การทำบ่อบำบัด ได้สร้างบ่อบำบัดอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าพื้นคอกหมู

เพื่อให้น้ำที่ล้างทำความสะอาดไหลลงบ่อได้ง่าย ฉาบด้วยปูนซีเมนต์ด้านในวงบ่อซีเมนต์ป้องกันน้ำซึมเข้าและป้องกันกลิ่นไปรบกวนเพื่อนบ้าน และเมื่อมูลหมูเต็มบ่อได้สูบขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการปลูกพืช

ร้อยตรีบัญชา เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า อีกกิจกรรมหนึ่งคือ เลี้ยงไก่ไข่ 15 ตัว มีไข่ให้เก็บ 10-14 ฟอง ต่อวัน วิธีเลี้ยงได้ปล่อยไก่ไปหากินเศษอาหารที่ตกหล่นจากการเลี้ยงหมูหรือเศษพืชผักผลไม้เพื่อลดต้นทุนค่าอาหารเม็ด และได้จัดอาหารเม็ดให้ไก่กินเพื่อเสริมให้เพียงพอต่อการเจริญเติบโตให้ผลผลิตคุณภาพ

การปลูกพืช ได้ปลูกพืชอายุสั้นที่ให้ผลผลิตไวได้เก็บกินในครัวเรือนก่อน เหลือก็นำออกขายให้กับพ่อค้าในหมู่บ้านนำไปขายต่อที่ตลาดสิงห์บุรี พืชผักที่ปลูก เช่น ผักโขม ผักสลัด มะเขือ กะเพรา ข่า ตะไคร้ หรือดอกชมจันทร์ ส่วนไม้ผลที่ปลูก เช่น มะม่วง ฝรั่ง กล้วยหอม กล้วยเล็บมือนาง มะละกอ หรือมะนาว

ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ เวลานี้มีผลมะนาวให้เก็บมากินและนำออกขาย ปลูกชมจันทร์ไม้เถาเลื้อยพืชผักสวนครัวที่ปลูกง่ายให้ดอกดก นำไปแกงส้มหรือลวกกินกับน้ำพริกได้รสแซบอร่อย ผักโขมเป็นพืชผักอีกชนิดที่กินอร่อยได้เก็บบรรจุใส่ถุงไปวางขายตลาดผู้ซื้อชอบมาก พืชผักและไม้ผลจะมีผลผลิตให้ทยอยเก็บได้ต่อเนื่องทุกวัน

การทำเกษตรผสมผสาน ได้จดบันทึกทุกกิจกรรมเพื่อนำข้อดี ข้อด้อย มาเป็นแนวทางแก้ไขปรับปรุงวิธีผลิตและการผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) ได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ จึงได้รับการรับรองให้เป็นสินค้าเกษตรดีมีคุณภาพ จากกรมวิชาการเกษตร และการก้าวสู่ความสำเร็จมีผลผลิตให้เก็บกินหรือนำไปขายเป็นรายได้ เป็นเกษตรผสมผสานตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทำให้วิถีการดำรงชีพมีความมั่นคง

จากเรื่อง เกษตรผสมผสาน วิถีพอเพียง บนพื้นที่ 2 ไร่ ที่สิงห์บุรี ได้จัดการพื้นที่ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ใช้ปัจจัยผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิตที่ได้ผลตอบแทนคุ้มทุนหรือจดบันทึกกิจกรรม เป็นวิถีการดำรงชีพที่มั่นคง

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ร้อยตรีบัญชา เพ็ชรรักษ์ เลขที่ 20/1 หมู่ที่ 6 ตำบลพวกรวม อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี โทร. (081) 291-9687 หรือที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี โทร. (036) 813-488 ก็ได้เช่นกันครับ

มะเฟือง เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่รู้จักกันดี อุดมไปด้วย วิตามิน เอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซีน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันเส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็กและพลังงาน ในปริมาณไม่น้อยเลย

สำหรับพันธุ์ของมะเฟืองนั้นเช่นเดียวกับผลไม้อื่นๆที่มีหลากหลายพันธุ์ แต่ที่ขึ้นชื่อและเป็นที่นิยมคือ พันธุ์ บี 17 หรือที่มีอีกชื่อว่า Honey Star มะเฟืองบี 17 ผลมีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมาก ชั่งได้ 3 – 4 ผลต่อกิโลกรัม

ทรงผลค่อนข้างยาว และมีความกว้างสม่ำเสมอตลอดผล ผลมีความยาวประมาณ 8 – 10 เซนติเมตร กลีบผลหนา มีฐานกว้าง ร่องระหว่างผลตื้น ที่ผิวของกลีบ มีจุดประเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมีเปลือกบาง เมื่อแก่จัดมีสีเหลืองเข้ม จนถึงเหลืองอมส้ม เนื้อนิ่มฉ่ำน้ำ มีกลิ่นหอม รสหวาน

ความหวานวัดได้ 11.5 องศาบริกซ์ รสไม่ฝาด มี 5 – 10 เมล็ดต่อผล มะเฟืองบี 17 จะให้ผลผลิตตลอดทั้งปี แต่เก็บผลผลิตได้มาก ช่วงเดือนมิถุนายน – กันยายน

วิธีการปลูกมะเฟือง ในส่วน ระยะปลูก ใช้ระยะ 4×4 เมตร (หลังปลูกปีที่ 3 จะตัดต้นเว้นต้น) แต่ถ้า ขุดหลุม ขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ทั้งนี้ในการปลูกนั้นควรรองก้นหลุมด้วย โดโลไมต์ : 0-3-0 : 15-15-15 : ปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 100 กรัม : 100 กรัม : 100 กรัม : 100 กรัม : 50 กรัม : 3 กิโลกรัม ต่อหลุม

การดูแลรักษา โดยหลังจากปลูกจะให้น้ำวันเวันวันในฤดูแล้ง

นอกจากนี้ หลังจากปลูก 1 เดือน จะใส่ปุ๋ย 21-0-0 อัตรา 50 กรัม ต่อต้น เมื่ออายุปลูก 2 เดือนขึ้นไป จะใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-13 หรือ 15-15-15 อัตรา 50-100 กรัม ต่อต้น ต่อเดือน และใช้เมธามิโตฟอส : เบนเลท : 21-21-21 อัตรา 30 : 10 : 30 ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2 สัปดาห์ ต่อครั้ง

หลังจากปลูก 8-10 เดือน จะเริ่มแต่งกิ่งเพื่อเลี้ยงทรงพุ่ม หลังจากตัดแต่งกิ่งเสร็จ มะเฟืองจะเริ่มแทงช่อดอก เมื่อแทงช่อดอก 10-15 วัน จะพ่นยาฆ่าแมลงอัตราเดิม 2 สัปดาห์ ต่อครั้ง พอดอกบาน 40 วัน จะปลิดแต่งผลเหลือไว้เฉพาะผลที่ต้องการ แล้วใช้ถุงพลาสติกสีขาวขุ่น หรือถุงกระดาษ ห่อผลไว้ถุงละ 1 ผล

ทั้งนี้ ต้นที่มีอายุ 12 เดือน สามารถห่อผลไว้ได้ ประมาณ 10-20 ผล ต่อต้น ในขณะที่ต้นที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป สามารถเก็บผลผลิตได้รุ่นละไม่ต่ำกว่า 15 กิโลกรัม ต่อต้น

เมื่อเก็บผลผลิตแล้วจะเริ่มตัดแต่งกิ่งมะเฟือง แล้วฉีดพ่นยาป้องกันกำจัดโรคแมลงอัตราเดิม เพื่อเตรียมเลี้ยงดอกรุ่นต่อไป

มะเฟืองหวานๆ สีเหลืองสด ที่ห้อยเป็นระย้าบนต้น จึงนับเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจ หากจะมีไว้ที่ในสวนข้างบ้านสักหนึ่งต้น “มะนาว” ไม้ผลตระกูลส้ม มีรสเปรี้ยวและกลิ่นหอมเฉพาะตัว ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย อาทิ ปรุงแต่งรสชาติอาหาร ใช้ทำขนม เครื่องดื่ม เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ความงาม นำไปแปรรูป ตลอดจนเป็นวัตถุดิบสินค้าในภาคอุตสาหกรรมจำพวกผลิตภัณฑ์ประเภทซักล้าง จากคุณสมบัติที่รอบด้าน ส่งผลให้มะนาวขายได้ตลอดทั้งปี

ตลาดมีความต้องการมะนาวตลอดเวลา ดังนั้น จะดีแค่ไหน ถ้ามะนาวที่ปลูกสามารถย่นระยะเวลาเก็บเกี่ยว ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ถ้าอยากรู้ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” มีเคล็ดลับดีๆ ของ คุณประวิทย์ แซ่โง้ว เกษตรกรเจ้าของพื้นที่ 20 ไร่ ในตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ผู้คิดค้นเทคนิคการปลูกมะนาวต้นคู่ โตเร็ว ให้ผลผลิตที่ไวกว่าเดิม

คุณประวิทย์ เป็นคนชอบคิดค้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เดิมสวนแห่งนี้ปลูกแต่มะนาวต้นเดี่ยวเป็นแบบยกร่อง ต่อมาทดลองปลูกเป็นแบบต้นคู่ หรือ 2 ต้น ลักษณะลำต้นไขว้กันในหลุมเดียวกัน แทนที่มะนาวจะโตช้า กลับโตเร็วเหมือนแข่งกันโต ฉะนั้น จึงนำเทคนิคดังกล่าวมาขยายผลอย่างจริงจัง

พื้นที่จำนวน 20 ไร่ ปลูกมะนาวต้นคู่ทั้งหมด โดยใช้มะนาวพันธุ์แป้นพวง เพราะเปลือกบางให้น้ำปริมาณมาก ขายได้ราคาดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค

พื้นที่ปลูกเป็นสวนแบบยกร่อง ใช้ระยะปลูกมะนาว 4×4 เมตร ขนาดหลุมกว้างและลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ปลูกในดินได้ทุกชนิด อาทิ ดินเหนียว ดินทราย ดินปนทราย แม้กระทั่งดินลูกรัง บริเวณก้นหลุมรองด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก

ส่วนวิธีปลูก นำกิ่งพันธุ์จำนวน 2 กิ่ง ลงปลูกในหลุมเดียวกัน ลักษณะลำต้นไขว้กัน หรือวางติดกัน จากนั้นกลบดินบริเวณโคนต้นให้แน่น เพื่อป้องกันไม่ให้กิ่งล้มหรือกิ่งฉีกหัก นำไม้มาปักพร้อมกับผูกเชือก ตลอดจนถ้าบริเวณโคนต้นแดดแรง ให้ใช้หญ้าแห้ง ฟางข้าว มาพรางแสงแดด ทั้งนี้ เพื่อรักษาความชื้น

ในสัปดาห์แรก จะให้น้ำวันละครั้ง จากนั้นให้วันเว้นวัน เป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ หลังจากต้นมะนาวตั้งตัวได้ จะให้น้ำสัปดาห์ละครั้ง ส่วนวิธีการใส่ปุ๋ย ถ้าเป็นปุ๋ยเคมีจะใส่ครั้งแรกหลังจากปลูกไปได้ 1 สัปดาห์ สูตร 46-0-0 ปริมาณ 1 ช้อนแกง ต่อหลุม ถัดจากนั้นอีก 2-3 สัปดาห์ จะใส่ปุ๋ย สูตร 25-7-7 หลุมละ 1 ช้อนแกง

เมื่อต้นมะนาวอายุ 3 เดือน จะใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หลุมละ 1 กำมือ ใส่เดือนละครั้ง ไปจนกระทั่งมะนาวอายุได้ 5 เดือน นอกจากนี้ บำรุงต้นด้วยปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์ ไร่ละ 1 ตัน ปีละ 2 ครั้ง หลังจากมะนาวเริ่มติดผล ปรับไปใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 หลุมละ 3 กำมือ ต่อครั้ง

มะนาวต้นคู่จะให้ผลผลิตเร็ว และมีปริมาณสูงกว่าต้นเดี่ยวถึง 30 เปอร์เซ็นต์ โดยต้นไม่โทรม แถมปุ๋ยที่ใช้ก็มีปริมาณเท่ากับต้นเดี่ยว มีเพียงต้นทุนค่ากิ่งพันธุ์ที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่อย่างไรก็ตาม นับว่าคุ้มค่ากับผลผลิตที่ได้รับ

โรค-แมลงศัตรูพืชของมะนาว
ศัตรูมะนาวที่สำคัญ ได้แก่ หนอนชอนใบ เพลี้ยไฟ และโรคแคงเกอร์ ล้วนทำให้ผลผลิตลดลงถึงขั้นกิ่งและต้นแห้งตายไปในที่สุดเลยก็ว่าได้

หนอนชอนใบ สังเกตได้จากใบจะหงิกงอ ขอบใบม้วนเข้าหาเส้นกลางใบ ใบไม่เจริญเติบโต ต้นมะนาวจะแคระแกร็นไม่ติดผล ส่วนเพลี้ยไฟ จะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ยอดอ่อน ใบอ่อน ผลการทำลายจะรุนแรงในระยะผลอ่อน หรือตั้งแต่เริ่มติดผล มะนาวที่ถูกทำลายจะปรากฏรอยสีเทา เป็นวงบริเวณขั้วผลและก้นผล

โรคแคงเกอร์ สามารถเกิดขึ้นได้แทบทุกส่วน ทั้ง ใบ กิ่งก้าน และผล ลักษณะอาการ ใบและผลจะเป็นแผล ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น นูนคล้ายฟองน้ำ มีสีเหลืองอ่อนถึงสีเหลืองเข้ม ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม แตกเป็นสะเก็ด มีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบ ส่วนอาการที่กิ่งและก้านจะมีแผลฟูนูนสีน้ำตาล ค่อยๆ ขยายไปรอบๆ กิ่ง เมื่อต้นมะนาวเป็นโรคนี้มาก ต้นจะโทรม ใบร่วง แคระแกร็น ผลผลิตลดลง กิ่งและต้นจะแห้งตายไปในที่สุด

การป้องกันและจำกัดศัตรูพืช วิธีแรกหมั่นคอยสำรวจแปลง หากพบกิ่งหรือผลที่ติดโรค ให้ตัดออกแล้วเผาทำลาย แต่กรณีที่ไม่สามารถควบคุมได้ ให้ใช้สารเคมีกำจัด

รับรองคุ้มทุน มีมะนาวขายได้ทั้งปี
มะนาวต้นคู่จะเริ่มให้ผลผลิตภายใน 14-15 เดือน ต่างจากมะนาวทั่วไปที่ให้ผลผลิต 19 เดือน หลังให้ผลผลิต 3-4 ปี สังเกตต้นมะนาวจะมีต้นใดต้นหนึ่งเริ่มโทรม ให้ปลูกต้นเสริมมาแทนที่ จนกว่าต้นเสริมจะแข็งแรงดีให้ตัดต้นที่โทรมออก จะได้ต้นมะนาวที่อยู่ในระยะให้ผลผลิตเต็มที่ตลอดเวลา

มะนาว จะออกช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน พื้นที่ปลูก 20 ไร่ มี 40 กว่าร่อง เก็บผลผลิตช่วงระยะเวลาดังกล่าว ได้ร่องละ 2,500 กิโลกรัม หรือประมาณไร่ละ 5 ตัน ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งเก็บมะนาวได้เฉลี่ย 300 กิโลกรัม ต่อเดือน โดยผลผลิตที่เก็บได้ เป็นขนาดจัมโบ้ 40 เปอร์เซ็นต์ ขนาดกลาง 30 เปอร์เซ็นต์ และขนาดเล็ก 20 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยแล้วมะนาวต้นคู่ 1 ต้น ให้ผลผลิตประมาณ 1,500 ลูก ต่อปี หากเป็นมะนาวต้นเดี่ยวจะให้ผลผลิตต้นละ 1,300 ลูก ต่อปี

แม้ว่าการปลูกมะนาวแบบต้นคู่จะโตเร็ว แต่ในด้านเงินลงทุนถือว่าค่อนข้างสูง เพราะต้องซื้อกิ่งพันธุ์เพิ่ม เบ็ดเสร็จแล้ว 1 ไร่ ตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนกระทั่งเก็บผลผลิต ประมาณ 60,000 บาท

แต่ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน เพราะภายหลังมะนาวออกผลเพียงครึ่งปีก็สามารถคืนทุนได้แล้ว แถมหลังช่วงเก็บเกี่ยว หรือเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมจะมีพืชชนิดหนึ่ง เรียกว่า “หญ้าชิวคัก” ขึ้นเองตามธรรมชาติ นำไปใช้ทำขนม เช่น ขนมเข่ง ขนมเทียน ช่วยให้แป้งนิ่ม มีรสชาติดี ขายได้กิโลกรัมละ 300-400 บาท พื้นที่ 20 ไร่ มีหญ้าชนิดนี้ขึ้นราว 100 กิโลกรัม สร้างรายได้ครั้งละประมาณ 30,000 บาท

จะเห็นได้ว่า กรรมวิธีการปลูก การบำรุงดูแลรักษา “มะนาวต้นคู่” ไม่ได้มีความยุ่งยาก หรือแตกต่างไปจาก “มะนาวต้นเดี่ยว” ฉะนั้น เทคนิคง่ายๆ จากเกษตรกรรายนี้ นับว่าน่าลองนำไปใช้ทีเดียว

ผู้ปลูกรายใดที่สนใจ สามารถติดต่อขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ คุณประวิทย์ แซ่โง้ว ได้ ณ บ้านเลขที่ 104 หมู่ที่ 3 ตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เบอร์โทรศัพท์ (032) 246-335

“ลองกอง” ยะลา ช่อสวย เนื้อแน่น รสหวาน คุณภาพระดับพรีเมี่ยม พืชเศรษฐกิจน้องใหม่เมืองงามใต้สุดสยาม ประเทศไทยส่งออกมะม่วงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากประเทศฟิลิปปินส์และเม็กซิโก ซึ่งมะม่วงที่ส่งออกนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่ปลูกแพร่หลายมากที่สุดจะเป็นพันธุ์เขียวเสวย แรด น้ำดอกไม้ อกร่อง ฟ้าลั่น และโชคอนันต์ แต่ละสายพันธุ์จะมีรสชาติและลักษณะที่แตกต่างกันออกไป

ทั้งนี้ คุณอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า ในพื้นที่ความรับผิดชอบของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี 8 จังหวัดของภาคตะวันตก มีการเพาะปลูกพืชหลายชนิดหนึ่งในนั้นคือ มะม่วง ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย

สำหรับในพื้นที่ภาคตะวันตกนั้น ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีเกษตรกรปลูกมะม่วงจำนวนไม่น้อยบางสวนก็ประสบความสำเร็จดี บางสวนก็พอจะสร้างรายได้ในระดับปานกลาง แต่ยังมีอีกไม่น้อยที่ประสบปัญหาด้านการผลิตและการตลาด ซึ่งเกษตรกรแต่ละรายมีทางเลือกด้านการตลาดที่ไม่เหมือนกัน ส่วนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงที่รวมกันเป็นกลุ่มจะมีพลังในการต่อรองทั้งด้านการตลาดและการซื้อปัจจัยการผลิตที่ดีกว่า

“อย่าง คุณบุญช่วย ปั้นหยัด เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงตำบลพังตรุ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ใช้พื้นที่ 10 ไร่ จาก 16 ไร่ มาปลูกมะม่วงโดยใช้หลักการตลาดที่นำการผลิต เน้นคุณภาพและบังคับให้ผลผลิตออกสู่ตลาดตามช่วงเวลาและปริมาณตามที่ตลาดต้องการ สามารถส่งผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมีตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดศรีเมือง เป็นตลาดหลัก ซึ่งจะมีคำสั่งซื้ออย่างแน่นอนในแต่ละปีและช่วงเวลา ส่วนหนึ่งผลิตส่งให้พ่อค้าที่นำผลผลิตไปจำหน่ายในตลาดนัดของชุมชนใกล้เคียงซึ่งถือเป็นตลาดจร จึงทำให้ผลผลิตในแต่ละปีไม่ต้องเจอกับภาวะล้นตลาด” คุณอาชว์ชัยชาญ กล่าว

ด้านคุณบุญช่วย กล่าวว่า ในกระบวนการผลิตก่อนอื่นจะพิจารณาว่าตลาดอยู่ที่ไหน มีความต้องการพันธุ์อะไร คุณภาพอย่างไรและเวลาใด จากนั้นมาพิจารณาดินในแปลงปลูกว่ามีความสมบูรณ์เพียงใดต้องบำรุงปรับปรุงด้วยวิธีใดบ้าง สภาพแวดล้อมจะทำให้เกิดโรคพืชชนิดใดอะไรบ้าง หากต้องใช้สารเคมีจะต้องใช้ยาให้ตรงกับโรคครั้งเดียวให้ได้ผลและอันตรายน้อยที่สุด ควบคู่กับการศึกษาสารชีวภาพว่าจะต้องใช้อะไรบ้างที่สามารถทดแทนสารเคมีได้โดยที่ผลผลิตไม่เสียหายมากนัก ส่วนปุ๋ยเคมีใช้อย่างไรให้ตรงกับความต้องการของพืช เช่น ให้สมบูรณ์ ให้ออกดอกดก และให้ผลผลิตสูง

ส่วนพื้นที่ปลูกใน 10 ไร่จะแบ่งเป็น 4 แปลง ปลูกแปลงละ 800 ต้น วางระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ จำนวน 2 แปลง และมินิสปริงเกลอร์ จำนวน 2 แปลง หลุมปลูกใช้ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยเคมีรองก้นหลุม และใช้ระบบน้ำมามีส่วนร่วมในการใช้ปุ๋ยในแปลงปลูก ใช้ระบบปุ๋ยสั่งตัดด้วยการผสมเองทำให้สามารถลดต้นทุนได้ตันละ 4,000-9,000 บาท จะมีการบำรุงดูแลรักษาต้นมะม่วงให้มีความสมบูรณ์อย่างสม่ำเสมอ

“จากกระบวนการบำรุงรักษาตามระบบจะเกี่ยวข้องกับแผนการผลิตมะม่วงเพื่อให้มีผลผลิตออกมาทั้งปีและตรงตามที่ตลาดสั่งมาคือ ช่วงเวลาเดือนมกราคม-เมษายน จะดูแลให้น้ำให้ปุ๋ยเพื่อความสมบูรณ์ช่วงเดือนเมษายนให้สารพาโคลบิวทราโซลบังคับเพื่อเตรียมการออกดอกช่วงเดือนมิถุนายนทำการฉีดยาดึงช่อหรือที่เรียกกันว่าเปิดตาดอก ช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน สำรวจแปลงปลูกป้องกันและดูแลรักษาทุกวัน ส่วนช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้จำนวน 1-3 รุ่น

โดยในพื้นที่ 10 ไร่ก็จะได้ผลผลิตประมาณ 20-24 ตัน ต่อปี ช่วงเก็บผลผลิตสำหรับทำมะม่วงยำ จะเก็บเมื่อมีอายุได้ 60-75 วัน เก็บเพื่อบ่มสุกจะเก็บช่วงอายุ 100-120 วัน โดยใส่ปุ๋ยหวานก่อนเก็บ 1 เดือน ใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือ 8-24-24 ต้นละ 300-600 กรัม จะทำให้มะม่วงหวานและน้ำหนักดี” คุณบุญช่วย กล่าว

ซึ่งการบังคับให้มะม่วงมีผลผลิตในช่วงนี้จะได้ราคาดี และการวางแผนการผลิตให้มะม่วงในสวนทั้งหมดมีผลผลิตออกหลายรุ่นทำให้ลูกค้ามีโอกาสได้ซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างลูกค้าขาประจำที่นิยมบริโภคมะม่วงคุณภาพ ซึ่งต่างจากสวนที่ผลิตมะม่วงเพื่อเก็บเกี่ยวในคราวเดียวกัน ทำให้ต้องจำหน่ายมะม่วงในลักษณะขายส่งได้อย่างเดียว ซึ่งจะมีผลถึงราคาผลผลิตที่ชาวสวนมะม่วงได้รับ

สำหรับการบำรุงรักษาต้นมะม่วงให้สามารถให้ผลผลิตอย่างสมบูรณ์เกิน 10 ปีนั้น คุณบุญช่วย เผยว่า ในการใส่ปุ๋ยให้เอาอายุต้นมะม่วงมาหาร 2 เช่น อายุ 3 ปี ก็จะใส่ปุ๋ยเคมีตลอดทั้งปี ที่ 1.5 กิโลกรัม แต่ถ้าต้นที่อายุ 10 ปีขึ้นไปให้ใช้ปุ๋ยไม่เกิน 5 กิโลกรัม ต่อปี ต่อต้น โดยเฉลี่ยใส่เดือนละครั้งจะดีที่สุด

“ส่วนการเก็บและบ่มมะม่วงให้เลือกเก็บลูกแก่ก่อน จากนั้นหักจุกแล้วคว่ำหัวจุกลงบนกระสอบป่านหรือหักจุกคว่ำใต้โคนต้นประมาณ 1 ชั่วโมง ต้องหลีกเลี่ยงการเปียกน้ำ น้ำค้าง ตอนบ่มถ้าลูกมะม่วงเปียกน้ำต้องทำให้แห้งก่อนและห้ามวางตากแดดก่อนบ่มเพราะจะทำให้ตายนึ่ง ขายไม่ได้ราคา” คุณบุญช่วย กล่าวในที่สุด

ใบมันสำปะหลัง อาหารสัตว์เพื่อสุขภาพสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

ผศ.ดร. เกรียงไกร แก้วตระกูลพงษ์ และคณะภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินโครงการศึกษาระบบข้อมูลความต้องการของตลาดสินค้ามันสำปะหลัง ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เพื่อยกระดับการผลิตของเกษตรกรSmart Farmer ในยุค Thailand 4.0 สามารถวางแผนการผลิตในแต่ละฤดูกาล เกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ตรงตามความต้องการของตลาด และทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นอย่างยั่งยืนและพอเพียง

จากผลการศึกษาพบว่า อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ต้องการใช้ใบมันสำปะหลังมาผลิตเป็นอาหารสัตว์เพื่อเสริมสุขภาพสัตว์ (Cassava Leaf as Functional Feed) และใช้เป็นวัตถุดิบโปรตีนสำหรับผสมในอาหารสัตว์ เนื่องจากใบมันสำปะหลังสามารถใช้เป็นได้ทั้งแหล่งอาหารหยาบและแหล่งอาหารโปรตีน จึงเป็นทางเลือกเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง โดยใช้ใบมันสำปะหลังแปรรูปเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

ใบมันสำปะหลังแห้งเป็นวัตถุดิบเกษตรที่มีคุณค่าทางโภชนาการ สมัครเว็บคาสิโน โดยมีปริมาณโปรตีนสูงถึง 20-25% สามารถใช้ทดแทนวัตถุดิบโปรตีนที่จะนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ได้ เช่น โปรตีนจากปลาป่นที่กำลังประสบปัญหาน่านน้ำการจับปลา โปรตีนจากกากถั่วเหลืองที่ปัจจุบันต้องนำเข้าและมีปัญหาจากการดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) ที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของสัตว์

ใบมันสำปะหลัง สามารถใช้ทดแทนกากถั่วเหลืองได้ แม้ใช้เพียงเล็กน้อยประมาณ 10% ประเทศไทยก็จะสามารถลดการนำเข้าโปรตีน(จากกากถั่วเหลือง) ได้ถึง 4,035 ล้านบาท นอกจากคุณค่าทางโปรตีนที่สูงแล้ว ยังมีสารแซนโทฟิลล์ที่ช่วยการเจริญเติบโตของสัตว์ และสารแทนนินที่ช่วยป้องกันพยาธิในสัตว์ได้เช่นกัน นอกจากนั้นยังสามารถนำมาเป็นอาหารมนุษย์ได้ด้วย โดยใบมันสำปะหลังแห้งน้ำหนัก 400 กรัมจะเทียบเท่ากับปริมาณโปรตีน 45 ถึง 50 กรัมที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ

การใช้ใบมันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์

หลังจากเก็บใบมันสำปะหลังสดมาแล้วให้นำไปตาก/ผึ่งแดดให้แห้ง โดยอาจสับเป็นชิ้น ซึ่งจะทำให้ตากแห้งได้เร็วขึ้น ระหว่างการตาก ควรกลับใบมันสำปะหลังไปมาเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ส่วนใบและก้านแห้งได้ทั่วถึง โดยตาก/ผึ่งแดด นาน 2–3 แดด ตามปกติใบมันสำปะหลังจะมีสารพิษสำคัญ 2 ชนิด คือกรดไฮโดรไซยานิคและสารแทนนิน แต่เมื่อได้รับการตากแห้งแล้วจะมีกรดไฮโดรไซยานิคเหลืออยู่ในระดับที่ต่ำมากคือไม่เกิน 30 ส่วนในล้านส่วน (ppm) เช่นเดียวกับในมันเส้นที่สารพิษจะระเหยออกไประหว่างผึ่งแดด จนเหลือในระดับที่ไม่เป็นอันตรายสำหรับสัตว์ และกรดไฮโดรไซยานิคในระดับต่ำดังกล่าวนี้กลับช่วยกระตุ้นให้สัตว์มีความต้านทานโรคเพิ่มขึ้นด้วย

ส่วนสารแทนนินนั้นเป็นประโยชน์ต่อระบบการย่อยอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง โดยปริมาณแทนนินที่มีอยู่ในระดับต่ำ 14.79 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะสามารถควบคุมพยาธิในตัวสัตว์ได้ มีคุณสมบัติในด้านการมีฤทธิ์ควบคุมพยาธิในแพะแกะได้อย่างดี ซึ่งสามารถทดแทนการใช้ยาถ่ายพยาธิในแพะแกะได้อีกด้วย ซึ่งนับว่าการใช้ใบมันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์สามารถลดการใช้สารเคมีในการปศุสัตว์ได้ ซึ่งจะสามารถนำไปสู่การผลิตเป็นเนื้อสัตว์แบบอินทรีย์ หรือนมจากสัตว์แบบอินทรีย์ได้