การดูแล สำหรับการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นในบ่อปิดถือ

เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการเลี้ยงที่น่าสนใจ เพราะไม่ต้องดูแลอะไรมาก อาศัยความขยันเปลี่ยนน้ำให้ได้อาทิตย์ละครั้ง แต่จะต้องมีการตรวจสอบค่าความเค็มของน้ำทุกครั้งก่อนเปลี่ยนถ่ายน้ำเข้าบ่อ และเปิดออกซิเจนตลอด 24 ชั่วโมง ที่สำคัญก็คือการเข้าถึงของแสงแดด หลังคาไม่ควรทึบเกินไปเพื่อให้แสงแดดส่องถึง

การเก็บเกี่ยวผลผลิต สามารถยกแผงสาหร่ายขึ้นมาแล้วเก็บได้เลย จากนั้นนำมาตัดส่วนยอดและคงเหลือส่วนโคนของสาหร่ายติดแผงไว้ หรือคงปริมาณไว้ 20-25 เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำไปเลี้ยงต่อ และเก็บเกี่ยวครั้งต่อไป

“การเด็ดและการตัดยอดสาหร่ายถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญ เพราะบางคนเด็ดสาหร่าย เน้นเด็ดเร็วและเด็ดให้ได้เยอะๆ จะทำให้สาหร่ายช้ำเก็บรักษาไม่ได้นาน แต่ถ้าให้ความพิถีพิถันในการเด็ด ก็จะทำให้สาหร่ายเก็บได้นานขึ้น และจะได้สาหร่ายที่มีพวงช่อสวยงาม”

จากนั้นนำสาหร่ายที่ผ่านการคัดแยกไปพักทำความสะอาดในถังสกิมเมอร์ที่บรรจุน้ำเค็มสะอาด เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกที่ปนเปื้อนมากับสาหร่าย และย้ายไปทำความสะอาดครั้งสุดท้ายก่อนบรรจุในถังพักที่ติดตั้งระบบหมุนเวียนน้ำมีระบบอัลตราไวโอเลต (UV) และโอโซนเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จากนั้นตัดแต่งเสร็จนำสาหร่ายไปพักไว้ในบ่อพักไว้ 1 คืน เพื่อให้สาหร่ายกรอบ และแข็งแรงพร้อมส่งในวันถัดไป โดยขั้นตอนจัดส่งจะต้องนำสาหร่ายมาพักสะเด็ดน้ำไว้ก่อน แล้วค่อยใส่ในกล่องโฟมจะช่วยเก็บอุณหภูมิได้ดี

“สาหร่ายพวงองุ่น” ตลาดยังกว้าง
ส่งขายได้ทั้งในและต่างประเทศ
คุณผึ้ง บอกว่า ปัจจุบันตลาดของสาหร่ายพวงองุ่นถือว่าเปิดกว้างมากๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพ และในตลาดต่างประเทศที่นิยมรับประทานกันมายาวนานและยังมีความต้องการสูง โดยที่ฟาร์มจะเน้นให้ความสำคัญกับคุณภาพมาเป็นอันดับหนึ่ง

“ตอนนี้ตลาดเปิดกว้างมาก การตลาดเราไม่ได้ขายเป็นพวงสดอย่างเดียว แต่เราเริ่มมีการพัฒนาจากที่เป็นผู้ผลิต มาเป็นแม่ค้า มีการต่อยอดรับตัวแทนจำหน่าย เรามีน้ำจิ้มซีฟู้ดแถมให้พร้อม ลูกค้าสามารถรับของเราแล้วไปขายได้เลย ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 50-250 บาท ซึ่งตลาดตรงนี้ถือว่ากำลังไปได้ดี มีพ่อค้ามารับไปขายต่อทั่วประเทศ ทั้งลูกค้าจากนครปฐม กรุงเทพฯ ราชบุรี เชียงใหม่ เชียงราย รวมถึงตลาดต่างประเทศ เช่น ลาว มาเลเซีย และตลาดในโซนยุโรป ที่เกิดขึ้นจากทางฟาร์มเล็งเห็นโอกาสจากโลกออนไลน์ จึงได้มีการพัฒนาทำในรูปแบบของสาหร่ายพวงองุ่นอบแห้ง ด้วยการนำมาแปรรูปยืดอายุโดยการใช้นวัตกรรมแบบใหม่ คือการคายเอาน้ำทะเลออกจากสาหร่าย เพื่อที่จะให้เก็บรักษาได้นานขึ้น เพราะปกติแล้วสาหร่ายพวงองุ่นสด สามารถเก็บได้ 7-10 วัน แต่เมื่อนำมาอบแห้งสามารถยืดอายุการเก็บได้นานหลายเดือน พี่จึงมองว่าการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ ด้วยเรื่องของเทรนด์สุขภาพกำลังมาแรง มีคุณค่าทางอาหารสูง อุดมไปด้วยวิตามิน สามารถแตกไลน์ทำได้อีกหลายผลิตภัณฑ์ โดยตอนนี้ทางฟาร์มกำลังพัฒนาออกมาในรูปแบบของเยลลี่กัมมีจากสาหร่ายพวงองุ่น เพื่อรองรับผู้บริโภคทุกกลุ่ม” คุณผึ้ง กล่าวทิ้งท้าย

การทำสวนยางพารา มีข้อดีหลายประการ เนื่องจากเป็นพืชที่เปิดกรีดน้ำยางได้เกือบทุกวัน สร้างรายได้สม่ำเสมอ มีตลาดรองรับที่แน่นอนเพราะเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมแปรรูปยาง เมื่อครบอายุการตัดโค่น เกษตรกรมีรายได้จากการขายไม้ยางอีกด้วย

แม้ว่าไทยจะเป็นประเทศผู้ผลิตยางพาราอันดับหนึ่งของโลก แต่ไม่สามารถกำหนดราคายางพาราเองได้ ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญกับความผันผวนของราคา ส่งผลให้รายได้ไม่แน่นอน ดังนั้น หากใครทำสวนยางพาราในลักษณะพืชเชิงเดี่ยว ถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จึงพยายามปรับแนวคิดเกษตรกรจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว สู่การทำเกษตรผสมผสาน ตามหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง โดยเลี้ยงสัตว์และมีพืชอื่นปลูกร่วมและปลูกแซมในสวนยางพารา ช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตทั้งพืชและสัตว์หมุนเวียนเข้าตลาดได้ตลอดปี ทำให้ชีวิตมีความมั่นคงและเกิดรายได้อย่างยั่งยืน

แนะปลูกพืชผสมผสาน
ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
ดร.สุรศักดิ์ ชูทอง อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีภูมิทัศน์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช กล่าวในฐานะนักวิชาการ และเป็นเกษตรกรชาวสวนยางพาราในช่วงวันหยุดว่า ปัจจุบันสถานการณ์ราคายางพาราปรับตัวดีขึ้น แต่การทำสวนยางพาราในลักษณะพืชเชิงเดี่ยว ถือว่ามีความเสี่ยงสูง เกษตรกรชาวสวนยางควรหันมาใส่ใจบริหารจัดการสวนยางพาราให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง คือปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์ และทำประมงในสวนยางพารา เพื่อใช้แหล่งอาหารเลี้ยงดูครอบครัว เหลือจากการบริโภคจึงค่อยนำผลผลิตออกจำหน่าย ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง วิธีนี้จะช่วยเกษตรกรลดรายจ่ายในครัวเรือน และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ พึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การเลือกปลูกพืชแซมยางหรือพืชร่วมยาง ควรพิจารณาชนิดพืชให้เหมาะสมกับอายุของต้นยางพาราด้วย สำหรับแปลงปลูกยางพาราอายุ 0-3 ปี ซึ่งมีความเข้มของแสงในสวนยางประมาณ 70-100% สามารถปลูกพืชแซมยางได้หลายชนิด เช่น อ้อยคั้นน้ำและมันสำปะหลัง โดยปลูกห่างจากต้นยางพารา 2-2.2 เมตร ส่วนพืชผัก สมุนไพร และไม้ผล เช่น ขมิ้นชัน สับปะรด พืชผักต่างๆ ข้าวไร่ ข้าวโพด ถั่วเหลือง แตงโม หญ้าอาหารสัตว์ ปลูกห่างจากต้นยางพารา 1 เมตร ส่วนพืชแซมยางประเภทกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหอม กล้วยเล็บมือนาง มะละกอ เกษตรกรสามารถปลูกกึ่งกลางระหว่างแถวยางได้เลย

สำหรับต้นยางพาราอายุ 3-10 ปี มีความเข้มแสงในสวนยาง 50-70% สามารถปลูกพืชร่วมยางประเภท ขิง ข่า ผักพื้นบ้าน และพืชสมุนไพรบางชนิดได้ โดยปลูกห่างจากต้นยางพารา 1.5 เมตร ต้นยางอายุ 10-15 ปี ความเข้มของแสงในสวนยาง 30-50% สามารถปลูกพืชร่วมยาง อาทิ ไม้ดอกสกุลหน้าวัว ไม้ดอกวงศ์ขิง เช่น ขิงแดง ดาหลา หงส์เหิน กระเจียว พังกา ส้ม และบัว ไม้ดอกสกุลเฮลิโคเนีย และไม้ประดับบางชนิด โดยปลูกห่างจากต้นยางพารา 1.5-1.7 เมตร และต้นยางอายุ 15 ปีขึ้นไป มีความเข้มของแสงในสวนยาง 10-30% สามารถปลูกพืชร่วมยางประเภทพืชสกุลระกำ เช่น ระกำหวาน สละเนินวง สละหม้อ หวายตะค้าทอง กระวาน เร่ว และผักกูด โดยปลูกกึ่งกลางระหว่างแถวยาง

หากใครอยากปลูกพืชผักสวนครัวในสวนยาง ควรพิจารณาการปลูกพืชตามความชอบแสงเป็นหลักด้วย หากแปลงสวนยางที่ได้รับแสงเต็มวัน สามารถปลูกมะเขือเปราะ มะกรูด ฟักทอง มะเขือยาว มะนาว มะเขือเทศ มะละกอ พริกไทย พริก แตงกวา ฯลฯ ส่วนแปลงต้นยางที่ได้รับแสงครึ่งวัน สามารถปลูกผักกาด ผักชี สะตอ ผักกาดหอม ผักสลัด ชะอม คะน้า ฯลฯ สวนแปลงต้นยางที่มีแสงรำไร สามารถปลูกขิง ข่า ตะไคร้ วอเตอร์เคส ผักชีลาว ผักกูด ชะมวง กระวาน สะระแหน่ ตำลึง ฯลฯ

แนะปลูกผักเหลียงแซมสวนยาง
สร้างรายได้เหยียบแสนต่อเดือน
ดร.สุรศักดิ์ กล่าวว่า โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมปลูกยางพาราในระยะห่างระหว่างต้น 7 เมตร ระยะห่างจากแถว 3 เมตร หรือ 76 ต้นต่อไร่ แต่การปลูกพืชผสมผสานในสวนยาง ต้องปรับสัดส่วนการปลูกต้นยางเป็นระยะ 9 หรือ 12 เมตร คูณ 3 เมตร เพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ในสวนยางได้มากขึ้น แปลงปลูกต้นยางอายุไม่เกิน 3 ปี สามารถปลูกพืชแซมยางในกลุ่มพืชผัก สับปะรด ข้าวไร่ บอนสี ฯลฯ

ส่วนต้นยางที่อายุ 3 ปีขึ้นไป ภายใต้ร่มเงายาง สามารถปลูกขิง ข่า สละอินโด เป็นพืชร่วมยางได้ รวมทั้งเลี้ยงปลา เลี้ยงกบ แพะ แกะ และวัว ในสวนยางได้อย่างสบาย ทั้งนี้ พบว่าเกษตรกรที่ปลูกยางพาราเป็นพืชเชิงเดี่ยว มีรายได้จากการขายน้ำยางโดยเฉลี่ยเดือนละ 6,000 บาทต่อไร่ หลังปรับตัวมาปลูกพืชผสมผสานในสวนยาง มีรายได้ต่อเดือนเพิ่มขึ้นแตะหลักหมื่นบาทต่อไร่

“มีเกษตรกรชาวสวนยางหลายรายที่ประสบความสำเร็จในอาชีพและรายได้ หลังปรับตัวปลูกพืชแบบผสมผสาน นอกจากนี้ มีแหล่งอาหารสำหรับบริโภคในครัวเรือนแล้ว ยังมีรายได้ก้อนโตสำหรับเลี้ยงดูครอบครัวอีกทางหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรรายหนึ่งมีที่ดินทำกิน 3-4 ไร่ ปลูกผักเหมียงหรือใบเหลียงเป็นพืชร่วมยาง แต่ละสัปดาห์สามารถเก็บผักเหมียงขายในราคา กิโลกรัมละ 80 บาท ปรากฏว่ามีรายได้ต่อเดือนกว่าแสนบาท” ดร.สุรศักดิ์ กล่าว

การปลูกป่า 5 ระดับในสวนยาง
นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถปลูกป่า 5 ระดับ ในลักษณะการปลูกพืชเกษตรผสมผสาน คือ มีการปลูกพืชหลากหลายชนิดให้อยู่ในแปลงเดียวกัน หลุมเดียวกัน แต่มีความสูงต่างระดับกัน โดยอาศัยลักษณะความแตกต่างของพืช ที่มีความสูงต่ำมาปลูกร่วมกันในแปลงเดียวกัน เกิดการเกื้อกูลกันเหมือนป่าธรรมชาติ ทำให้เกิดประโยชน์หลายอย่างและสามารถใช้พื้นที่ทุกตารางเมตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับไม้ระดับสูง ได้แก่ พะยูง สัก แดง ตะเคียน มะค่า มะฮอกกานี ประดู่ ฯลฯ

ไม้ระดับกลาง ได้แก่ ยางพารา มะม่วง มะขาม มะกรูด มะนาว ฯลฯ

ไม้ระดับเตี้ย ได้แก่ กล้วย พริก ผักเหลียง มะเขือ กะเพรา ข้าว ตะไคร้ ไม้ดอก พืชสมุนไพรต่างๆ

ไม้เรี่ยดิน คือ บวบ ฟักทอง แตงกวา แตงโม ผักกูด ถั่ว มะระ ตำลึง ผักบุ้ง น้ำเต้า

ไม้ใต้ดิน คือ เผือก มันเทศ กระเทียม สายบัว เผือก ขิง ข่า หัวหอม อาชีพเสริมในสวนยาง
เกษตรกรยังสามารถทำอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ในสวนยางในรูปแบบต่างๆ เช่น การทำสวนปศุสัตว์ในสวนยาง เช่น การเลี้ยงเป็ด ไก่ไข่ ไก่พื้นเมือง หมูหลุม แพะเนื้อ และโคขุน ส่วนการทำประมงในสวนยาง เช่น การเลี้ยงกบในกระชังหรือบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงปลาดุก ปลานิลในบ่อดิน บ่อซีเมนต์ หรือบ่อพลาสติก

นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจในสวนยาง เช่น การเลี้ยงจิ้งหรีด ชันโรง ผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ด้วงสาคู และหนอนนก หรือใช้พื้นที่ว่างในสวนยางเพาะเห็ดและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น การเพาะเห็ด และแปรรูปเห็ดสวรรค์ การผลิตน้ำพริกแกง ปลาส้ม การผลิตลูกประคบสมุนไพร การผลิตเครื่องจักสาน ฯลฯ เมื่อเกษตรกรชาวสวนยางปรับตัวเข้าระบบเกษตรผสมผสาน เชื่อว่าจะช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน และช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้อย่างมั่นคงในอนาคต

คุณจีระศักดิ์ เข้มบุญศรี หรือ พี่เก่ง อยู่บ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 9 ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม หนึ่งในเกษตรกรที่จะมาแชร์ประสบการณ์การทำเกษตรบนพื้นที่น้อยอย่างไรให้มีความสุข แถมยังมีเงินเก็บได้ด้วย

พี่เก่ง เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาทำงานด้านการเกษตรตนเองทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนมาก่อน มีภูมิลำเนาเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด ทำให้โหยหาธรรมชาติ อยากได้ยินเสียงนก เสียงกา มากกว่าเสียงรถยนต์ และความแออัดในเมืองหลวง นำไปสู่จุดเริ่มต้นในการตระเวนหาซื้อที่ดินในต่างจังหวัดไว้สักแปลง สำหรับทำที่อยู่อาศัยและเป็นอาชีพรองรับในวัยเกษียณ และในเวลาเพียงไม่นานความฝันก็เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด เพราะปัจจุบันตนเองได้เกษียน ลาออกจากงานในวัยเพียง 40 ปี เพื่อมาเริ่มต้นชีวิตการเป็นเกษตรกรในพื้นที่ที่ตั้งใจซื้อไว้ที่จังหวัดนครปฐม โดยที่ไม่รู้ว่าการตัดสินใจในครั้งนี้จะถูกหรือไม่ แต่ก็อยากลองสู้ดูสักครั้ง ด้วยการตั้งเป้าหมายและบอกกับพ่อแม่ไว้ว่าขอเวลา 6 เดือน ในการพิสูจน์ตนเอง ถ้าหากภายใน 6 เดือน สิ่งที่ตั้งใจทำไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ เหมือนเดิม แต่จนถึง ณ ตอนนี้นับเป็นเวลาเกือบ 5 ปี ตนเองก็ยังอยู่ที่สวนเหมือนเดิม ก็สามารถบ่งบอกได้ว่าสิ่งที่ตั้งใจทำตอบโจทย์กับวิถีชีวิตที่ต้องการ รวมถึงรายได้ที่ไม่มากแต่กินอิ่มทุกมื้อ และมีความสุขในชีวิตทุกวัน ก็เป็นสิ่งที่การันตีความสำเร็จได้ “ไม่ยิ่งใหญ่ แต่ทำแล้วมีความสุข ถือว่ายอดเยี่ยมที่สุดแล้ว”

พื้นที่เล็กๆ จำนวน 2 งาน
ทำอย่างไร ให้เลี้ยงตัวเองได้
พี่เก่ง บอกว่า การทำเกษตรของตนเองเริ่มต้นจากการเป็นเกษตรกรวันหยุด ยังต้องไป-กลับ ระหว่างกรุงเทพฯ กับนครปฐม ทำให้ต้องเลือกปลูกพืชที่ไม่ต้องดูแลมาก แต่ให้ผลตอบแทนดี ซึ่งพืชที่เลือกปลูกในตอนนั้นคือไผ่กิมซุง เพราะเป็นไผ่สายพันธุ์ที่ออกหน่อได้ตลอดทั้งปี มีปัญหาเรื่องโรคแมลงน้อย เหมาะสำหรับคนมีเวลาน้อย

โดยเริ่มต้นปลูกไผ่กิมซุงจำนวน 10 กอ ซึ่งในช่วงนั้นราคากิ่งพันธุ์มีราคาค่อนข้างสูงถึงกิ่งละ 250 บาท ตนเองจึงเลือกที่จะสร้างรายได้จากการขยายกิ่งพันธุ์ไผ่กิมซุงขาย ใช้เวลาในการขยายพันธุ์ประมาณ 2 ปี ทำขายสร้างรายได้เพียงระยะหนึ่ง เนื่องจากมีคนเริ่มปลูกเยอะ คู่แข่งเพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคากิ่งพันธุ์ตกลงเหลือกิ่งละ 10-20 บาท เป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เพราะถ้าหากยังดึงดันปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการค้าบนพื้นที่เล็กๆ แบบนี้อีกต่อไปคงไม่รอดแน่ จึงเป็นที่มาของการปรับปรุงเปลี่ยนมาปลูกพืชผสมผสานด้วยการไปปรึกษาหาผู้รู้ในจังหวัดนครปฐมให้ช่วยชี้แนะ รวมถึงการเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนการทำงาน ให้อยู่บนพื้นฐานของความจริงให้มากขึ้น ในเรื่องที่ตนเองมีพื้นที่ผืนเล็กๆ แค่ 211 ตารางวา แต่จะทำยังไงให้สามารถเลี้ยงชีพได้ ก็ต้องเริ่มจากพื้นฐานของการพอเพียงก่อน “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน เหลือกินจึงเก็บขาย

เมื่อคิดได้ก็เริ่มทำตามเป้าหมายที่วางไว้คือการปลูกพืชผักสวนครัวขาย ก็มีรายได้เข้ามา แต่ยังไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันสักเท่าไหร่ กลายเป็นโจทย์อีกข้อที่ต้องกลับมานั่งแก้ว่าจะทำอย่างไรให้อยู่ได้ และคำตอบที่ได้คือการต้องเลือกขายของให้ถูกจุด เปลี่ยนจากการเน้นขายผลผลิตสด มาเก็บเมล็ดพันธุ์ขายแทน แล้วจากนั้นมีการต่อยอดปลูกผลไม้ เลี้ยงสัตว์ เพิ่มขึ้นมาเพื่อสร้างความหลากหลาย

เริ่มจากการร่างโครงสร้างบนกระดาษขึ้นมาก่อนเพื่อให้เห็นภาพ ว่าในพื้นที่แต่ละจุดควรจะเลี้ยงหรือปลูกอะไรเพื่อให้เกื้อกูลกันมากที่สุด เพราะโจทย์ของตนเองคือทำน้อยแต่ได้มาก พื้นที่น้อยแต่ต้องทำเกษตรแบบครบวงจร และสามารถทำอาชีพอย่างอื่นควบคู่โดยใช้พื้นที่ในสวน ดังนี้

พื้นที่สำหรับปลูกพืชผัก มีทั้งปลูกผักบนแคร่และปลูกลงดิน
ทำร่องสวนปลูกไม้ผลไว้หลายชนิด แต่ปลูกไม่มาก อย่างละ 5-6 ต้น เน้นชนิดที่ตนเองชอบและขายง่าย เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม ฝรั่ง ส้มโอ มะนาว และมัลเบอร์รี่
โซนปลูกไผ่กิมซุง ปัจจุบันขยายปลูกจำนวน 20 กอ ควบคู่กับการเลี้ยงไก่แบบปล่อยธรรมชาติ มีต้นไผ่ให้ร่มเงา ที่มีทั้งไก่ไข่ไว้สำหรับบริโภคเอง ไก่งวง ไก่ชน ไว้สำหรับขายเป็นไข่เชื้อ เพื่อสร้างมูลค่า เพราะถ้าหากขายเป็นไข่ธรรมดารายได้อาจไม่ตอบโจทย์
เลี้ยงไส้เดือนเพื่อนำมูลมาทำเป็นปุ๋ยใส่พืชผักผลไม้ในสวน และพอมีไว้เหลือขาย จากการเริ่มต้นเลี้ยง 20 กะละมัง แล้วขยายทำโต๊ะเลี้ยง เป็นการใช้พื้นที่ไม่มากแต่ให้ประโยชน์สูง
บ่อเลี้ยงปลา เน้นเลี้ยงปลากินพืช อย่างปลาสลิดและปลานิล ในบ่อดินขนาดความกว้างประมาณ 3×15 เมตร ลึก 2 เมตร
พื้นที่สำหรับการสอนศิลปะเครื่องปั้นดินเผา โดยมีทำเลที่ดีที่สุดคือภายสวนผสมผสานของตนเอง ที่มีร่มเงาของต้นไม้คอยให้ความร่มรื่น ให้ความร่มเย็นอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งผลที่ได้รับตามมาจากสิ่งที่ตั้งใจทำในตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา คือได้เห็นผลผลิตที่งอกเงยขึ้นมาอย่างสวยงาม ทุกอย่างที่ตั้งใจทำเริ่มตอบแทนกลับคืนมาเป็นจำนวนไม่มากแต่ช่วยคลายจนได้ เพราะการทำเกษตรบนพื้นที่น้อย ถ้าหากมีการจัดการดีๆ สามารถทำให้ไม่มีต้นทุนได้ หรือมีค่าใช้จ่ายเท่ากับ 0 และไม่มีขยะเหลือทิ้งแม้แต่น้อย

“สิ่งที่ผมทำในสวนทุกอย่างจะต้องเอื้อประโยชน์ต่อกันได้ทั้งหมด เราพยายามจะไม่ให้มีของเหลือทิ้ง ถ้าเป็นผักหลังจากที่เรากินหรือผักใบแก่ที่กินไม่ได้แล้วเราก็จะโยนให้ไก่กิน แล้วพอให้ไก่เสร็จ ไก่ขี้ออกมาเราก็จะเอาขี้ไก่มาหมักทำเป็นปุ๋ยหมัก เพื่อไปเลี้ยงไส้เดือนหรือใส่ต้นไม้ แล้วผักบางส่วนที่ยังเหลือเราก็เอาไปให้ปลากิน พอปลาโตเราก็เอามากิน เอาไปขายได้ และหัวปลา ไส้ปลา ก็เอามาทำน้ำหมัก กลับคืนสู่ต้นไม้ได้อีก ไม่ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยเคมีและอาหาสัตว์ นับได้ว่าต้นทุนในสวนตอนนี้เท่ากับศูนย์ เพราะทำแบบอินทรีย์เป็นหลัก ไม่ได้เป็นธุรกิจใหญ่โต จึงสามารถอยู่ได้แบบสบายๆ ตรงนี้ถือเป็นส่วนสำคัญสำหรับการทำเกษตรบนพื้นที่น้อยยังไงให้อยู่ได้ ไม่ต้องควักเงินในกระเป๋าไปซื้อของจากที่อื่น มันก็ทำให้ตัวเรายืนได้ด้วยตัวเอง”

เลือกสร้างรายได้ในสวนที่มีมูลค่าสูง
“ทำน้อยแต่ได้มาก”
จะเห็นได้ว่าการเกษตรสมัยใหม่ข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่มาก tumf.net พื้นที่น้อย ไม่ใช่ข้อจำกัดในการทำเกษตรอีกต่อไปแล้วหากทุกคนมีการจัดการที่ดี พี่เก่งอธิบายในส่วนของการทำงานเกษตรต่อว่า การดำเนินชีวิตของตนเองในแต่ละวันคือตื่นเช้ามาให้อาหารไก่ หลังจากให้อาหารไก่เสร็จ ก็ไปรดน้ำต้นไม้ถึง 9 โมงเช้า แดดเริ่มออกก็จะเข้าร่มไปนั่งทำงานศิลปะเครื่องปั้นดินเผา ถึงช่วงบ่าย 3 โมงแดดร่ม ลมตก จึงออกไปถางหญ้า ดูความเรียบร้อยภายในสวน พร้อมกับให้อาหารไก่ ให้อาหารปลา เพราะการทำเกษตรในฉบับของตนเองไม่จำเป็นต้องทำเกษตรอย่างบ้าคลั่ง ที่ต้องตากแดดตั้งแต่เช้าจรดเย็น ก็สามารถสร้างเงินได้เช่นกัน หากมีการวางแผนและเลือกวิธีการหารายได้อย่างตรงจุด คือกลยุทธ์การตลาด ต้องขายให้เป็น ขายให้ได้ ไม่ใช่เพียงแค่การขายผลผลิตอย่างเดียว แต่รวมไปถึงการขายเมล็ดพันธุ์และแปรรูป ทำให้ผลผลิตมีมูลค่าสูงขึ้น ถ้ามีพื้นที่น้อยก็เน้นขายของที่มีมูลค่าสูง เน้นดูแลให้ทั่วถึง ทำน้อยได้มาก

ยกตัวอย่างการสร้างรายได้ของสวนตอนนี้

ในส่วนของไก่ หากเป็นไก่งวงก็จะใช้วิธีการขายไข่เชื้อมากกว่าการขายเป็นไก่เนื้อ เพราะจะได้มูลค่าที่มากกว่า ไม่ต้องรอเลี้ยงให้โต เพราะเป็นการเพิ่มต้นทุนและทำให้เสียเวลา และจะขายไข่เชื้อได้ในราคาฟองละ 60-100 บาท ส่วนไก่ไข่เน้นเก็บไว้กินเอง เพราะถ้านำไก่ไข่ไปขายจะไม่สามารถสู้กับฟาร์มที่ทำธุรกิจผลิตไก่ขายโดยตรงได้ เราจะขาดทุน ก็ต้องปรับเปลี่ยนขายไข่เชื้อหรือลูกพันธุ์เท่านั้น
ไผ่ ไม่เน้นขายสร้างรายได้แต่เน้นนำมาใช้สอยประโยชน์ ทำเชื้อเพลิง ไว้ใช้ในงานด้านศิลปะ ในส่วนของใบจะนำไปหมักทำปุ๋ย และส่วนของหน่อเก็บไว้บริโภคและแจกเพื่อนบ้าน
ไม้ผล กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า ฝรั่ง มัลเบอร์รี่ เก็บไปขายสร้างรายได้เล็กๆ น้อยๆ ตามงานที่ได้ไปออกบู๊ธ หรือฝากเพื่อนในกลุ่มยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์วางขาย
ปลากินพืช อย่างปลานิลและปลาสลิด จะมีชาวบ้านเข้ามาซื้อถึงในสวนอยู่เป็นประจำ

“เท่ากับตอนนี้พี่มีรายได้หลักจากงานสอนปั้นดินเผา งานเกษตรเป็นอาชีพเสริม มีรายได้จากงานเกษตรประมาณเดือนละ 3,000 บาท แต่เราที่เป็นคนปลูกก็อิ่มท้องไปด้วย ถือว่าเงินตรงนี้เป็นเงินเก็บได้ฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย ทุกคนก็ทำได้ เพียงแต่ต้องวางแผนให้ดีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด” พี่เก่ง กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดหรือสนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ทำสวนและปั้นดินเผาสามารถติดต่อพี่เก่งได้ที่เบอร์โทร. 081-458-5210 นายวัลลพ ประวัติวงศ์ นอภ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พานักท่องเที่ยว เที่ยวชมสวนทุเรียนหมอนทองเกษตรอินทรีย์ ที่ไม่ต้องไปเร่ขาย ลูกค้าทั่วสารทิศมาจับจองหมดสวน แล้วได้พามาเที่ยวสวนองุ่นเกษตรอินทรีย์ ไร่องุ่นอิงชู ใกล้ๆ กับย่านที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม

พบกับ นายไพจิตร จอมพันธ์ อยู่บ้านเลขที่ 117 หมู่ 8 ต.นนทรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี หลังไปทำงานอยู่ต่างประเทศเงินเดือน 170,000 บาท แต่ตัดสินใจจากการเป็นลูกจ้างฝรั่ง ที่ทำงานมายาวนานถึง 17 ปี แล้วลาออกกลับมาบ้านเกิด

นายไพจิตร กล่าวว่า เมื่อทบทวนดีแล้วพอมีเงินเก็บ ตัดสินใจบินกลับไทยเมื่อปีที่แล้ว มาบุกเบิกที่ดิน 2 ไร่ ทดลองปลูกองุ่นพันธ์โทมาฮอกแบลโอปอ ยังไม่รวมกับอีก 2 สายพันธุ์ พลิกฟื้นผืนนา ไถพรวนยกร่องสูง 30 ซม. ทำร่องน้ำระหว่างแถวไว้ระบายน้ำหากมีน้ำมาก ทำโครงเหล็กหลังคามุง 2 โรง ปลูกองุ่นแบบก้างปลา และระบบสปริงเกลอร์ ระยะห่าง 2×2 เมตร โรงละ 156 ต้น

1 ปี ที่ผ่านมา ทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่จากการศึกษาดูงานไม่ทำให้ท้อ 1 ปี 1 เดือน ที่รอคอย องุ่นก็ออกผลให้เห็นกระทั่งมีคนรู้จักรู้ว่าตนปลูกองุ่นในพื้นที่ เป็นเกษตรกรรายแรก จึงสื่อสารผ่านบุคคลบอกต่อปากต่อปาก และแถมด้วยโลกออนไลน์ไวปานติดจรวด พากันมาเยี่ยมชมสวนและซื้อหาองุ่นจากสวนไปฝากคนที่บ้าน