การดูแลรดน้ำ ดูที่องค์ประกอบความชื้นของดินเป็นหลัก

หากช่วงไหนสภาพอากาศปกติจะรดน้ำแบบวันเว้นวัน แต่ถ้าหากช่วงไหนแดดร้อนจัดช่วงนั้นก็ให้รดน้ำทุกวัน ผ่านระบบรดน้ำสปริงเกลอร์ และช่วงเวลาการให้น้ำที่ดีที่สุดคือช่วงเช้าถึงช่วงสายไม่เกิน 11 โมง เพราะเป็นช่วงเวลาที่พืชกำลังสังเคราะห์แสง ใช้เวลาในการรดน้ำต่อครั้งประมาณ 15-20 นาที

การบำรุงใส่ปุ๋ย ทุกๆ 10 วัน โดยจะมีการปรับสูตรปุ๋ยไปตามช่วงอายุที่พืชต้องการธาตุอาหารไม่เหมือนกัน ใส่ในปริมาณไม่มาก เน้นการใส่บ่อยๆ ให้พืชค่อยๆ ดูดซึมปุ๋ยไปเรื่อยๆ ในช่วงแรกเริ่มจากการใส่ปริมาณ 1/2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นจะค่อยๆ เพิ่มปริมาณการใส่ตามการเจริญเติบโต คือเมื่อต้นเริ่มให้ผลผลิตจะใส่เพิ่มขึ้นเป็น 1 กำมือ และใส่เพิ่มขึ้นอีกเป็น 2 กำมือ ในระยะที่เริ่มให้ผลผลิตดก เพื่อให้มีสารอาหารเพียงพอไปหล่อเลี้ยงลูก จึงต้องมีการเพิ่มปริมาณปุ๋ยลงไปเพื่อให้ผลผลิตออกมาสมบูรณ์ ลูกไม่แคระแกร็น

“การใส่ปุ๋ย ในช่วงเดือนแรกจะเน้นใส่ปุ๋ยสูตรที่ตัวหน้าสูงๆ เช่น 25-7-7, 18-4-5 พอหลังจาก 1 เดือนไปแล้ว จะเปลี่ยนสูตรปุ๋ยเป็นสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 จากนั้นอีกประมาณเดือนครึ่งจะเปลี่ยนให้สูตรใหม่เป็นสูตร 13-13-21 เพื่อบำรุงตาดอก เพราะเป็นช่วงที่ดอกกำลังสมบูรณ์ เริ่มติดผล และเมื่อต้นสมบูรณ์จากนั้นประมาณ 2-3 เดือน ก็ต้องมาดูอีกทีว่าต้นสมบูรณ์แข็งแรงไหม ถ้าแข็งแรงเราก็ใส่ปุ๋ยเร่งดอกนิดหนึ่งคือสูตร 8-24-24 2 เดือนใส่ครั้ง แล้วก็กลับมาใส่สูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ต่อเนื่องทุก 10 วัน เหมือนเดิม”

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง ศัตรูสำคัญของการปลูกมะละกอคือ เพลี้ยแป้ง ที่มักจะระบาดในช่วงที่อากาศร้อน และยิ่งถ้าในช่วงไหนอากาศร้อนมากๆ อาจส่งผลทำให้ดอกเพี้ยน มีผลต่อปริมาณผลผลิตที่น้อยลง ที่สวนจะมีวิธีการแก้ปัญหาด้วยการใช้โดรนพ่นน้ำเพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศ และปัญหาของเชื้อราที่จะเกิดในช่วงหน้าฝน จะป้องกันด้วยการฉีดพ่นสารป้องกันเชื้อราตามอาการที่เกิดขึ้น

การเก็บเกี่ยวผลผลิต เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือนที่ 7 แตกต่างจากการปลูกมะละกอทั่วไปที่ต้องใช้เวลาถึง 9 เดือนถึงเก็บผลผลิตได้ ปลูกครั้งเดียวเก็บผลผลิตได้นาน 2-3 ปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการจัดการดูแลเป็นองค์ประกอบ หากมีการดูแลจัดการดีผลผลิตจะเก็บเกี่ยวได้นานและเก็บเกี่ยวได้ต่อเนื่อง โดยการเก็บผลผลผลิตของที่สวนจะเก็บอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ปริมาณผลผลิตในช่วงแรกจะยังไม่มาก แต่เมื่ออายุต้นมากขึ้นผลผลิตจะเพิ่มขึ้นตาม

“ตอนนี้ผลผลิตที่ปลูกรุ่นแรกประมาณปีกว่า ปลูกจำนวน 100 ต้น เก็บผลผลิตได้ประมาณ 250-300 กิโลกรัมต่อ 100 ต้น เฉลี่ยน้ำหนักต่อผล 7-8 ขีด ถือเป็นไซซ์ที่กำลังพอดี ตลาดกำลังต้องการ ขายได้ราคาดี ตอนนี้ขายส่งในกิโลกรัมละ 30 บาท ส่วนขายออนไลน์มีราคาตั้งแต่ 40-70 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า”

การตลาดกำลังไปได้สวย ผลผลิตไม่พอขาย
ถามถึงตลาดของมะละกอเรดเลดี้ตอนนี้เป็นอย่างไร คุณเฉลียว บอกว่า ตลาดยังสดใส และถือว่าเป็นผลไม้อันดับต้นๆ ที่ทำรายได้ของสวน โดยปัจจุบันตลาดส่งมะละกอของที่สวนหลักๆ คือ 1. ตลาดส่งประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ 2. พ่อค้าแม่ค้าประจำที่ และ 3. ตลาดออนไลน์ โดยที่สวนจะมีเทคนิคการขนส่งสินค้าที่ไม่ให้ผลผลิตช้ำหรือเสียหาย ด้วยการเลือกเก็บมะละกอที่ผิวมีแต้มสีเหลืองปรากฏอยู่บนผล หรือเรียกว่ามะละกอ 3 แต้ม จะไม่มีปัญหาเรื่องของการช้ำ แล้วจะใส่ตาข่ายโฟมกันกระแทกอีกชั้น ซึ่งการจะใช้เวลาในการขนส่งถึงปลายทางภายใน 3 วัน เมื่อถึงมือผู้บริโภคผลผลิตจะสุกพร้อมกินกำลังดี และผลจากการตั้งใจปลูกและดูแลมะละกอเหมือนลูก ยิ่งทำให้ผลผลิตของที่สวนเป็นที่ต้องการของลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น ทั้งลูกค้าทางภาคเหนือและภาคอีสาน จากการบอกต่อปากต่อปาก เพราะปกติคนภาคเหนือและภาคอีสานจะไม่นิยมกินมะละกอเรดเลดี้ แต่ด้วยคุณภาพของผลผลิตที่เป็นตัวการันตีตัวเองอยู่แล้ว ส่งผลให้ตอนนี้มีผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

หากคิดเป็นรายได้ต่ออาทิตย์อยู่ที่ประมาณ 6,000-7,000 บาท เมื่อเทียบกับต้นทุนการดูแลจัดการที่ไม่มีอะไรมาก เพราะการปลูกมะละกอจะใช้เงินลงทุนเยอะในช่วงแรก หากตัดค่าต้นพันธุ์ไป เหลือแต่ค่าปุ๋ย ค่าน้ำ คิดเป็นต้นทุนเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ค่าแรงงานไม่ต้องเสีย ดูแลกันเอง 2 คน กับภรรยา เพราะในช่วงเริ่มต้นปลูกได้วางแผนไว้แล้วว่าจะเน้นปลูกในจำนวนที่สามารถดูแลกันไหว เนื่องจากการปลูกมะละกอเป็นงานที่ละเอียด หลักๆ ที่ต้องดูแลคือการกำจัดวัชพืชเพราะเรารดน้ำใส่ปุ๋ยบ่อย วัชพืชจะขึ้นเร็ว เพราะฉะนั้นต้องขยันตัดไม่งั้นวัชพืชจะมาแย่งอาหารของมะละกอ และต้องขยันตัดแต่งผล ไม่ให้ติดผลมากเกินไป จะทำให้มะละกอลูกผลเล็ก ขนาดไม่ได้มาตรฐาน คุณเฉลี่ยว กล่าวทิ้งท้าย

เพิ่มความมั่นคงผ่านงานที่ตนเองรัก Young Smart Farmer ชาวชุมพร ทิ้งเมืองกรุงหันมาปลูกและทำตลาดฝรั่งกิมจู เกรดพรีเมี่ยม ภายใต้มาตรฐานคุณภาพ “หวาน กรอบ พร้อมส่งจากสวน” จนได้รับเสียงการันตีถึงรสชาติความอร่อยจากลูกค้าทั้งภายในท้องถิ่นและระดับจังหวัดเป็นอย่างดี

คุณธีรยุทธ์ นิจวัฒน์ (คุณแน็ค) เกษตรกรปลูกฝรั่งกิมจู อาศัยอยู่ที่บ้านทุ่งคา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร นับเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นสร้างอนาคตของตนเองด้วยแนวทางเกษตร ผ่านการสั่งสมความรู้ที่ได้บ่มเพาะมาแต่ครั้งอดีต ด้วยครอบครัวมีการทำสวนผลไม้และปาล์มน้ำมัน จึงถือเป็นภาพจำและแรงผลักดันให้ผันตัวจากอาชีพพนักงานเงินเดือนในกรุงเทพฯ กลับคืนสู่ถิ่นเกิด สร้างสวนผลไม้ในรูปแบบสวนผสมผสาน (สวนสมรม) ตามภาษาถิ่นในภาคใต้ เพื่อให้มีผลไม้ออกจำหน่ายสู่ตลาดอยู่ตลอดปี อีกทั้งยังชูจุดเด่นด้วยแปลงปลูกฝรั่งกิมจูผลสวยที่เผยโฉมอวดสู่สายตาผู้มาเยือนให้ได้ลิ้มลองรสชาติหวาน กรอบ และแวะเวียนกลับมาอุดหนุนกันอีกครั้ง

คุณธีรยุทธ์ เล่าว่า ก่อนหน้าที่จะเริ่มต้นอาชีพเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัวนั้น ตนเองได้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากคณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาการจัดการทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ประมาณปี พ.ศ. 2553 เมื่อจบการศึกษาแล้วจึงได้ประกอบอาชีพผู้จัดการร้านอาหารแห่งหนึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นพนักงานประจำอยู่ประมาณ 2 ปี เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับสายงานบริการ ซึ่งไม่ตอบโจทย์กับเป้าหมายในชีวิต ผนวกกับช่วงเวลาที่ผ่านมาได้สัมผัสกับการทำเกษตรมาโดยตลอด จึงตกผลึกความคิดลาออกจากงานประจำ กลับมาเริ่มใช้ชีวิตในแนวทางเกษตรกรอย่างจริงจังที่จังหวัดชุมพร ในปี พ.ศ. 2556

โดยที่ดินแปลงที่ใช้ทำการเกษตรอยู่ในปัจจุบันนั้น มีเนื้อที่อยู่ประมาณ 30 ไร่ เป็นที่ดินสวนกาแฟเก่า ในภายหลังได้มีการปรับเปลี่ยนมาปลูกปาล์ม ทุเรียน เงาะ และมังคุด เมื่อตนเองกลับมาก็ได้เลือกปลูกกล้วยหอมส่งออกเสริมเข้าไปอีก ซึ่งในขณะนั้นมีการใช้มูลไก่ใส่บำรุงต้นกล้วยเป็นจำนวนมาก จึงมีแนวคิดอยากเลี้ยงไก่ไข่เพื่อนำมูลไก่มาใส่ไม้ผลภายในสวน โดยได้ตัดสินใจลงทุนสร้างโรงเรือนสำหรับเลี้ยงไก่ไข่ ประมาณ 1,000 ตัว ด้วยงบประมาณ 500,000 บาท เลี้ยงอยู่ประมาณ 1 ปี แล้วรู้สึกว่าต้องใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการดูแลฟาร์มไก่มากเกินไป เนื่องจากไม่ได้จ้างลูกน้อง เพราะไม่คุ้มกับรายจ่าย จึงเลิกทำฟาร์มไก่กลับมาเน้นทำสวนผลไม้เพียงอย่างเดียว

กอปรกับในช่วงระยะนั้นมีความสนใจในการปลูกฝรั่งกิมจู เนื่องจากฝรั่งกิมจูเป็นไม้ผลที่มีระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวที่สั้น ตลาดมีความต้องการสูง สภาพพื้นที่ปลูกมีความเหมาะสม ตอบโจทย์ต่อการเป็นผลไม้ทางเลือกสำหรับผู้ดูแลสุขภาพ จึงได้เดินทางไปศึกษาดูงานจากสวนฝรั่งกิมจูวราภรณ์ ตำบลเกษตรพัฒนา อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมกับศึกษาองค์ความรู้ในการปลูกฝรั่งกิมจูจากแหล่งอื่นและสั่งกิ่งพันธุ์จากแหล่งจำหน่ายในจังหวัดพิจิตร เพื่อปลูกในระยะแรก 100 กิ่ง บนพื้นที่ปลูกประมาณ 1 ไร่ ก่อนที่ปัจจุบันจะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 3 ไร่ พร้อมปลูกไม้ผลชนิดอื่นที่เกื้อกูลกันร่วมด้วย

ปลูกฝรั่งกิมจู เตรียมแปลงอย่างไร
ภายใต้สภาพทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดชุมพรที่อยู่ในเขตพื้นที่ร้อนชื้นและมีฝนตกชุกในฤดูมรสุมจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะปลูกไม้ผล โดยเฉพาะ ฝรั่งกิมจู แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากสภาพอากาศแล้ว สภาพของดินในแปลงปลูกเองก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คุณธีรยุทธ์เลือกที่จะใช้สารปรับสภาพดิน (โดโลไมท์) เพื่อช่วยแก้ปัญหาดินเป็นกรดและเพิ่มธาตุอาหารภายในดินด้วยมูลไก่ เพื่อให้คุณภาพของดินมีความเหมาะสมต่อการปลูกฝรั่งกิมจูมากที่สุด

คุณธีรยุทธ์ กล่าวว่า “การเตรียมแปลงปลูกฝรั่งกิมจู จะใช้รถไถเข้ามาไถพรวนดินด้วยจาน 3 แล้วไถพรวนกลับอีกครั้งด้วยจาน 7 เพื่อให้ดินร่วนซุย พร้อมกับโรยโดโลไมท์บริเวณหลุมปลูก รวมถึงพื้นที่รอบหลุม ส่วนสาเหตุที่ต้องใช้นั้นก็เพราะดินบริเวณนี้มีความเป็นกรด และมีลักษณะเป็นดินเหนียวจึงต้องมีการปรับสภาพดิน เสริมด้วยการขุดร่องน้ำ (ชักร่อง) ในลักษณะเป็นแนวยาวขนานไปกับแปลงปลูกในระยะห่างระหว่างร่อง ประมาณ 3 เมตร ส่วนระยะปลูกจะไม่เน้นปลูกให้ชิดกันจนเกินไป โดยระยะปลูกที่เหมาะสมควรอยู่ในระหว่าง 2×3 เมตร

เมื่อขุดหลุมปลูกและโรยโดโลไมท์เสร็จสิ้นแล้ว จะต้องรองก้นหลุมก่อนปลูกเพื่อช่วยเพิ่มธาตุอาหาร โดยนำมูลไก่เข้ามาใช้ร่วมกับปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15 ในอัตราส่วน อย่างละ 1 กำมือ ส่วนสาเหตุที่ไม่ใส่ปุ๋ยมากนั้นก็เพราะรากของต้นฝรั่งกิมจูยังคงมีความอ่อนแออยู่ หากใช้ปุ๋ยรองก้นหลุมในอัตราส่วนที่เข้มจนเกินไป ก็อาจเสี่ยงต่อการยืนต้นตายได้ ภายหลังจากรองก้นหลุมแล้วก็สามารถที่จะนำต้นฝรั่งกิมจูลงปลูกได้ในทันที

ส่วนการให้น้ำนั้น ที่สวนแห่งนี้จะใช้ระบบสปริงเกลอร์ อาศัยเครื่องยนต์สูบน้ำจากแหล่งน้ำภายในสวนมายังท่อเมนหลัก ขนาด 3 นิ้ว ไปยังแปลงปลูกฝรั่งกิมจูที่ได้รับการติดตั้งหัวสปริงเกลอร์แบบสายฝน จำนวน 1 หัว ต่อฝรั่งกิมจู 2 ต้น ซึ่งในช่วงแรกปลูกควรให้น้ำระยะ 2 วัน ต่อ 1 ครั้ง เพื่อให้ต้นฝรั่งกิมจูมีความสดชื่นอยู่เสมอ จากนั้นเมื่อต้นฝรั่งเจริญเติบโตขึ้นจึงปรับเปลี่ยนมาให้น้ำ 3 วัน ต่อครั้ง หรือให้ตามสภาพอากาศได้เช่นกัน

ทางด้านแมลงศัตรูพืช จะเริ่มมีเข้ามารบกวนในช่วงที่ต้นฝรั่งกิมจูเริ่มแตกใบอ่อน ซึ่งจะใช้วิธีการป้องกันด้วยการฉีดยาฆ่าแมลง เชฟวิน 85 (สารคาร์บาริล) ใช้ฉีดพ่นในทุกๆ 15 วัน ผสานกับการสังเกตไปที่กิ่งของฝรั่งกิมจูจะเริ่มมีการแตกแขนงออกมาให้เห็น ให้เริ่มตัดแต่งกิ่งแขนงเพื่อให้ทรงพุ่มอยู่ในลักษณะที่โปร่งและมีแสงแดดส่องถึง สำหรับการแต่งกิ่งนี้เกษตรกรสามารถที่จะทำได้อยู่ตลอดไม่ต้องยกเว้นในระยะติดผล เนื่องจากตามธรรมชาติของต้นฝรั่งมักมีการแตกแขนงตามทรงพุ่มอยู่ตลอด จะต้องแต่งกิ่งไม่ให้ชิดกันจนเกินไป ควรเว้นระยะให้ห่างกัน อย่าให้ทรงพุ่มแน่น เพราะจะทำให้กำจัดแมลงโดยเฉพาะเพลี้ยแป้งได้ยาก

เมื่อตัดแต่งกิ่งแล้วก็ต้องใส่ปุ๋ยบำรุงต้น ด้วยสูตรเสมอ 15-15-15 เดือนละ 1 ครั้ง ในอัตราส่วนครั้งละประมาณ 1 กำมือ ทั้งนี้ก่อนหน้าที่จะใส่ปุ๋ยจะต้องพรวนดินให้ร่วนซุยควบคู่กันไปด้วย สำหรับปุ๋ยบำรุงต้นจะมีการใส่ให้อยู่โดยตลอด จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงเดือนที่ 6 ฝรั่งกิมจูบางต้นที่มีความสมบูรณ์ก็สามารถจะไว้ดอกเพื่อให้ติดผลได้ แต่ที่สวนแห่งนี้จะเน้นบำรุงต้นเพื่อเร่งผลในช่วงเดือนที่ 9 เนื่องจากถือเป็นช่วงที่ต้นฝรั่งกิมจูมีความสมบูรณ์มากที่สุด”

“เด็ดดอก” เพิ่มความสมบูรณ์ให้ฝรั่งกิมจู
นอกจากการตัดแต่งกิ่งไม่ให้แน่นจนเกินไปเพื่อป้องกันแมลงแล้ว การเด็ดดอกก็เป็นอีกกรรมวิธีหนึ่งที่คุณธีรยุทธ์ได้นำเข้ามาปรับใช้เพื่อให้ลำต้นมีการเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากหากไม่เด็ดดอกฝรั่งออกจากกิ่ง สารอาหารที่ใส่เติมเข้าไปจะถูกนำไปเลี้ยงบำรุงดอกเพื่อติดลูก แทนที่จะนำไปบำรุงลำต้น

“สำหรับดอกของต้นฝรั่งจะมีการติดดอกให้เห็นมาตั้งแต่ช่วงที่นำลงปลูกในระยะแรก ซึ่งเกษตรกรควรที่จะเด็ดออกอยู่เสมอ ภายหลังจากเด็ดดอกออกแล้ว ลำต้นจะมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และมีการแตกกิ่งแขนงที่สวยงาม ยกเว้นในกรณีที่พบว่าลำต้นมีความสมบูรณ์พร้อมดีแล้วก็สามารถที่จะเลือกเก็บดอกไว้เพื่อติดลูกได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ปลูก อย่างไรก็ตาม การเริ่มไว้ดอกเพื่อเอาลูกควรอยู่ในช่วงเดือนที่ 8-9 จะถือเป็นช่วงที่ลำต้นมีความสมบูรณ์

เมื่อต้นฝรั่งกิมจูมีอายุเข้าสู่ช่วงเดือนที่ 9 และทยอยออกดอกจะต้องปล่อยดอกเอาไว้จนกระทั่งติดลูกที่มีขนาดผลเท่าหัวแม่มือจึงเริ่มแต่งลูก สาเหตุก็เพราะดอกฝรั่งที่ออกมาใน 1 ต้น มีจำนวนมากต้องเลือกแต่งเอาผลที่ไม่สมบูรณ์ออก คงเหลือไว้แต่ผลที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดเท่านั้น ผ่านกรรมวิธีคัดจากผลฝรั่ง 1 ช่อ ซึ่งมีประมาณ 3 ลูก ลูกที่สมบูรณ์จะอยู่ตรงกึ่งกลางและมีลูกเสริมอยู่ด้านข้าง จะต้องเด็ดลูกเสริมด้านข้างออกทั้งหมด คงเหลือแต่ลูกตรงกลางเอาไว้เท่านั้น

สอดคล้องกับการเด็ดหัวเกสรที่อยู่บริเวณติดกับกิ่งออก เพราะเป็นตัวดึงดูดเพลี้ยและแมลง ทำให้ผลฝรั่งไม่สวย ภายหลังจากแต่งลูกและเด็ดเกสรออกแล้ว จะต้องฉีดพ่นยาฆ่าแมลง (สตาร์เกิล) อีกครั้งหนึ่ง เพื่อป้องกันเพลี้ยแป้งมากัดกินผลฝรั่ง ทำให้จำหน่ายไม่ได้ราคา เมื่อฉีดพ่นแล้วเสร็จก็สามารถที่จะห่อผลต่อได้ทันที

สำหรับเทคนิคการห่อผลฝรั่งนั้น จะใช้ถุงพลาสติกห่อคลุมผลฝรั่ง 1 ชั้น เจาะรูเพื่อระบายน้ำไม่ให้ผลมีการควบแน่น และป้องกันผลเน่า ก่อนที่จะห่อทับอีกชั้นหนึ่งด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์พับให้มีลักษณะเป็นกรวยแล้วใช้ห่อครอบลงมาเพื่อกันแสง เนื่องจากเมื่อมีแสงแดดส่องเข้ามากระทบจะทำให้ภายในถุงพลาสติกเกิดการควบแน่นมีไอน้ำ และส่งผลให้ผิวของผลฝรั่งมีลักษณะเหลืองไหม้ หรือเน่าได้นั่นเอง

เผยเคล็ดลับ สร้างรสชาติ หวาน กรอบ
ภายหลังจากการห่อผลฝรั่งกิมจูเสร็จสิ้น ก็สามารถที่จะเริ่มบำรุงลูกได้ทันที คุณธีรยุทธ์จะมีการนำปุ๋ยเคมี สูตร 14-14-21 และเทคนิคพิเศษใช้ปุ๋ยมูลค้างคาวเข้ามาเสริมเพื่อช่วยให้ผลฝรั่งกิมจูที่ต้องการตัดจำหน่ายนั้นมีรสชาติ หวาน กรอบ อร่อยเป็นที่ถูกปากผู้ซื้อ

“สำหรับเทคนิคบำรุงผลฝรั่งกิมจูให้มีรสชาติหวาน กรอบ ถูกใจลูกค้านั้น ที่นี่จะมีเคล็ดลับเฉพาะตัวในการนำปุ๋ยมูลค้างคาว (ปุ๋ยอินทรีย์) เข้ามาเสริมและปรับใช้ในช่วงเดือนที่ 9 หรือช่วงไว้ลูก โดยใช้ปุ๋ยมูลค้างคาวใส่ 15 วัน ต่อครั้ง ในอัตราส่วน ครั้งละ 1 กำมือ ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มห่อไปจนกว่าเก็บเกี่ยว ซึ่งจะกินระยะเวลาอยู่ประมาณ 2 เดือน สลับกับการใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 14-14-21 ในอัตราส่วน ครั้งละ 1 กำมือ ใส่สลับกันในทุกๆ 15 วัน รวมแล้วจะใส่ปุ๋ยในช่วงไว้ลูกทั้งหมด 4 ครั้ง นั่นเอง

โดยในช่วง 2 เดือน ที่ไว้ลูกก็ยังคงมีการฉีดพ่นยาฆ่าแมลง (สตาร์เกิล) เพื่อป้องกันและกำจัดไรแดงที่จะมากัดกินยอด รวมไปถึงฉีดสารคาร์บาริล (เชฟวิน 85) บริเวณทรงพุ่มเพื่อป้องกันมดกัดกินอยู่ตลอด ผสาน

กับการใช้วิธีสังเกตใบของต้นฝรั่งกิมจู หากพบแมลงชนิดใดรบกวนก็ให้เลือกฉีดยากำจัดแมลงชนิดนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะตัดผลฝรั่งกิมจู ประมาณ 20 วัน จะงดเว้นการฉีดยาฆ่าแมลง เนื่องจากคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้บริโภค ซึ่งจะต้องไม่ได้รับสารตกค้างใดๆ จากยาฆ่าแมลงที่มีการฉีดเข้าไป อีกทั้งในช่วงก่อนใกล้ครบกำหนดตัดผลออกจำหน่ายนั้น ตัวเจ้าของสวนเองก็จะต้องชิมผลฝรั่งกิมจู เพื่อให้ทราบว่าฝรั่งที่กำลังจะตัดมีรสชาติเป็นอย่างไร สุกแก่เหมาะสมต่อการตัดจำหน่ายส่งลูกค้าได้หรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเพื่อรักษาคุณภาพแล้วจึงค่อยตัดส่งลูกค้าอีกทีหนึ่ง

ภายหลังจากไว้ลูกในเดือนที่ 9 และเข้าสู่ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต ให้สังเกตไปที่ผลของฝรั่งกิมจูเริ่มมีความแตกต่างออกมาอย่างเด่นชัด ทั้งสีผิวที่เปลี่ยนไปจากเดิม สีเขียวก็จะมีสีขาวแต้มมาให้เห็น ด้านล่างของผลจะมีลักษณะกลมแป้นมากขึ้น หากพบก็สามารถที่จะตัดเก็บได้ทันที ส่วนน้ำหนักโดยเฉลี่ยต่อผล จะอยู่ที่ 3 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม ส่วนสาเหตุที่ต้องทำให้ได้น้ำหนักประมาณนี้ก็เพราะว่าฝรั่งกิมจูที่มีขนาดผลใหญ่จะไม่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ในทางกลับกันหากอยู่ในขนาดกลางพอดี ผลไม่ใหญ่จนเกินไป จะสร้างแรงดึงดูดใจต่อผู้ซื้อได้มาก

ตัดสด พร้อมส่ง จากสวน
นอกจากการรักษาคุณภาพของผลผลิตให้เป็นที่ถูกใจผู้ซื้อ การสร้างช่องทางจัดจำหน่ายเพื่อไว้คอยรองรับต่อผลผลิตซึ่งมีออกมาอยู่โดยตลอดก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คุณธีรยุทธ์เลือกที่จะทำการตลาดในช่องทางออนไลน์เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ายุคใหม่ที่ชื่นชอบความรวดเร็วและสะดวกในการสั่งซื้อ พร้อมชูจุดเด่นด้วยผลฝรั่งกิมจูที่ตัดสดจากสวนส่งไวทันใจ

“สำหรับผลฝรั่งกิมจูที่ตัดจำหน่ายในแต่ละครั้ง จะตัดเท่าจำนวนที่ลูกค้าสั่งผ่านช่องทางออนไลน์จากเฟซบุ๊กTeerayut Nijjawat หรือเพจสวนฝรั่งกิมจูชุมพร (สวนคุณแน็ค) ซึ่งจะมีคำสั่งซื้อเข้ามาอยู่ตลอด รวมไปถึงส่งเข้าไปจำหน่ายยังหน่วยงานภายในจังหวัดชุมพร ทั้งศูนย์ราชการ และโรงเรียนต่างๆ อีกทั้งยังมีการนำฝรั่งกิมจูไปจำหน่ายด้วยตนเองยังตลาดนัดภายในชุมชน ในคราวละไม่ต่ำกว่า 50 กิโลกรัม หรือพูดในอีกแง่หนึ่งคือ ลูกค้าหลักๆ ส่วนใหญ่ที่สั่งซื้อเข้ามามักจะเป็นการพูดปากต่อปากถึงคุณภาพของฝรั่งกิมจูที่ตัดสดจากสวนแห่งนี้ ซึ่งจะมีการโพสต์ในเพจ เพื่อแจ้งให้ลูกค้าได้ทราบถึงข้อมูลและช่วงเวลาที่สามารถตัดเพื่อจัดส่งให้ลูกค้าได้

นอกจากนี้แล้ว การรักษามาตรฐานในการผลิตก็นับเป็นส่วนผสมแห่งความสำเร็จที่ช่วยให้สามารถมัดตรึงใจลูกค้าเอาไว้ได้ โดยเฉพาะการเน้นไปที่ความสด สะอาด ปลอดภัย ตัดเก็บผลสดนำไปส่งขายได้ทันที พร้อมด้วยรสชาติของผลฝรั่งกิมจูที่นับว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หวาน กรอบ รสอร่อย เป็นที่ถูกปากของลูกค้าให้ติดต่อสั่งซื้อเข้ามากันอย่างต่อเนื่องคราวละไม่ต่ำกว่า 100 กิโลกรัม ในสนนราคา กิโลกรัมละ 40 บาท ถือเป็นราคาที่ชาวสวนอยู่ได้ และไม่สูงจนเกินไปสำหรับผู้ซื้อ เพราะไม่ได้จัดส่งผ่านพ่อค้าคนกลาง จึงมีราคาที่ถูกลงนั่นเอง

คุณธีรยุทธ์ กล่าวต่อไปอีกว่า “เรามีความพอใจและหายเหนื่อยเมื่อได้รับคำชื่นชมจากลูกค้าถึงฝรั่งกิมจูที่มีคุณภาพ เนื่องจากกว่าจะได้เป็นผลฝรั่งแต่ละลูกนั้น ก็ต้องตั้งใจทำและเสียเวลาไม่น้อยทั้งในขั้นตอนการดูแลใส่ปุ๋ย ฉีดพ่นยาฆ่าแมลง หรือห่อผลฝรั่งเพื่อเตรียมเก็บเกี่ยวผลผลิต เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยความทุ่มเทในการทำแทบทั้งสิ้น”

แนะนำวิธีตอนกิ่งฝรั่งกิมจู
สำหรับวิธีขยายพันธุ์ฝรั่งกิมจูนั้น ไม่ได้มีความซับซ้อนเท่าไรนัก โดยใช้วิธีการตอนกิ่ง อาศัยการสังเกตบริเวณกิ่งแขนงของต้นฝรั่งกิมจูที่มีลักษณะเป็นกิ่งกระโดง อายุต้นต้องไม่น้อยกว่า 3 ปี เมื่อเลือกกิ่งที่มีความเหมาะสมได้แล้ว ให้เริ่มต้นใช้มีดกรีดควั่นกิ่งลึกถึงแกนกลาง โดยมีระยะความยาวในการควั่นเปลือกออก ประมาณ 1 นิ้ว ก่อนทิ้งระยะเอาไว้ ประมาณ 2 วัน แล้วจึงใช้ขุยมะพร้าวที่แช่น้ำเอาไว้ นำมาห่อด้วยพลาสติกพันทับในบริเวณดังกล่าว แล้วจึงใช้เชือกฟางรัดบริเวณหัว-ท้าย เพื่อไม่ให้ขุยมะพร้าวที่ห่อด้วยพลาสติกนั้นเลื่อนหลุด ทิ้งระยะไว้อีกประมาณ 1 เดือน รากของกิ่งพันธุ์ที่ตอนเอาไว้ก็จะเริ่มแตกออกมาให้เห็น อย่างไรก็ตาม ควรปล่อยให้กิ่งตอนมีรากแตกออกมาสมบูรณ์มากที่สุด หรือรากเต็มถุงจึงจะตัด เมื่อตัดเอากิ่งชำออกมาแล้วก็สามารถที่จะนำไปปลูกลงในแปลงได้ทันที หรือจะชำก่อนก็ได้ หากฝนฟ้าไม่ตก

คุณธีรยุทธ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายฝากถึงผู้ที่สนใจปลูกฝรั่งกิมจูว่า “ฝรั่งกิมจู ปลูกได้ไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย ผู้ที่สนใจต้องศึกษาวิธีการปลูกและขั้นตอนการดูแลก่อนเป็นลำดับแรก อีกทั้งยังต้องมีสภาพดินและน้ำที่พร้อมต่อการปลูก โดยเฉพาะในพื้นที่ดินเหนียวปนทราย ฝรั่งกิมจูจะให้รสชาติดี หวาน กรอบ เป็นที่แน่นอน

ติดต่อเกษตรกร คุณธีรยุทธ์ นิจวัฒน์ (คุณแน็ค) 31 หมู่ที่ 8 ตำบลทุ่งคา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร 86100 โทร. 080-081-4884 เฟซบุ๊ก Teerayut Nijjawat หรือเพจสวนฝรั่งกิมจูชุมพร (สวนคุณแน็ค)

“มะขามป้อม เป็นต้นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ Phyllanthaceae เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง และมีคุณค่าทางสมุนไพรอีกมากมาย เช่น สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย บำรุงโลหิต ต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ลดไขมันในเส้นเลือด รวมถึงเป็นยาระบายอ่อนๆ”

คุณชูศักดิ์ หรือที่รู้จักกันในนาม “มะขามป้อมบ้านสวน นครปฐม” เกษตรกรผู้ปลูกมะขามป้อมและเจ้าของสวน ในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลถนนขาด อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ที่มีความต้องการที่จะทำสวนผลไม้ที่ทนโรค และสภาพอากาศที่แปรปรวนในประเทศไทย ก่อนจะหันมาปลูก “มะขามป้อม” พันธุ์ทะวายอินเดีย มีจุดเด่น คือ ผลใหญ่ เนื้อนิ่ม น้ำเยอะ ซึ่งเป็นผลไม้ที่ตอบโจทย์ความต้องการในการทำสวนผลไม้ตามที่ตั้งใจไว้ และกลายเป็นธุรกิจในครอบครัวมานานกว่า 8 ปี ในพื้นที่ทั้งหมด 7 ไร่

“ก็ตอนแรกเราก็ทำสวน และหาโจทย์ที่ว่าหาผลไม้ที่ทนโรค ทนสภาพอากาศ มีผลผลิตตลอดปี ก็เลยมาจบที่มะขามป้อม เพราะว่าผลไม้ที่ทนโรค ทนต่อสภาวะอากาศที่แปรปรวน และมีผลผลิตให้เราตลอดปี นี่คือจุดเริ่มต้น ทำมาได้ประมาณ 8 ปีแล้ว เป็นธุรกิจภายในครอบครัว”

สำหรับการปลูกมะขามป้อมภายในพื้นที่นั้น asiacruisenews.com จะมีการเตรียมแปลงแบบยกร่องเหมือนกับการทำสวนผลไม้ทั่วไป ทำในลักษณะเป็นโคกสูง ขุดหลุม ปลูกเว้นระยะอยู่ที่ประมาณ 1.50 เมตร ถึง 2 เมตร หลุมจะมีความลึกอยู่ที่ 50 เซนติเมตร ซึ่งก่อนการลงปลูกทุกครั้ง จะต้องรองก้นหลุมด้วยมูลโค ด้วยการคลุกเคล้ากับดินที่ก้นหลุมก่อนปลูกทุกครั้ง

ภายใน “มะขามป้อมบ้านสวน นครปฐม” จะเน้นการปลูกมะขามป้อมแบบผสมผสานระหว่างปุ๋ยเคมีและปุ๋ยชีวภาพ สลับกันไป ตามความเหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อผลผลิตที่ได้นั่นเอง

“การปลูกจะเป็นการปลูกครั้งเดียว และยืนระยะอยู่ยาว เพราะเขาเป็นไม้ยืนต้น ระยะห่างอยู่ที่ 1.50 เมตร ถึง 2 เมตร ก็คือปลูกเหมือนต้นไม้ทั่วไป ไม่ได้มีเทคนิคพิเศษใดๆ ใส่ปุ๋ยคอก และใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์บ้าง คือต้องดูว่าในช่วงนั้น มะข้ามป้อมต้องการปุ๋ยอะไร และดินต้องการปุ๋ยอะไร ช่วงออกดอก ช่วงออกผล ช่วงผลัดใบ ประมาณนี้แม้ว่าเขาจะเป็นพันธุ์ทะวาย เขาจะออกทั้งปี แต่จะมีชุกไม่มากนัก และจะมีบางช่วงที่เป็นช่วงวายของเขา อาจจะมีลูกน้อย ประมาณ 10 ตัน ต่อปี ซึ่งผลผลิตจะออกช่วงหน้าฝน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ช่วงครึ่งปีหลังทั้งหมด จะเป็นช่วงลูกใหญ่ สวย ใส ออกชุก ครึ่งปีแรก ก็มีบ้างคละกันไป”

ด้านโรคที่เกิดขึ้นในการปลูกมะขามป้อมนั้น จะไม่เจอโรครบกวนเลย เนื่องจากมะขามป้อมเป็นพืชที่ทนโรค ทนสภาพอากาศได้เป็นอย่างดี จึงไร้ซึ่งโรคและสิ่งต่างๆ รบกวน เพราะเนื่องจากเนื้อและรสชาติของมะขามป้อมไม่เป็นที่ชื่นชอบของศัตรูพืชและแมลงต่างๆ นี่จึงกลายเป็นข้อดีของการปลูกมะขามป้อม

“การที่เรามาปลูกมะขามป้อม เราหาข้อมูลแล้วว่า เขาเป็นไม้ป่าที่ทนโรค ทนสภาวะอากาศ และก็ที่สำคัญเนื้อของมะขามป้อมเอง รสชาติของมะขามป้อมเอง ไม่เป็นที่ชื่นชอบของศัตรูพืชและแมลงต่างๆ นั่นเอง เพราะฉะนั้นโรคไม่มี มะขามป้อมจะเป็นผลไม้ที่ไม่มีโรค เพราะหนึ่งเขาเป็นผลไม้ป่ามา สองไม่มีแมลงรบกวนมากนัก”

เมื่อสอบถามไปยังความต้องการของผู้บริโภค ได้รับคำตอบว่า เนื่องจากมะขามป้อมเป็นผลไม้ที่ตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพและผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากลูกค้าทั่วประเทศไทย

“ด้วยความที่เราขายออนไลน์เกือบ 100% ออนไลน์เป็นหลัก กลุ่มลูกค้าจะมาจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยและผู้ที่รักสุขภาพ”

สำหรับราคาของ “มะขามป้อมบ้านสวน นครปฐม” หากมารับหน้าสวนจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท หากไม่สะดวกมารับที่หน้าสวน สามารถสั่งได้ทางเพจเฟซบุ๊ก “มะขามป้อมบ้านสวน นครปฐม” เมื่อสอบถามถึงในเรื่องรายได้ อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ สามารถเป็นธุรกิจที่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างมีความสุขได้แบบสบายๆ สำหรับท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับมะขามป้อม สามารถติดต่อได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “มะขามป้อมบ้านสวน นครปฐม” และทางเบอร์โทรศัพท์ 082-829-2446

ช่วงเทศกาลวันหยุดยาวๆ หากใครอยากเปลี่ยนไปเที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงาม พร้อมช้อป ชิมผลไม้รสอร่อย แนะนำให้แวะไปที่ “ไร่องุ่น คุณนนท์ @ เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์” ที่รวบรวมความหลากหลายทางการเกษตร ในแบบ ONE STOP FARM แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบครบวงจรที่มีอัตลักษณ์ สนุกได้ความรู้ มาเรียนรู้คู่ปฏิบัติทางการเกษตรกับแนวคิด ทฤษฎีใหม่