การดูแลให้น้ำฉีดพ่นปุ๋ยและยามีส่วนสำคัญให้สับปะรดสีสมบูรณ์

การให้น้ำสับปะรดสีสวนลุงวุฒิ จะให้น้ำวันเว้นวัน ทุกตัวเหมือนกันหมด โดยจะเป็นการเดินลากสายยางรดน้ำอยู่ ไม่ได้ใช้ระบบสปริงเกอร์เพราะที่ อ.ภูเรือ ยังมีปัญหาเรื่องของปริมาณน้ำที่ขาดแคลนอยู่ คนงานที่เดินรดน้ำต้นไม้จะเห็นปัญหาที่เกิดกับต้นไม้ว่ามีโรค-แมลง อะไรทำลาย ส่วนการบังคับให้สับปะรดสีออกดอก จึงต้องมีการหยอดด้วย “สารเอทีฟอน”

คุณรำไพ อธิบายว่า การหยอดสารเอทีฟอนนั้น ต้นสับปะรดสีจะต้องมีอายุที่เหมาะสม มีการเตรียมความพร้อมให้ต้นสมบูรณ์ และต้องวางแผนในการวางจำหน่ายให้ตรงกับเทศกาล ใช้สารเอทีฟอนนั้นที่สวนจะ ผสมสารในอัตราส่วนที่น้อยกว่า ในฉลากบอกไว้ หรือตัดสินใจจากประสบการณ์ที่เราจะรู้ว่าสัปปะรดสีตัวไหนมีการตอบสนองต่อสารเป็นเช่นไร ซึ่งแต่ละพันธุ์แตกต่างกันไป แต่โดนทั่วไปจะใช้อัตราสารเอทีฟอนอยู่ที่ประมาณ 4 ซีซี. ต่อน้ำ 20ลิตร (อัตราการใช้ต้องดูสายพันธุ์ของสัปปะรดสีแต่ละชนิด บ้างพันธุ์ออกดอกง่ายใช้น้อย บ้างพันธุ์ออกยากใช้ปริมาณสารที่เข้มข้นขึ้น เช่น เพิ่มเป็น 5, 10, 15 ซีซี.)

จากนั้นคนงานก็ใช้กระป๋องนมตักเอาไปใช้ทีละกระป๋อง อัตราหยอดประมาณ 1 ช้อนแกงต่อต้น ช่วงเทศกาลฤดูหนาวที่สวนจะต้องเตรียมบังคับให้สัปปะรดสีออกดอกให้มากที่สุด ต้องบังคับดอกล่วงหน้า 3 – 4 เดือนโดยดูนิสัยของแต่ละสายพันธุ์ประกอบ ต้องบังคับให้ออกดอกเป็นชุดๆ ฤดูหนาวมันจะทำให้สัปปะรดสีออกดอกยาก หรือออกช้ากว่าปกติ แต่ความหนาวหรือความเย็นนั้นจะช่วยในเรื่องของสีสัน และรักษาความสดของต้นไว้ได้นาน แล้วช่วงฤดูหนาวจะมีเทศกาลจัดงานกันหลายจังหวัดมีความต้องการใช้สัปปะรดสี หรือไม้ดอกไม้ประดับเป็นจำนวนมาก และอีกอย่างก็ต้องเตรียมต้นไม้ไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่จะมาเลือกซื้อที่สวน เป็นต้น

คุณอร่าม ทรงสวยรูป อดีตช่างภาพรางวัลพูลิตเซอร์ หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานมากว่าสิบปี ก็ได้หันมาทำเกษตร โดยเริ่มต้นจากลงทุนซื้อที่ดิน คุณอร่าม เล่าว่า ครอบครัวมีที่ดินอยู่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ แต่พ่อแม่หวงที่ดินมาก ไม่อยากให้มาทำเกษตร ขุดบ่อ ตนจึงตัดสินใจเอาบ้านเข้าธนาคารเพื่อที่จะนำเงินมาซื้อที่ดิน ในการเลือกซื้อที่ดิน ก็จะดูทำเล มีแหล่งน้ำ เหมาะแก่การทำเกษตร จึงได้ที่ตำบลท่าเยี่ยม อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา จำนวนที่ดินทั้งหมด 9-10 ไร่ ราคาซื้อเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ไร่ละ 40,000 บาท

ในการทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานของ คุณอร่าม ทรงสวยรูป จะแบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ที่อยู่อาศัย 20 เปอร์เซ็นต์ น้ำ 30 เปอร์เซ็นต์ เกษตร 30 เปอร์เซ็นต์ ป่า 20 เปอร์เซ็นต์ ใช้พื้นที่ทั้งหมดให้เกิดประโยชน์ ทำคันนาให้กว้าง เหลือพื้นที่ปลูกผัก มีการปลูกพืชแซมเพื่อให้พืชได้เอื้อผลประโยชน์กัน และที่สำคัญคือเกษตรอินทรีย์ ปราศจากสารเคมี เหมือนสโลแกนที่คุณอร่ามคิดไว้คือ “คนกินมีสุข คนปลูกมีกิน”

คุณอร่าม เล่าว่า ตนมีหลักการทำเกษตรอยู่ 4 การ การแรกคือ อุดมการณ์ ในการทำเกษตร ต้องสะอาด ปลอดภัย เพราะเราปลูกกินปลูกขายถ้าทำไม่สะอาด เราก็จะได้รับผลไปด้วย การที่สองคือ ประสบการณ์ จากการทำงานช่างภาพให้สำนักพิมพ์มติชน ได้อ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน การที่สามคือ วิชาการ ความรู้ที่ทันสมัย การสร้างงาน การสุดท้าย การตลาด ความต้องการของผู้บริโภค จะตอบสนองความต้องการอย่างไร นี่ถือเป็นแนวความคิดที่สามารถนำไปใช้ได้กับหลายอาชีพ

ที่สวนของคุณอร่ามปลูกพืชหลายชนิด อย่างที่แนะนำคือ พันธุ์ข้าวอินทรีย์พื้นเมืองของจังหวัดสุรินทร์ ชื่อพันธุ์ปะกาอำปึล (แปลเป็นไทยคือ ดอกมะขาม) เป็นข้าว 2 แผ่นดิน ระหว่าง ไทย-เขมร คุณอร่ามปลูกเพื่อต้องการที่จะอนุรักษ์ไว้และนำไปให้เครือข่ายที่จังหวัดสุรินทร์ปลูกต่อ ถัดมาเป็นซุ้มทางเดินสารพัดผัก ที่คุณอร่ามเรียกว่าซุปเปอร์มาร์เก็ตในบ้าน ที่มีผักนานาชนิด ทั้งพริก หอมเป หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่าผักชีฝรั่ง ผักแพรว ถัดมาข้างๆ เป็นบ่อปลูกมะนาวที่ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี มีหม่อนกินผล หรือมัลเบอร์รี่ ต้นโกโก้ กาแฟ ที่ทดลองปลูกและได้เก็บผลผลิตแล้ว ถัดมาเป็นหางไหล สมุนไพรใช้ไล่แมลง ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม เพราะที่สวนของคุณอร่ามเป็นเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ การปลูกพืชผสมผสานของคุณอร่าม จะไม่ให้มีพื้นที่ว่าง อย่างคันนาก็จะทำให้มีขนาดกว้าง เพื่อที่จะปลูกพืชทั้ง 2 ฝั่ง

คุณอร่าม เล่าถึงการลงทุนในแบบฉบับของตน แสนแรก แสนสาหัส แสนเหนื่อย แสนท้อ ตนอดทนผ่านพ้นตรงนี้ไปได้ ก็มาเจอแสนที่สอง แสนจะมีความสุข หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาพอสมควร เริ่มเห็นผลที่มาจากน้ำพักน้ำแรงก็ยิ้มได้ แสนที่สาม แสนจะอิสระ เป็นการทำงานที่ไม่มีหัวหน้า ทำในสิ่งที่ชอบ มีความสุข คุ้มกับการลงทุนในครั้งนี้

เกษตรสมัยใหม่ในความคิดของคุณอร่ามคือ การปรับตัว ดูแนวทางในการปลูก ควรจะปลูกพืชที่สามารถอยู่ได้นาน พืชอาหาร อย่างการปลูกกล้วยที่สวนของคุณอร่าม จะปลูกแซมกับพืชอื่นๆ เพราะกล้วยมีคุณสมบัติดูดซึมน้ำ ทำให้พืชที่ปลูกแซมมีใบสวยได้รับน้ำเพียงพอ นอกจากพืชแซม ยังปลูกอินทผลัมกินผล เป็นพืชที่มีอายุยาวอยู่ได้ 40-50 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้จนแก่ พันธุ์ที่ปลูกเป็นบาร์ฮี คุณอร่ามซื้อแบบเพาะเนื้อเยื่อมาปลูก ราคาต้นละ 1,200 บาท เพราะการเพาะเนื้อเยื่อทำให้รู้เพศของต้น ทำให้ลดเวลาในการปลูก

เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตร ไม่ใช่ว่าต้องทำแล้วรวย แต่ทำแล้วมีความสุข ถือเป็นความสำเร็จในชีวิตหนึ่งอย่าง ได้อิสระทางความคิด ทำให้เรามีอาหารที่ปลอดภัย ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ได้เล่าสู่กันฟังว่าเกษตรแบบผสมผสานทำได้จริง ผลตอบแทนมาเรื่องรอง ปัจจุบัน มีอาชีพเกษตรเป็นอาชีพหลัก อาชีพเสริมก็ยังถ่ายภาพประชาสัมพันธ์รายการมวยในทีวีช่องหนึ่ง

มีอีกหนึ่งเรื่องเล่าจากคุณอร่าม เป็นเรื่องแปลกที่มีความขำปนอยู่ เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อครั้งที่คุณอร่ามทำนาและไม่มีเวลาเลี้ยงลูก ด้วยวัยของเด็กกำลังซนจึงทำให้คุณอร่ามต้องเลี้ยงลูกในหลุม หมายถึงคุณอร่ามจะขุดหลุมที่แปลงนาช่วงเกี่ยวข้าว ขนาดเท่าตัวเด็ก สูงประมาณคอของเด็ก แล้วให้ลูกลงไปอยู่ในหลุมพร้อมกับของเล่น เพื่อที่จะไม่ให้มาวิ่งซนจนอาจเกิดอุบัติเหตุพลัดตกน้ำ หลังจากปล่อยลูกลงไปไว้ในหลุ่มแล้ว ตนก็จะทำนาต่อ แต่ก็จะมีแวะมาดูเป็นระยะ ว่าลูกยังอยู่ในหลุ่มหรือเปล่า นี่ถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านของคนสมัยก่อนที่ไม่มีเทคโนโลยีมาหลอกล่อเหมือนเด็กยุคนี้ ถือเป็นวิธีที่น่าสนใจและนำมาใช้ได้ในปัจจุบัน

ใครที่สนใจผลผลิตจากสวนของ คุณอร่าม ทรงสวยรูป สามารถหาซื้อได้ที่ตลาด เค วิลเลจ หรือสนใจดูงานเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานที่สวน สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ โทร. (081) 911-2607 เดินทางไปได้ที่ เลขที่ 258 หมู่ที่ 9 ตำบลท่าเยี่ยม อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา คุณอร่ามยินดีให้คำแนะนำ

“หมอพื้นบ้าน” แนะรัฐบาลผุดโครงการนำร่องปลูก “กัญชา” บางจังหวัด ทดแทนราคาพืชผลตกต่ำ
แม้กำลังตกเป็น “ประเด็นร้อน” ถกเถียงกันระหว่างฝ่ายคัดค้านและฝ่ายสนับสนุน แต่ล่าสุดได้ “ข้อยุติ” ออกมาระดับหนึ่งแล้ว เมื่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้มีการ “ปลดล็อก” กัญชา-กระท่อม อนุญาตให้ใช้ทางการแพทย์ได้

โดยเห็นชอบมีการแก้ไข สาระสำคัญของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 กำหนดให้สามารถขออนุญาต ผลิต นำเข้าหรือส่งออก ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งประกอบด้วยกัญชา และ กระท่อม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์สามารถนำไปใช้ในการรักษาโรคเฉพาะตัวได้ เช่นเดียวกับยาเสพติดให้โทษประเภท 2 หรือฝิ่น เท่านั้น ไม่รวมถึงการใช้เสพเพื่อสันทนาการ

ทั้งนี้กำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นผู้กำหนดเขตพื้นที่ทดลองเพาะปลูกกัญชา และเสพกัญชา เพื่อการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ในปริมาณที่กำหนด โดยไม่ถือว่ามีความผิดกฎหมาย ซึ่งการกำหนดพื้นที่ดังกล่าวจะต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกามีมาตรการตรวจสอบควบคุม

ส่วนผู้ที่สามารถอนุญาตครอบครองกัญชาได้ ประกอบด้วย กระทรวง องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สภากาชาดไทย องค์กรเภสัชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์สาขาต่างๆ ทั้ง ทันตกรรม สัตวแพทย์ แพทย์แผนไทย เป็นต้น โดยผู้ขออนุญาต จะต้องไม่เคยต้องโทษตามกฎหมายยาเสพติดมาก่อน และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้พิจารณาอนุญาตตามความเห็นของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ

อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ นิยามของ “กัญชา” นั้น ต้องยอมรับว่ายังมีการตั้งคำถาม เป็น “พืชร้าย” หรือ “สมุนไพรทางเลือก” กันแน่ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จึงสอบถามความคิดเห็นไปยัง หมอประเดิม ส่างเสน เลขานุการ หมอชนเผ่า 7 จังหวัดภาคเหนือ กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะทำงานวิจัยของหมอพื้นบ้านภาคเหนือ และคณะทำงานหมอพื้นบ้านชนเผ่าลุ่มน้ำโขง และเป็นทายาทหมอชนเผ่ารุ่น 12 ซึ่งรักษาโรคตามคัมภีร์โบราณมากว่า 1,000 ปี ขอยืนยันว่า กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด พวกที่เสพแล้วเกิดอาการทางจิตประสาท เป็นเพราะ ไปพลิกแพลงเสพผิดประเภท โดยทำในรูป “โรยสังขยา” ซึ่งหมายถึงมีการผสมผงขาว-ฝิ่น จนเกิดเป็นโทษร้ายแรง

หมอประเดิม กล่าวด้วยว่า กัญชา มีสรรพคุณรักษาโรคได้กว่า 50 โรค 100 กว่าอาการ รวมถึงช่วยชะลอวัยได้ด้วย เนื่องจากในกัญชามีสาร 2 ชนิดหลัก ที่ทำหน้าที่ร่วมกัน คือ สาร Cannabidiol ซึ่งเป็นสารที่มี่อยู่ในตัวมนุษย์ ทำหน้าที่ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ลดการอักเสบบวมโตของแผลหรือเนื้องอก ระงับเซลล์มะเร็งที่กำลังเติบโต ระงับการเกร็งหรือชักกระตุก และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันในระบบประสาทได้ และสาร Tetrahydrocannabinol ทำให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เคลิบเคลิ้ม อีกทั้งยังเป็นตัวที่ทำให้ระบบประสาทสัมผัสทำงานดีขึ้น ช่วยกระตุ้นให้อยากอาหาร

ที่ผ่านมา คนทั่วไปมักคิดว่าวิธีใช้กัญชา คือ การสูบเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว วิธีหยอดใต้ลิ้นด้วยสารสกัดจะได้รับสารทั้งสองชนิด สูงกว่า ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยโรคทางสมองเพราะกัญชาจะไปเปิดระบบประสาท ทำให้ตัวกัญชาซึมเข้าสู่ระบบประสาทได้เร็วกว่าการกิน เช่น ผู้ป่วยสันนิบาต พาร์กินสัน ลมชัก สำหรับผู้ป่วยโรคผิวหนังก็สามารถใช้ทา ส่วนรายที่รักษาริดสีดวง มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งปากมดลูก เขาก็แนะนำให้ใช้วิธีเหน็บทางทวารหรือช่องคลอด อย่างไรก็ตามผู้เข้ารับการรักษาต้องได้รับการดูแล และต้องใช้กัญชา ในปริมาณตามที่หมอกำหนดและสามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันโดยสามารถดูดซึมได้มากกว่าเดิมด้วย

“พวกเราสนับสนุนการออกกฎควบคุม แต่ต้องไม่ปิดกั้นหมอพื้นบ้านในการใช้เพื่อการรักษา เพราะกัญชา สามารถทำให้การดูดซึมยา ทั้่งแผนโบราณและปัจจุบัน ให้ไปรักษาได้ตรงคน ตรงโรค มีงานวิจัยมากมายที่มี ผลการรักษายืนยันและหลักฐานเชิงประจักษ์” หมอประเดิม กล่าว

เลขานุการหมอชนเผ่า กล่าวด้วยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้เครือข่ายหมอพื้นบ้านได้ประชุมร่วมกันโดยมีผู้แทนจากจังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน สุโขทัย ลำพูน ลำปาง รวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ มหาสารคาม และภาคตะวันออกคือ ชลบุรี โดยมีมติร่วมกันจะเสนอความเห็นเครือข่ายฯ ไปยังรัฐบาลขอให้ริเริ่มโครงการกำหนดพื้นที่ปลูกกัญชานำร่อง เพื่อทุเลาปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ

เนื่องจากปัจจุบันพืชผลทางการเกษตรจำนวนมาก มีราคาตกต่ำ หากมีการเปลี่ยนแผนหันมาเพาะปลูกกัญชาในบางพื้นที่ ที่มีดินเหมาะสม จะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างแน่นอน เพราะกัญชา 2 ไร่ ผลผลิตเทียบได้กับข้าว 10 ไร่ ทุกวันนี้ กัญชาใน “ตลาดมืด” ต้นสดกิโลกรัมละ 25,000 บาท หากสกัดเป็นสาร สามารถจำหน่ายและส่งออกได้ถึงกิโลกรัมละ 1 ล้านบาท

หมอประเดิม เผยด้วยว่า ปัจจุบันแม้จะมีกฎหมายควบคุม แต่มีหมอพื้นบ้านบางส่วน ปลูกกัญชาเพื่อการรักษา ซึ่งจากที่ได้ประชุมกับอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย ท่านได้แสดงความเป็นห่วง โดยบอกว่า อยากให้ทำให้ถูกต้อง โดยขอให้ทำเป็นขั้นเป็นตอน และนำสิ่งที่ทำกัน “ใต้ดิน” มาอยู่ “บนดิน” ให้หมด

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายระหว่างการลงพื้นที่ ณ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อตรวจติดตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว และพบปะพี่น้องเกษตรกรในอำเภอเขื่องใน ซึ่งได้เข้าร่วมโครงการตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการดูดซับผลผลิตข้าวเปลือกในช่วงออกสู่ตลาดมาก ว่า ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศได้บริหารจัดการข้าวที่ค้างสต๊อกจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือก จนทำให้ไม่มีผลกระทบต่อราคาตลาดอีกต่อไป รวมทั้งมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นปีนี้จึงมีความมั่นใจว่าจะรักษาปีทองของชาวนาสามารถขายข้าวหอมมะลิได้ราคาดีเช่นนี้ต่อไป และรัฐบาลจะทำให้ทุกปีเป็นปีทองชาวนา และในระยะต่อไปรัฐบาลจะมุ่งหน้าสู่การตลาดนำการผลิตอย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่บิดเบือนให้กลไกตลาดเสียหาย และจะรักษาราคาให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อไป โดยจูงใจให้ทั้งห่วงโซ่การผลิตและการค้าข้าวเก็บข้าวไว้ในช่วงออกสู่ตลาด โดยไม่บิดเบือนกลไกตลาด

นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า ในปีฤดูกาลผลิต 2561/62 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมาตรการช่วยเหลือชาวนาและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว โดยให้ค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ แก่เกษตรกรทุกรายที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ไร่ละ 1,500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 12 ไร่ หรือไม่เกิน 18,000 บาท คิดเป็นรายได้ที่เกษตรกรได้รับต่อตัน 2,500-3,750 บาท และเกษตรกรที่มียุ้งฉางสามารถนำข้าวเปลือกมาร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกจะได้รับค่าฝากเก็บตันละ 1,500 บาท ดังนั้นเกษตรกรจะได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวตันละ 4,000-5,250 บาท

นอกจากนั้น เมื่อเกษตรกรนำข้าวเปลือกออกจากยุ้งฉางจำหน่ายจะได้รับราคาสูงกว่าช่วงที่ผลผลิต ออกสู่ตลาดมาก ซึ่งคาดว่าจะได้รับราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ ไม่ต่ำกว่าตันละ 16,000-17,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์ เมื่อรวมราคาได้ที่เกษตรกรได้รับจากการดำเนินมาตรการในปีนี้ เกษตรกรจะได้รับราคาจำหน่ายข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละประมาณ 22,000 บาท

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธ.ก.ส. โอนเงินค่าเก็บเกี่ยวเข้าบัญชีเกษตรกรในพื้นที่ที่ไม่ประกาศภัยพิบัติแล้วทุกราย จำนวน 2,054,173 ราย รวมทั้งสิ้น 28,943,604,375 บาท

กรณีเกษตรกรรายใดไม่มียุ้งฉางเป็นของตนเอง แต่เป็นสมาชิกสถาบันเกษตรกรสามารถ นำข้าวไปฝากเก็บกับสถาบันเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรจะได้รับค่าฝากเก็บตันละ 1,000 บาท หรือหากมีความประสงค์จะสร้างยุ้งฉางเองสามารถขอรับสินเชื่อเพื่อสร้างยุ้งฉาง โดยรับภาระดอกเบี้ยเพียง 1% ต่อปี เมื่อนำข้าวเปลือกมาเข้าร่วมโครงการฯ ก็จะได้รับค่าฝากเก็บตันละ 1,500 บาทเช่นกัน

นอกจากนั้น เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านราคาข้าว ได้ดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร และจูงใจให้ผู้ประกอบการค้าข้าวทั่วไปเก็บสต๊อกในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ดังนั้นจากมาตรการของรัฐบาลดังกล่าว เกษตรกรชาวนาจึงมั่นใจได้ว่า จะได้รับรายได้จากการจำหน่ายข้าวเปลือกในเกณฑ์สูงต่อไป

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าส่งเสริมให้เกษตรกรและคนในชุมชนปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจในที่ดินกรรมสิทธิ์ หรือที่ดินที่มีสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ว่า ขณะนี้กรมฯ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (สพภ.) องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดทำราคากลางไม้ยืนต้น เพื่อใช้อ้างอิงในการตีราคาไม้ยืนต้นแต่ละชนิดว่าควรเป็นอย่างไร และคิดเป็นมูลค่าในการยื่นกู้ยืมหรือใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการกำหนดชนิดของไม้ยืนต้นทางเศรษฐกิจที่จะได้รับการส่งเสริมเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนั้นมีชนิดใดบ้าง เพื่อเป็นแนวทางให้เกษตรกรและชุมชนเพาะปลูกไม้พืชเศรษฐกิจที่ให้ผลประโยชน์สูงสุดและสามารถตัดเพื่อแปรรูปในภาคอุตสาหกรรมได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งทั้งสองแนวทางกำหนดให้แล้วเสร็จภายในเดือนก.พ. 2562

“ในปีหน้าจะเริ่มเห็นการใช้ไม้เศรษฐกิจเพื่อการกู้ยืมได้แล้ว อีกทั้งกรมฯ ยังมีแนวคิดว่าจะส่งเสริมให้เกิดการสร้างมูลค่าไม้พืชเศรษฐกิจ และผลักดันไทยเป็นประเทศส่งออกไม้พืชหลักที่ทั่วโลกต้องการและได้รับความนิยม โดยจะมีการสำรวจถึงอนาคตว่าพืชไม้ชนิดใดที่ปลูกได้ดีในไทยและต่างประเทศต้องการ และเร่งรัดการพัฒนาพื้นที่ปลูกป่าทั่วประเทศให้เป็นแหล่ง “คาร์บอนเครดิต” ของโลกเพื่อการซื้อขายในอนาคต โดยคาร์บอนเครดิต เป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่สามารถตีราคาเป็นเงินและสามารถซื้อขายกันได้ในตลาดเฉพาะที่เรียกว่า ตลาดคาร์บอน ณ ปัจจุบันยังไม่มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยเลย แต่ในอนาคตคาดว่าจะเป็นสินค้าที่มีความสำคัญและมีการซื้อขายกันมากยิ่งขึ้น เพื่อทดแทนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนไดออกไซต์) ที่ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรมหรือจากการคมนาคม”นายวุฒิไกร กล่าว

นายวุฒิไกร กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในส่งเสริมการใช้กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายมากขึ้น โดยผู้ประกอบธุรกิจสามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าอื่นที่ใช้ในการประกอบธุรกิจมาเป็นหลักประกันการชำระหนี้ได้โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินนั้น กำหนดให้ทรัพย์สินที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้มี จำนวน 6 ประเภท ได้แก่ 1. กิจการ 2. สิทธิเรียกร้อง เช่น สัญญาเช่า บัญชีเงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า เป็นต้น 3. สังหาริมทรัพย์ที่ผู้ให้หลักประกันใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น เครื่องจักร สินค้าคงคลัง หรือวัตถุดิบ เป็นต้น 4. อสังหาริมทรัพย์ในกรณีที่ผู้ให้หลักประกันประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เช่น ที่ดินจัดสรร หมู่บ้านจัดสรร เป็นต้น 5. ทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ เป็นต้น 6. ทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เช่น ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

นายสมเดช คงกะพันธุ์ เกษตรจังหวัดปทุมธานี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า พืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดปทุมธานี ได้แก่ ข้าว ผัก และไฮไลต์ คือ กล้วยหอมทอง ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกเกือบ 20,000 ไร่ โดยขึ้นทะเบียนเกษตรกรประมาณ 12,500 ไร่ กระจายในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของปทุมธานี 4 อำเภอ ได้แก่ หนองเสือ ธัญบุรี ลำลูกกา และคลองหลวง มีเกษตรกร 1,500 ราย สร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 300-500 ล้านบาท

โดยจุดเด่นอยู่ที่การปลูกแบบร่องสวน และไม่ใช้สารเคมี ทำให้ผลผลิตได้คุณภาพ รูปทรงดี ผิวและสีสวย มีความคงทนในการขนส่ง และควบคุมการผลิตได้ ถือเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ทั้งปริมาณ คุณภาพ และพื้นที่ปลูก ด้านการตลาดส่งจำหน่ายตลาดค้าส่งผักผลไม้ ได้แก่ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดไอยรา โดยผลผลิตเฉลี่ยปีละ 30,000 ตัน แบ่งเป็นตลาดภายในปทุมธานีและปริมณฑล 20% กระจายไปจังหวัดอื่น ๆ และห้างสรรพสินค้า 60% บางส่วนมีการเซ็นสัญญากับเกษตรกรถึงในแปลง รวมถึงส่งออกต่างประเทศ 20% ปัจจุบันผลผลิต

ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ทั้งนี้การปลูกจะใช้เวลา 8 เดือน และผลผลิตออกมากสุดช่วงเทศกาลตรุษจีน ราคาหน้าสวน 12-15 บาท/กิโลกรัม (กก.) ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 5 บาท/กก. สวนทางกับราคาขายปลีกจะคิดเป็นผล

ขณะที่ปี 2562 มีการจัดทำโครงการแปลงใหญ่ โดยรวบรวมผู้ปลูกจากกลุ่มกล้วยหอมตามธรรมชาติเดิม ขณะนี้รวบรวมได้ประมาณ 2,000-3,000 ไร่ เกษตรกรกว่า 100 ราย ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต คุณภาพ และมุ่งเน้นใช้หลักการตลาดนำการผลิต โดยเริ่มนำร่องที่อำเภอหนองเสือ อนาคตอาจขยายให้มีแปลงใหญ่ทุกอำเภอ รวมถึงการผลักดันให้ได้มาตรฐาน GAP

ส่งผลให้จังหวัดในภาคกลางเข้ามาซื้อหน่อกล้วยที่ปทุมธานีเพื่อนำไปปลูกต่อมากขึ้น โดยราคาอยู่ที่เหง้าละ 10-15 บาท/หน่อ อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ได้ขึ้นทะเบียนกล้วยหอมปทุมธานีเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) แล้ว ดังนั้นจึงมุ่งเน้นให้มีผลผลิตต่อต้นมากขึ้น จากเดิม 5 หวี/ต้น ให้เพิ่มขึ้นเป็น 6-7 หวี/ต้น

ขณะเดียวกันจังหวัดได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำวิจัยการพัฒนากล้วยหอมทองมาเป็นระยะเวลากว่า 2-3 ปีแล้ว ทั้งหมด 8 ด้าน เช่น ระบบการให้น้ำ ระบบการแปรรูป ระบบการควบคุมการขนส่งเพื่อยกระดับไม่ให้ขั้วกล้วยหอมเน่า ซึ่งจะช่วยยืดอายุกล้วยหอมได้มากกว่าปกติประมาณ 10 เท่า โดยอยู่ได้นานถึง 1-2 เดือน จากปกติอยู่ได้เพียง 1 สัปดาห์หลังจากผลสุก รวมถึงการวิจัยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เจลทาหน้า ไอศกรีม กล้วยหอมอัดเม็ด สกัดเป็นน้ำหวานเพื่อใช้ประกอบการทำขนม เป็นต้น ปัจจุบันได้วิจัยเรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนการแนะนำสู่เกษตรกรในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แปลงใหญ่

“ปัจจุบันการขยายตัวด้านอสังหาริมทรัพย์ส่งผลกระทบให้พื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองลดลงปีละกว่า 5-10% แต่มองว่าอนาคตเมื่อมีทั้งมาตรฐาน GI แล้ว จะช่วยประกันคุณภาพ ประกอบกับเกษตรกรรุ่นใหม่เริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการผลิต ระบบการแปรรูป การขนส่ง จะช่วยรักษาผลผลิตได้นานมากขึ้น จะช่วยเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้นด้วย” นายสมเดชกล่าว