การดูแลพืชแต่ละชนิดต้องดูแลเป็นพิเศษด้วยวิธีแตกต่าง

กันออกไป เช่น ผักใบ บางชนิดต้องปลูกกลางแจ้ง ชอบอากาศปลอดโปร่ง แต่ต้องทำซาแรนกันยูวีไว้สักหน่อย หรือพืชบางชนิดต้องปลูกเฉพาะในโรงเรือน อันนี้ต้องศึกษาความเหมาะสมให้ดี หรือระบบน้ำต้องมีเพียงพอและเหมาะสมต่อพืชแต่ละชนิด

การเตรียมดิน…ปรุงดิน หรือแม้กระทั่งสูตรปุ๋ยที่นี่จะศึกษาและทดลองทำเอง โดยไม่ได้ยึดหลักสูตรตามวิชาการหรือสูตรใดๆ เพราะเราใช้องค์ความรู้จากภูมิปัญญาจากพ่อ ปรุงดิน ทำปุ๋ย สารไร่แมลง ที่สวนทำเองทั้งหมด และสามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด แต่ปริมาณสัดส่วนการปรุงผสมในแต่ละรอบจะดูพฤติกรรมของพืชและพฤติกรรมของศัตรูพืชก่อนเป็นหลัก ส่วนการกำจัดวัชพืชคือ ใช้แรงงานคนอย่างเดียว

หักดิบจากสารเคมี มาทำเกษตรอินทรีย์
มีอุปสรรคบ้าง แต่แก้ได้ไม่ยาก เพียงหมั่นสังเกตธรรมชาติ
เจ้าของบอกว่า แน่นอนกว่าการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างย่อมมีอุปสรรค โดยเฉพาะการทำเกษตรที่เคยใช้แต่สารเคมีมาก่อน แล้วต้องมาหักดิบเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ย่อมเจออุปสรรค และเป็นอุปสรรคที่หนักหน่วง แต่แก้ได้ ดังนี้

1. เริ่มจากการปรับทัศนคติ คือต้องรับผลที่ตามมาให้ได้ การใช้สารเคมีย่อมได้ผลผลิตที่มากกว่าและแน่นอนกว่า ครอบครัวจะรับได้ไหม หากต่อไปนี้จะได้ผลผลิตน้อยลง รายได้ก็น้อยตามลงมา จากเคยมีรายได้เดือนละหลายแสนต้องมีรายได้แค่หลักหมื่น

“เราก็ต่อสู้ว่า เราจะทำสำเร็จไหม เราจะพาครอบครัวดำดิ่งอีกหรือเปล่า ในขณะที่เราเพิ่งจะล้มมา แต่พอวันหนึ่งที่เราปรับมันได้จริงๆ ผลตอบแทนดีกว่าตอนทำเกษตรแบบพึ่งสารเคมี เราทำสินค้ามาตรฐานอินทรีย์สำเร็จ สินค้าของเราขายได้แพงกว่าเมื่อก่อนกว่าเท่าตัว”

2. แก้ไขไปตามบริบทหน้างาน เช่น ถ้าวันนี้เจอกองทัพแมลงลง และจะจัดการอย่างไร เพราะปกติเคยใช้แต่สารเคมีไล่จัดการแมลงได้โดยง่าย แต่คราวนี้ไม่มีสารเคมีช่วยแล้วจะทำอย่างไร

“เราอาจจะต้องหันมาเป็นคนช่างสังเกตมากขึ้น รู้จักการศึกษาพฤติกรรมของแมลง เช่น หากเป็นแมลงชนิดนี้จะมาเวลาพลบค่ำ เริ่มตั้งแต่ 5 โมงเย็น ถึง 2 ทุ่ม เราจะเฝ้าระวัง ช่วงนั้นมีการเตรียมสารสะเดาหรือน้ำหมักที่ทำเองฉีดไล่ ซึ่งจริงๆ แล้ว แมลงที่มาเป็นกองทัพ มาแล้วจะยังไม่ลงแปลง ให้เราฟังเสียง ดูจากลักษณะของแมลงในช่วงนั้น ศึกษาคลุกคลีกัน จนเราตกผลึกแล้วว่ามันมีพฤติกรรมแบบนี้ เราก็ไปตัดทอนมันแค่นั้นเอง”

3. จัดการด้านความคิด คือผลผลิตออกมาไม่ดี ไม่สวย แต่ผลที่ไม่สวยรสชาติกลับอร่อย
“เราก็นำมาแปรรูปด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ที่บ้าน นำจุดแข็งที่มีของทรัพยากรในครอบครัวมาทำ อย่างตัวเราเองจบ เอ็มบีเอ จะทำเรื่องตลาด น้องสะใภ้จบด้านฟู้ดไซน์ (Food science) น้องชายจบด้านช่าง ลูกพี่ลูกน้องจบด้านพลังงานทดแทน พวกเราก็นำความรู้ทั้งหมดที่พวกเรามีมาใช้พัฒนาสวนในด้านต่างๆ น้องสะใภ้จบฟู้ดไซน์ เราให้เขาจัดการดูแลเรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เช่น แก้วมังกร เคยขายผลสดแบบออร์แกนิก ขายได้กิโลกรัมละ 60 บาท เราแบ่งมาแปรรูปเป็นแก้วมังกรอบแห้ง มีน้องชายช่วยทำพาราโบล่าโดมทำจากพลังงานบริสุทธิ์ โดยที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนสูง แค่รู้วิธีการจัดการ

ส่วนกรรมวิธีการอบแห้งน้องสะใภ้จะเป็นคนควบคุมคิดคำนวณสูตรต่างๆ แบบอุตสาหกรรม แต่เราทำในรูปแบบครอบครัว ตามหลักวิชาการ จากเคยขายได้ 60 บาท ตอนนี้แปรรูปเป็นอบแห้ง ขายได้ 100 บาท ทุกคนก็พอใจกับตรงนี้”

ผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ
หมดกังวลเรื่องการตลาด
เจ้าของบอกว่า การตลาดในยุคปัจจุบันต้องบอกว่า มีมาตรฐานรับรอง จีเอพี ก็ยังไม่เพียงพอ ต้องมีเรื่องของคุณภาพเข้ามาด้วย ทั้งเรื่องรสชาติและกายภาพที่ลูกค้ามองเห็น ผิวสวย ลูกโต เกษตรกรต้องรักษาตรงนี้ไว้ให้ได้ และที่สำคัญต้องควบคุมผลผลิตให้ออกมาได้อย่างสม่ำเสมอ สิ่งนี้จะช่วยเป็นอีกแรงทำให้ตลาดเลือกสวนเราเป็นที่แรก ด้วยความไว้วางใจ

“ปัจจุบัน ที่สวนตอนนี้ทั้งพืชผักผลไม้มีมาตรฐาน จีเอพี ทุกชนิด แก้วมังกร ถือเป็นพระเอกของสวน เพราะสามารถยกระดับแก้วมังกรดังในเรื่องของคุณภาพ สีสันผิวที่สวยงาม รวมถึงรสชาติ ทุกอย่างได้รับการรับรองมาตรฐานออร์แกนิกไทยแลนด์ และสามารถขายได้ในราคามากกว่าผลสดถึง 2 เท่า แก้วมังกรเป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ชอบการดูแล แต่ใช้ธรรมชาติในการเข้าไปดูแล ยกตัวอย่างเช่น แก้วมังกรโดยธรรมชาติ 5 ปี ต้นจะโทรม ต้องปลูกใหม่ แต่ที่สวนอายุเกิน 20 ปีไปแล้ว แต่พี่ยังได้ผลผลิตที่ดี ยังคงคุณภาพไว้ได้เหมือนเดิม

ส่วนหนึ่งเกิดจากที่ไม่ไปฝืนธรรมชาติ ไม่บังคับให้ผลผลิตออกนอกฤดู และไม่บังคับให้ผลผลิตออกมากเกินไป ต้องดูว่าต้นไหนแข็งแรงพอที่จะออกแบบไหน เปรียบเสมือนเราเป็นผู้หญิง ถ้าออกลูกบ่อยๆ เราก็โทรมก่อนวัยอันควร ต้นไม้ก็เหมือนกัน”

และนอกจาก แก้วมังกร ที่เป็นพระเอกแล้ว ยังมีนางเอกอย่าง ฝรั่งกิมจู ข้าวโพดหวานกินฝักสด และพุทราโบราณ 3 รส ที่ทำส่งเข้าท็อปส์ เรื่องราคาที่สวนเป็นฝ่ายผูกขาด กำหนดราคาเองตามความเหมาะสมของแต่ละช่วง เช่น ฤดูไหนที่จำเป็นต้องปรับขึ้นก็ต้องปรับ หรือช่วงไหนดูแล้วว่าทางผู้รับซื้อจะขายยาก ก็ปรับลงตามสถานการณ์ จะใช้หลักการน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า เขาอยู่ได้ เราอยู่ได้ จะไม่คิดว่าเป็นแค่ผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่คือพี่น้องกันในวงการเกษตร ทุกวันนี้ที่สวนสร้างรายได้จากเกษตรผสมผสานแบบอินทรีย์ เดือนละ 6 หลัก คิดเป็นกำไร 60 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุน 40 เปอร์เซ็นต์

อาชีพเป็นเกษตรกรให้ชีวิตใหม่
“จากคนเคยติดหนี้หลักล้าน สามารถปลดหนี้ได้ด้วยมีอาชีพเป็นเกษตรกร ถือว่าอาชีพนี้ให้ชีวิตใหม่ ให้ความยั่งยื่น ไม่ได้ให้แค่กับตัวเรา แต่ให้ทั้งกับครอบครัวและคนรอบตัว ละติจูดในการมองของพี่ เราทำเกษตรเราไม่ได้รอดคนเดียวคนงานในสวนทุกคนรอดไปกับพี่ด้วย พี่มองถึงความยั่งยืนทั้งชุมชน เราเข้ามาช่วยที่สวนแลนด์สเคป (landscape) ในไร่ค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างเป็นระบบมากขึ้น การตลาดทำกันเองในครอบครัว ให้เกิดความเชื่อมั่นก่อนว่าเราทำได้ แล้วความเชื่อมั่นก็จะเกิดการวางแผนที่ดี แล้วจะกลายเป็นพาสซีฟ อินคัม ในอนาคต ทุกคนต้องมีวันเกีษยณ เราจะเกษียณอย่างไรให้สมาร์ทที่สุด ในอาชีพหนึ่งพี่ว่าอาชีพเป็นเกษตรกรเป็นอาชีพที่ตอบโจทย์” พี่ยา กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบและสนใจเกษตรแนวผสมผสาน และอยากเรียนรู้วิธีคิดการปลูกพืชต่างๆ สามารถติดต่อพี่ยา หรือ คุณกัลยา พงสะพัง ได้ที่เบอร์โทร. 086-999-5371 อาชีพเกษตรกรรม หลายคนมองว่าเป็นอาชีพที่ทำแล้วร่ำรวย หลายคนก็บอกอีกว่าอาชีพเกษตรกรรรมไม่ได้ทำแล้วร่ำรวยเท่าอาชีพอื่น แต่ก็สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับครอบครัวได้ สรุปแล้วการทำอาชีพเป็นเกษตรกรจะทำให้ร่ำรวยหรือทำแล้วจนลง ก็คงอยู่ที่ทัศนคติของแต่ละบุคคลไป บางคนทำเพื่อหาความสุข ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก บางคนทำเพื่อเงินตรา สุดแล้วแต่ทางที่เลือกเดิน

คุณชัยวัฒน์ อัมภวา อยู่บ้านเลขที่ 38 หมู่ที่ 3 ตำบลสบป่อง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์รุ่นใหม่ที่เลือกดำเนินอาชีพเกษตรกรรมตามรอยครอบครัว และเลือกเส้นทางการทำเกษตรเพื่อความสุขมานานกว่า 15 ปี ลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ จนค้นพบความสุข ความสำเร็จ และเป็นสิ่งที่รัก เงินตราเป็นสิ่งที่รองลงมา

คุณชัยวัฒน์ เล่าว่า ก่อนที่จะมาทำเกษตรตนได้ทำงานเป็นพนักงานโรงงานอยู่ระยะเวลากว่า 2 ปี จึงรู้ว่างานที่ทำอยู่ไม่ใช่ทางที่ชอบ ทำงานอยู่อีกที่แต่ใจคิดถึงแต่บ้านตลอด จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยน ทำให้ต้องลาออกจากงานแล้วกลับมาบ้าน มาเริ่มทำการเกษตร เพราะโดยพื้นฐานครอบครัวเป็นเกษตรกรอยู่แล้ว ได้มีโอกาสสัมผัสชีวิตเกษตรมาตั้งแต่เด็กๆ จึงเลือกที่จะเดินตามรอยพ่อและพัฒนาที่ทางที่มีอยู่เดิมให้เกิดความเจริญงอกงามยิ่งขึ้น

ใช้พื้นที่ 6 ไร่ ปลูกพืชผสมผสาน
มีพืชผักเมืองหนาว สร้างรายได้หลัก
เจ้าของบอกว่า ปัจจุบันนี้ที่สวนมีพื้นที่ทำการเกษตรอยู่ 6 ไร่ สภาพพื้นที่โดยรอบมีทั้งพื้นที่เนินและที่ลุ่ม มีลักษณะภูมิอากาศที่ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลูกผักอะไรก็ได้ตลอด จะมีช่วงที่ผลัดเปลี่ยนปลายฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝนก็จะมีการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ อากาศเปลี่ยน พายุเข้า ทำให้ไม่สามารถปลูกพืชได้ ลักษณะการจัดสรรพื้นที่ทำการเกษตรจึงต้องทำในรูปแบบผสมผสาน ปลูกข้าวบนพื้นที่เนินน้ำท่วมไม่ถึง ปลูกพืชผักตามฤดูกาล เช่น ถั่วฝักยาว บวบเหลี่ยม แตงกวา พริกขี้หนู และพืชผักเมืองหนาว เช่น บร็อกโคลี่ กะหล่ำดอก ถั่วลันเตา ผักสลัด เป็นตัวสร้างรายได้หลัก ปลูกหมุนเวียนกันเป็นรุ่น รุ่นละ 3 เดือน สลับกันไป

โดยที่สวนมีความโดดเด่นด้านการทำเกษตรธรรมชาติ เน้นการพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด พยายามใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นเป็นหลัก นำมาประยุกต์ใช้ อาศัยปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุด และผลิตพืชตามฤดูกาลไม่ฝืนธรรมชาติก็ถือว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคแมลงหรือโรคพืชต่างๆ ไปได้มาก

ขั้นตอนการปลูกผักเมืองหนาวก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก
สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงในการปลูกผักเมืองหนาว คือ ต้องศึกษาดูสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป การปลูกพืชผักเมืองหนาวมีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งดิน ฟ้า อากาศ และช่วงฤดูกาล เพราะผักเมืองหนาวไม่ชอบฤดูร้อนและฤดูฝนอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไร เพราะทุกสิ่งต้องดำเนินไป ฤดูกาลก็เปลี่ยนผันไปตามธรรมชาติซึ่งข้อนี้อาจจะต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญของผู้ปลูก พยายามเลือกปลูกผักให้เหมาะสมกับฤดูกาล ไม่ต้องฝืนธรรมชาติมากจะได้ไม่ต้องดูแลเรื่องโรคมากมาย
ขั้นตอนการเตรียมดิน อันดับแรกต้องใช้รถไถพรวนดินตีดินบนพื้นที่ต้องการปลูกทั้งหมด แล้วใช้รถยกร่องเตรียมแปลง
วางระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์

ขั้นตอนการปลูกผักเมืองหนาวก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก
สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงในการปลูกผักเมืองหนาว คือ ต้องศึกษาดูสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป การปลูกพืชผักเมืองหนาวมีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งดิน ฟ้า อากาศ และช่วงฤดูกาล เพราะผักเมืองหนาวไม่ชอบฤดูร้อนและฤดูฝนอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไร เพราะทุกสิ่งต้องดำเนินไป ฤดูกาลก็เปลี่ยนผันไปตามธรรมชาติซึ่งข้อนี้อาจจะต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญของผู้ปลูก พยายามเลือกปลูกผักให้เหมาะสมกับฤดูกาล ไม่ต้องฝืนธรรมชาติมากจะได้ไม่ต้องดูแลเรื่องโรคมากมาย
ขั้นตอนการเตรียมดิน อันดับแรกต้องใช้รถไถพรวนดินตีดินบนพื้นที่ต้องการปลูกทั้งหมด แล้วใช้รถยกร่องเตรียมแปลง
วางระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์

หลังจากวางระบบน้ำเสร็จ นำปุ๋ยหมักที่เตรียมไว้ลงไปในพื้นที่เตรียมดิน จากนั้นนำพลาสติกมาคลุมดินทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ โดยดินที่คลุมต้องควบคุมให้มีความชื้นอยู่ อย่าปล่อยให้ดินแห้งจะปลูกไม่ได้ผล
หลังจากคลุมผ้าพลาสติกไว้ครบ 2 สัปดาห์ ให้นำพลาสติกออกแล้วขุดหลุมก่อนลงต้นกล้าปลูก ให้รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักอีก 1 ครั้ง
วิธีการดูแล จะคล้ายกับการปลูกผักทั่วไป ส่วนมากที่สวนปลูกแบบปลอดสารพิษ จะใช้น้ำหมักสูตรต่างๆ ที่ไปเรียนมาจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเกษตรมาประยุกต์ใช้ เช่น น้ำหมักปลา น้ำหมักพืชต่างๆ และใช้สารเร่ง พด. ของกรมพัฒนาที่ดินเป็นหลัก
การรดน้ำทุกวัน แบ่งรดตามช่วงที่ผักแต่ละชนิดต้องการ เพราะพืชผักแต่ละชนิดต้องการน้ำปริมาณและเวลาไม่เท่ากัน จำเป็นต้องแยกโซนปลูกตั้งแต่ทีแรกคือ ตระกูลกะหล่ำ จะปลูกด้วยกัน ตระกูลผักสลัดก็แยกปลูกคนละแปลง
อายุตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ทั้งกะหล่ำดอก บร็อกโคลี่ ใช้เวลา 45 วัน หลังย้ายกล้า ส่วนผักสลัดอยู่ที่ 45-60 วัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์และช่วงฤดูกาลด้วย

รายได้ พืชผักเมืองหนาวถือเป็นพืชที่สร้างรายได้ดี เพราะค่อนข้างมีราคาสูง อย่างบร็อกโคลี่ กิโลกรัมละ 50 บาท กะหล่ำดอก กิโลกรัมละ 40 บาท ถั่วลันเตา กิโลกรัมละ 80 บาท ผักสลัด กิโลกรัมละ 80-150 บาท คิดเป็นรายได้ต่อรุ่นการปลูก อย่างละ 600 ต้น จะมีรายได้ ชนิดละ 20,000-30,000 บาท

การตลาด เพราะผลผลิตที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ จึงไม่มีความกังวลเรื่องตลาด สินค้ามีคุณภาพ ลูกค้าทุกคนที่เคยเข้ามาซื้อที่สวนเป็นอันต้องติดใจทุกราย เคยซื้อไปแล้วกลับมาซื้อซ้ำอีก จนกลายเป็นลูกค้าประจำ เพราะที่แปลงสามารถสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า โดยใช้แนวคิดเกษตรเชิงท่องเที่ยวเพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้ามาสัมผัสเรียนรู้ขั้นตอนการปลูกผัก ตั้งแต่กระบวนการแรกจนถึงกระบวนการสุดท้าย และได้เก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยตัวเอง อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปได้รู้จักกับการทำเกษตรธรรมชาติ และได้รู้จักผลผลิตที่ได้จากแปลงของเรามากขึ้น เมื่อลูกค้ามั่นใจในผลผลิตแล้ว ลูกค้าจะวิ่งหาเราเอง ทั้งมาที่หน้าสวน และสั่งผ่านออนไลน์ ไม่จำเป็นต้องวิ่งหาตลาดให้เสียเวลา ใช้ระบบทำเกษตรแบบมีส่วนร่วมกับลูกค้า ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางการตลาดที่ยั่งยืน

เป็นเกษตรกร แม้ไม่ร่ำรวยที่สุด
แต่ทำให้เป็นคนที่มีความสุขที่สุด
ตั้งแต่การได้เริ่มเข้ามาเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว ก็มีความภาคภูมิใจเกินร้อยกับอาชีพนี้ เพราะเกิดและโตมากับพื้นฐานครอบครัวที่เป็นเกษตรกร ไม่มีอะไรที่น่าอาย กลับภูมิใจด้วยซ้ำ การทำการเกษตรถือเป็นรากฐานที่มั่นคงของประเทศ ถึงแม้ว่าทำแล้วจะไม่ร่ำรวยเหมือนอาชีพอื่น แต่ถ้าถามถึงความสุขที่ได้ดูแลครอบครัว และสุขภาพที่ดีได้กินผักที่ตัวเองปลูก อาชีพเกษตรกรรมก็ถือว่าตอบโจทย์ในด้านของความสุขได้ดีไม่แพ้อาชีพไหนๆ แน่นอน คุณชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจเข้าเยี่ยมชมแปลงผักเมืองหนาว ติดต่อได้ที่เบอร์โทร. 081-032-3356 คุณบรรลือ แสวงผล หรือ ลุงลือ เป็นเจ้าของที่ทำสวนในตำบลบางหลวง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี มีรายได้ที่มั่นคงได้ด้วยการทำเกษตรปลูกผักกาดหอมขายส่งตามท้องตลาดตั้งแต่สมัยยังหนุ่มๆ ปัจจุบัน ได้ทำการเกษตรปลูกพืชผักขายส่งอย่างเต็มตัว

ลุงลือ เล่าว่า การเตรียมดินนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก ผลผลิตจะออกมาดีหรือไม่นั้นก็อยู่ที่การเตรียมการที่จะปลูก ซึ่งพืชผลในแต่ละรอบจะปลูกแตกต่างกันไปตามความต้องการของตลาดหรือลูกค้าที่สั่งเข้ามา การพรวนดินนั้นจะทำให้ดินร่วนซุยทำให้รากของพืชที่เราจะปลูกนั้นเดินได้สะดวก และทำให้พืชผักเจริญเติบโตได้เร็วมากยิ่งขึ้น

เทคนิคในการปลูกพืชผักแต่ละชนิดขณะที่ยังเป็นเมล็ดก็คือ ก่อนนำเมล็ดลงดินคือ หาปุ๋ยอินทรีย์มาทำการรองพื้นก่อน จากนั้นใส่ปูนขาวเพื่อลดกรดในดิน จากนั้นนำฟางมาคลุมหน้าดินและรดน้ำให้ฟางและดินเกิดความชุ่มชื้น หลังจากที่รดน้ำจนฟางกับดินชุ่มได้ที่แล้วขั้นตอนต่อไปคือ หว่านเมล็ดลงที่ต้องเพาะปลูกลงไป สาเหตุที่ต้องใช้ฟางคลุมหน้าดินก่อนเพราะว่าขณะที่โปรยเมล็ดเพาะปลูกลงไปนั้น เมล็ดเพาะปลูกจะได้ไม่ไหลลงข้างๆ

ลุงลือ ยังบอกต่ออีกด้วยว่า ต้นผักกาดหอมเป็นพืชที่ไม่ต้องการแสงมาก เพราะอาจจะทำให้ต้นผักกาดหอมนั้นไหม้จากแสงแดดได้จึงต้องทำการขึงซาแรนสีดำ เพื่อทำให้แสงแดดที่ส่องลงมามีปริมาณแสงที่ลดน้อยลงเพื่อให้เหมาะสมกับต้นผักกาดหอม

อุปกรณ์ที่ต้องจัดเตรียมในการกางซาแรนที่ทำให้แสงแดดลดน้อยเพื่อให้เหมาะสมกับผักกาดหอม มีดังต่อไปนี้ เสาไฟ หรือเสาเข็มที่มีขนาดพอเหมาะ ร่องแปลงผักหนึ่งใช้ประมาณ 13 ต้น หรือแล้วแต่ขนาดร่องแปลงผักของแต่ละพื้นที่ เพราะอาจจะมีขนาดของพื้นที่ที่ไม่เท่ากัน
ลวดสลิงที่ใช้ขึงกับซาแรน ขนาดความยาวขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ สาเหตุที่ต้องใช้ลวดสลิงก็เพราะว่า ลวดสลิงนั้นมีความแข็งแรง ทนทาน และมีความยืดหยุ่นได้ดีไม่เป็นสนิม ทนฝน ทนแสงแดด ทนลมได้เป็นอย่างดี
ซาแรนสีดำ หาซื้อได้ตามร้านที่จำหน่ายอุปกรณ์ช่าง หรือทางออนไลน์ก็มีจำหน่ายด้วยเช่นกัน ขนาดความยาวขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่
เมื่อสอบถามถึงเรื่องราคาของผักกาดหอม ราคาที่จำหน่ายขึ้นอยู่กับตามท้องตลาดด้วยว่า ผักนั้นขาดตลาดมากน้อยแค่ไหน ผักกาดหอมเป็นผักยอดนิยมในการนำไปจัดเป็นชุดเซ็ตผักสลัดที่วางขายทั่วไปตามท้องตลาด การดูแลรักษาต้นผักกาดหอมก็คือ รดน้ำวันละ 2 รอบ เช้ากับบ่าย ซึ่งแหล่งน้ำที่ใช้นั้นมาจากน้ำคลอง ซึ่งน้ำคลองก็เป็นน้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นเดียวกัน

ในด้านการบำรุงหรือการใส่ปุ๋ยนั้น จะใช้เป็นปุ๋ย สูตร 25-7-7 สูตรเร่งต้น เร่งใบ สูตร 16-16-16 สูตรพื้นฐาน สูตร 15-0-0 ทำให้ใบเป็นสีเหลืองสวย เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น

ในการปลูกต้นผักกาดหอม เซ็ตหนึ่งเราจะใส่ปุ๋ย 3 ครั้ง ต่อ 1 รอบการปลูก และเก็บเกี่ยว ราคาผลผลิตต่อ 1 ร่องแปลงในการปลูกจะอยู่ที่ 1,300 กิโลกรัม แต่ละร่องแปลงก็จะปลูกเป็นพืชผักชนิดเดียวกันทั้งหมด เพราะจะง่ายต่อวิธีการดูแล

หลังจากที่ผลผลิตพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวแล้ว จะมีพ่อค้าแม่ค้าคนกลางมารับถึงหน้าสวน ราคาแล้วแต่ช่วงของผักกาดหอม ว่าเป็นที่ต้องการของตลาดมากน้อยเพียงใด ซึ่งในแต่ละปีก็จะมีหมอดินตามที่ชาวเกษตรกรในพื้นที่เรียกกัน มาวัดค่าพีเอช (pH) ของดินว่าเหมาะสมแก่การเพาะปลูกหรือไม่

ลุงลือ ได้บอกเกี่ยวกับปัญหาที่เจอช่วงยุคโควิดระบาดไว้ว่า สวนลุงนั้นก็ได้รับผลกระทบ แต่อาจจะไม่มากเท่าของเกษตรกรทั่วไปมากนัก เพราะช่วงโควิดระบาดก็ถือว่าเป็นช่วงที่คนเริ่มหันกลับมาดูแลตัวเองมากขึ้น รวมไปถึงอาหารการกินด้วยเช่นกัน ผู้คนหันกลับมาทานผักผลไม้กันมากขึ้น นั่นจึงทำให้สวนที่ลุงลือใช้ปลูกผักกาดหอมยังพอสามารถขายได้อยู่เรื่อยๆ รายได้ก็เอาไปเลี้ยงครอบครัวต่อ แต่รายได้ที่เคยได้มาก ตอนนี้ได้เฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 500,000-600,000 บาท ต่อปี

ลุงลือ ยังฝากข้อความถึงลูกค้าทุกท่านว่า อยากให้ช่วยอุดหนุนสินค้าชาวเกษตรกรทุกคน ให้กลับมามีรายได้ที่มั่นคงอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้สามารถดูแลครอบครัวต่อไปได้ในอนาคต หรือถ้าใครสนใจผักกาดหอม (ผักสลัดที่ใช้ตกแต่งจาน) สดๆ ใหม่ๆ ถูกและดี จากสวนคุณบรรลือ แสวงผล ก็ยินดีต้อนรับลูกค้าทุกท่านที่เดินทางมายังภายในแปลงผักของคุณลุง

สำหรับท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับพืชผักสดๆ จากสวน สามารถติดต่อคุณบรรลือ แสวงผล หรือ ลุงลือ ได้ในพื้นที่ตำบลบางหลวง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี และทางเบอร์โทรศัพท์ 081-926-7717

การปลูกผักในเมืองแบบอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือแปลก แต่สำหรับเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ หากคิดจะปลูกผักอินทรีย์เป็นแปลงดูจะเป็นความท้าทายต่อปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อความปลอดภัยและเจออุปสรรคหลายอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องมลพิษทางอากาศ น้ำ ดิน หรือแสงแดด

การเผชิญกับอันตรายรอบด้านจะทำให้ผักที่ปลูกปลอดภัยได้อย่างไร จะไม่ยิ่งซ้ำเติมไปอีกหรือ? สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามจากผู้ที่กำลังตัดสินใจหันมาทานผักที่ปลูกในเมืองแบบที่เรียกว่าปลอดภัย จึงมีคำถามว่า ผักที่ปลูกในเมืองปลอดภัยจริงหรือ

ความจริงแล้วมีหลายวิธี หลายทฤษฎีเพื่อทำให้ผักเหล่านั้นปลอดภัยได้ สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่ว่าคนปลูกผักใส่ใจกับวิธีและกระบวนการอย่างจริงจังมากเท่าไรหรือเพียงแค่สร้างภาพ

การเข้าถึงแหล่งอาหารที่มั่นใจว่าปลอดภัยคือการลงมือปลูกเอง ดูแลเอง อย่างการทำสวนครัว ปลูกพริก มะเขือ หรือผักแบบง่ายๆ ใส่กระถางหรือภาชนะที่หาได้ง่ายสำหรับผู้ที่มีพื้นที่ในบ้านน้อย วิธีนี้เหมาะมากเวลาขัดสนกะทันหัน แต่ถ้าต้องปรุงอาหารในปริมาณมากเห็นจะหนีไม่พ้นตลาดสดแถวบ้านหรือตามซูเปอร์มาร์เก็ต

อยากจะพาไปรู้จักกับแหล่งปลูกผักอินทรีย์กลางกรุงแห่งหนึ่งย่านบางเขน ทำเลที่คนกรุงเทพฯ รู้กันดีว่ามีความวุ่นวายทั้งเรื่องผู้คนพักอาศัย สถานที่ทำงาน การจราจรแออัด แต่ไฉน สวนผักอินทรีย์แห่งนี้จึงสามารถปลูกผักที่ปลอดภัยได้

“เกษตรสุขกลางกรุง ณ.ทุ่งบางเขน” แปลงปลูกผักที่เจ้าของคือ คุณแอน พรมศักดิ์ ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยในทุกกระบวนการผลิต เพราะปลูกไว้ทานเน้นพึ่งพาตนเอง สร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยแนวทางเกษตรอินทรีย์ แล้วอยากส่งต่อความปลอดภัยนี้ให้กับผู้ที่สนใจจึงต่อยอดด้วยการปลูกผักใบเมืองหนาวหลายชนิดขาย

การเข้าสู่วงการปลูกผักปลอดภัยแนวอินทรีย์ของคุณแอนเริ่มต้นที่การเจ็บป่วยของเธอจนต้องไปหาหมอตรวจพบว่ามีขาประจำมาเยือนร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นความดันสูง ไขมัน หรือน้ำตาลในเลือด ต้องเข้ากระบวนการรักษาด้วยการทานยา แต่คุณแอนปฏิเสธวิธีการรักษาที่หมอแนะนำและขอดูแลตัวเองโดยไม่พึ่งยา

คุณแอนปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันด้วยการปรุงอาหารทานเอง เน้นผัก ผลไม้ และปั่นน้ำผักดื่ม อย่างไรก็ตาม ผักที่นำมาใช้หากซื้อจากตลาดเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยจึงหันมาปลูกผักเองเพื่อนำมาปรุงอาหารหรือทานสด แล้วยังปั่นดื่มด้วย และนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำสวนผักแห่งนี้

ข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ทำให้ต้องปลูกผักใส่ในกระถางตั้งไว้หน้าบ้านที่เป็นทาวน์เฮ้าส์เท่านั้น ปลูกหลายอย่างจนเต็มพื้นที่และคิดอยากจะขยายแต่ทำไม่ได้กระทั่งมาเจอที่ดินผืนปัจจุบันนี้ที่มีบริเวณกว้างเห็นว่าเหมาะและถูกใจมากจึงขอเช่าแล้วมาปลูกเป็นกระท่อมพักอาศัยขนาดเล็ก เน้นใช้ชีวิตแบบสมถะเพราะถือเป็น “โซนเติมสุข” ให้กับครอบครัวโดยปลูกผักสวนครัวบริเวณด้านหน้ากระท่อม อย่างถั่ว แตงกวา มะเขือ ฯลฯ แต่ละชนิดจำนวนไม่กี่ต้นตามความเหมาะสมและขนาดของพื้นที่เพราะเน้นบริโภคเอง

การได้พื้นที่มาเพิ่มแล้วขยายจำนวนผักที่ปลูกดูเหมือนง่าย pezmalo.com แต่แท้จริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมีปัญหาในทางปฏิบัติมากมาย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คุณแอนเสาะหาความรู้และข้อมูลการปลูกผักอินทรีย์อย่างถูกวิธี ทั้งในเรื่องการปรุงดิน การทำปุ๋ยหมัก น้ำหมัก รวมถึงการสร้างระบบนิเวศให้มีความสมบูรณ์ จนในที่สุดพบว่าสามารถปลูกผักปลอดสารโดยใช้ทฤษฎีเกษตรแบบอินทรีย์ได้ การประสบความสำเร็จทำให้คุณแอนใช้แนวทางเดียวกันปลูกผักใบเมืองหนาวหรือผักสลัด ไม่ว่าจะเป็นกรีนคอส เบบี้คอส เรดโอ๊ค กรีนโอ๊ค บัตเตอร์เฮด และฟินเล่ย์ เพื่อขายให้กับคนที่สนใจบริโภคผักอินทรีย์

พื้นที่จำนวน 3 งานจัดเป็นโซนปลูกผัก 2 โซน คือปลูกในบริเวณที่พักอาศัยเป็นผักสวนครัวและผักอื่น และโซนที่สอง เป็นแปลงผักสลัดสำหรับไว้ขาย บริเวณโดยรอบขุดเป็นร่องคูล้อมรอบสวนผัก เพื่อใช้น้ำสำหรับรดผัก เลี้ยงปลา อย่างปลานิล ปลาหมอ ปลาแรด ปลูกบัวเพื่อบำบัดน้ำ เลี้ยงเป็ด ไก่ไว้ทานไข่ จุดประสงค์ของกิจกรรมเหล่านี้เพื่อสร้างระบบนิเวศให้มีความสมดุล

คุณแอน บอกว่า การปลูกผักสลัดแบบโรงเรือนยกพื้นเล็กน้อย โครงสร้างโรงเรือนใช้วัสดุง่ายๆ ที่หาได้ในพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมาย โรงเรือนแต่ละหลังมีขนาดไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการจัดวาง โดยจัดระบบวางแผนปลูกผักที่คนกรุงนิยมทานเพื่อสนับสนุนให้คนทานผักกันมากขึ้น บริหารจัดการปลูกโดยสลับเปลี่ยนชนิดผักในทุกสัปดาห์ พร้อมกับหยุดปลูกแปลงเดิมเพื่อพักหน้าดิน

ขั้นตอนและกระบวนการปลูกผัดสลัดอินทรีย์เริ่มจากเพาะต้นกล้าในถาดก่อน ใช้เวลาเพาะต้นกล้าประมาณ 18-20 วัน จึงย้ายลงปลูกในโรงเรือน ระยะปลูก 18-20 เซนติเมตร ใช้ดินปลูกที่ปรุงเองจากวัสดุปลูกตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแกลบ ขุยมะพร้าว มูลวัว และหน้าดิน ให้หมักร่วมกันไม่น้อยกว่า 30 วัน ผลดีของการใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมัก จะช่วยทำให้ผักมีคุณภาพดี แข็งแรง ทนทานต่อโรค ใบใหญ่และหนา มีรสหวานไม่ขม มีอายุเก็บได้เพิ่มขึ้น

นอกจากหมักปุ๋ยเองแล้ว ยังทำน้ำหมักจากปลาและนม กับปุ๋ยหมักด้วย รดน้ำ 1-2 รอบต่อวัน แต่ถ้ามีอากาศร้อนอาจเพิ่มรอบ น้ำที่ใช้เป็นน้ำฝนจากบ่อที่ขุด และไม่มีน้ำเสียจากแหล่งอื่นไหลมาปน เป็นระบบสปริงเกลอร์และสายยาง รวมเวลาปลูกตั้งแต่เพาะต้นกล้ากระทั่งเก็บผลผลิตใช้เวลาประมาณ 45-50 วัน

คุณแอน มองว่า แม้จะปลูกผักในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยน้ำเสีย ฝุ่นละอองเป็นพิษ แต่สวนผักของเธอมีความปลอดภัยเพราะให้ความสำคัญกับการปลูกแบบอินทรีย์ด้วยการใช้ดินจากส่วนผสมของธรรมชาติ รดด้วยน้ำที่ถูกบำบัดให้สะอาดจากพืช ดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคและศัตรูพืช พร้อมกับใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อป้องกันและกำจัด จึงมีความมั่นใจว่าผักทุกชนิดมีความปลอดภัยต่อสุขภาพ

คุณแอนขายผักให้กับลูกค้าหลายกลุ่ม ทั้งคนทำงานที่ต้องการทานผักปลอดภัยเพื่อสุขภาพ แม่บ้าน คนเกษียณ ผู้สูงวัย ที่สำคัญมีขาประจำเป็นกลุ่มผู้ป่วยเป็นมะเร็ง ลูกค้าเหล่านี้จะมาดูแปลงปลูกผักด้วยตัวเองเพื่อให้มั่นใจก่อนตัดสินใจซื้อ โดยต้องสั่งออร์เดอร์ล่วงหน้าเท่านั้น ไม่มีขายขาจร กำหนดราคาขายกิโลกรัมละ 180 บาท บรรจุใส่ถุงขนาด 500 กรัม ราคา 90 บาท เป็นชุดเซ็ตผักรวม