การที่สามารถบอกได้อย่างเต็มปาก เพราะประสบกับทุกสิ่งที่ปฏิบัติ

มาด้วยตัวเอง และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทุกอย่างที่ในหลวงทรงมอบให้ชาวบ้านเป็นของจริง เพราะทุกวันนี้ชีวิตมีความพอเพียงจริง มีเงินเหลือออมจริง ภายใต้กรอบของวิถีพอเพียงที่จะต้องนำทรัพยากรทางธรรมชาติในพื้นที่มาทำเกษตรกรรม คุณจินดานำแกลบจากข้าวที่ปลูกมาเผาแล้วจะนำไปใช้ในการผสมปุ๋ยและเป็นวัสดุปลูกพืช มีการเผาถ่านเองจากต้นไม้ในละแวกบ้านเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง แล้วยังนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ประโยชน์ด้วย

ปลูกไผ่ รักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างรายได้
นอกจากพืชหลายชนิดแล้ว ไผ่ ยังเป็นพืชสำคัญของชาวตำบลผาปัง เนื่องจากชุมชนนี้มีการนำไผ่มาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ทั้งสิ่งของเครื่องใช้และพลังงาน อีกทั้งยังมีส่วนช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนจึงมีการเพาะเลี้ยงไผ่เพื่อสร้างรายได้

คุณจินดาปลูกไผ่กิมซุ่ง เหตุผลที่เลือกเพราะสามารถให้หน่อได้ตลอดทั้งปี ซื้อมาเพียงต้นเดียว แล้วนำมาขยายพันธุ์ได้เป็นจำนวนกว่า 50 ต้น บางส่วนที่ขยายแล้วนำไปปลูกริมรั้ว เป็นกำแพงทางธรรมชาติ แล้วมีโครงการเพาะ-ขยายต่อไปอีกไม่จำกัด เพราะมองว่าเป็นพืชที่ปลูกง่าย การดูแลไม่ยุ่งยาก เพียงแต่อย่าขาดน้ำ แล้วยังมีตลาดรองรับที่แน่นอนด้วย

เจ้าของสวนรายเดิมชี้ว่า ไผ่สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี แต่สำหรับเขาเลือกบางวิธีที่เหมาะสมและมีความสะดวกสอดคล้องกับพื้นที่ อย่างเช่น การแยกกอหรือเหง้า การชำปล้อง และการปักชำแขนง

พร้อมกับให้รายละเอียดว่า ถ้าเป็นการขยายพันธุ์โดยการแยกกอหรือเหง้า ควรเลือกเหง้าที่มีอายุ 1-2 ปี โดยตัดตอให้สูงประมาณ 50-80 เซนติเมตร แล้วขุดเหง้ากับตอออกจากกอแม่ และต้องระวังอย่าให้ตาที่กอเหง้าเสียหาย เพราะตานี้จะแตกเป็นหน่อต่อไป

อย่างไรก็ตาม การขยายพันธุ์วิธีนี้จะได้เหง้าแม่ที่สะสมอาหารอยู่มาก จึงมีอัตราการรอดตายสูง ทำให้หน่อแข็งแรงและได้หน่อเร็วกว่าวิธีขยายพันธุ์โดยการใช้กิ่งแขนงหรือลำ อีกวิธีคือ การขยายพันธุ์โดยการชำปล้อง ซึ่งต้องเลือกลำที่มีอายุประมาณ 1 ปี แล้วนำมาตัดเป็นท่อนๆ แต่ละท่อนมี 1 ข้อ โดยจะต้องตัดตรงกลางท่อน ให้รอยตัดทั้งสองข้างห่างจากข้อประมาณ 1 คืบ และต้องมีแขนงติดอยู่ประมาณ 1 คืบ แล้วจึงนำไปชำในแปลงเพาะ ให้วางอยู่ระดับดินแล้วให้ตาหงายขึ้น ทั้งนี้ ต้องระวังอย่าให้ตาได้รับอันตราย เพราะจะทำให้หน่อไม่งอก หลังจากนั้น เทน้ำใส่ปล้องไผ่ให้เต็ม

วิธีสุดท้ายคือ การขยายพันธุ์โดยใช้กิ่งแขนงปักชำ โดยให้เลือกกิ่งแขนงที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 นิ้ว ดูรากของกิ่งแขนงที่มีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลอมเหลือง และมีรากฝอยแตกจากรากแขนงแล้ว ให้เลือกกิ่งแขนงที่ใบยอดคลี่แล้ว และกาบหุ้มตาหลุดหมดแล้ว หรือเลือกกิ่งแขนงที่มีอายุ 4-6 เดือน ถ้าเป็นกิ่งค้างปียิ่งดี

ภายหลังที่ได้กิ่งแขนงแล้ว ให้ตัดแยกกิ่งแขนงออกจากลำไผ่ ตัดปลายกิ่งออกให้เหลือ 80-100 เซนติเมตร การปักชำควรจะทำในปลายฤดูฝนหรือในราวเดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีกิ่งแขนงมาก โดยต้องเตรียมแปลงเพาะชำด้วยการไถพรวนดิน ควรตากดินทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์

ทั้งนี้ ต้องขุดร่องให้เป็นแนวเหนือ-ใต้ ลึกประมาณ 15 เซนติเมตร ให้ร่องห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้กิ่งแขนงได้รับแสงแดดทั่วทุกด้าน นำกิ่งแขนงปักชำลงในร่อง ห่างกันประมาณ 15-20 เซนติเมตร หลังจากนั้นแล้ว ประมาณ 6-8 เดือน จะเริ่มแตกแขนงใบและรากที่แข็งแรง พร้อมที่จะย้ายลงปลูกในแปลงได้

พึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์
ไม่ต้องเสียค่าไฟ
ในปัจจุบัน ชุมชนที่คุณจินดาอาศัยอยู่ยังไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง ดังนั้น เขาจึงต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ที่ใช้กับทุกอย่างในบ้าน มีการต่อระบบวงจรไว้แต่ละจุด แบ่งแยกตามความต้องการใช้งานอย่างชัดเจน

การต่อวงจรแผงโซลาร์เซลล์เพื่อนำไฟฟ้ามาใช้งาน

โดยความรู้เรื่องการต่อระบบพลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์นี้ได้มาจากลูกชายที่ขายแผงโซลาร์เซลล์เป็นคนสอนให้ นอกจากนั้น เขายังให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการใช้แบตเตอรี่ที่ชำรุดด้วยการนำมารีไซเคิลใหม่ โดยเป็นการช่วยเหลือฟรี

สวนเกษตรผสมผสานของคุณจินดาจึงถือเป็นต้นแบบของแหล่งความรู้ แนวทางการทำอาชีพเกษตรกรรมแบบพึ่งพาตนเองที่ยั่งยืน แล้วได้รับการจัดตั้งเป็น “ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ประจำตำบลผาปัง” จึงเป็นสถานที่สำหรับให้ผู้คนที่สนใจเกษตรทฤษฎีนี้เข้ามาเรียนรู้กันอย่างเต็มที่

“ปัจจุบัน เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากจนทำให้คนที่อยู่ในอาชีพเกษตรกรรมหลงไปตามกระแส แล้วมักลืมความเป็นอยู่แบบดั้งเดิม แต่ถ้าทุกคนสนใจที่จะเอาใจใส่ในอาชีพด้วยการแสวงหาความรู้การใช้ชีวิตแบบวิถีพอเพียงได้อย่างถ่องแท้ ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนก็จะมีความแข็งแรงและมั่นคง และที่สำคัญในเมื่อปฏิเสธเทคโนโลยีเหล่านั้นไม่ได้ ก็ยอมรับมาใช้ แต่ควรเลือกใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ตรงและเกิดประโยชน์กับตัวเรา” คุณจินดา กล่าว

การตัดแต่งหน่อกล้วย ให้มีจำนวนพอเหมาะ ไม่ไปแย่งอาหารต้นแม่ ซึ่งมีผลทำให้ขนาดของเครือเล็กลง เริ่มตั้งแต่ปลูกกล้วยไปแล้ว 5-6 เดือน ในระยะที่ต้นแม่ยังไม่ตกเครือ ให้ไว้หน่ออ่อนเพียง 2 หน่อ แต่ไม่ควรเกิน 3 หน่อ การไว้หน่อทั้ง 2 ดังกล่าว ให้อยู่ตรงกันข้ามโดยมีต้นแม่กั้นกลาง เพราะจะได้หน่อที่แข็งแรงที่สุด ส่วนหน่อที่เกิดตามมา เรียกว่า หน่อตาม ให้ตัดออกแล้วคว้านไส้ในทิ้ง ราดด้วยน้ำมันก๊าด หลังจากเก็บเกี่ยวผลแล้วให้ตัดต้นเดิมทิ้ง รักษาหน่อไว้ 1-2 หน่อ แทนต้นแม่ต่อไปได้อีก 3-4 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ทั้งนี้ ต้องตัดแต่งใบที่แห้ง หรืออมโรคเผาทำลาย เหลือไว้เพียง 7-8 ใบ จนถึงระยะใกล้ตกเครือ ตัดให้เหลือใบที่สมบูรณ์ไว้เพียง 4-5 ใบ ก็พอ

โรคตายพราย เกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อราชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ ถ้าหากต้นไม้ในที่นี้หมายถึงต้นกล้วย เมื่ออ่อนแอ หรือสภาพแวดล้อมเหมาะสมสำหรับเชื้อโรค มันก็จะเข้าทำลายทันที อาการของโรคตายพรายของกล้วย ถ้าสังเกตให้ดีจะพบสีเหลืองอ่อนที่ก้านใบแก่ ต่อมาปลายใบหรือขอบใบเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แล้วขยายออกไปอย่างรวดเร็ว จนเหลืองทั้งใบ ต่อมาใบอ่อนก็เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเช่นเดียวกัน คล้ายถูกน้ำร้อนลวก หรือตายนึ่ง ต่อมาใบจะหักพับลงที่บริเวณโคนก้านใบ และเหี่ยวตายในที่สุด

หากเกิดการระบาดในระยะตกเครือ ผลจะเหี่ยว เนื้อฟ่าม ผลลีบเล็ก ขนาดไม่สม่ำเสมอ เมื่อตัดลำต้นตามขวาง พบว่า มีรอยช้ำสีน้ำตาลแดงให้เห็นอย่างชัดเจน อันเกิดจากการเข้าทำลายท่อน้ำท่ออาหารของต้นกล้วยจึงส่งน้ำและอาหารไปเลี้ยงส่วนบนไม่ได้ จึงทำให้เกิดอาการดังกล่าว

วิธีป้องกันกำจัด เนื่องโรคตายพรายมักระบาดรุนแรงในกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทอง ดังนั้น ควรปลูกสลับหมุนเวียนกับกล้วยไข่ หรือกล้วยหักมุกแทน ที่สำคัญควรระวังอย่าให้น้ำขังแฉะในแปลงปลูก โดยเฉพาะดินที่เป็นกรด จำเป็นต้องใส่ปูนขาวเพื่อลดความเป็นกรดลง อัตรา 800-1,200 กิโลกรัม ต่อไร่

และเมื่อพบว่า เริ่มมีการระบาดของโรค ต้องลดปริมาณการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนลง ต้นที่เกิดโรคแล้วให้ตัดและขุดโคนขึ้นมาเผาทำลาย แล้วโรยปากหลุมด้วยปูนขาว หรือยาฆ่าเชื้ออย่างใดอย่างหนึ่ง ประการสำคัญควรเลือกหน่อกล้วยจากแหล่งไม่มีโรคตายพรายมาเป็นพันธุ์ปลูกดีที่สุด

กรมวิชาการเกษตร เฝ้าระวังหนอนกระทู้ fall armyworm ระบาดข้ามพรมแดน จากการที่ประเทศไทยได้รับการแจ้งเตือนจาก FAO เรื่องการระบาดของหนอนกระทู้ fall armyworm ซึ่งเป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญของข้าวโพด โดยล่าสุดได้สำรวจพื้นที่ปลูกข้าวโพดในประเทศไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 เป็นต้นมา โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ จังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย เนื่องจากรายงานล่าสุดของ FAO ระบุว่าหนอนกระทู้ระบาดที่ West Bengal ประเทศอินเดีย โดยอยู่ห่างจากชายแดนไทยทางด้านทิศตะวันตกประมาณ 1,200 กิโลเมตร ซึ่งผลการสำรวจเพื่อเฝ้าระวังในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบหนอนกระทู้ fall armyworm เข้ามาระบาดในประเทศไทย

หนอนกระทู้ fall armyworm เป็นแมลงศัตรูพืชที่สามารถบินได้ไกล โดยตัวเต็มวัยสามารถบินได้เฉลี่ย 100 กิโลเมตร ต่อคืน ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมากจำนวน 30-40 วัน ต่อรุ่น และมีพืชอาหารจำนวนมากกว่า 80 ชนิด ซึ่งนอกจากข้าวโพดแล้วยังมีพืชอาศัยอื่นที่เป็นแหล่งอาหาร เช่น ข้าว อ้อย ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี ฝ้าย ทานตะวัน ถั่วเหลือง หญ้า และพืชผักอีกหลายชนิด

ลักษณะการเข้าทำลายของหนอนกระทู้ fall armyworm การทำลายพืชเกิดขึ้นในระยะที่เป็นตัวหนอนเท่านั้น หนอนจะระบาดทำลายข้าวโพดตั้งแต่อายุประมาณ 7 วัน จนกระทั่งออกฝัก โดยกัดกินยอดและใบข้าวโพดแหว่งหรือกัดกินทั้งแผ่นใบ และจะพบตัวหนอนหลบซ่อนแสงอยู่ที่ยอดหรือโคนกาบใบข้าวโพด ความเสียหายที่เห็นได้ชัดคือในระยะต้นอ่อนทำให้พืชตาย ระยะต้นแก่พืชจะไม่เจริญเติบโต ฝักลีบเล็กไม่สมบูรณ์ หากระบาดรุนแรงจะทำให้ผลผลิตเสียหาย 73%

สำหรับการป้องกันและกำจัดหนอนกระทู้ fall armyworm สามารถกำจัดได้โดยใช้สารชีวภัณฑ์ตามคำแนะนำของ FAO เช่น ใช้แตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา (Trichogramma) แตนเบียนไข่เทเลโนมัส (Telenomus) แตนเบียนคีโนลัส (Chelonus) แมลงหางหนีบ เชื้อราบิวเวอเรีย (Beauveria bassiana) แบคทีเรียบาซิลลัสไอซา (Bt aizawai) หรือบาซิลลัสทูริงจิเอนซิส (Bt thuringiensis)

สภาพอากาศแปรปรวน ที่มีทั้งภาวะอากาศร้อนปนฝน เสี่ยงเจอโรคผลเน่าในทุเรียน พบได้ตั้งแต่ระยะผลอ่อน ช่วง 1 เดือน ก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียน หรือในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียน และหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนแล้ว อาจพบโรคผลเน่าในระหว่างการบ่มผลทุเรียนให้สุก โดยอาการเริ่มแรกจะพบเปลือกผลทุเรียนเกิดจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลดำ ต่อมาจุดแผลจะลุกลามขยายใหญ่มากขึ้นตามการสุกของผลทุเรียน กรณีที่สภาพอากาศมีความชื้นสูง อาจพบเส้นใยสีขาวของเชื้อราสาเหตุโรคบริเวณแผล ซึ่งสามารถพบอาการของโรคได้ตั้งแต่ผลทุเรียนที่ยังอยู่บนต้น ถ้าอาการรุนแรงมาก ผลทุเรียนจะเน่าและร่วงหล่นก่อนกำหนด

แนวทางป้องกันโรคผลเน่า เกษตรกรควรหมั่นตรวจผลทุเรียนในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ควรตัดผลทุเรียนที่เป็นโรคและเก็บผลทุเรียนเน่าที่ร่วงหล่นใต้ต้นนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสะสมในแปลง หลีกเลี่ยงการนำเครื่องมือตัดแต่งที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคไปใช้ต่อกับต้นปกติ และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรเมื่อใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง อีกทั้งโรคผลเน่าจะมีเชื้อสาเหตุโรคชนิดเดียวกับโรครากเน่าและโคนเน่า เกษตรกรควรป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าไปพร้อมกัน เพื่อให้การป้องกันกำจัดโรคได้ผลดียิ่งขึ้น

ส่วนแปลงปลูกที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคผลเน่าสูง สืบเนื่องมาจากในแปลงมีต้นที่เป็นโรครากเน่าและโคนเน่ามาก รวมถึงมีฝนตกชุกหรือมีความชื้นในอากาศสูงในช่วงที่ทุเรียนใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิต อาจส่งผลให้เชื้อสาเหตุโรคติดไปกับผลได้โดยยังไม่แสดงอาการของโรค ดังนั้น การเก็บเกี่ยวผลทุเรียนต้องระมัดระวังไม่ให้ผลสัมผัสกับพื้นดินโดยตรง ให้เกษตรกรปูพื้นดินด้วยวัสดุหรือกระสอบที่สะอาดเพื่อวางผลทุเรียนที่เก็บเกี่ยวแล้ว วิธีนี้จะช่วยลดโอกาสที่ผลจะสัมผัสกับพื้นดินที่มีเชื้อสาเหตุโรคได้ และให้ระมัดระวังการขนย้ายไม่ให้เกิดบาดแผลขึ้นกับผลทุเรียน

หากพบการระบาดของโรคผลเน่า ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทรงพุ่ม 1-2 ครั้ง ทุก 7-10 วัน และควรหยุดพ่นก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนอย่างน้อย 15 วัน

มักเกิดได้ง่ายในช่วงที่มีฝนตกชุกและน้ำท่วมขังในแปลงปลูกทุเรียน ทำให้เชื้อราเข้าทำลายกิ่งต้นทุเรียน โดยเฉพาะบริเวณง่ามกิ่ง ส่งผลให้ใบมีสีเหลืองร่วงหล่นไปคล้ายกับอาการกิ่งแห้งและใบร่วงที่เกิดจากโรคโคนเน่า โรคราสีชมพูจุดสังเกตอาการได้ง่ายคือ มีเส้นใยของเชื้อราลักษณะเป็นขุยสีชมพู ปกคลุมบริเวณโคนกิ่งที่มีใบแห้ง ทำให้เปลือกของกิ่งทุเรียนปริแตกและล่อนจากเนื้อไม้ เมื่อถากเปลือกจะพบว่าเนื้อไม้ภายในมีสีน้ำตาล ถ้าเกิดรอบกิ่งจะทำให้กิ่งทุเรียนแห้งตายในที่สุด หากตรวจพบว่าต้นทุเรียนเกิดปัญหาโรคราสีชมพูอย่างรุนแรง ควรตัดและเผาทำลาย แล้วพ่นด้วยสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับบลิวพี อัตรา 50 กรัม หรือสารคาร์เบนดาซิม 60% ดับบลิวพี อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่ว โดยเน้นพ่นบริเวณกิ่งในทรงพุ่ม

ในภาวะอากาศร้อน และมีฝนตก มักพบการแพร่ระบาดของหนอนเจาะผลทุเรียนได้ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่ขนาดผลทุเรียนเล็กจนถึงผลโตพร้อมเก็บเกี่ยว ทำให้ผลทุเรียนเป็นแผล ผลเน่าและร่วงหล่นเนื่องจากเชื้อราเข้าทำลายซ้ำ หากหนอนเจาะกินเข้าไปจนถึงเนื้อผล จะทำให้บริเวณนั้นเน่าเมื่อผลสุก โดยจะสังเกตเห็นมูลและรังของหนอนได้อย่างชัดเจนที่บริเวณเปลือกผลทุเรียน มีน้ำไหลเยิ้มเมื่อผลทุเรียนใกล้แก่ หนอนจะเข้าทำลายผลทุเรียนที่อยู่ชิดติดกันมากกว่าผลที่อยู่เดี่ยวๆ เพราะผีเสื้อตัวเต็มวัยชอบวางไข่ในบริเวณรอยสัมผัสนี้ ถ้าผลทุเรียนที่มีรอยแมลงทำลาย จะส่งผลทำให้ผลผลิตทุเรียนขายไม่ได้ราคา

กรมวิชาการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรหมั่นสังเกตตรวจดูผลทุเรียนภายในสวน หากพบรอยทำลายของหนอนเจาะผลทุเรียน ให้ใช้ไม้หรือลวดแข็งเขี่ยตัวหนอนออกมาทำลายทิ้ง จากนั้น ให้ตัดแต่งผลทุเรียนที่มีจำนวนมากเกินไป โดยเฉพาะผลที่อยู่ติดกัน เกษตรกรควรใช้กิ่งไม้หรือกาบมะพร้าวคั่นระหว่างผล เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเต็มวัยวางไข่หรือตัวหนอนเข้าหลบอาศัย และควรเริ่มห่อผลทุเรียนตั้งแต่มีอายุ 6 สัปดาห์ เป็นต้นไป ด้วยถุงมุ้งไนล่อน ถุงรีเมย์ หรือถุงพลาสติกสีขาวขุ่นที่เจาะรูบริเวณขอบล่าง เพื่อให้น้ำระบายออกมาได้ ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายของผลทุเรียนได้

หากพบการระบาดรุนแรงของหนอนเจาะผลทุเรียน ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพ คือ สารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นเฉพาะส่วนผลทุเรียนที่พบการทำลายของหนอนเจาะผล สำหรับในแหล่งที่มีการระบาด ให้พ่นหลังจากทุเรียนติดผลแล้ว 1 เดือน โดยพ่น 3-4 ครั้ง ทุก 20 วัน

มักพบการเข้าทำลายในช่วงที่ทุเรียนมีผลรุ่นที่ 2 อายุ 65-70 วัน หลังดอกบาน เกษตรกรควรหมั่นสำรวจสวนทุเรียนในระยะนี้ จะพบตัวเต็มวัยหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนวางไข่เป็นฟองเดี่ยวบนผลทุเรียนช่วงที่ผลยังอ่อน จากนั้น ตัวหนอนที่เพิ่งฟักจากไข่จะเจาะเข้าไปกัดกินเมล็ดภายในผล และไม่สามารถสังเกตเห็นร่องรอยการเข้าทำลายจากผิวผลภายนอกได้ เนื่องจากหนอนมีขนาดเล็กมากและเปลือกทุเรียนที่กำลังขยายจะปิดรูเจาะของหนอน

สำหรับทุเรียนที่ถูกทำลายส่วนใหญ่อยู่ในระยะที่เมล็ดแข็งแล้ว การทำลายของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนจะเจาะเข้าไปในเมล็ดกัดกินและถ่ายมูลออกมา ทำให้เนื้อทุเรียนเปรอะเปื้อนเสียหาย หนอนจะอาศัยอยู่ภายในผลทุเรียนจนกระทั่งผลทุเรียนแก่ เมื่อหนอนโตเต็มที่ขนาดยาวประมาณ 4 เซนติเมตร หรือถ้าผลร่วงก่อนหนอนจะเจาะผลทุเรียนเป็นรูกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-8 มิลลิเมตร ออกมาภายนอกเพื่อเข้าสู่ระยะดักแด้ในดินที่ชื้นนาน 1-9 เดือน (กรณีที่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมหนอนอาจอยู่ในดักแด้นานกว่านั้น) จึงฟักเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งตรงกับช่วงใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียน

หากพบการเข้าทำลายของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน เกษตรกรควรติดตามตรวจดูภายในสวนทุเรียน และหมั่นทำความสะอาดสวนอย่างสม่ำเสมอ เก็บผลร่วงที่ถูกทำลายออกจากแปลงไปเผาทำลายทิ้งนอกสวน และควรเริ่มห่อผลทุเรียนเมื่ออายุได้ 6 สัปดาห์ ด้วยถุงพลาสติกสีขาวขุ่น ขนาด 40×75 เซนติเมตร ที่เจาะมุมก้นถุงด้านล่าง เพื่อให้น้ำระบายออกมาได้ ก่อนห่อผลควรตรวจสอบผลทุเรียนที่จะห่อให้ปราศจากเพลี้ยแป้ง ถ้ามีให้กำจัดโดยใช้แปรงปัดออก แล้วพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายของผลทุเรียนได้

เกษตรกรไม่ควรขนย้ายเมล็ดทุเรียนจากที่อื่นเข้ามาในแหล่งปลูก หากมีความจำเป็นควรคัดเลือกเมล็ดหรือแช่เมล็ดทุเรียนด้วยสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ก่อนขนย้ายจะสามารถช่วยกำจัดหนอนได้

กรณีพบหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนตัวเต็มวัย 1 ตัว ในกับดักแสงไฟ ให้เกษตรกรสำรวจไข่ของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนที่ร่องหนามผลทุเรียน แล้วเก็บทำลาย จากนั้นให้พ่นด้วยสารเคมีคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเดลตาเมทริน 3% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% ซีเอส อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเบตา-ไซฟลูทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเริ่มพ่นเมื่อผลมีอายุ 6 สัปดาห์ และพ่นห่างกันครั้งละ 1 สัปดาห์ งดพ่นสารเคมีก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างน้อย 14 วัน

ผมสนใจอยากปลูกต้นลิลลี่ เพราะสวยงาม ทั้งลำต้นและดอก ไม่ทราบว่าแถบจังหวัดนครสวรรค์จะปลูกได้หรือไม่ ที่ผ่านมาเคยเห็นนำมาจัดแสดงที่จังหวัดเชียงใหม่หลายครั้ง อีกทั้งเคยเห็นตามร้านขายดอกไม้ใน กทม. เขาเก็บในตู้ปรับอากาศ จึงมีความสงสัยอยู่หลายอย่าง จึงขอความรู้เรื่องลิลลี่จากคุณหมอเกษตร กรุณาแนะนำด้วยครับ

ลิลลี่ เป็นไม้ดอกมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว BALLSTEP2 ลักษณะดอกมี 6 กลีบ แยกจากกัน ช่อดอกตั้งตรง ดอกมีหลายสี ตั้งแต่สีขาว แดง ชมพู และม่วง พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย มีพันธุ์คาซาบลังก้า ดอกสีขาว พันธุ์สีขาว พันธุ์อาคาปุลโก้ ดอกสีชมพู และพันธุ์โซลีมีโอ้ ดอกสีม่วงอมน้ำตาล แหล่งปลูกที่เหมาะสมกับลิลลี่ต้องมีอุณหภูมิกลางวัน 20-25 องศาเซลเซียส ส่วนกลางคืน 13-18 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70-75 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การปลูกลิลลี่ที่ให้ผลดีจึงปลูกบนที่สูง เหนือจากระดับน้ำทะเลปานกลาง อย่างน้อย 400 เมตร ช่วงปลูกที่ดีคือในช่วงอากาศหนาว

การเตรียมแปลงปลูก ปรับปรุงดินที่มีส่วนผสมของดินร่วน 2 ส่วน ปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน และแกลบดิบอีก 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากัน ยกร่อง กว้าง 1 เมตร สูงจากพื้น 20-30 เซนติเมตร ปรับผิวหน้าให้เรียบ หากเป็นหัวพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศให้นำลงปลูกในแปลงทันที หากยังไม่ปลูกต้องเก็บในตู้เย็น ที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส ขนาดหัววัดรอบวง 16-18 เซนติเมตร ใช้ระยะปลูก 15×15 เซนติเมตร ปลูกลึกไม่เกิน 60 เซนติเมตร แล้วรดน้ำด้วยฝักบัว วันละ 1 ครั้ง บำรุงต้นด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร เดือนละ 2 ครั้ง ไปจนถึงระยะใกล้ตัดดอก เมื่อต้นสูงขึ้นประมาณ 20 เซนติเมตร ให้ขึงตาข่าย ตาหมากรุก มีช่องขนาด 10×10 เซนติเมตร หรือ 4×4 นิ้ว ไว้เหนือแปลงปลูก 1 ชั้น เพื่อพยุงให้ต้นและก้านดอกตั้งขึ้น แล้วขยับขึ้นตามเมื่อก้านดอกยืดยาวขึ้น

โรคระบาด ที่พบเสมอคือ โรคโคนเน่าและหัวเน่า ป้องกันได้โดยการอบดินฆ่าเชื้อ ที่ 85 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง หรือขุดพลิกดินตากแดดไว้เป็นเวลา 1 เดือน แล้วหว่านด้วยปูนขาว อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อแปลงขนาด 100 ตารางเมตร ปีละ 2 ครั้ง ก่อนปลูกและหลังการเก็บเกี่ยว ประการสำคัญอย่าให้น้ำขังแฉะในแปลงปลูก หมั่นบำรุงและดูแลรักษา กำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ

ระยะเก็บเกี่ยว ขึ้นอยู่กับแต่ละพันธุ์ ให้สังเกตเมื่อดอกที่ 1 และ 2 เริ่มเปลี่ยนสีสดใสขึ้น เป็นระยะเก็บเกี่ยวที่ดีที่สุด ให้ตัดก้านดอกด้วยคีมที่คมและสะอาด ให้มีความยาว 50-100 เซนติเมตร และควรเก็บเกี่ยวให้เสร็จเรียบร้อยก่อนเวลา 10.00 น. รวบรวมไว้นำไปใช้ประโยชน์ หรือจำหน่ายในตลาด

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามที่ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ในบริเวณเดียวกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน จตุจักร กรุงเทพฯ ในวัน และเวลาราชการ