอนสวย ทำให้น่าสนใจดึงดูดลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น และมีอายุการเก็บรักษาได้นาน
ผลดีในมุมผู้บริโภค อย่างแรกคือเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคแตงโม ที่อยากได้แตงโมที่มีความแตกต่าง มีเนื้อที่แน่นกรอบ มีเมล็ดที่เล็ก เพราะฉะนั้นผู้บริโภคก็จะได้ความรู้สึกแบบใหม่ บริโภคสินค้าใหม่จากตรงนี้

“แบล็กบอมบ์ 006” ปลูกง่าย
ทรงสวย เปอร์เซ็นเกรดเอสูง
คุณสุริยันต์ อธิบายถึงเทคนิคการปลูกแตงโมเบื้องต้นว่า สำหรับการปลูกแตงโมสิ่งที่ต้องคำนึงคือ 1. สภาพพื้นดิน ถ้าให้เหมาะสมต้องเป็นสภาพดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี หรือในบางพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีทราย ก็ให้เลือกพื้นที่ปลูกที่เป็นดินร่วน เพราะถ้าหากปลูกในดินที่แน่นเกินไปจะทำให้ผลผลิตไม่ค่อยโต เพราะฉะนั้นเกษตรกรจึงต้องหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการเพาะปลูก 2. แหล่งน้ำที่เพียงพอต่อการเพาะปลูกแตงโม และ 3. สภาพอากาศ แตงโมสามารถเจริญเติบโตในเมืองไทยได้ทุกสภาพอากาศ แต่ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศา จะส่งผลให้แตงโมโตช้า หรือถ้าหากอุณหภูมิต่ำลงกว่า 10 องศา จะส่งผลให้แตงโมเนื้อแน่นเกินไป จึงไม่แนะนำให้ปลูกแตงโมในช่วงที่มีอากาศเย็นจัด

วิธีการปลูก เริ่มจากการเพาะเมล็ดในถาดเพาะกล้าประมาณ 10 วัน หลังจากนั้นสามารถย้ายกล้าลงแปลงปลูกได้ ปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 40 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างเถา จะเว้นให้พื้นที่การเลื้อยของเถาประมาณ 6 เมตร (แบ่งซ้าย-ขวา ข้างละ 3 เมตร)

“เทคนิคการปลูกแตงโมของแต่ละภาคจะมีความแตกต่างกัน อย่างภาคอีสานจะปลูกแล้วให้เลื้อยเข้าหากัน 1 ต้นไว้ 3 แขนง แต่ถ้าเป็นของภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างจะปลูกแบบเลื้อยออก 2 ข้าง 1 ต้นไว้ 6 แขนง เพราะฉะนั้นในพื้นที่ 1 ไร่ ภาคอีสานจะปลูกแตงโมได้ 800 ต้น ส่วนภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง พื้นที่ 1 ไร่จะปลูกได้ประมาณ 600-700 ต้น”

การดูแล หลังจากย้ายกล้าลงแปลงปลูก ในช่วงนี้จะมีการตัดแต่งแขนงให้เหลือ 3 หรือ 6 แขนง ขึ้นอยู่กับพื้นที่ จากนั้นเมื่อไว้แขนงแล้ว มาถึงช่วงดอกบาน ถ้าเป็นเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกมากๆ จะไม่ผสมดอกเอง แต่จะใช้ผึ้งช่วยในการผสม เกษตรกรจะมีหน้าที่ตัดแต่งลูกที่ไม่สมบูรณ์ออก แล้วให้ไว้ผลที่ประมาณดอกที่ 3 หรือประมาณข้อที่ 16-17 ขึ้นไป เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง มีคุณภาพ ตรงตามพันธุ์ ลูกไม่สั้น ไส้ไม่แตก

“แตงโมแบล็กบอมบ์ 006 ควรจะติดลูกที่ระยะเถายาวประมาณ 1.20-1.50 เมตร จะทำให้ได้แตงโมทรงสวย ลูกใหญ่ ขนาดสม่ำเสมอ แต่ถ้าไม่มีการตัดแต่งอะไรเลย แตงโมจะติดผลแบบกระจาย เกษตรกรก็จะได้ลูกใหญ่บ้าง ลูกเล็กบ้าง”

การบำรุงใส่ปุ๋ย สามารถให้ได้ 2 แบบ คือในรูปแบบการให้ปุ๋ยเม็ด และในรูปแบบที่ให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยด ซึ่งการให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยดจะสะดวกกับเกษตรกรมากกว่าการให้ปุ๋ยเม็ด พื้นที่ปลูก 20-30 ไร่ เกษตรกรสามารถจัดการได้อย่างสบายๆ โดยในระยะแตงโมต้นเล็ก จะให้ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ตามแต่ละพื้นที่จะหาได้ หลังจากนั้นเมื่อเพาะปลูกไปแล้วในทุกๆ อาทิตย์ ให้ใส่ปุ๋ยประมาณ 10 กรัมต่อต้น แล้วในระยะติดดอก-ผลเล็ก (อายุ 25-30 วัน) จะเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ให้ทุกอาทิตย์เหมือนเดิม”

ขนาดทรงผล ขนาดความกว้าง 14-16 เซนติเมตร ยาว 30-32 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ยต่อผล 4-6 กิโลกรัมในฤดูปกติ แต่ถ้าหากปลูกในฤดูหนาว น้ำหนักเฉลี่ยต่อผลจะลดลงมาเหลือ 3-5 กิโลกรัม ความหนาของเปลือกประมาณ 0.8-1 เซนติเมตร เป็นความหนาที่กำลังพอดี ไม่บางและไม่หนาจนเกินไป เหมาะกับความต้องการของตลาดในประเทศ

ผลผลิต 4-5 ตันต่อไร่ จัดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และด้วยจุดเด่นของแตงโมแบล็กบอมบ์ 006 ที่มีทรงผลสม่ำเสมอ ส่งผลไปถึงเรื่องคุณภาพได้เกรดเอสูง

“แล้วผลผลิตเกรดเอสูงดียังไง อย่างแรกคือขายได้ราคาดีกว่าเปอร์เซ็นต์เกรดบีสูงแน่นอน หรือถ้าพูดให้เห็นภาพง่ายๆ คือ ถ้าผลผลิตเกรดเอของแบล็กบอมบ์ 006 จะอยู่ที่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นเกรดบี ทีนี้เกรดเอจะได้ราคา สมมุติราคา 10 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนเกรดบีราคาจะลดลงมาเหลือ 5 บาทเลยนะ ส่วนเกรดซีอยู่ที่ประมาณ 2 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งตัวแบล็กบอมบ์ 006 จะมีเกรดซีน้อยมาก เกษตรกรก็จะได้เงินเพิ่มขึ้นจากเปอร์เซ็นต์เกรดเอที่สูงไปด้วย”

ต้นทุนต่อไร่ อยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อไร่ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าเช่าที่ ค่าน้ำ ค่าปุ๋ย ค่าจัดการแรงงาน ตั้งแต่เริ่มเพาะปลูกไปจนถึงวันเก็บเกี่ยว ซึ่งเมื่อคำนวณต้นทุนกับรายได้ที่จะได้รับต่อไร่ถือว่าคุ้มค่ามากๆ

“ผลผลิตของแตงโมแบล็กบอมบ์ 006 จะเฉลี่ยอยู่ที่ไร่ละ 4 ตัน 1 ไร่จะมีรายได้ประมาณ 30,000-35,000 บาท คิดเป็นกำไรต่อไร่ประมาณ 20,000-25,000 บาท ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาในช่วงนั้นด้วย หรือถ้าให้คิดง่ายๆ แตงโมแบล็กบอมบ์ 006 1 ตัน ถ้าเราได้ผลผลิต 2 ลูก น้ำหนัก 4 กิโลกรัม หรือผลผลิต 2 ลูก น้ำหนัก 6 กิโลกรัม เท่ากับเราได้ต้นละ 60 บาท หรือ 50 บาท ถือว่าดี เกษตรกรผู้ปลูกมีกำไรแน่นอน”

เริ่มต้นปักหมุดทำตลาดที่ภาคใต้
“เนื่องจากแตงโมแบล็กบอมบ์ 006 ตัวนี้เป็นสายพันธุ์ทนฝน จึงได้เริ่มปักหมุดเปิดตลาดที่ภาคใต้เป็นที่แรก และในอีกไม่นาน แตงโมแบล็กบอมบ์ 006 จะเริ่มบุกตลาดภาคกลางและภาคเหนือ ตามลำดับ โดยคาดว่าผลผลิตรอบแรกจะเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมีนาคม และช่วงเดือนมิถุนายนอีกรอบหนึ่ง โดยทางเจียไต๋มีความคาดหวังว่าแตงโมแบล็กบอมบ์ 006 จะเป็นแตกโมเทรนด์ใหม่ ที่เนื้อแน่น กรอบ กลิ่นหอม ถูกใจผู้บริโภคอย่างแน่นอน” คุณสุริยันต์ กล่าวทิ้งท้าย

“คนรุ่นใหม่” เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่เวลานี้พูดถึงกันไม่น้อยทีเดียว เพราะไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เรามักได้ยินว่า ประเทศไทยกำลังเป็นประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นในแต่ละบทบาทหรือการทำหน้าที่ในสังคม องค์ความรู้ และโอกาส จึงเป็นสิ่งที่ต้องมาพร้อมๆ กัน เพื่อที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงถึงศักยภาพของตัวเอง ในการทำงานหลายๆ ด้าน อย่างเป็นระบบและมีความเข้มแข็งเพื่อเป็นอาชีพที่มั่นคงต่อไป

ในภาคการเกษตรในหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเห็นครอบครัวทำการเกษตรมานาน จึงเกิดความสนใจและไปเรียนในสาขาวิชาทางการเกษตรอย่างจริงจัง พร้อมทั้งนำองค์ความรู้มาปรับใช้และผสมผสานไปพร้อมๆ กับสิ่งที่ครอบครัวทำอยู่เดิม ช่วงแรกอาจจะไม่ได้ปรับเปลี่ยนมากนัก แต่ในเรื่องของการลดต้นทุนหากไม่ปรับเปลี่ยน ซึ่งการทำเกษตรแบบเดิมๆ อาจทำให้ได้ผลกำไรที่น้อยลงและขาดทุนไปเลยก็มี เพราะฉะนั้นคนรุ่นใหม่นี้เองจึงมีความสำคัญให้อาชีพทางการเกษตรคงอยู่ โดยที่พวกเขาไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปทำงานในเมืองใหญ่ แต่กลับสามารถทำอาชีพในผืนแผ่นดินของตัวเองได้

คุณวงกต ขุนทองน้อย อยู่บ้านเลขที่ 189/27 หมู่ที่ 3 ตำบล จ.ป.ร อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง จบการศึกษา สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช (พืชสวน) คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ ถือเป็นคนรุ่นใหม่และเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว ที่ไม่ได้อยากฉีกแนวไปร่ำเรียนหรือประกอบอาชีพอื่น แต่มีใจตั้งมั่นที่จะเข้ารับการศึกษาวิชาที่เกี่ยวกับการเกษตร เพื่อที่จะได้นำทักษะความรู้มาต่อยอดและพัฒนาการทำเกษตรของครอบครัว

คุณวงกต เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่จำความได้ครอบครัวยึดอาชีพทางการเกษตรมานานแล้ว เมื่อเขาเห็นสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดทุกเวลา จึงเกิดความรักและชอบที่อยากจะสานต่อและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยการเกษตรที่ครอบครัวทำจะเป็นพืชสวนเสียส่วนใหญ่ อาทิ ทุเรียน กาแฟ เมื่อเขาจบการศึกษามาจึงได้รับมอบหมายให้ดูแลสวนเองประมาณ 5 ไร่ ด้วยความที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง ทำให้เขาสนใจที่อยากจะปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรให้ครบวงจรมากขึ้น คือทำเกษตรผสมผสานเพื่อให้มีรายได้เป็นรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน

“บ้านผมหลักๆ ก็จะทำสวนทุเรียน ต่อมาพอผมได้พื้นที่บางส่วน ผมก็เลยอยากจะทำการเกษตรแบบผสมผสาน มีการปรับเปลี่ยนของการลดต้นทุนการผลิตเข้ามาช่วย คือในเรื่องของการลดการใช้สารเคมี และสิ่งที่สำคัญในการปลูกพืชเลยคือเรื่องของดินปลูก เพราะหลายปีมานี่ ราคาปุ๋ยขยับขึ้นมาพอสมควร ผมก็ได้มีการผลิตดินปลูกใช้เอง เพื่อเป็นการปรับปรุงบำรุงดินในสวน และส่วนที่เกินจากเหลือใช้ในสวน เราก็สามารถขายเพิ่มรายได้อีกช่องทางหนึ่ง” คุณวงกต บอก

การทำเกษตรผสมผสานในพื้นที่ 5 ไร่นั้น คุณวงกต อธิบายว่า ถ้าต้องการให้มีรายได้หมุนเวียนเข้ามาใช้จ่ายทั้งในชีวิตประจำวัน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ภายในสวน การปลูกพืชที่หลากหลายในปริมาณที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเขาได้แบ่งพื้นที่ปลูกไม้ผลไว้ 4 ไร่ เป็นไม้ผลที่ครอบครัวไม่ได้ทำมาก่อน เพราะเมื่อมีผลผลิตแล้วก็จะสามารถทำให้เกิดเป็นรายได้ที่เป็นเงินเก็บ และพื้นที่อีก 1 ไร่ ปลูกพืชผักสวนครัวและเลี้ยงไก่พื้นเมืองสร้างเป็นรายได้ประจำสัปดาห์ นำมาเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนในการทำสวนทั้งหมด

โดยดินที่เขาผสมเองเพื่อเป็นทั้งวัสดุปลูกผักสวนครัวและสำหรับใส่บำรุงไม้ผลนั้น เป็นวัสดุปลูกคุณภาพสูงเพราะส่วนผสมประกอบไปด้วย แกลบกาแฟ มูลไก่ล้วน น้ำหมักปลา และทลายปาล์ม การผสมจะนำส่วนประกอบทั้งหมดมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 6 เดือนจึงจะพร้อมใช้งานได้

“ดินที่เราผสมเอง จะใส่ลงในพืชอย่างไม้ผลก็ 2 เดือนครั้ง ใส่รอบๆ ทรงพุ่ม ทำให้เราลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงไปได้มาก ทำให้การผลิตเรามีต้นทุนลดลง ส่วนในเรื่องของการปลูกพืชผักสวนครัว เราก็จะใช้ดินตัวนี้เข้าไปช่วย ทั้งในการเตรียมแปลงและปรับปรุงบำรุงดิน แปลงผักเราเห็นได้ชัดเลยว่า ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลย ผักเจริญเติบโตได้ดี ถือว่าการผลิตตัวตั้งต้นอย่างปุ๋ยนี่สำคัญมาก ถ้าเราควบคุมต้นทุนการผลิตได้ กำไรเราก็จะมีมากขึ้นตามมา” คุณวงกต บอก

สำหรับการกำจัดแมลงศัตรูพืชและวัชพืชภายในพื้นที่ทางการเกษตรนั้น จะเน้นใช้สารชีวภัณฑ์เข้ามาช่วยเป็นหลัก เพื่อลดการใช้สารเคมีต่างๆ มีทั้งบิวเวอเรีย ไตรโคเดอร์มาเข้ามาช่วย จากการปรับเปลี่ยนนี้เอง ช่วงแรกครอบครัวยังไม่เห็นด้วยกับการใช้สารชีวภัณฑ์มากนัก แต่เมื่อเขาได้แสดงให้เห็นว่าสวนที่เขาทำทั้งหมด มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ต้นทุนการผลิตลดลงสร้างผลกำไรมากขึ้น การทำเกษตรผสมผสานและการพยายามลดใช้สารเคมี จึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ในการทำเกษตรในเวลานี้

การทำตลาดเพื่อจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมดภายในสวน คุณวงกต บอกว่า ไม้ผลที่เขานำมาปลูกเสริมเข้าไปอย่างฝรั่งสายพันธุ์ใหม่เป็นสายพันธุ์ต่างประเทศ สามารถเก็บผลผลิตได้เกือบตลอดทั้งปี ราคาจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท ส่วนชมพู่ยักษ์ไต้หวัน และสายพันธุ์อื่นๆ ราคาจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 50-60 บาท ส่วนพืชผักสวนครัวตามฤดูกาล เป็นผักปลอดสารพิษราคาอยู่ที่กำละ 10 บาท และมะเขือต่างๆ ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท

โดยรายได้จากพืชผักสวนครัวสามารถทำเงินให้กับเขาได้ประมาณ 2,500 บาทต่อสัปดาห์ เขาจึงเอารายได้ส่วนนี้มาเป็นค่าใช้จ่าย ส่วนไม้ผลสร้างเป็นเงินเก็บหรือลงทุนในอนาคตต่อไป

“การทำเกษตรอาชีพนี้ถือว่าเราเป็นนายตัวเอง และยิ่งผมเรียนจบทางด้านนี้มาด้วย มันยิ่งทำให้ผมสามารถมีองค์ความรู้หลากหลาย เพื่อนำมาปรับใช้ให้กับการทำเกษตรของเรา ให้มีระบบมากขึ้น เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากถึงคนที่อยากจะทำเกษตรว่า บางครั้งการทำเกษตรไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่เยอะ แต่เรามีการจัดการที่ดี หมั่นเรียนรู้อยู่เสมอ และชอบที่จะทำ สิ่งเหล่านี้ก็จะตอบแทนกลับมาให้เราได้เอง เพราะสิ่งที่เรารักมันจะทำให้เราทำออกมาได้ดี” คุณวงกต บอก

สำหรับท่านใดที่สนใจในเรื่องของการทำเกษตรผสมผสาน หรือต้องการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณวงกต ขุนทองน้อย หมายเลขโทรศัพท์ 063-062-3084

จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นเมืองแห่งผลไม้ที่หลากหลายชนิด มีระบบวิถีการเกษตรแบบวนเกษตรไม้ผลที่มีชื่อเสียง ส่งผลให้มูลค่าทางเศรษฐกิจสูง แต่เนื่องด้วยลักษณะของการเพาะปลูกแบบวนเกษตรดั้งเดิมกำลังถูกเปลี่ยนมาเป็นระบบพืชเดี่ยว มีการใช้ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชเพื่อเพิ่มผลผลิตด้วยสารเคมีมากขึ้น ผนวกกับลักษณะพื้นที่ปลูกเกือบทั้งหมดอยู่บนภูเขาสูง มีความเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายและเกิดดินถล่มตลอดเวลา และดินมีความเป็นกรดสูง อีกยังมีเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก

หน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งสถาบันการศึกษาต่างๆ จึงได้เข้ามาจัดการถ่ายทอดองค์ความรู้พัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ ตั้งแต่การเตรียมปลูก การกำจัดแมลงและศัตรูพืช จัดการระบบหลังเก็บเกี่ยว แปรรูปสร้างเอกลักษณ์ให้ดึงดูดใจ พร้อมจัดการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อการตลาดและส่งออก แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ

ปัจจุบัน สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ ยกย่อง “สวนใจใหญ่ ไร่แลตะวัน” ของ พี่นอม หรือ คุณประนอม ใจใหญ่ เป็นหนึ่งในเกษตรกรต้นแบบดีเด่นของจังหวัดอุตรดิถต์ และเป็นแปลงเกษตรที่ได้รับมาตรฐาน GAP สวนใจใหญ่ ไร่แลตะวัน ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 18/1 หมู่ที่ 5 ตำบลแม่พลู อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. 081-042-1410 สวนแห่งนี้ ปลูกพืชหลากหลายชนิด ได้แก่ กล้วยไข่ ทุเรียน ลองกอง มะยงชิด ผักพื้นบ้าน

พี่นอม เป็นลูกเกษตรกรมาตั้งแต่เกิด ช่วยพ่อแม่ทำเกษตรตั้งแต่อายุ 13 ปี การทำสวนสมัยก่อนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ปลูกพืชแบบผสมผสาน ในสวนมีทั้งทุเรียน ลองกอง ลางสาด มังคุด ผลผลิตส่วนใหญ่ขายให้กับพ่อค้าคนกลาง ทำให้มีรายได้ต่อปีไม่มากนัก พอกินพอใช้ พี่นอมจึงเกิดแนวคิดที่จะนำผลผลิตออกไปขายตรงถึงมือผู้บริโภค เพื่อขายผลผลิตให้ราคาสูงขึ้น พี่นอมขนผลผลิตใส่มอเตอร์ไซค์พ่วงข้างไปขายข้างถนนในเมือง ระยะทางประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร

ตอนแรก ก็ขายไม่ค่อยดีเท่าไร ผ่านไป 1-2 ปี ก็มีลูกค้าขาประจำมากขึ้น เพราะสินค้าที่นำไปขายมีคุณภาพดี เป็นทุเรียนสุกแก่พร้อมทาน รสชาติอร่อย ทำให้พ่อค้าแม่ค้าหันมารับซื้อผลผลิตถึงสวนพี่นอมเพื่อนำไปขายทำกำไร

ช่วงปี 2549 เกิดปัญหาดินโคลนถล่มในจังหวัดอุตรดิตถ์ สวนผลไม้ที่ปลูกอยู่บนภูเขาพังเสียหาย ดินโคลนถล่มลงมาบนพื้นที่ราบ ทำให้สวนผลไม้ของพี่นอมที่ปลูกทุเรียน ลองกองไว้ตายหมด เหลือแค่ต้นมะยงชิดที่ปลูกไว้ 1 ต้น กินในบ้าน จำนวน 1 ต้น พี่นอมคิดจะปลูกมะยงชิดขึ้นมาทดแทนต้นทุเรียน ลองกอง ที่ล้มตายไป เพราะต้นมะยงชิดมีความแข็งแรง ทนทานต่อปัญหาดินถล่ม ที่สำคัญทนร้อน ทนแล้ง ทนการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศได้ดี จึงตัดสินใจปลูกต้นมะยงชิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา

ช่วงจังหวะที่ลงทุนปลูกไม้ผลรอบใหม่ จำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียน พี่นอมคิดว่า ตัวเองพอมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะแม่ค้าทุเรียนอยู่พอสมควร จึงตัดสินใจเปิดล้ง รวบรวมผลผลิตทุเรียนในท้องถิ่น ส่งขายต่อแม่ค้า ทำให้เกิดรายได้เสริม เป็นเงินทุนหมุนเวียนมาใช้ลงทุนสร้างสวนมะยงชิด

การปลูกมะยงชิดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย lebron-james-shoes.us เนื่องจากในระยะแรกพี่นอมไม่มีความรู้เรื่องการปลูกมะยงชิด จึงต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมว่า จะต้องหาซื้อต้นพันธุ์จากที่ไหน สมัครเข้าร่วมกลุ่มผู้ปลูกมะยงชิด เพื่อเป็นช่องทางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลการปลูกดูแลมะยงชิดกับเกษตรกรมืออาชีพ พี่นอมวางแผนการปลูกมะยงชิด ในระยะห่าง 8×8 เมตร ซึ่งการกำหนดระยะปลูกดังกล่าว ช่วยให้พี่นอมสามารถปลูก ดูแล เก็บเกี่ยวผลผลิต หรือตัดสางต้นได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ พี่นอมยังลงทุนขุดบ่อน้ำบาดาลและขุดสระน้ำ เพื่อให้มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี และลงทุนทำระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ กระจายการส่งน้ำไปทั่วทุกต้น

ม.นเรศวร แนะวิธี ผลิตมะยงชิดเชิงพาณิชย์
ที่ผ่านมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก พร้อมคณะ ได้เข้ามาถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมะยงชิดเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ระยะแรกหลังปลูกจนถึงระยะเก็บเกี่ยว แก่เกษตรกรและผู้สนใจ ณ สวนใจใหญ่

นักวิจัยได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการฉีดพ่นสารละลายแคลเซียม (Ca) – โบรอน (B) การศึกษาจำนวนผลต่อต้นที่เหมาะสม ซึ่งมีความสัมพันธ์กับคุณภาพของผลโดยตรงคือ เพื่อเพิ่มคุณภาพทางด้านกายภาพของผล เช่น สีผิวสวยงามสม่ำเสมอ ไม่กร้าน ขนาดผลใหญ่ขึ้น และเพื่อเพิ่มคุณภาพทางเคมีของผลผลิต เช่น รสชาติ ให้เป็นที่ต้องการของตลาดภายในและต่างประเทศ

ระหว่างปลูกมีระยะที่ต้องเฝ้าระวังคือระยะแตกใบอ่อน ระยะดอกโรย และช่วงติดผลขนาดเท่าหัวไม้ขีด ที่ต้องควบคุมไม่ให้เกิดการระบาดของเชื้อราและกลุ่มแมลงปากดูด โดยเฉพาะเพลี้ยไฟ ซึ่งเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญที่สุดของมะยงชิด และยังมีโรคและแมลงอื่นๆ ที่เป็นศัตรูของมะยงชิด ได้แก่ โรคราดำ แมลงวันผลไม้ ด้วงงวงกัดใบมะยงชิด ด้วงเจาะลำต้นมะยงชิด และแมลงค่อมทอง จึงต้องควบคุมเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น

การเก็บรักษาผลผลิตหลังเก็บเกี่ยวนั้น นักวิจัยแนะนำให้ใช้สาร 1-เมธิลไซโคลโพรพีน (1-Methylcyclopropene) เคลือบผิวมะยงชิด ร่วมกับการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำและการดัดแปลงสภาพบรรยากาศเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา และยังมีองค์ความรู้เรื่องการแปรรูปมะยงชิดโดยพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ดึงดูดใจและมีลักษณะเฉพาะ เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค รวมทั้งการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อการตลาดและส่งออกมะยงชิด โดยการจัดเสวนาหาทางออกร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการ พ่อค้าคนกลาง และกลุ่มเกษตรกร เพื่อแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ และเพิ่มศักยภาพในตลาดส่งออก