การทำหัตถการ หรือการใช้มือนวดและกดตรงจุดกล้ามเนื้อ

เพื่อคลายการเกร็ง ตึง ที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวด 2.อัลตราซาวนด์ คือการใช้คลื่นเข้าไปกดกล้ามเนื้อและกระตุ้นการไหลเวียนเลือดในกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อที่มีการเกร็งอักเสบคลายตัวและกระบวนการอักเสบหายเร็วขึ้น เป็นสิ่งที่ใช้มือทำได้ยาก ทั้งการคอนโทรลให้น้ำหนักเสถียร และการกดเข้าไปกล้ามเนื้อลึกๆ ซึ่งคลื่นจะเข้าไปได้ลึกกว่าการกดด้วยมือ

3.ชอร์ตเวฟ (คลื่นสั้น) เป็นการแอ็บซอร์บคลื่นอุ่นๆ เข้าไปยังจุดที่มีปัญหา เน้นการไหลเวียนเลือดและการคลายกล้ามเนื้อ ไม่ใช่แรงกดเหมือนการอัลตราซาวนด์ ซึ่งการทำชอร์ตเวฟจะให้ความรีแลกซ์ ให้ความรู้สึกอุ่นๆ ทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น

“การเลือกใช้วิธีการรักษา ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนักกายภาพบำบัด ถ้าต้องการลดการอักเสบ ใช้อัลตราซาวนด์ดีกว่า แต่ถ้าต้องการให้กล้ามเนื้อรีแลกซ์ ให้คลายตัว ใช้ชอร์ตเวฟดีกว่า แต่ก็สามารถใช้ร่วมกันได้ โดยหวังผลสูงสุดให้อาการปวดลดลง ให้โครงสร้างคลายตัว กลับมาเป็นปกติ บางครั้งการใช้มืออย่างเดียวก็ไม่ตอบโจทย์ ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้รักษาว่าจะใช้อันไหน”

ส่วนปัญหากล้ามเนื้อที่เป็นผลมาจากกระดูกสันหลังคด สามารถรักษาได้โดยการปรับโครงสร้างให้กล้ามเนื้อกลับเข้าสู่แนวปกติมากที่สุด โดยต้องคลายจุดที่ตึงเกร็งและเจ็บก่อน จากนั้นรักษาด้วยการทำหัตถการ และใช้เครื่องมือช่วย (ดังที่กล่าวไปแล้ว)

หลังจากรักษาแล้ว นักกายภาพบำบัดจะมีท่าเอ็กเซอร์ไซส์ที่ออกแบบสำหรับแต่ละคนกลับไปทำ ให้เหมาะกับปัญหากล้ามเนื้อแต่ละมัดโดยเฉพาะ กล้ามเนื้อมัดที่ยืดตัวจะต้องออกกำลังกายให้กระชับหดเข้า ส่วนกล้ามเนื้อที่หดตัว จะต้องคลายออก

เมื่อกล้ามเนื้ออยู่ในช่วงความยาวและตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว กระดูกสันหลังจะถูกกล้ามเนื้อดึงให้ไปอยู่ในแนวที่ปกติ ส่วนกรณีคนที่กระดูกสันหลังคดมาตั้งแต่กำเนิดนั้น ไม่สามารถทำให้กลับเข้าสู่แนวปกติได้ แต่สามารถทำให้คดน้อยลง หรือมีวิธีทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้

ความผิดปกติทางสายตารูปแบบต่างๆ ทั้งสั้น ยาว หรือเอียง ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้เกิดจากความอ่อนแอของกล้ามเนื้อตา (Ciliary Muscle) ทำให้ไม่สามารถหดหรือคลายตัวเพื่อให้เลนส์ตาปรับโฟกัสภาพได้ชัดเจน มีงานวิจัยในสหรัฐชี้ว่ามีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้สายตาอย่างผิดๆ เช่น การมองจอมือถือ ดูทีวีเป็นเวลานาน อ่านหนังสือในที่มืด หรืออ่านหนังสือบนรถ

แม้ปัจจุบันสามารถแก้ปัญหาการมองเห็นด้วยหลายวิธี เช่น การใส่แว่น ใส่คอนแท็กต์เลนส์ หรือวิธีการผ่าตัดทำเลสิก แต่มีอีกหนึ่งทางเลือก อย่างการฟื้นฟูสายตาวิถีธรรมชาติที่ไม่ต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัด การใช้สารเคมีหรือใช้อุปกรณ์เพื่อช่วยให้มองเห็น

อุราภา วัฒนะโชติ ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูดวงตาด้วยวิถีธรรมชาติ ผู้คิดค้นศาสตร์การฟื้นฟูสายตาด้วยวิถีธรรมชาติ เล่าให้ความรู้ ในงาน Healthcare 2018 ว่า การฟื้นฟูสายตาวิถีธรรมชาติเป็นศาสตร์ที่รวบรวมความรู้การดูแลสายตาจากหลายศาสตร์ เช่น วิชาเซไตย (Seitai) วิชาไท้เก๊ก วิชาโยคะสมาธิขั้นสูงจากอินเดีย แล้วนำมาประยุกต์ใหม่ให้ไม่ต้องใช้แว่นตา หรือคอนแท็กต์เลนส์ที่มีผลให้เลนส์ตาสูญเสียความยืดหยุ่น ซึ่งทำให้ค่าสายตาแย่มากขึ้น และต้องเปลี่ยนแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์อยู่เสมอ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูดวงตาด้วยวิถีธรรมชาติอธิบายว่า ศาสตร์การฟื้นฟูสายตาวิถีธรรมชาติประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญสำหรับการฟื้นฟูสายตา คือ ดวงตา จิตใจ สมอง และร่างกาย โดยขั้นแรกของการรักษาจะเริ่มฟื้นฟูจากจิตใจให้เกิดความเชื่อมั่นว่ารักษาได้จริง เพื่อให้ผู้ฟื้นฟูพร้อมเปิดใจทำการรักษา

หลังจากเปิดใจแล้ว กระบวนการฟื้นฟูจะเริ่มจากการฟื้นฟูร่างกายให้ยืดหยุ่น ไม่เกร็งตึง ทั้งส่วนคอ บ่า ไหล่ รวมถึงแนวกระดูกไขสันหลัง จากนั้นเข้าสู่การฝึกเพื่อฟื้นฟูดวงตาด้วยการกระตุ้นจอรับภาพ เช่น ฉายไฟในห้องมืด ใช้แผ่นภาพฝึกดวงตาให้รวมภาพแบบ fusion ได้ และใช้ลูกบอลฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อตาทั้ง 6 มัด เพื่อให้แข็งแรงและทำงานได้ดี

นอกจากนี้ ยังมีการล้างตาในน้ำเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดภายในลูกตา การนวดบริเวณเบ้าตาเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบนอกเบ้าตา การฝึกตาด้วยการมองปลายปากกา ลูกปัด และวัตถุอื่นเพื่อให้เกิดการมองเห็นที่สมบูรณ์ (perfect vision)

ส่วนการฟื้นฟูสมองเพื่อช่วยเรื่องการมองเห็น ใช้วิธีวาดภาพด้วยปลายจมูกเป็นอักษรโอม (Om) พร้อมกับให้จินตนาการเป็นแสงสีแดง เขียว น้ำเงิน เพื่อกระตุ้นสมองซีกขวาที่รับผิดชอบเรื่องการมองเห็น ซึ่งการฝึกนี้นอกจากช่วยฟื้นฟูสมองแล้วยังช่วยฝึกดวงตาด้วย

หลังฟื้นฟูครบ 4 ส่วน จะทำให้เกิดการมองเห็นที่สมบูรณ์ ซึ่งต้องสามารถทำได้ตาม 3 ข้อนี้ คือ 1.ตาซ้ายและตาขวาสามารถเห็นภาพที่แยกกันรวมเป็นหนึ่งได้ เรียกว่า การฟิวส์ (fuse) 2.สามารถกะระยะตื้นลึกได้ 3 มิติ 3.สามารถเห็นภาพชัดขึ้น และเมื่อตรวจ visual acuity test (VA) ได้ค่าสายตา 6/6 เมตร หรือ 20/20 ฟุต ทั้งตาดวงเดียวและตา 2 ดวง

สำหรับระยะเวลาที่ใช้ในการฟื้นฟูสายตา คนที่สายตาสั้นไม่มากจะใช้เวลาฟื้นฟูประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน ถ้าฝึกฝนสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละครึ่งชั่วโมงก็จะเห็นผลชัดเจน โดยหลังจากนั้นต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2-6 เดือน แล้วแต่ความยากง่ายในแต่ละกรณี

ส่วนกลุ่มสายตาคนแก่หรือสายตาสูงวัยที่ต้องใช้แว่นในการอ่านหนังสือ จะได้ผลดีเมื่อเริ่มฝึกช่วงอายุ 40 ปี ใช้เวลา 2 สัปดาห์ ขึ้นไปเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่จะเห็นผลขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นตั้งใจในการฝึกตามขั้นตอนอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการฟื้นฟูนี้เห็นผลทำให้สายตามองเห็นปกติ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูดวงตาด้วยวิถีธรรมชาติบอกว่า เมื่อวัดค่าสายตาผ่านคอมพิวเตอร์จะได้ผลค่าสายตาในระดับเดิม เนื่องจากคอมพิวเตอร์วัดค่าสายตาที่ความโค้งกระจกตาและดัชนีความหักเห

จำนวนผู้สูงวัยในประเทศไทยกำลังเพิ่มขึ้นทุกปี และประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ในปี 2574 ดังนั้น โรคกระดูกพรุนในผู้สูงวัย จึงเป็นปัญหาสุขภาพที่ควรตระหนัก
ศ.ดร.นพ.ทวี ทรงพัฒนาศิลป์ ประธานมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขให้ความสนใจกับเรื่องกระดูกหักในผู้สูงวัยจากโรคกระดูกพรุนค่อนข้างมาก เนื่องจากสถานการณ์ผู้สูงวัยในประเทศไทยกำลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ในยุโรปและอเมริกามีผู้หญิงสูงวัยมากกว่า 7 แสนราย ประสบปัญหากระดูกสะโพกหัก มีอัตราการตาย 20-25% ในปีแรก ขณะที่คนไข้มากกว่า 1 ใน 3 ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ และประมาณ 1 ใน 5 ต้องนอนบนเตียงตลอดไป ส่วนในประเทศไทยมีข้อมูลว่า ในแต่ละปีมีผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหักต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐสูงถึง 2-3 แสนราย และต้องการนอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 22.7 วัน

กระดูกในร่างกายคนเราสามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลง และเติบโตได้ตามอายุ มีหน้าที่สำคัญเป็นแกนหลักในการยึดเกาะของเอ็นกล้ามเนื้อต่างๆ

ทำให้ร่างกายเคลื่อนที่เคลื่อนไหวได้ และทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายใน รวมทั้งเป็นแหล่งสะสมแคลเซียมและฟอสฟอรัส อันเป็นแร่ธาตุที่สำคัญในการทำงานของเนื้อเยื่อและอวัยวะสำคัญในร่างกาย

ประธานมูลนิธิโรคกระดูกพรุนฯ ยกกรณีตัวอย่างปัญหากระดูกพรุนว่า มีผู้หญิงอายุ 65 ปี คนหนึ่งมาพบแพทย์ด้วยอาการกระดูกสันหลังหักยุบและมีอาการปวดหลัง ซึ่งเป็นสัญญาณบอกเหตุของโรคกระดูกพรุน ถ้าหากแพทย์ให้ความสนใจแค่การให้ยาระงับปวด แต่ไม่ได้ดูแลรักษาโรคกระดูกพรุนผ่านไป 4 ปี ผู้ป่วยคนนี้กลับมาหาหมอ

ด้วยปัญหากระดูกสะโพกหัก เนื่องจากล้ม ถือว่าเป็นภาวะกระดูกหักซ้ำ มีโอกาสจะเสียชีวิตได้ประมาณ 20-25% ผู้ป่วยคนนี้มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้วตั้งแต่กระดูกสันหลังหักยุบ เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาตามแนวทางที่ถูกต้องตั้งแต่แรก

“การผ่าตัดดามกระดูกหรือการเปลี่ยนข้อเทียมใดๆ ไม่สามารถรักษาโรคกระดูกพรุน หรือลดความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักที่ตำแหน่งอื่นๆ ได้ หลายคนยังเข้าใจว่า กระดูกพรุนเป็นเรื่องของโรคคนชรา ไม่มีทางรักษาได้ แต่ในปัจจุบันทางการแพทย์ถือว่าโรคกระดูกพรุนสามารถรักษาได้ ถึงแม้จะทำให้หายขาดไม่ได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงหรือโอกาสที่จะเกิดกระดูกหักได้ โดยให้การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกัน การให้รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง และให้ได้รับวิตามิน D ที่เพียงพอ รวมทั้งการออกกำลังกายที่เหมาะสม และถ้าจำเป็นสามารถใช้ยาบางอย่างช่วยเพิ่มมวลกระดูกและลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักได้”

ด้าน รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล ประธานชมรมรักษ์กระดูก กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญอันหนึ่งของโรคกระดูกพรุน คือ อายุมากขึ้น และผู้หญิงเป็นได้ง่ายกว่าผู้ชาย

สำหรับแนวทางการรักษาโรคกระดูกพรุน ปัจจุบัน มียากระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่ และยายับยั้งการสลายกระดูก ทำให้ผู้ป่วยมีมวลกระดูกเพิ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม แพทย์จะมุ่งเน้นการป้องกันการเกิดโรค คือ ให้ผู้สูงวัยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หมั่นออกกำลังกายตามความเหมาะสม รับแสงแดดอ่อนๆ เป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามิน D ให้เพียงพอ แต่ไม่ใช่ไปหาซื้อยารับประทานโดยไม่ปรึกษาแพทย์

สุดท้าย คุณหมอแนะว่า อาหารที่ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กาแฟ น้ำอัดลม อาหารรสเค็มจัด และอย่ารับประทานโปรตีนมากเกินพอดี เพราะจะไปทำให้เกิดการขับแคลเซียมออกจากร่างกายมากเกินไป

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม บริเวณท่าเรือผู้ประกอบการธุรกิจประมงกันตัง อ.กันตัง จ.ตรัง ผู้ประกอบการยังคงจอดเรือเพื่อให้เป็นไปตามที่ตัวแทนประมงพาณิชย์จังหวัดตรัง รวมประมาณ 40 คน นำโดย นายสิทธิชัย ภมรวิสิฐ, นายศรัณย์ แก้วชัยเจริญกิจ และ นายบุรินทร์ จันทร์แพทย์รักษ์ พร้อมป้ายไวนิลคัดค้านข้อความ “ชาวประมงจังหวัดตรัง คัดค้านรัฐบาลไทยเข้าร่วมสัตยาบันรับอนุสัญญา ILO C188”

นายศรัณย์ กล่าวว่า ทางผู้ประกอบการประมงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เร่งแก้ปัญหา ระเบียบ กฎหมาย เกี่ยวกับการประมงหลายฉบับ ที่ไม่เอื้อต่อธุรกิจการประมงในไทย และกระทบถึงความอยู่รอดของธุรกิจการประมง และแพปลา โดยให้เวลารัฐบาลแก้ปัญหาภายใน 7 วัน แต่หากรัฐบาลนิ่งเฉย จะพร้อมใจกันหยุดทำการประมงพร้อมกันทั้ง 22 จังหวัด

ส่งผลให้แพปลาต่างๆ ในจังหวัดตรัง และบริเวณสะพานท่าปาบ แม่น้ำตรัง ต.บางเป้า อ.กันตัง พบว่าเรือประมงพาณิชย์จำนวนมาก ยังคงจอดลอยลำ งดออกไปทำการประมง เพื่อรอดูท่าทีของรัฐบาลตามที่ได้ยื่นเงื่อนไข และรอฟังคำตอบภายใน 7 วัน หากครบกำหนดก็เตรียมพร้อมจะหยุดทำการประมง เพื่อประท้วงรัฐบาลต่อไป

ที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีชาวบ้านในหมู่บ้านสัมฤทธิ์ ม.1 ต.สัมฤทธิ์ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา กว่า 50 คน รวมตัวกันไปปลูกต้นกล้วย อยู่กลางถนนสายหนองหัวลาว เพื่อประชดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากถนนสายนี้ ซึ่งเป็นถนนเลียบคลองชลประทานพิมาย มีสภาพพังเสียหายเป็นหลุมเป็นบ่อลึก และมีโคลนตมตลอดเส้นทาง เป็นระยะทางยาวกว่า 3 กิโลเมตร จากบ้านสัมฤทธิ์ ม.1 ไปโรงงานบริษัท เกลือพิมาย จำกัด และไปบ้านหนองแหน ต.ธารปราสาท อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา

จากการสอบถาม นายบุญ หนากลาง อายุ 78 ปี บ้านเลขที่ 207/2 ม.1 บ้านสัมฤทธิ์ ต.สัมฤทธิ์ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ตัวแทนชาวบ้าน เปิดเผยว่า ถนนสายนี้เป็นถนนเลียบคลองชลประทานพิมาย ซึ่งผู้นำหมู่บ้านเคยนำเรื่องเสนอต่อสำนักงานชลประทาน จ.นครราชสีมา ผู้รับผิดชอบ แต่เรื่องก็เงียบหายไป ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากการสัญจรไปมาอย่างมาก เพราะต้องใช้ถนนเส้นนี้ขนพืชสวนการเกษตรเข้าตัวเมืองพิมาย อีกทั้ง ชาวบ้านที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ และจักรยาน ได้รับอุบัติเหตุ เสียหลักล้ม ได้รับบาดเจ็บหลายรายแล้ว ชาวบ้านจึงได้มารวมตัวปลูกต้นกล้วยกลางถนน เพื่อเรียกร้องให้ผู้รับผิดชอบเข้ามาดูแลซ่อมแซมถนนสายนี้ ให้สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม นายสุคนธ์ เต็มยศยิ่ง นายช่างวิศวกรรมชลประทานพิมาย กล่าวว่า ทางชลประทานได้เสนอแผนปีงบประมาณ ปี 2561 ไปแล้ว แต่ไม่ผ่าน จึงรอเสนอของบประมาณ ปี 2562 อีกครั้ง ซึ่งช่วงนี้ทางชลประทานพิมาย จะได้จัดเจ้าหน้าที่ไปช่วยเหลือความเดือดร้อนในเบื้องต้นก่อน ส่วนการซ่อมถนนต้องรอสำนักงานชลประทานจังหวัดนครราชสีมา พิจารณาเพื่ออนุมัติงบประมาณให้ จึงจะนำเงินมาซ่อมแซมให้ได้

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดหนองบัวลำภู จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว เพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ วิถีหนองบัวลำภู โดยมีสื่อมวลชนจาก โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ จากจังหวัด อุดรธานี เลย และหนองบัวลำภู เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างเครือข่ายการประชาสัมพันธ์ ดำเนินการเผยแพร่ไปยังประชาชน และนักท่องเที่ยว ให้ได้อย่างแพร่หลาย และรวดเร็ว ครบถ้วน ผ่านสื่อบุคคล สื่อท้องถิ่น และสื่อมวลชน ให้จังหวัดหนองบัวลำภู เมืองน่าอยู่ เป็นที่รู้จักว่าในพื้นที่นี้มี ของดีอะไร ที่จะได้เป็นการเชิญชวนนักท่องเที่ยว ให้เข้าเที่ยวชม วัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ การประกอบอาชีพ

สำหรับกิจกรรมนำพาสื่อมวลชนไปศึกษาดูงานการผลิตผ้าพื้นเมือง และผ้าทอมือของจังหวัดหนองบัวลำภู ที่หมู่บ้านนาคำไฮ ต.นาคำไฮ อ.เมืองหนองบัวลำภู เป็นหมู่บ้านที่ได้ย้อนรอยวิถีชีวิตของคนโบราณ ในการผลิตผ้าฝ้าย ที่ผ่านกระบวนการผลิตจากเส้นดอกฝ้ายมาเป็นเส้นใย สู่แพรพรรณ ผ่านขั้นตอนและวิธีการทำมือแบบดั้งเดิมโบราณสานต่อภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ตั้งแต่การผลิตเส้นด้าย

การมัดหมี่ทำลวดลาย การทอผ้า และย้อมสีธรรมชาติ ซึ่งเป็นความแปลกที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน เนื่องจากวิถีชีวิตของแต่ละชุมชนเปลี่ยนไป หันไปใช้เสื้อผ้าสำเร็จรูปกันจนไม่เหลือการทอผ้าของคนยุคเก่าก่อนไว้ แต่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ยังคงสืบสานภูมิปัญญาที่หลายคนมองว่าเป็นสิ่งล้าสมัยไว้ และได้มีการฟื้นฟู ผสมผสานทั้งสีสัน ลวดลาย ได้อย่างลงตัว ทำให้ความโดดเด่นสวยงาม กลายมาเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่น การผลิตผ้าฝ้ายทอมือแบบพื้นเมืองของที่นี่ เป็นที่นิยมของคนพื้นที่และความต้องการของตลาดในจังหวัดใกล้เคียง และจังหวัดอื่น ทั่วทั้งประเทศ

นอกจากนั้น ยังได้เดินทางไปศึกษาดูงานพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ปลอดสารพิษ ที่หมู่บ้านโพธิ์ศรีสำราญ ตำบลหัวนา อำเภอเมืองหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ได้เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส แก้ไขปัญหาคนในหมู่บ้าน ที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมี ให้หันมาทำการเกษตรแบบพื้นบ้านปลอดสารเคมี ด้วยการปลูกพืชผักรับประทานกันเอง และมีการซื้อขายกันในหมู่บ้าน เป็นผักที่คนในชุมชนให้ความเชื่อถือในมาตรฐานของผลผลิตที่สะอาด ปลอดสารเคมี เนื่องจากชาวบ้านที่นี่ได้ปลูกเพื่อกิน เหลือกินก็ขายกันในชุมชน

จนทำให้เป็นที่รู้จักกันดีและขยายวงกว้างออกไปยังท้องถิ่นใกล้เคียง จนทำให้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ได้เดินทางมาลงพื้นที่ และตรวจเยี่ยมการทำเกษตรอินทรีย์ของชาวบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่หมู่บ้านที่มีความเข้มแข็งในการทำเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมี นอกจากนั้น กลุ่มปลูกผักอินทรีย์แห่งนี้ ยังลดต้นทุนการผลิต โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ในการนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ในการเพาะปลูกพืชผัก ทำให้ลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี ทำให้ชาวบ้านส่วนหนึ่งได้ปลูกพืชผัก สินค้าเกษตรปลอดสารพิษ จนมีรายได้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ ปัจจุบันมีเกษตรกรจำนวนหลายรายที่สนใจลดพื้นที่การทำไร่อ้อย หันมาทำการเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารพิษ

ทางด้าน นายธนากร อึ้งจิตรไพศาล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นจังหวัดที่มีเกษตรกรทำไร่อ้อยเป็นจำนวนมาก และมีการใช้สารเคมีจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันทางจังหวัดหนองบัวลำภูได้รณรงค์ให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมี และลดการใช้สารเคมี ซึ่งให้นำรูปแบบการดำเนินงาน แบบเกษตรบ้านโพธิ์ศรีสำราญ เป็นต้นแบบในการทำการเกษตรอินทรีย์ จะทำให้เกษตรกรลดต้นทุนในการทำการเกษตร ทั้งยังจะทำให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดสารพิษ เกษตรกรผู้ทำการเกษตร และผู้บริโภคพืชผักผลผลิตทางการเกษตรก็จะมีความปลอดภัยจากสารเคมี ชีวิตก็จะมีความสุข นอกจากนั้น ในการสร้างความเป็นอัตลักษณ์ของคนหนองบัวลำภู ทั้งการทำผ้าฝ้ายทอมือแบบพื้นบ้าน การทำการเกษตรอินทรีย์วิถีคนหนองบัวลำภู ก็จะทำให้คนจากต่างถิ่นเข้ามาท่องเที่ยว สัมผัสกับวิถีชีวิตดั้งเดิม ซึ่งในปัจจุบันนี้ สังคมสมัยใหม่ไม่ค่อยจะมีให้ลูกหลานรุ่นใหม่ได้เห็นและเรียนรู้แล้ว

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยหลังจากการเดินทางเยือนประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกา เมื่อปลายเดือนก.ค.ที่ผ่านมาว่า ผลการจัดกิจกรรม Healthy Rice Campaign 2018 ในนครโทรอนโตและนครนิวยอร์ก ได้รับผลตอบรับจากกลุ่มผู้ร่วมงานเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสพบปะหารือกับผู้นำเข้า/ผู้จัดจำหน่ายข้าวรายสำคัญในสหรัฐฯ ฝั่งตะวันออก โดยได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์การค้าข้าวไทย-สหรัฐฯ รวมถึงได้สอบถามการพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งได้รับทราบว่า ข้าวดังกล่าวยังไม่เป็นที่รู้จักและวางจำหน่ายในตลาดทั่วไป ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการพัฒนาและขยายผลผลิตในเชิงพาณิชย์

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ข้าวหอมมะลิไทยยังคงเป็นที่ต้องการและนิยมในตลาดสหรัฐฯ แต่มีราคาค่อนข้างสูง ทำให้ข้าวหอมจากประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งมีราคาถูกกว่าเข้ามาเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับราคาเป็นหลัก อย่างไรก็ดี มั่นใจว่าผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญด้านคุณภาพมาตรฐานและความโดดเด่นของข้าวหอมมะลิไทยก็ยังคงเลือกซื้อข้าวจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

“การพัฒนาข้าวกลิ่นหอมสายพันธุ์ใหม่ของสหรัฐฯ ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตสหรัฐฯ ได้เคยพยายามพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมออกมาแข่งขันกับข้าวหอมมะลิไทย ในตลาดสหรัฐฯ แต่ไม่ประสบความสำเร็จและไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มบริโภค อย่างไรก็ดี การพัฒนาข้าวหอมของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดข้าวไทยในระยะอันใกล้ แต่ก็ไม่ควรมองข้าม”

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยและได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาติดตามการวางตำแหน่งข้าวหอมมะลิไทยในตลาดอเมริกา การสร้างความรับรู้ข้าวหอมมะลิไทยแบบครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเพื่อรับมือข้าวกลิ่นหอมสายพันธุ์ใหม่จากสหรัฐฯ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและกรมการค้าต่างประเทศ ได้จัดประชุมหารือร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกำหนดแนวทางสร้างการรับรู้และความแตกต่างระหว่างข้าวหอมมะลิไทยกับข้าวหอมชนิดอื่นๆ จากประเทศคู่แข่ง และผลักดันข้าวหอมชนิดรองของไทยที่มีราคาถูกกว่าเพื่อเป็นทางเลือกให้กับกลุ่มผู้บริโภค รวมทั้งมอบหมายให้กรมการข้าวคัดเลือกและพัฒนาข้าวหอมและข้าวพื้นนิ่มสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

สำหรับข้าวหอมมะลิไทยที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วในสหรัฐฯ ต้องรักษาตลาดไว้ให้ได้ และเร่งขยายเข้าสู่กลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ โดยจะประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในตลาดอเมริกาเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติสำคัญ เช่น งาน Natural Expo West การหาพันธมิตรทางการค้า และการจัดกิจกรรม In-store Promotion ร่วมกับห้างสรรพสินค้า/ภัตตาคาร/โรงแรม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้เห็นโอกาสใหม่ๆ ในการนำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมข้าวไทยเจาะตลาดอเมริกาเหนือซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและสามารถเติบโตได้ในอนาคต

สำหรับตัวเลขสถิติการส่งออกข้าวไทยไปสหรัฐฯ ว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยใน ปี 2558 ไทยส่งออกข้าวไปสหรัฐฯ ปริมาณ 376,118 ตัน เพิ่มขึ้นเป็น 457,234 ตัน ในปี 2560 หรือเพิ่มขึ้น 21.57% สำหรับปี 2561 (ม.ค.–มิถุนายน) ไทยส่งออกข้าวไปสหรัฐฯ ปริมาณ 261,319 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวในของปี 2560 ที่มีปริมาณส่งออก 240,104 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 8.85% โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกข้าวหอมมะลิไทยกว่า 90% ทั้งนี้ การส่งออกข้าวไทยในช่วง 7 เดือน ที่ผ่านมาของปี 2561 (ตั้งแต่ วันที่ 1 ม.ค.-31 ก.ค. 2561) มีปริมาณ 6.460 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 ที่มีปริมาณส่งออกอยู่ที่ 6.410 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 0.78% มีมูลค่า 3,286 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.23%

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ประกาศแจ้งเตือนภัยดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก โดยระบุว่า ขอให้อาสาสมัครเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนดินถล่มของกรมฯ ธรณี และประชาชนทั่วไป ในพื้นที่ 10 จังหวัด ตั้งแต่วันนี้ – 4 สิงหาคม นี้

บริเวณภาคเหนือ ในพื้นที่ อ.สบเมย, แม่สะเรียง, แม่ลาน้อย จ.แม่ฮองสอน อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง อ.แม่ระมาด, ท่าสองยาง, แม่สอด, อุ้มผาง จ.ตาก อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ อ.เฉลิมพระเกียรติ, ปัว, บ่อเกลือ, ท่าวังผา จ.น่าน บริเวณภาคตะวันออก ในพื้นที่ อ.บ่อไร่, เขาสมิง จ.ตราด อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี บริเวณภาคใต้ ในพื้นที่ อ.กะเปอร์ จ.ระนอง จ.กระบี่ และ จ.พังงา

โดยหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมอ่าวตังเกี๋ยและประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำฝนสะสมได้มากกว่า 100 มิลลิเมตร ในบางพื้นที่มีระดับน้ำเพิ่มขึ้น และพบว่าเกิดรอยแตกบนเขาแล้ว ทั้งนี้ขอให้อาสาสมัครเครือข่ายฯ เตรียมความพร้อมเฝ้าระวังภัยดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก และวัดปริมาณน้ำฝนอย่างต่อเนื่อง หากเกิดเหตุให้แจ้งเตือนสถานการณ์ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากให้ประชาชนในหมู่บ้านได้รับทราบ และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมปฏิบัติตามแผนเฝ้าระวังที่ได้มีการอบรมไว้แล้ว