การจัดการสวนที่ถูกต้องเป็นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของ

การผลิตมะนาวนอกฤดู สิ่งที่ชาวสวนมะนาวและนักวิชาการเกษตรไม่ควรมองข้ามในการบังคับให้มะนาวออกนอกฤดูนั้น เรื่องของการจัดการสวนเป็นหัวใจที่มีความสำคัญ ซึ่งสรุปได้ดังนี้

หนึ่ง: โครงสร้างของดิน ดินที่มีลักษณะเป็นทราย มีการระบายน้ำที่ดีจะมีผลทำให้การชักนำการออกดอกได้ดีกว่าดินที่อุ้มน้ำสูงและดินเหนียว

สอง: ขนาดของพุ่มต้น ควรเตรียมแปลงปลูกในลักษณะของแนวแถวยกสูงเป็นแบบลูกฟูกอันที่จะช่วยให้เกิดการระบายน้ำได้ดีขึ้น การชักนำการออกดอกจะง่ายกว่า

สาม: ขนาดของพุ่มต้น มะนาวที่มีขนาดพุ่มต้นที่เล็กกว่าสามารถชักนำการออกดอกเพื่อการผลิตนอกฤดูได้ดีกว่า ต้นตอบสนองต่อสภาพการงดน้ำได้เร็วมากขึ้น (ใช้เวลาสั้นกว่า) สี่: การปฏิบัติเพื่อชักนำการออกดอก ควรจะต้องเข้าใจถึงธรรมชาติและนิสัยการออกดอก กิ่งมะนาวจะไม่มีการออกดอกหากว่ากิ่งนั้นยังคงมีผลติดอยู่ เมื่อเป็นดังนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องทำลายดอกหรือผลในช่วงที่ไม่ปรารถนาออกทิ้งไปก่อน กิ่งจึงจะสามารถออกดอกได้ การเปลี่ยนแปลงจากตาใบไปเป็นตาดอกยังสามารถควบคุมได้ด้วยปุ๋ยทางใบที่มีธาตุโปแตสเซียม (K) สูงในระยะที่ตาผลิก่อนมีความยาวยอดมากกว่า 7.5 เซนติเมตร การพ่นปุ๋ยทางใบที่มี ธาตุ N:P:K ในสัดส่วน 1:1:3 ; 1:1:4 ; 1:1:5 หรือ 1:2:5

ในระยะยอดอ่อนผลิจะมีบทบาทช่วยให้การสร้างตาดอกดีมากยิ่งขึ้น และสุดท้าย การป้องกันการกำจัดศัตรูพืช ศัตรูพืชที่สำคัญของมะนาว ได้แก่ เพลี้ยไฟ หนอนชอนใบ ไรแดง และโรคแคงเกอร์ เป็นต้น หากใบถูกทำลายความสมบูรณ์ของต้นจึงลดลง ทำให้ออกดอกลดลงตามไปด้วย

ทุกวันนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกล ทำให้มนุษย์ทำงานได้ง่ายขึ้นก็จริง แต่การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยการทำงานเป็นทีมและมีผู้นำที่ดี มีวิสัยทัศน์ในการทำงาน จึงช่วยให้องค์กรนั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง เช่นเดียวกับ “วิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง” แม้จะเพิ่งเริ่มต้นดำเนินงานได้ไม่นาน แต่มีผู้นำที่มีความรู้ ความสามารถ นำมาพัฒนาธุรกิจจนประสบความสำเร็จ กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านแปรรูปยางพาราระดับแนวหน้าของจังหวัดบึงกาฬ ที่ผู้สนใจจากทั่วประเทศสนใจเข้าแวะเยี่ยมชมกิจการตลอดทั้งปี

ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง ตั้งอยู่เลขที่ 65/10 บ้านเหล่าเงิน ตำบลเหล่าทอง อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ โทร.093-696-2999 กลุ่มฯ แห่งนี้อยู่ภายใต้การนำของประธานกลุ่มฯ คือ “คุณธนวณิช ชัยชนะ” หรือ “คุณอ๊อด” ซึ่งเป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้า ที่สวมหมวกหลายใบในฐานะประธานเกษตรแปลงใหญ่ จังหวัดบึงกาฬ คุณอ๊อดยังมีธุรกิจส่วนตัว ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีแก้วรับเบอร์เทค จำกัด และ บริษัท ชัยชนะฟาร์ม จำกัด

เกษตรกรชาวสวนยางพาราในพื้นที่อำเภอโซ่พิสัย นิยมปลูกต้นยางพาราพันธุ์ส่งเสริม ได้แก่ RRIM 600 และ RRIT 251 และจำหน่ายสินค้าในรูปยางก้อนถ้วย แต่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการขายยาง เพราะโดนพ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อ คุณอ๊อด ทำอาชีพสวนยางพารา เนื้อที่ 76 ไร่ อยู่ในพื้นที่อำเภอโซ่พิสัย รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรชาวสวนยางพาราในท้องถิ่น จึงรวมกลุ่มเกษตรกรจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง เพื่อส่งเสริมการผลิตน้ำยางสด และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราที่มีคุณภาพมาตรฐาน สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีและสมาชิกมีรายได้มั่นคง พัฒนากลุ่มให้มีความเข้มแข็งเติบโตอย่างยั่งยืน

วิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง ได้จัดสรรหน้าที่ให้สมาชิกร่วมกันบริหารจัดการกลุ่ม การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มคุณภาพผลผลิต การเพิ่มผลผลิตและบริหารการตลาด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้ ด้านตลาดได้เปิดตลาดประมูลยางก้อนถ้วย และเปิดจุดรับซื้อน้ำยางสด และเพื่อนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในลักษณะยางแผ่น

ต่อมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินกิจกรรม “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง เป็นหนึ่งในสถาบันเกษตรกรที่ได้เงินทุนสนับสนุนการแปรรูปยางจากโครงการ 9101

วิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง ได้นำเงินทุนจากโครงการ 9101 มาใช้แปรรูปน้ำยางสดเป็นผลิตภัณฑ์ยางหลากหลายรูปแบบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราและเป็นสินค้าทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค เช่น ผลิตภัณฑ์หมอนยางพารา ที่นอนยางพารา ฯลฯ นอกจากนี้ คุณอ๊อด ยังพัฒนาต่อยอดธุรกิจอื่นๆ เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับกลุ่มฯ เช่น การผลิตปุ๋ยไส้เดือน การผลิตอิฐบล็อก เป็นต้น

หมอนยางพาราและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราของวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง ส่งขายทั้งในประเทศและส่งออกไปขายประเทศจีน สปป.ลาว รัสเซีย สร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ท้องถิ่นมากกว่า 1 ล้านบาท ต่อปี จึงถูกยกย่องว่าเป็นวิสาหกิจชุมชนยางพาราต้นแบบ ที่หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันเกษตรกรแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมกิจการอย่างต่อเนื่อง

“ปัจจุบัน สินค้าของกลุ่มวิสาหกิจฯ เน้นผลิตเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะตลาดจีน เพราะเป็นตลาดที่มีประชากรจำนวนมาก กำลังซื้อสูง ประกอบกับคนจีนให้ความสำคัญด้านสุขภาพ ซึ่งหมอนยางอยู่ในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ เพราะเป็นสินค้าแฮนด์เมด ผลิตจากน้ำยางธรรมชาติ 100% ปลอดไรฝุ่น ช่วยลดอาการปวดคอ ปวดหลัง นอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ” คุณอ๊อด กล่าว

ต้นแบบประชารัฐบึงกาฬ

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทองในวันนี้ เกิดความร่วมมือความร่วมใจของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราในอำเภอโซ่พิสัย และ บริษัท ศรีแก้วรับเบอร์เทค จำกัด เข้ามาดูแลด้านการตลาด ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

การดำเนินงานของ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง สอดคล้องกับนโยบายประชารัฐของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นให้เกิดความร่วมมือกันระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต สร้างโอกาส สร้างอาชีพ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ลดความเลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

“การดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง ตอบโจทย์นโยบาย “ประชารัฐ” ของรัฐบาล ทำให้ทางกลุ่มวิสาหกิจฯ ได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการผลิตและแปรรูปยาง จากหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา มีโอกาสกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ จากสถาบันการเงินของรัฐบาล นำมาขยายการลงทุนแปรรูปยางพาราอย่างต่อเนื่อง” คุณอ๊อด กล่าว

ทุกวันนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง มีสมาชิกชาวสวนยาง จำนวน 45 คน มีกำลังการผลิตน้ำยางสดประมาณ วันละ 2-3 ตัน แนวโน้มราคาน้ำยางสดปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากกระแสความต้องการใช้น้ำยางสดไปทำถนนยางพาราในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ ซึ่งทางกลุ่มฯ มีทีมนักวิชาการจากหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาเข้ามาช่วยพัฒนาสูตรน้ำยางสดสำหรับใช้ผลิตถนนยางพารา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างรายได้เข้าสู่กลุ่มฯ ในอนาคต

เนื่องจากทางกลุ่มฯ มีความเข้มแข็งเป็นที่รู้จักและยอมรับในกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้มีชาวสวนยางพาราจากพื้นที่อำเภอเซกา อำเภอศรีวิไล และอำเภอพรเจริญ สนใจที่จะส่งน้ำยางสดเข้ามาขายที่ทางกลุ่มฯ ในพื้นที่อำเภอโซ่พิสัย

แนวทางพัฒนาตลาด

ภายหลังทางกลุ่มฯ ได้ผลิตสินค้าหมอนยางพารา ผลิตจากน้ำยางธรรมชาติ 100% ที่นอน แผ่นอาสนะ แผ่นรองสำหรับผู้ป่วยที่มีแผลกดทับ โดยผลิตและออกแบบให้เข้ากับสรีระ เพื่อช่วยให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ทำให้มีการนอนหลับที่ดีและถูกต้อง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ ปัจจุบัน ทางกลุ่มฯ มีกำลังการผลิตหมอนยางพาราต่อเดือนมากกว่า 200 ใบ สินค้าของกลุ่มฯ กลายเป็นสินค้าของดีของจังหวัดบึงกาฬ

ที่ผ่านมา ทางกลุ่มฯ ได้เปิดตัวประชาสัมพันธ์สินค้าหมอนยางพาราให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคในวงกว้าง โดยนำสินค้าหมอนยางพาราไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลทุกแห่งในจังหวัดบึงกาฬมากกว่า 200 ใบ ทำให้ชาวบึงกาฬที่เข้ามาพักรักษาตัวในโรงพยาบาลได้มีโอกาสทดลองใช้หมอนยางพารา ต่างรู้สึกประทับใจในคุณภาพหมอนยางพารา เมื่อมีโอกาสชาวบึงกาฬจะเลือกซื้อหมอนยางพารากลับไปใช้ที่บ้านต่อไป ส่งผลดีต่อยอดขายสินค้าหมอนยางพาราของกลุ่มฯ ในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ ทางกลุ่มฯ ยังมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราในทุกมิติ โดยปี 2561 ได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีบึงกาฬ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด กับสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ บริษัท ศรีแก้วรับเบอร์เทค จำกัด โดยมุ่งพัฒนานวัตกรรมยางพาราทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ

สำหรับต้นน้ำ จะเผยแพร่ความรู้เรื่องการปลูกยาง เพื่อให้มีน้ำยางที่มีคุณภาพ ค่าดีอาร์ซีสูง ส่วนกลางน้ำ มุ่งสนับสนุนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราในรูปแบบต่างๆ และปลายน้ำ มุ่งส่งเสริมการสร้างแบรนด์และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากยางพารา รวมทั้งเชื่อมโยงด้านการตลาด เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการยางพาราในระดับชุมชนและกลุ่มผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี เพื่อพัฒนากลุ่มธุรกิจแปรรูปยางสู่กิจการวิสาหกิจตามแนวทางประชารัฐ เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกรชาวสวนยางพาราจังหวัดบึงกาฬ

คุณอ๊อด กล่าวว่า บริษัท ศรีแก้วรับเบอร์เทค จำกัด นับเป็นต้นแบบด้านแปรรูปยางพารา โดยนำน้ำยางสดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราและสินค้าอื่นๆ จำหน่ายในประเทศและส่งออก ภายใต้การสนับสนุนของ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีบึงกาฬ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด และสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการ

เปิดตัวสินค้าใหม่

ในเดือนมิถุนายน 2562 ทางกลุ่มฯ เตรียมเปิดจำหน่ายสินค้าตัวใหม่คือ รองเท้านักเรียน ที่ผลิตจากยางพารา ให้กับ ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคือ โรงเรียนระดับประถมศึกษาทุกแห่งภายในจังหวัดบึงกาฬ โดยตั้งเป้าหมายการผลิตรองเท้านักเรียนชาย-หญิง จำนวน 10,000 คู่ ในปีแรก จำหน่ายสินค้าในราคาท้องตลาด หลังจากนั้นจะพัฒนาต่อยอดสินค้าประเภทอื่นๆ เช่น เข็มขัด กระเป๋านักเรียน ฯลฯ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้ายางพาราในท้องถิ่นต่อไป

ฟาร์มเมล่อน
นอกจากนี้ คุณอ๊อด ยังมีธุรกิจส่วนตัวคือ ฟาร์มเมล่อน ปลูกผักออร์แกนิก ภายใต้ชื่อ บริษัท ชัยชนะฟาร์ม จำกัด ทางฟาร์มปลูกพืชผักอินทรีย์ ขนาด 20×20 เมตร จำนวน 16 แปลง เน้นปลูกพืชผักพื้นบ้าน เช่น ผักกาด ต้นหอม ผักบุ้ง ฯลฯ ขายในราคาถูก กำละ 10-15 บาท เพื่อให้ชาวบ้านได้กินผักสดปลอดสารพิษ ที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ ที่มีรสชาติหวานอร่อย กินได้เหมือนผลไม้

ฟาร์มดังกล่าวยังปลูกเมล่อนอินทรีย์ จำนวน 9 โรงเรือน เช่น พันธุ์คิโมจิ ฯลฯ ตลาดเมล่อนเติบโตดีมาก จนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด เมล่อนนอกจากในลักษณะผลสดแล้วยังสามารถแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในลักษณะน้ำผลไม้ และอื่นๆ ได้อีกมากมาย

คุณอ๊อด กล่าวว่า ตลาดผักผลไม้ออร์แกนิกมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ รวมทั้งโรงพยาบาลต่างๆ ในจังหวัดบึงกาฬ มีความต้องการใช้ผักออร์แกนิกเป็นจำนวนมาก ทางบริษัทจึงเตรียมส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่อำเภอโซ่พิสัยเข้าร่วมโครงการส่งเสริมปลูกผักออร์แกนิกและเมล่อน ส่งให้กับโรงพยาบาลทั่วทั้งจังหวัดบึงกาฬ

โครงการปลูกผักและเมล่อนออร์แกนิก เน้นปลูกดูแลในโรงเรือนระบบปิด มีการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พืชผักที่ปลูกแบบอินทรีย์ พืชผักจะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ปลอดจากสารเคมีตกค้าง เนื่องจากกระแสความนิยมเมล่อนขยายตัวสูงมาก ในปี 2562 จึงเปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้สนใจสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกเครือข่ายผู้ปลูกเมล่อน เพื่อดำเนินงานในลักษณะแปลงใหญ่เมล่อน ในพื้นที่อำเภอโซ่พิสัย เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและนำผลผลิตมาทำตลาดร่วมกัน โดยโรงเรือน 1 แห่ง ใช้พื้นที่เพียง 1 งาน สำหรับพื้นที่ 1 ไร่ สามารถสร้างโรงเรือนได้จำนวน 3 หลัง

ซึ่งการปลูกเมล่อน มีต้นทุนค่าโรงเรือน หลังละ 50,000 บาท ต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ ประมาณ 1,000 บาท ซึ่งทางบริษัทชัยชนะฟาร์ม จำกัด ได้ทำเอ็มโอยูกับ ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการลงทุนให้กับเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการปลูกเมล่อน เพื่อนำเงินกู้ไปใช้ก่อสร้างโรงเรือนเมล่อนระบบปิด

โดยเมล่อน 1 ต้น คัดผลผลิตคุณภาพดีเก็บไว้เพียง 1 ผล ต่อต้น เท่านั้น ระหว่างปลูกทางบริษัทจะจัดส่งนักวิชาการเกษตรเข้าไปแนะนำให้ความรู้แก่เกษตรกรทุกรายที่เข้าร่วมโครงการ และบริษัทช่วยดูแลจัดจำหน่ายผลผลิตให้แก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิก

หลายคนคงจดจำความอร่อยของตำนาน “ส้มบางมด” ได้ขึ้นใจ ความจริง ส้มบางมดก็คือ ส้มเขียวหวาน อยู่ในตระกูลส้มแมนดาริน นิยมปลูกแพร่หลายมาตั้งแต่สมัยอดีต มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ส้มกำนันจุล ส้มเพชรบูรณ์ ส้มสีทองจังหวัดน่าน ส้มศรีสัชนาลัย ส้มบางมด ส้มรังสิต ส้มกลุ่มนี้คือ ส้มเขียวหวานทั้งหมด แต่ปลูกในระดับอุณหภูมิที่ไม่เหมือนกัน ช่วงกลางคืนกับช่วงกลางวัน มีอุณหภูมิแตกต่างกัน ประมาณ 14 องศาเซลเซียส ผลส้มจะสร้างสีที่เข้มขึ้น สังเกตส้มเขียวหวานที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือจะมีสีผิวเข้มกว่าส้มที่ปลูกทางตอนใต้

สาเหตุที่ต้นส้มที่ปลูกในพื้นที่ภาคกลาง ถูกเรียกว่า “ส้มเขียวหวาน” เพราะเป็นผลส้มแก่ที่มีเปลือกสีเขียวและมีรสหวาน เนื่องจากพื้นที่ภาคกลางไม่มีความแตกต่างด้านอุณหภูมิ (ช่วงกลางวัน-กลางคืน ) เหมือนกับต้นส้มที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือนั่นเอง ส่วนส้มสายน้ำผึ้ง หรือ ส้มโชกุน ความจริง เป็นต้นส้มเขียวหวานที่กลายพันธุ์ไป เมื่อนำต้นส้มเขียวหวานไปปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ ผลส้มก็กลายเป็นสีเหลือง เมื่อนำต้นส้มไปปลูกที่หาดใหญ่ ชุมพร ซึ่งอุณหภูมิไม่ต่างกัน ผลส้มมีเปลือกเป็นสีเขียว ถูกเรียกว่า ส้มโชกุนเขียว

ส้มรสอร่อยของ สวนนายแป๊ะ

คุณสุชาติ ธนะพฤกษ์ หรือ “คุณแป๊ะ” (โทร. 081- 374-5226 ) เจ้าของสวนธนะพฤกษ์ หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า “สวนนายแป๊ะ” เนื้อที่ 70 ไร่ ตั้งอยู่เลขที่ 182 หมู่ที่ 2 ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ปัจจุบันปลูกส้มเขียวหวาน เนื้อที่ 50 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 20 ไร่ ใช้ปลูกฝรั่งพันธุ์หวานพิรุณ และทุเรียน

คุณแป๊ะ ได้ประยุกต์ภูมิปัญญาชาวสวนส้มบางมดมาใช้ในการบริหารจัดการสวนส้มแห่งนี้ โดยปลูกส้มเป็นไม้ประธาน ในระยะห่าง 3.5 เมตร พร้อมปลูกทุเรียนหมอนทองเป็นพืชร่วมแปลง ในระยะห่าง 8-12 เมตร พื้นที่ว่างที่เหลือจะใช้ปลูกพืชล้มลุกอายุสั้นคือ มะเขือยาว กล้วย เป็นพืชเสริมรายได้ระหว่างรอเก็บส้มในปีที่ 3

เขาให้ปุ๋ยต้นส้ม ตามหลักเรโชปุ๋ย และสอดคล้องกับตามความต้องการของพืช เช่น ช่วงเร่งผลจะใช้ เรโชปุ๋ย 3:1:2 ช่วงปรับปรุงผลผลิต ใช้เรโชปุ๋ย 1:1:2 เมื่อต้องการเร่งดอกใช้เรโชปุ๋ย 1:2:2 โดยจะให้ปุ๋ยต่อไร่ เพียงบางๆ ตามขนาดทรงพุ่ม สำหรับพื้นที่ 6×6 เมตร จะให้ไม่เกิน 1 ก.ก. รวมทั้งใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือน เพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์เข้าไปช่วยย่อยสารอาหารในดิน กระตุ้นการดูดซึมธาตุอาหารของรากพืชได้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นความหวานแก่ผลส้มอีกทางหนึ่ง

“ต้นหญ้า” เป็นตัวช่วยดีที่สุด ในการปรับปรุงคุณภาพดินภายในสวนส้มแห่งนี้ เพราะรากหญ้าจะทำหน้าที่พรวนดินในแปลงส้มตลอดเวลา ช่วงฤดูแล้ง ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน จะปล่อยให้ต้นหญ้าเติบโตตามธรรมชาติ เพื่อทำหน้าที่รักษาความชื้นบนผิวดิน หลังจากนั้นจะตัดหญ้าในสวนส้มให้โล่งเตียนสวยงาม เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นหญ้าอุ้มน้ำในช่วงฤดูฝน

สวนคุณแป๊ะ สามารถเก็บผลส้มออกขายได้ประมาณ 1 แสนกิโลกรัม ต่อปี โดยผลผลิตส่วนใหญ่ถูกส่งขายตลาดไท และเริ่มพัฒนาช่องทางการขายใหม่ สู่ “ตลาดโลจิติกส์” โดยเก็บส้มแก่คุณภาพดี เกรดพรีเมี่ยม อายุ 10-11 เดือน ที่มีรสชาติอร่อย ส่งขายผู้บริโภคปลายทาง ผ่านทางระบบไปรษณีย์ขนส่ง

“ส้มเขียวหวาน ที่เข้าสู่ตลาดประมาณเดือนธันวาคม ถือว่ามีรสชาติอร่อยสุดในรอบปี เพราะต้นส้มเจริญเติบโตอย่างเต็มที่หลังผ่านฤดูฝน และช่วงฤดูหนาว เป็นระยะที่ต้นไม้พักตัว จะไม่มีการแตกใบอ่อนหรือแตกราก อาหารที่ปรุงได้ทั้งหมดก็จะถูกเก็บสะสมในผลส้ม ทำให้ผลส้มในรุ่นปลายหนาวนี้มีรสชาติอร่อยสุด” คุณแป๊ะ กล่าว

ทุกวันนี้ ผลผลิตส้มที่เกษตรกรไทยปลูกได้ ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ จนต้องนำเข้าส้มจากประเทศจีนเข้ามาจำหน่าย แต่ส้มจีนไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัว เพราะส้มจีนที่แช่เย็นมาขายในไทย มีช่วงระยะเวลาการขายสั้นๆ แค่ปีละ 2 เดือน เท่านั้น ( ตุลาคม-พฤศจิกายน)

คุณแป๊ะ กล่าวว่า ปีก่อน ส้มจีนช่วงเก็บเกี่ยวโดนฝน ทำให้ผลผลิตคุณภาพไม่ดี เมื่อนำออกจากห้องเย็นออกมาวางขายในไทย คนซื้อต้องกินให้หมดภายใน 48 ชั่วโมง ก่อนส้มเน่า ทุกวันนี้ จีนเผชิญกับผลกระทบจากภาวะเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ทำให้ส้มจีนส่งเข้ามาขายในไทยไม่เยอะเท่าไร นอกจากนี้ ยังพบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน ผู้นำเข้าผลไม้ของจีนหันมาสั่งซื้อส้มเขียวหวานจากไทยในราคาสูง เพื่อนำมาไหว้เจ้า จนถึงเทศกาลสารทจีน

แนะนำการลงทุน

สำหรับผู้สนใจลงทุนทำสวนส้มอย่างมืออาชีพ คุณแป๊ะ ให้คำแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงปลูกส้มซ้ำในแหล่งเดิมที่มีปัญหาโรคส้ม เช่น โรคกรีนนิ่ง ฯลฯ เพื่อความเสี่ยงจากปัญหาขาดทุน เพราะแหล่งปลูกส้มเดิม แม้เลิกปลูกส้มไปนานแล้ว แต่ยังมีเชื้อโรคกรีนนิ่งแฝงอยู่กับต้นไม้กลุ่มอื่น โดยเฉพาะพืชตระกูลแตง ฯลฯ ส่งผลให้ต้นส้มที่ปลูกใหม่ มีโอกาสเสี่ยงรับเชื้อโรคกรีนนิ่งได้ง่ายขึ้น

การปลูกส้มเชิงการค้าให้ประสบความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่ 1. ทำเลเหมาะสม ไม่ควรปลูกส้มในแหล่งที่เคยมีการแพร่ระบาดของโรคกรีนนิ่ง 2. มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้ดูแลสวนส้มได้ตลอดทั้งปี แม้ส้มจะเป็นพืชที่ทนทานความแห้งแล้งได้ดีก็ตาม หากหวังให้ต้นส้มมีผลผลิตที่ดี ก็ต้องใช้น้ำค่อนข้างเยอะ

3. ปัจจัยเรื่อง “ ดิน ” พื้นที่รังสิต Royal Online V2 ที่เคยปลูกส้มนับแสนไร่ในอดีต ก็ไม่ใช่ดินที่ดีสำหรับปลูกส้ม เพราะดินรังสิตมีค่าความเป็นกรดจัด เแต่เกษตรกรปรับปรุงคุณภาพดินด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น เติมปูนขาว วิธีการตากดิน เทคนิคการรดน้ำ ฯลฯ จนดินมีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการเติบโตของต้นส้มและให้ผลผลิตที่ดี

ทุกวันนี้ การหาดินที่มีคุณภาพดีสำหรับปลูกส้ม ยังคงเป็นเรื่องยาก เรื่อง “ดิน” เป็นปัญหาด้านการจัดการมากกว่า เมืองไทยมีนักวิชาการด้านดินอยู่มากพอสมควร หากมีปัญหาเรื่องดิน ควรขอคำแนะนำเรื่องการจัดการดินจากนักวิชาการโดยตรงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

4. สายพันธุ์ส้ม เป็นปัจจัยสำคัญที่คุณแป๊ะเน้นมาก ให้เลือกซื้อต้นพันธุ์ต้นส้มปลอดโรคมาปลูก เพราะหากนำต้นส้มติดเชื้อโรคกรีนนิ่งมาปลูก โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการทำสวนส้มแทบจะไม่มีเลย

5. มีทุนทรัพย์เพียงพอสำหรับการลงทุน เพราะการบุกเบิกที่ดินเปล่า พัฒนาระบบน้ำ ค่าปุ๋ย ค่ายา สำหรับปลูกดูแลสวนส้มจนได้ผลผลิตออกขาย ต้องใช้เงินลงทุนประมาณไร่ละ 100,000 บาท หลังจากนั้นต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปีจึงจะคืนทุนได้สำเร็จ

สวนส้มของคุณแป๊ะใช้เงินลงทุนไม่มาก เพราะใช้วิธีปลูกมะเขือยาว กล้วยน้ำว้า เป็นพืชเสริมรายได้ในแปลงต้นส้ม หลังปลูกประมาณ 40-50 วัน สามารถเก็บมะเขือยาวออกขายต่อเนื่องเป็นเวลา 4 เดือน หลังจากปลูก-เก็บเกี่ยวกล้วย ออกขายได้ 4 รุ่น ในระยะเวลา 2 ปี ก็รื้อแปลงกล้วยออก ช่วงนี้ต้นส้มก็พร้อมให้ผลผลิตรุ่นแรกออกขายได้แล้ว

ความมหัศจรรย์ ของ “ส้ม”

โดยทั่วไปตั้งแต่ต้นส้มออกดอก จนพัฒนาเป็นผลส้ม จะใช้เวลาปลูกดูแลประมาณ 7 เดือน ส้มอายุ 7 เดือน จะมีรสเปรี้ยวนำ มีรสหวานปนบ้างนิดหน่อย ส้มอายุ 8 เดือน จะมีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ส้มอายุ 9 เดือน จะมีรสหวานอมเปรี้ยว ส้มอายุ 10 เดือน จะมีรสชาติหวานฉ่ำ

คุณแป๊ะเล่าถึงความมหัศจรรย์ของพืชตระกูลส้ม ได้แก่ 1. เป็นพืชวิเศษชนิดหนึ่ง ที่สามารถเก็บผลผลิตอยู่บนต้นได้นานถึง 4 เดือน เกษตรกรจะเก็บผลผลิตวันไหนก็ได้ในระยะ 4 เดือนนี้ สำหรับผลผลิตในเดือนที่ 1 ส้มจะมีรสชาติเปรี้ยว เดือนที่ 2 ส้มมีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน เดือนที่ 3 หวานอมเปรี้ยว เดือนที่ 4 รสชาติหวานเจี๊ยบ ดังนั้นเกษตรกรจึงมีช่วงเวลาของการขายส้มนานถึง 4 เดือน ไม่ต้องรีบเก็บผลผลิตออกขาย จนโดนพ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อเหมือนไม้ผลชนิดอื่น