การตัดเก็บ เมื่อต้นผักแพวเจริญเติบโตสมบูรณ์ได้นำเคียวเกี่ยวข้าว

หรือมีดคมลงแปลงไปจัดการตัดเก็บผักแพว โดยเริ่มจัดจากริมหรือขอบแปลงเข้าไปในพื้นที่ปลูก โดยจะตัดให้ได้ความยาวยอดละ 20-30 เซนติเมตร นับจากยอดลงมาทางโคน แล้ววางใส่ภาชนะนำไปล้างน้ำให้สะอาด ตัดแต่งยอดผักแพวอีกครั้งแล้วห่อด้วยใบตอง กระดาษ หรือผ้าขาวบาง แล้วจัดใส่ถุงหรือกล่องพลาสติก เก็บรักษาเตรียมไว้ให้พ่อค้าที่เข้ามารับซื้อ

ปฏิบัติหลังการตัดเก็บ ได้จัดการดูแลบำรุงรักษาตอหรือโคนของต้นผักแพวที่อยู่ในแปลง ด้วยการใส่ปุ๋ย ควบคุมระดับน้ำ จากนั้นในราว 30 วัน ต้นผักแพวก็เจริญเติบโตได้ยอดอ่อนที่สมบูรณ์ ให้ตัดเก็บไปขายหรือกินอีกครั้ง

ผลผลิตจากพื้นที่ปลูก 1 งาน เมื่อตัดเก็บจะได้ผลผลิตผักแพว 100-150 กิโลกรัม โดยพ่อค้าคนกลางจะเข้ามารับซื้อผลผลิต ราคา 30-35 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้แต่ละครั้งมีรายได้ 3,000-4,500 บาท หรือ 3,500-5,250 บาท เป็นรายได้พอเพียงให้ยังชีพได้มั่นคงและยั่งยืน

จากเรื่องราวของ ลุงโชติ สายด้วง ปลูกผักแพวงานเดียว ตัดเก็บขาย รายได้กว่าหมื่นบาท เป็นพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย ใช้ปัจจัยการผลิตน้อยที่ให้ผลตอบแทนคุ้มทุน มีตลาดรองรับ ปลูกเป็นงานหลักหรืองานเสริมก็มั่นคง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ลุงโชติ สายด้วง ประธานกลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ เลขที่ 51 หมู่ที่ 5 ตำบลสิงหนาท อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือโทร. 081-267-6989 หรือโทร. 081-848-2585 ก็ได้ครับ

“แม่ฮ่องสอน” เป็นจังหวัดชายแดนอยู่ทางภาคเหนือตอนบน เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภาคเหนือ และเป็นอันดับ 8 ของประเทศ เสน่ห์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนอยู่ที่ทรัพยากรทางธรรมชาติในพื้นที่ 7 อำเภอ ที่มีเส้นทางคดเคี้ยว เลี้ยวเลาะหุบเขา รวมทั้งเสน่ห์วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม และความมีมิตรไมตรีของ 7 กลุ่มชนเผ่าของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประกอบด้วย กะเหรี่ยง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประชากรมากที่สุดของชาวไทยภูเขา, ลาหู่ หรือ มูเซอ, ลีซู หรือ ลีซอ, ลัวะ หรือ เลอเวือะ, ม้ง, ปะโอ ที่อพยพเข้ามาจากรัฐฉาน และชาวจีนยูนนาน (จีนฮ่อ)

“แม่ฮ่องสอน” มุ่งกำหนดแผนยุทธศาสตร์จังหวัดให้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ส่งเสริมและพัฒนาการค้า การลงทุน และการค้าชายแดน ยกระดับคุณภาพชีวิตพัฒนาเศรษฐกิจให้ยั่งยืนบนพื้นฐานแห่งความพอเพียง

ที่ผ่านมาพบว่า ประชากรจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีรายได้เฉลี่ยและคุณภาพชีวิตต่ำกว่าประชากรในภาคเหนือและทั้งประเทศ มีสัดส่วนจำนวนผู้ยากจนมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นๆ เนื่องจากมีพื้นที่กันดารและพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรี ขณะเดียวกัน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขา ซึ่งอาศัยอยู่บนพื้นที่สูงที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ประมาณร้อยละ 50 ของประชากรทั้งหมด ทำให้มีข้อจำกัดในด้านที่ดินทำกิน การศึกษา สาธารณสุข ฯลฯ เนื่องจากการบริการของรัฐไม่สามารถเข้าถึงได้โดยเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้ชาวบ้านขาดความรู้ที่จะใช้ในการประกอบอาชีพ

ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่ นับถือศาสนาพุทธ ในด้านการศึกษา เด็กที่จบการศึกษาระดับประถมศึกษามีโอกาสได้เรียนต่อในระดับมัธยมต้น ประมาณร้อยละ 36.96 ส่วนหนึ่งต้องออกไปช่วยครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม รับจ้าง แต่ยังมีส่วนหนึ่งได้เข้ารับการศึกษาต่อในระบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

ทุกวันนี้ พื้นที่ชนบทห่างไกลความเจริญที่การคมนาคมไม่สะดวก ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ภูเขาสูงทั่วประเทศ มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาผ่านช่องทาง “ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และการทำงานด้วยความเสียสละของคุณครูอาสา กศน. หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “ครูดอย” ที่ตั้งใจทำงานช่วยเหลือเด็กเยาวชนและชาวบ้านที่ด้อยโอกาสให้สามารถอ่านออกเขียนได้ โดยพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาที่เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้เรียนและชุมชน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ทักษะประสบการณ์ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว และชุมชน พร้อมทั้งสามารถถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้อื่นได้

ปัจจุบัน สำนักงาน กศน.จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.) ประกอบด้วย ศศช.บ้านแม่ปะกลาง, ศศช.บ้านจอลือใต้, ศศช.บ้านแม่แพน้อย, ศศช.บ้านจอลือเหนือ, ศศช.บ้านผาอันใต้, ศศช.บ้านห้วยเกี๋ยงน้อย, ศศช.บ้านห้วยเฮี้ย, ศศช. บ้านแม่ดี้ เป็นต้น ซึ่งในจำนวนนี้ มี ศศช. ภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (กพด.) อีกด้วย

ศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.) ในสังกัดสำนักงาน กศน.จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดำเนินงานสนองนโยบายรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมุ่งส่งเสริมอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ร่วมอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ศศช. “แม่ฟ้าหลวง” บ้านผาแดงใต้

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านผาแดงใต้ อยู่ภายใต้การบริหารงานของ กศน.อำเภอแม่สะเรียง สำนักงาน กศน.จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีเป้าหมายจัดการศึกษาให้ทั้งชุมชน เป็นการศึกษาเพื่อชีวิต สังคม เพื่อปวงชน และการศึกษาตลอดชีวิต จัดกระบวนการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นให้ประชาชนในชุมชนมีทักษะพื้นฐาน อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิต ดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชนเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้

ศศช. “แม่ฟ้าหลวง” บ้านผาแดงใต้ จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพภายใต้ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนขึ้น เพื่อช่วยให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยสามารถเรียนรู้พัฒนาอาชีพเดิม หรือสร้างอาชีพใหม่ให้มีรายได้ที่ดี ดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข เช่น อบรมอาชีพ “ย่ามทอมือ” และพัฒนาลวดลายจกกะเหรี่ยงโบว์ให้แก่ชาวบ้านผาแดงใต้ หมู่ที่ 8 ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง เป็นต้น

นอกจากนี้ ศศช. “แม่ฟ้าหลวง” บ้านผาแดงใต้ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการดูแลสุขภาวะและสุขอนามัยของประชาชน เช่น อบรมความรู้เรื่องการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และไวรัสโควิดสายพันธุ์โอไมครอน ซึ่งองค์การอนามัยโลก ประกาศยกระดับให้เป็นไวรัสโควิดกลายพันธุ์ชนิดใหม่ ที่น่ากังวลเพราะแพร่กระจายได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดลตา สามารถเข้าสู่ระบบร่างกายมนุษย์ได้ง่ายขึ้น และมอบกล้าพันธุ์สมุนไพรฟ้าทะลายโจรให้กับชาวบ้านนำไปปลูกเป็นสมุนไพรประจำบ้านต้านโควิด-19

โชว์ของดีจังหวัดแม่ฮ่องสอน

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมเรียนรู้ (สพร.) สำนักงาน กศน. ได้เชิญชวนสำนักงาน กศน.จังหวัดแม่ฮ่องสอน นำผลิตภัณฑ์ศูนย์อาชีพ OOCC และสินค้า OTOP ซึ่งสถานศึกษาในสังกัดสำนักงาน กศน.จังหวัดแม่ฮ่องสอน เช่น กศน.อำเภอปาย และ กศน.อำเภอขุนยวม ส่งเสริมและสนับสนุนจนเกิดการรวมกลุ่มและเป็นฝีมือของกลุ่มนักศึกษาสายอาชีพในชุมชนของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เช่น เสื้อไต กู๊ปไต, เสื้อกะเหรี่ยง, ย่าม, เสื้อผ้าม้ง, ถั่วลายเสือ ข้าวอินทรีย์ กระเทียม นำมาขายในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป ณ ด้านหน้าศูนย์เรียนรู้วังจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมสาธิตกิจกรรมอาชีพ “ถุงสมุนไพรหอม ดับกลิ่น” เผยแพร่ โดย กศน.ตำบลเวียงเหนือ อำเภอปาย

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศึกษาธิการ (เสมา 3) พร้อมด้วย คุณวัลลพ สงวนนาม เลขาธิการสำนักงาน กศน. และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ได้เยี่ยมชมและให้กำลังใจ บู๊ธศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนของสำนักงาน กศน.จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อร่วมเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์สร้างงาน สร้างอาชีพ มีรายได้ให้กับประชาชนชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ดร.กนกวรรณ กล่าวว่า กศน.ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ของชุมชน มุ่งสร้างอาชีพให้ประชาชนสอดคล้องกับบริบทพื้นที่และช่วงวัยที่เหมาะสม และครู กศน. ก็ได้พัฒนาการเรียนรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ได้ร่วมมือกับเครือข่ายในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เกิดรายได้ มีการหมุนเวียนการจัดแสดงและสาธิตกิจกรรมอาชีพ ในบางกิจกรรมจะมีวิทยากรมาให้ความรู้ด้วย ซึ่งมีการแจ้งล่วงหน้าว่าจะมีผลิตภัณฑ์ใด จากพื้นที่ใดมาจัดแสดง ผ่าน Facebook ประชาสัมพันธ์ กศน. โดยช่วงแรกจะเริ่มจากพื้นที่กรุงเทพฯ ก่อน เนื่องจากอยู่ใกล้ จากนั้นก็ทยอยนำผลิตภัณฑ์จากต่างจังหวัดมาจัดแสดงตามความสะดวก

“อยากให้ประชาชนทั่วไปได้เห็นผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ กศน. พยายามผลักดัน อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ฝีมือของชาวเขาที่อยู่ห่างไกลในพื้นที่ทุรกันดาร ที่ กศน. เข้าไปฝึกอาชีพให้ ทำให้เกิดรายได้และเป็นกำลังใจให้ผู้สูงวัยในพื้นที่ ตลอดจนฝากสินค้าของ OOCC (Onie Online Commerce Center : ศูนย์จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ออนไลน์ ของ กศน.) รวมทั้งขอคำแนะนำว่าเราควรทำอย่างไร เพื่อให้เพิ่มช่องทางเสริมทักษะอาชีพให้กว้างขวางยิ่งขึ้น” ดร.กนกวรรณ กล่าวในที่สุด

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบข่าวจาก กลุ่มส่งเสริมกิจการการศึกษาและเครือข่าย สำนักงาน กศน. กระทรวงศึกษาธิการ หม่อน หรือ มัลเบอร์รี่ (Mulberry) เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก ใบ ทำเป็นชาใบหม่อนสมุนไพรชั้นยอด และยังใช้เป็นอาหารของหนอนไหม

หม่อน เป็นไม้พุ่มขนาดกลางใบเดี่ยวออกสลับ ดอกเป็นช่อ ดอกทรงกระบอก กลีบดอกสีขาวหม่น ผลเป็นช่อทรงกระบอก ผลหม่อน นอกจากกินสดแล้ว ยังนำไปแปรรูปได้อีก ในรูปแบบน้ำหม่อนพร้อมดื่ม แยมผลหม่อน โยเกิร์ต เยลลี่ เค้ก ใช้น้ำหม่อนเป็นส่วนผสมของขนมปังโฮลวีท ของใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งน้ำยาล้างจานจากหม่อน แชมพูสระผมจากหม่อน สบู่จากหม่อน ทั้งชนิดก้อนและเหลว

คุณจารุวรรณ เอกบัว ชื่อเล่นว่า คุณเล็ก อยู่บ้านเลขที่ 155 หมู่ที่ 6 ตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ 098-446-6932 เป็นเกษตรกรผู้ประกอบกิจการผลิตผลสด แปรรูปเอง ทำการตลาดเพื่อขายเอง ต่อมาก็เปิดสวนหม่อนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงการเกษตร (Mulberry farm) และให้บริการเป็นที่พักแบบฟาร์มสเตย์ (Farm stay) สำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆ

คุณเล็ก เป็นคนจังหวัดขอนแก่น พ่อแม่มีอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม แต่ตนเองหันมาประกอบอาชีพรับจ้างเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และได้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่สาขาจังหวัดแพร่ ตำแหน่งสุดท้าย ผู้จัดการฝ่าย

การเป็นลูกจ้างรับแต่เงินเดือน ไม่ตอบโจทย์ชีวิต ไม่ใช่ตัวตนของเธอ คุณเล็ก จึงตัดสินใจลาออก ทิ้งเงินเดือนเกือบครึ่งแสนมาดำเนินชีวิตใหม่ที่จังหวัดแพร่โดยซื้อที่ดินที่ตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย เพื่อปลูกหม่อนเลี้ยงไหม โดยขอความรู้และกล้าพันธุ์หม่อนจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถแพร่ นำไปปลูกจำนวน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์เชียงใหม่ 60 (ผลผลิตจะดกมาก แต่ผลเล็ก) จำนวน 200 ต้น สายพันธุ์บุรีรัมย์ 60 (ใบใหญ่ ใช้เลี้ยงหนอนไหมและทำชาใบหม่อน) จำนวน 20 ต้น สายพันธุ์กำแพงแสน (ผลใหญ่ยาวมีขนน้อย) จำนวน 80 ต้น บนเนื้อที่ 8 ไร่

ปลูกและดูแลไม่ยากอย่างที่คิด

ถ้ารู้ธรรมชาติของต้นหม่อน ต้นหม่อนโดยธรรมชาติเป็นพืชทนแล้ง ไม่ต้องรดน้ำก็อยู่รอด เพียงกำจัดหญ้าบริเวณที่จะปลูกออกให้หมดเสียก่อน ขุดหลุมขนาดเท่ากับถุงดำที่บรรจุต้นพันธุ์ นำต้นพันธุ์ลงปลูกระยะห่างระหว่างต้น 2×2 เมตร นำมูลวัวมูลควายทับบนดินแล้วใช้ฟางข้าวกลบ กลบด้วยมูลวัว มูลควายอีกชั้นหนึ่ง เพื่อกันฟางข้าวปลิวออกจากโคนต้นหม่อน แนะนำให้ปลูกในเดือนมิถุนายน เพราะเป็นช่วงฤดูฝน พื้นดินมีความชุ่มชื้นดี ไม่ต้องให้น้ำ

หลังปลูก ปล่อยให้ต้นหม่อนเจริญเติบโตไปตามธรรมชาติ คุณเล็กจะให้น้ำช่วงเดือนมีนาคม เมษายน สัปดาห์ละครั้ง เมื่อต้นหม่อนโตแล้วก็ไม่ต้องให้น้ำเพราะเป็นพืชทนแล้ง ผ่านไป 6-8 เดือน ต้นหม่อนเริ่มให้ผลผลิตในช่วงปลายเดือนธันวาคม ก็เก็บผลผลิตได้ เดือนมีนาคมตัดแต่งกิ่ง ช่วงฤดูฝนคุณเล็กจะตัดหญ้าถางโคนต้นหม่อนคลุมด้วยฟางข้าว ทำให้โล่งเตียน ไม่มีแหล่งเพาะเชื้อโรค และแมลง

เทคนิคการบังคับให้หม่อนติดดอกออกผล

ด้วยการตัดแต่งกิ่งและการโน้มกิ่ง

เดือนมีนาคม เมื่อต้นหม่อนอายุได้ 8 เดือน คุณเล็กตัดแต่งกิ่งที่ความสูง 1 เมตร เดือนพฤษภาคม ต้นหม่อนแตกกิ่ง จะโน้มกิ่งสีน้ำตาล ลิดใบออกให้หมด (ธรรมชาติของหม่อนเมื่อไม่มีใบเขาก็จะสร้างยอด สร้างใบ ขึ้นมาใหม่) รวบกิ่งมัดรวมกันระหว่างต้น เป็น 4 ทิศทาง เป็นรูปโค้ง แล้วตัดปลายยอดทิ้ง (ใบหม่อน นำไปตากแห้ง ทำเป็นชาใบหม่อนได้) จนถึงช่วงที่ผูกมัดแล้วตัดกิ่งแขนงย่อยๆ ออก ใน 1 ต้น หากต้องการให้ได้ผลหม่อนที่จะเกิดขึ้นมาใหม่มีผลใหญ่ ก็จะให้มีกิ่ง 1-10 กิ่ง ต่อต้น ระหว่างนี้งดให้น้ำ 5 วัน เพื่อเป็นการเลียนแบบธรรมชาติ หากต้นต้องตาย จะแตกยอดแตกใบขึ้นมาใหม่ เพื่อดำรงชีพต่อไป นับเวลาไป 45-60 วัน ต้นหม่อนก็จะแตกยอด ออกดอก ติดผล เริ่มเก็บผลได้ตลอด 1 เดือน จะดำเนินการเช่นนี้ ปีละ 2 ครั้ง ช่วงเดือนเมษายนและตุลาคม

เล็ก กล่าวว่า การจะบังคับให้ต้นหม่อนติดดอกออกผลในช่วงใดก็ทำได้ กำหนดวันที่ต้องการผลผลิตแล้วนับวันย้อนหลังไป 45-60 วัน ก็ดำเนินการตามที่กล่าวไป

ผลงานวิจัยพบว่า ผลผลิตมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ระหว่างการโน้มกิ่งกับการไม่โน้มกิ่ง ปล่อยไปตามธรรมชาติว่า วิธีการบังคับทรงพุ่มต้นหม่อน ที่อายุ 2 ปี หากโน้มกิ่งให้ขนานกับพื้นดิน เป็นการทำนอกฤดูได้ โดยบังคับทรงพุ่มในวันที่ 1 กันยายนของทุกปี จะเก็บผลหม่อนได้เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ได้จำนวน 514 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี และถ้าต้นหม่อนมีอายุมากก็จะเก็บผลผลิตได้มาก

การตัดแต่งกิ่ง เป็นการบังคับให้ต้นหม่อนออกดอกตามใจฉัน คุณเล็กสรุปจากประสบการณ์ว่า ต้นหม่อนอายุ 2 ปี (ต้นหม่อนปลูกครั้งเดียวมีอายุยืนยาว 40-50 ปี) จะให้ผลผลิตสูงสุด จากนั้นจะค่อยๆ ลดลง แต่ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่บำรุงต้นด้วย ต้นหม่อนอายุ 4 ปี คุณเล็กตัดต้นเหลือแต่ตอ สูงไม่เกิน 1 เมตร โดยตัดต้นหม่อนทุกๆ 20 ต้น ต่อสัปดาห์ทยอยตัดแล้วเว้นช่วงเวลาไป เพื่อให้ต้นหม่อนติดดอกออกผลตลอดตามปริมาณผลผลิตที่ต้องการ (ไม่ต้องการให้ต้นหม่อนออกผลพร้อมกันทั้งสวน)

เมื่อถึงฤดูฝนคุณเล็กจะไม่ให้ผลหม่อนออกผล เพราะผลหม่อนร่วงง่าย เกิดเชื้อราเร็วมาก ที่สำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว หม่อนแม้จะติดผลดกมากแต่รสชาติจะไม่หวาน แต่หากเป็นช่วงฤดูร้อน ผลจะเล็กไม่สวย แต่หวาน ทั้งนี้จะให้ต้นหม่อนได้พักตัวในเดือนพฤศจิกายน สวนหม่อนของคุณเล็ก ได้รับใบรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เก็บผลผลิตตามความต้องการของตลาด-เพื่อแปรรูป

คุณเล็กเก็บผลหม่อนขายผลสด นำไปแปรรูป และคงค้างไว้บนต้นให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการซื้อเก็บผลเอง คุณเล็กพิถีพิถันในการดูแลและเก็บผลผลิต หากนำไปแปรรูป จะเลือกเก็บผลสีแดง 50% ผลดำ 50% เก็บครั้งละ 10 กิโลกรัม ในแต่ละสัปดาห์

คุณเล็กจะแจ้งข่าวสารประชาสัมพันธ์ทางสื่อ Facebook ไปยังผู้ที่ต้องการซื้อผลหม่อนในเมืองแพร่ หากสั่งซื้อจำนวนเท่าไร ก็จะเก็บผลหม่อนในตอนเช้า ใช้มือเด็ดทีละผล เพื่อไม่ให้ผลช้ำ และจะแจ้งผ่านทาง Facebook ไปยังนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวชมที่สวน ก็จะให้เขาเลือกเก็บกันเองและนำมาชั่ง คิดเงินกันไป กิโลกรัมละ 100 บาท สรุปยอดแล้ว ต้นหม่อน 300 ต้น เก็บผลผลิตได้ ประมาณ 1,000 กิโลกรัม เป็นการขายผลสดครึ่งหนึ่ง แปรรูปอีกครึ่งหนึ่ง

นอกจากการขายผลหม่อนแล้ว คุณเล็กยังเพิ่มมูลค่าของต้นหม่อนอีก 2 อย่าง คือ การตอนกิ่งและปักชำกิ่งขาย จะทำในช่วงเดือนพฤศจิกายน หากเป็นกิ่งตอน ขายต้นละ 80 บาท กิ่งปักชำ ต้นละ 20 บาท โดยบรรจุในถุงดำเรียบร้อยพร้อมปลูก ได้นำใบหม่อน (สายพันธุ์บุรีรัมย์ 60) ไปเลี้ยงหนอนไหม ซึ่งเธอเลี้ยงไว้ด้วย

การขยายพันธุ์หม่อน ผลการวิจัยพบว่า การใช้วิธีการปักชำ หากใช้ความสูงของกิ่งที่ 25 เซนติเมตร ใส่ในถุงเพาะชำสีดำ ได้ผลรอดตาย 83-84% กรณีการตอนกิ่ง ใช้ความยาวที่ 150 เซนติเมตร ได้ผล 89-96% และการฉีดพ่นฮอร์โมนจำพวกไซโตไคนิน ออกซิน จิบเบอเรลลิน ไม่มีผลต่อการเติบโตและการขยายกิ่งพันธุ์หม่อนแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องฉีดพ่น

บริหารจัดการผลผลิต-แปรรูป-ดูแลตลาดด้วยตนเอง

คุณเล็ก เป็นเกษตรกรหญิงแกร่ง steelexcel.com มีวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการผลผลิต การพัฒนาองค์ความรู้และประสบการณ์ในกิจกรรมด้านการเกษตรปลูกหม่อนทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผนการผลิตผลหม่อน การจัดรูปแบบการใช้ที่ดิน แหล่งน้ำ วิธีการปลูกหม่อน การดูแลหม่อน การเก็บเกี่ยวผลผลิตผลหม่อน การแปรรูปผลหม่อนอย่างมีมาตรฐานการผลิตที่เป็นธรรมชาติไม่เจือปน ใช้ระบบเกษตรอินทรีย์ มีการบริหารตลาดหม่อนของตนเอง อย่างเช่น การแปรรูปผลหม่อนที่ดำเนินการอยู่ ได้แก่ น้ำหม่อนพร้อมดื่ม แยมผลหม่อน โยเกิร์ติมัลเบอร์รี่ เยลลี่มัลเบอร์รี่ เค้กช็อกโกแลตมัลเบอร์รี่ ขนมปังโฮลวีท พร้อมได้เสนอตัวอย่างการแปรรูป ดังนี้

การผลิตน้ำหม่อนพร้อมดื่ม
วัตถุดิบ

ผลหม่อน 1 กิโลกรัม (ใช้ผลหม่อนสีแดง 60% ผลสีดำ 40% เพื่อให้น้ำหม่อนมีรสเปรี้ยวอมหวานและสีสด)
น้ำมะนาว 2 ถ้วยตวง
น้ำตาลทรายแดง 200 กรัม
น้ำสะอาด 2 ลิตร
วิธีการทำ นำวัตถุดิบทุกอย่างใส่หม้อต้ม จนน้ำเดือดนาน 10 นาที แล้วตักขึ้นแยกกากออก รอเวลา 10 นาที บรรจุใส่ขวดพลาสติก ขนาด 150 ซีซี ผนึกปิดฝาขวด นำลงแช่ในน้ำแข็ง นำออกขายได้ ขวดละ 10 บาท ส่วนกากที่เหลือนำไปทำแยมผลหม่อนต่อไป

แยมผลหม่อน
วัตถุดิบ

ผลหม่อนสด 1.5 กิโลกรัม และใช้กากผลหม่อนที่ได้จากการต้มทำน้ำผลหม่อนพร้อมดื่มอีก 0.5 กิโลกรัม
น้ำมะนาว 150 ซีซี
น้ำตาลทรายแดง 400 กรัม
เพคติน 50 กรัม
วิธีการทำ

นำกากผลหม่อนใส่เครื่องปั่นเสียก่อน และผลสดไม่ต้องปั่น ใส่รวมกันในหม้อสแตนเลส
นำน้ำมะนาวกับผลหม่อนและกากหม่อนที่ปั่นแล้วคนให้เข้ากันเพื่อให้น้ำมะนาวซึมเข้าเนื้อผลหม่อน ใส่เพคตินลงไปแล้วคนด้วย จากนั้นนำน้ำตาลทรายแดงลงไปผสมคลุกเคล้าคนให้เข้ากันพอดี
นำหม้อขึ้นตั้งบนเตาไฟ ใช้ความร้อนเป็นเวลานาน 30 นาที โดยไม่ต้องคน ก็จะได้แยมผลหม่อน
ต้มขวดแก้วและฝาปิดที่จะนำมาบรรจุ เพื่อฆ่าเชื้อโรคนาน 10 นาที
บรรจุแยมผลหม่อนใส่ขวดขณะร้อนๆ ผนึกปิดฝาขวดตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิปกติจนเย็นลง นำออกขายได้ ขวดบรรจุ 100 กรัม ขายในราคาขวดละ 50 บาท