การทุ่มเทแรงกายแรงใจในการพัฒนาคุณภาพเมล็ดพันธุ์

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ เพาะปลูก ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่จะยังไม่ทราบถึงเทคโนโลยีและการใส่ใจในรายละเอียดในด้านนี้ ที่จะช่วยทำให้ประสิทธิภาพการเพาะปลูกสูงขึ้น ทนสภาพอากาศร้อน ทนชื้น เพิ่มมากขึ้น มีความทนต่อโรคและแมลงดีเยี่ยม และเป็นที่ยอมรับจากคู่ค้าเมล็ดพันธุ์และเกษตรกรทั่วโลก ทำให้บริษัทเจียไต๋ เป็นผู้นำอันดับ 1 ในการส่งออกเมล็ดพันธุ์และเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 15 เปอร์เซ็นต์ จาก Chia Tai Seed Technology นอกจากนี้ในปีหน้าเจียไต๋ยังมีแพลนที่จะรุกตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานที่พัฒนาสายพันธุ์และเป็นที่ต้องการออกสู่ตลาดอีกด้วย

“เปอร์เซ็นต์การขายเมล็ดพันธุ์ในประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ และอีก 70 เปอร์เซ็นต์นำส่งออกยังต่างประเทศ ซึ่งการส่งขายตามต่างประเทศ เราก็จะให้พนักงานของเรา ไปศึกษาดูว่าในแต่ละพื้นที่ของประเทศนั้นๆ เขาทานอะไรยังไง มีการประกอบอาหารไปในทิศทางไหน ว่าพืชชนิดไหนที่เขานิยมทาน จากนั้นก็รวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาสร้างเป็นพันธุ์พืช และปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้เหมาะสมกับประเทศนั้นๆ ซึ่งผลผลิตที่ได้ออกมา ไม่ได้มีหน้าตาที่ชวนทานอย่างเดียว แต่พืชต้องมีความแข็งแรงต้านทานได้ทั้งโรคและแมลงของประเทศเหล่านั้นได้อีกด้วย” คุณมนัส กล่าว

มะเขือพวง จัดเป็นพืชผักสวนครัวที่คนไทยนิยมบริโภคกันเป็นอย่างมาก มักจะนำไปใส่เป็นเครื่องเทศในแกงสารพัด หากจะหามาปลูกไว้ทำกับข้าวกินเองบ้างก็คงจะดีไม่น้อย

มะเขือพวงเป็นพืชอายุสั้น ใช้ระยะเวลาในการปลูก 3-4 เดือน ก็เก็บผลผลิตขายได้แล้ว การปลูกมะเขือพวง ใช้น้ำน้อย ทนแล้ง แต่ก็ต้องการความดูแลเอาใจใส่ หากปลูกไว้กินเองที่บ้านสัก 1 ต้น คงไม่ยากเกินไป

วิธีการปลูก ขุดหลุม 2×2 เมตร เป็นระยะที่กำลังพอดี ดูแลได้ง่าย เบื้องต้นให้ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์ ลองก้นหลุม แล้วใช้ปูนขาวฆ่าเชื้อ ก่อนจะลงต้องมีการเตรียมดิน ตากดินไว้ 1อาทิตย์เพื่อฆ่าเชื้อ ถ้าอยากให้ได้ผลดีให้ใส่ขี้ไก่แกลบ ปูนขาว ลงไป

การดูแล

ใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง ระบบน้ำ มะเขือพวงชอบน้ำแบบธรรมดาคือไม่มากไม่น้อยเกินไป รดน้ำ ตามความเหมาะสม ถ้าฝนไม่ตก 1 อาทิตย์ รดน้ำ 2 ครั้ง เพราะดินอุ้มน้ำอยู่แล้ว ถ้าจะให้ดีควรรดน้ำช่วงเช้า เพราะจะช่วยในเรื่องของโรคราน้ำค้าง หมั่นดูแลโรคแมลงด้วยปุ๋ยชีวภาพ เพียงเท่านี้ก็สามารถมีมะเขือพวงไว้ประกอบอาหารแบบไม่ต้องซื้อแล้ว

หลังจาก คุณอธิคม ขุนแก้ว ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ของจังหวัดพัทลุง อยู่บ้านเลขที่ 426 หมู่ที่ 6 ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ประสบความสำเร็จจากการประกอบอาชีพการเกษตรในระดับหนึ่ง เป็นที่รู้จักของเกษตรกรทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ก็มีเกษตรกรสนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ตลอดเวลา โดยสำเร็จหลักสูตรการอบรมไปแล้วประมาณ 2,000 คน จากหน่วยงานต่างๆ อาทิ องค์การบริหารส่วนจังหวัด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยแม้โจ้ เป็นต้น ซึ่งหลักสูตรขึ้นอยู่กับผู้สนใจเข้าอบรมกำหนดระยะเวลาและหัวข้อ

คุณอธิคม ตั้งใจถ่ายทอดความรู้ที่มี จึงเปิดเป็นโรงเรียนฝึกอาชีพสอน 108 อาชีพ แก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป โดยเน้นไปที่ความสนใจของเกษตรกร ซึ่งพบว่าเกษตรกรสนใจมากเป็นพิเศษ ได้แก่ การปลูกผักสวนครัว พริก ดีปลี กะเพรา โหระพา ขมิ้น ตะไคร้ มะนาว ปลูกหน้าวัว ปลูกปาล์ม การขยายพันธุ์พืช การผสมดินปลูกพืช ชนิดต่างๆ ตลอดจนการตลาด แต่ทั้งนี้ การทำการเกษตรในมุมของคุณอธิคม จะเน้นการปลูกในกระถางขนาด 17 นิ้ว ซึ่งเป็นกระถางมาตรฐาน

คุณอธิคม บอกอีกว่า การสอนจะมีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ให้ผู้สนใจได้สอบถามและฝึกปฏิบัติจนสามารถนำความรู้ไปใช้ประกอบอาชีพได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ภายใต้สโลแกน “ใช้วิชาบริการงานสังคม” ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้มีองค์ความรู้ในการทำการเกษตรอย่างเป็นระบบ ใช้ตลาดเป็นตัวในการผลิต และใช้พื้นที่มี ใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มีอยู่ให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด ใช้เทคโนโลยีช่วยในการทำงานให้ง่ายขึ้น

“ผมมีพื้นที่ทำการเกษตรแค่ 3 ไร่ พื้นที่น้ำท่วมทุกปีในหน้าฝน และหน้าแล้งขาดน้ำ แต่ได้ใช้ประโยชน์ทุกตารางนิ้ว โดยการวางแผนการทำกิจกรรมทางการเกษตร มีปาล์มพันธุ์ทอนาโด เป็นพืชหลัก และระหว่างต้นปาล์มจะปลูกพืชสวนครัวในกระถาง เช่น พริก มะนาว ตะไคร้ โหระพา ในร่องคูเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้งในกระชัง ปลูกผักลอยน้ำ ใช้วิธีการให้น้ำด้วยสายยาง ดูแลต้นไม้ทุกต้น ทุกวัน จากการทำกิจกรรมดังกล่าว มีรายได้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ระดับหนึ่ง ของตนจะมีรายได้ 70,000-80,000 บาท ต่อเดือน”

คุณอธิคม บอกด้วยว่า ที่ดินบริเวณที่ว่าง เช่น บ้าน โรงแรม โฮมสเตย์ รีสอร์ต จะสามารถนำพืชผักมาปลูกได้ โดยทดแทนจำพวกที่ปลูกเป็นไม้ประดับสวยงามได้ โดยจัดมุมให้สวยก็จะเป็นไม้ประดับที่สวยงามเช่นกัน เท่ากับจัดสวนสวยงามไปด้วย “แต่ต้องให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ บางชนิดต้องการแสงแดด บางชนิดต้องการที่ร่ม เป็นต้น

“ส่วนประเภทพื้นที่ดิน 1 ประตู 2 ประตู หรือ 3 ประตู สามารถสร้างรายได้ที่ดีและบริโภคเองได้ หากมีที่ดิน 1 ประตู สามารถปลูกพืชที่กำลังมาแรง เช่น ดีปลี รองลงมาผักกินใบ เช่น กะเพรา โหระพา แมงลัก เกี้ยมฉ่าย เป็นต้น”

ที่ดิน 1 ห้อง หรือ 1 ประตู เป็นคำเรียกขนาดพื้นที่ของคนในภาคใต้ ขนาดพื้นที่ 1 ห้อง หรือ 1 ประตู อาจจะกว้าง 4-5 เมตร ความยาวไม่ต่ำกว่า 12 เมตร เช่น 1 ห้อง ขนาด 5×20 เมตร = พื้นที่ 25 ตารางวา หรือ 100 ตารางเมตร เป็นต้น

โดยเฉพาะดีปลี ที่ลงในกระถาง 1 ต้น เท่ากับปลูกลงดิน 8-10 ต้น สำหรับผลผลิตไร่ของตน 1 ต้น ให้ผลตอบแทน ครึ่งกิโลกรัมถึง 1 กิโลกรัม แต่ถ้าลงดินจะให้ผลตอบแทนไม่ถึง 1 กิโลกรัม ในการเก็บเกี่ยวแต่ละครั้ง การปลูกลงในกระถาง สามารถควบคุมบริหารจัดการดูแลได้ทุกสภาวะ ใส่น้ำ ใส่ปุ๋ย ก็ได้รับเต็ม ปุ๋ยน้ำ ไม่ต้องระเหย หรือหญ้ามีส่วนแบ่งไป และสามารถกำจัดวัชพืชได้ ยามเป็นโรคสามารถแยกไปอยู่เดี่ยวๆ ได้ เวลาประสบภัยแล้ง ก็สามารถโยกย้ายไปอยู่ใกล้แหล่งน้ำได้ และยามประสบภัยน้ำท่วมก็เคลื่อนย้ายขึ้นสู่ที่สูงพ้นน้ำ โดยสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณอธิคม บอกอีกว่า หากมีพื้นที่ 1 ประตู ปลูกพืชที่เหมาะสมตามความต้องการคือ ดีปลี กะเพรา โหระพา แมงลัก เกี้ยมฉ่าย โดยเฉพาะดีปลีถือว่าเป็นตัวที่มาแรง เวลาขาขึ้น 300 บาท ต่อกิโลกรัม และเวลาขาลง 3 กิโลกรัม 100 บาท พื้นที่ 1 ประตู สามารถปลูกได้ ขนาด 1.5 เมตร ระหว่างต้นระหว่างแถว ขนาดกระถาง 17 นิ้ว ต้นละ 1 กิโลกรัม เก็บต่อคราวประมาณ 15 วัน จะมีรายได้ประมาณ 5,000 บาท ต่อเดือน เหลือจากการบริโภคแล้วนำไปจำหน่าย แต่ช่วงราคาขาขึ้นสูงสุดที่เกิดขึ้นเป็นประจำแห่งฤดูกาล ราคา 300 บาท ต่อกิโลกรัม ก็จะได้ 15,000 บาท ต่อเดือน

“ลงทุนเพียงครั้งแรกในการปลูกผักกระถาง คือลงทุนซื้อกระถางใบขนาด 17 นิ้ว ราคาใบละ 40-50 บาท เท่านั้น และต้นดีปลี มีอายุถึง 3 ปี” คุณอธิคม บอกและกล่าวด้วยว่า ดีปลี ยามออกดอกจะสวยงามมาก มีทั้งดอกขาว ดอกแดง และดอกเลือกที่เป็นการเปลี่ยนเป็นสวนไม้ประดับ มาเป็นสวนพืชผัก และที่กินได้และมีรายได้ และก็เป็นไม้ประดับที่สวยงามไปด้วย

คุณเล็ก เกตุนาค ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เลขที่ 70/3 หมู่ที่ 3 บ้านหนองโสน ตำบลเขาคิริส อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร โทร. (061) 684-1969

การทำแปลงปลูกพริก “ก็ต้องเตรียมดินให้ดี” การปลูกพืชหรือปลูกพริกให้งาม ต้องเตรียมดินให้ดี การเตรียมพื้นที่ปลูกพริก สำหรับเกษตรกรที่เริ่มต้นปลูกพริกในที่ดินใหม่ จะต้องเก็บตัวอย่างดินไปตรวจวิเคราะห์ อย่างน้อยที่สุดควรตรวจค่าความเป็น กรด-ด่าง ของดิน ดินที่เหมาะต่อการปลูกพริก ควรมีค่า pH = 6.0-6.8 ถ้าสภาพดินเป็นกรด จะต้องมีการปรับสภาพของดิน โดยใช้โดโลไมท์หรือปูนขาว ในการใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์ในแต่ละครั้ง ไม่ควรเกิน 300 กิโลกรัม ต่อไร่ ในการเตรียมพื้นที่ก่อนที่จะไถดิน ให้ใส่ปุ๋ยคอก อย่างน้อย ไร่ละ 1,000 กิโลกรัม หรือ 1 ตัน เมื่อไถดินเสร็จ ให้ตากดินทิ้งไว้นาน 3-7 วัน หลังจากตากดินเสร็จ ก็จะเป็นขั้นตอนของการยกแปลงปลูก โดยแปลงปลูกควรจะสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ความยาวของแปลงขึ้นกับสภาพพื้นที่ แต่ความยาวของแปลงไม่ควรเกิน 50 เมตร ในการขึ้นแปลงจะใช้รถไถติดผาล 7 ขึ้นแปลงไป-กลับ 1-2 รอบ เมื่อขึ้นรอบสุดท้าย ให้ใช้เกรดรถไถปรับหลังแปลงให้เรียบเป็นแปลงพริก (ไม่ต้องเสียเวลาใช้แรงงานคน) จากนั้นจะเป็น

ขั้นตอนการวางระบบน้ำ วางสายน้ำหยดบนแปลงปลูก อย่างการปลูกแถวคู่บนแปลงก็ต้องวางสายน้ำหยด 2 เส้น ตามแนวปลูกพริก จากนั้นปูพลาสติกคลุมแปลง นำดินมากลบชายพลาสติกคลุมแปลง ไม่ให้ลมตีพัดขึ้นมาเสียหาย เจาะหลุมปลูกตามระยะที่เราต้องการ หลุมที่เจาะควรมีความกว้างเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 3.5-4 นิ้ว เนื่องจากถ้าเจาะพลาสติกให้มีขนาดรูเล็กเกินไป เวลาช่วงที่อากาศร้อนพลาสติกคลุมแปลงจะร้อนมากเช่นกัน ความร้อนจากพลาสติกคลุมแปลงจะทำให้โคนต้นพริกที่ได้ไอความร้อนเน่าได้ง่าย

การเพาะเมล็ดพริก เป็นการเริ่มต้นที่มีความสำคัญ การเพาะเมล็ดพริกที่เกษตรกรไทยนิยมปฏิบัติกัน จะแบ่งออกได้ 3 วิธี คือ หยอดเมล็ดลงในถาดเพาะโดยตรง ซึ่งจัดเป็นวิธีการที่ง่ายและสะดวกที่สุด
หว่านในตะกร้าพลาสติกที่ใช้ทรายเป็นวัสดุปลูก แนะนำให้ใช้ทรายขี้เป็ดชนิดหยาบเป็นวัสดุเพาะ ขั้นตอนสำคัญจะต้องนำทรายไปต้ม เพื่อฆ่าเชื้อโรคเสียก่อน รอให้ทรายเย็นลงแล้วนำมาใส่ในตะกร้าพลาสติก (อย่าลืมรองก้นตะกร้าด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์) หลังจากหว่านเมล็ดพริกลงตะกร้าแล้ว ให้กลบด้วยปุ๋ยหมักอินทรีย์หรือขุยมะพร้าวที่ร่อนเอากากออกแล้ว รดน้ำและพ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดเชื้อราเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า การรดน้ำ อย่าให้แฉะจนเกินไป เพราะจะทำให้เมล็ดพริกเน่าได้ สำหรับการเพาะเมล็ดพริกในฤดูร้อน หลังจากเพาะไปได้ 7-10 วัน ย้ายต้นกล้าลงถาดหลุม แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูหนาวจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15 วัน ถึงจะย้ายต้นกล้าลงถาดหลุมได้ เพื่อย้ายลงปลูกในแปลงต่อไป

ใช้แปลงเพาะ เป็นวิธีการที่เกษตรกรไทยนิยมมากที่สุด เนื่องจากประหยัดต้นทุนการผลิต ขนาดของแปลงเพาะมีความกว้าง 2 เมตร ความยาว 5-10 เมตร เริ่มต้นจากการขุดพลิกดินและตากดินไว้นานประมาณ 2-3 สัปดาห์ หลังจากนั้น ย่อยดินให้มีขนาดเล็กลง ใส่ปุ๋ยคอกเก่าหรือปุ๋ยหมักอินทรีย์ อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อแปลง คลุกเคล้าดินกับปุ๋ยให้เข้ากันจนร่วนซุย เกลี่ยดินให้เรียบ นำเมล็ดพริกมาเพาะ โดยใช้อัตราพริก น้ำหนัก 50 กรัม ต่อพื้นที่ปลูกพริก 1 ไร่ จะต้องโรยเมล็ดให้ลึก ประมาณ 0.5 เซนติเมตร เป็นแถวตามความกว้างของแปลง แต่ละแถวห่างกัน ประมาณ 10 เซนติเมตร เสร็จแล้วให้กลบดินบางๆ ให้เสมอผิวดินเดิม แล้วใช้ฟางข้าวคลุมแปลงเพาะบางๆ รดน้ำที่ผสมสารป้องกันและกำจัดเชื้อรา

เมื่อเห็นต้นกล้างอกขึ้นมาเหนือพื้นดิน ค่อยๆ ดึงฟางออกให้บางลง เพื่อต้นกล้าจะได้เจริญเติบโตได้ดี ต้นกล้ามีจำนวนใบจริง 3-5 ใบ จะต้องพ่นสารป้องกันและกำจัดแมลงร่วมกับสารเคมีป้องกันโรคโคนเน่า อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ต้นกล้าพริกที่มีอายุเฉลี่ย 25-30 วัน มีความสมบูรณ์และต้นแข็งแรง ไม่มีโรครบกวน ให้ย้ายลงปลูกในแปลงได้ การย้ายต้นกล้าลงปลูกในแปลงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

หลังจากที่เตรียมขุดหลุมตามระยะปลูกเรียบร้อยแล้ว มีเทคนิคที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่เกษตรกรมักจะมองข้ามคือ การย้ายต้นกล้าลงปลูกในแปลง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนมาก ขณะที่จับต้นกล้าพริกออกจากถาดหลุม จะต้องจับบริเวณเหนือใบเลี้ยง (ใบคู่แรก) เพื่อป้องกันการบอบช้ำของเนื้อเยื่อบริเวณโคนต้นกล้า ซึ่งบริเวณนี้จะเป็นส่วนที่เชื้อราเข้าทำลายได้ง่าย เป็นสาเหตุหลักของโรคเน่าคอดินตามมา หลังจากย้ายกล้าลงหลุมปลูกเสร็จภายในวันเดียวกัน หรืออย่างช้าวันรุ่งขึ้นจะต้องฉีดพ่นสารป้องกันและกำจัดเชื้อราในกลุ่มสารเมทาแลคซิล หรือใช้ยาอาลีเอทก็ได้

แต่คุณเล็ก อธิบายว่า เพื่อความสะดวกและให้เหมาะสมกับจำนวนการใช้ต้นกล้านับแสนต้นในแต่ละปี ปัจจุบัน ทางกลุ่มได้สั่งกับแหล่งที่รับเพาะกล้าโดยเฉพาะ เนื่องจากมีความชำนาญและสถานที่เพาะที่เหมาะสม สามารถควบคุมโรคและแมลงกับต้นกล้าได้เป็นอย่างดี จนวันส่งมอบต้นกล้าพริกให้เกษตรกร ซึ่งตอนนี้ต้นทุนที่ซื้อมา ต้นละ 1 บาท แต่ถ้าซื้อเมล็ดมาเพาะเอง ดูแลกล้าพริกเอง คำนวณค่าใช้จ่ายแล้วก็ถือว่าใกล้เคียงกันมาก

หลังจากที่ย้ายต้นกล้าพริกลงหลุมปลูกแล้ว การใช้ไม้หลักปักค้ำต้นพริกมีความจำเป็นและสำคัญเช่นกัน ถ้าหากปักหลักต้นพริกช้าเกินไป รอจนรากของต้นพริกเดินกระจายทั่วแล้ว จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเหี่ยวที่เกิดจากแบคทีเรีย เพราะหลักที่นำไปปักทีหลังหรือปักช้าเกินไปนั้น ปักไปโดนกับส่วนของรากเสียหายและเกิดบาดแผล เชื้อเข้าทำลายระบบท่อน้ำและท่ออาหารได้

ดังนั้น เกษตรกรที่จะปลูกพริกในเชิงพาณิชย์ จะต้องมีการเตรียมไม้หลักไว้ล่วงหน้า โดยคำนวณจากต้นพริกที่ปลูก ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกแบบแถวคู่ จะมีจำนวนต้น ประมาณ 3,200 ต้น ก็เตรียมไม้หลักจำนวนเท่ากัน ปกติขนาดของไม้หลัก ควรจะมีความสูง 60-80 เซนติเมตร หลังจากปลูกพริกไปได้ 50-70 วัน จะต้องมีการปักไม้หาบต้นพริกหรือล้อมด้วยเชือก เพื่อช่วยพยุงต้นพริกไม่ให้หักโค่น หรือกิ่งฉีกหักจากการรับน้ำหนักของผลผลิตที่มีความดก แนะนำให้ใช้ไม้ไผ่ที่มีความยาว 1.20 เมตร ปักคู่กันระหว่างต้นพริกด้านซ้ายและด้านขวา จากนั้นใช้ไม้อีกอันหนึ่งวางขวางด้านบนสุด มัดเชือกให้แน่น โดยจะทิ้งช่วงของการปักไม้เป็นระยะ ทุกๆ 3 เมตร จากนั้นก็มัดเชือกทั้งข้างซ้ายและข้างขวาให้ยาวตลอดแนวแถวแปลงพริก ดึงเชือกให้ตึงในแต่ละช่วง จะช่วยให้ต้นพริกไม่โค่นล้มได้ง่าย

ปุ๋ยต้องเรียนรู้เพื่อช่วยลดต้นทุนในการผลิต การใช้ปุ๋ยในการปลูกพริก แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่มีความจำเป็นในการปลูกพริกทุกครั้ง ใส่เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดิน ช่วยให้ร่วนซุย จะมีการใส่ปุ๋ยคอกก่อนการไถพรวน ในอัตรา อย่างน้อย 1 ตัน ต่อไร่ และจะใส่ปุ๋ยหมักอินทรีย์รองก้นหลุมก่อนปลูกพริก ในอัตรา 250 กิโลกรัม ต่อไร่ ในส่วนที่ 2 คือ

ปุ๋ยเคมี ทางดินจะให้อย่างน้อย เดือนละ 1 ครั้ง สูตรที่ใช้ยืนพื้น คือ ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15, 16-16-16 ผสมกับ แคลเซียมไนเตรต (สูตร 15-0-0) เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้นและใบ ซึ่งแคลเซียมไนเตรต (สูตร 15-0-0) นอกจากจะช่วยเร่งการเติบโตทางต้นและใบ เพื่อช่วยลดปัญหาการขาดธาตุแคลเซียม วิธีการสังเกตต้นพริกที่ให้ผลผลิตดกเกินไป อาจจะพบอาการขั้วนิ่ม ปลายผลเหลืองและร่วง หรือที่หลายคนเรียกกันว่า อาการ “กุ้งแห้งเทียม” แสดงว่าต้นพริกขาดธาตุแคลเซียม ในส่วนของปุ๋ยทางใบ มักจะมีการฉีดพ่นควบคู่กับการฉีดพ่นสารปราบศัตรูพืช

สารป้องกันกำจัดโรคและแมลง ที่ใช้จะเน้นการใช้ป้องกันเพลี้ยไฟ คือ พวกอิมิดาคลอพริด (เช่น โปรวาโด, สลิง เอ็กซ์, เสือพรีอูส, โคฮีนอร์), อะบาเม็กติน (เช่น โกลแจ็กซ์, แจคเก็ต), สไปนีโทแรม (เช่น เอ็กซ์ซอล จะเก่งเพลี้ยไฟและหนอนเจาะผลระบาดโดยเฉพาะช่วงพริกมีผลขนาดเล็ก เน้นการใช้ในช่วงวิกฤตหรือพบการระบาดมาก)

มีการรองก้นหลุมปลูกพริก ด้วยสารสตาร์เกิ้ล-จี (ชื่อสามัญ ไดโนทีฟแรน) รองก้นหลุมหรือโรยรอบโคนต้น : อัตรา 2 กรัม ต่อต้น ต่อหลุม ปลูกเพื่อป้องกันเพลี้ยต่างๆ และแมลง ในช่วงแรกในการปลูกพริก สามารถคุมได้นานนับเดือน มีประสิทธิภาพออกฤทธิ์ควบคุม และกำจัดแมลงได้ยาวนาน 30-45 วัน ป้องกันกำจัดแมลงบนดิน เช่น เพลี้ยจักจั่นฝ้าย เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว เพลี้ยไฟ หนอนแมลงวันชอนใบ หนอนแมลงวันเจาะลำต้น ด้วงเต่าแตง และแมลงใต้ดิน เช่น มด ปลวก ด้วงดิน เสี้ยนดิน เป็นต้น กำจัดแมลงปากดูดที่เป็นพาหะของโรคต่างๆ ได้ดีเยี่ยม

ส่วนเรื่องโรคเชื้อราก็เน้นการป้องกัน โรคกุ้งแห้ง หรือ แอนแทรกโนส จากเชื้อรา พบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพริก พบการแพร่ระบาดของโรคมากในช่วงฤดูฝน โรคกุ้งแห้ง มักพบอาการบนผลพริกที่เริ่มสุกหรือผลพริกก่อนจะเปลี่ยนสี เริ่มแรกมีแผลจุดช้ำสีน้ำตาลบุ๋มยุบตัวลึกลงเล็กน้อยในผิวผลพริก ต่อมาแผลขยายออกเป็นวงรีหรือวงกลมซ้อนกันเป็นชั้นๆ ถ้าอากาศชื้นบริเวณแผลจะมีเมือกเยิ้มสีส้มอ่อนๆ แต่หากแสดงอาการที่ผลอ่อนจะทำให้ผลพริกโค้งงอบิดเบี้ยวลักษณะคล้ายกุ้งแห้ง หากสำรวจพบพริกแสดงอาการโรค ควรเก็บผลพริกเป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที

หากเริ่มพบการระบาดให้ฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ (เช่น ฟังกูราน) ใช้อัตรา 10-30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันกำจัดโรคผลเน่า โรคเน่าเปียก โรคแอนแทรกโนส (โรคกุ้งแห้ง) ฉีดสลับกับสารแมนโคเซบ กลุ่มยาสัมผัส เป็นสารกำจัดโรคพืชที่สามารถควบคุมเชื้อราสาเหตุโรคพืชได้อย่างกว้างๆ ถ้ามีการระบาดระดับรุนแรงจะไม่สามารถแสดงผลควบคุมโรคได้ดีพอ ในกรณีที่ระบาดรุนแรง ก็จะต้องสลับสารป้องกันกำจัดเชื้อราที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น อะซ็อกซีสโตรบิน (เช่น มิราโด อมิสตา) ซึ่งเป็นสารป้องกันกำจัดโรคพืชประเภทดูดซึม

เทอร์ราคลอร์ ซุปเปอร์-เอ็กซ์ (ชื่อสามัญ อีทริไดอะโซล+วินโทซีน) ใช้ป้องกันกำจัดโรคในพืชชนิดต่างๆ เช่น โรครากเน่าโคนเน่าได้ดี มักจะฉีดพ่นลงดินบริเวณโคนต้นพริก โรครากเน่าโคนเน่า มักเกิดในระยะพริกโตเต็มที่ ช่วงออกดอกติดผล อาการเริ่มแรกจะมีใบเหลืองและร่วง หากระบาดรุนแรง ต้นพริกจะเหี่ยวและยืนต้นตาย…โคนต้นจะมีเชื้อราเส้นใยสีขาวรวมเป็นก้อนกลม จากนั้นจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลดำคล้ายเมล็ดผักกาด (ราเม็ดผักกาด)

คุณเล็ก นาคเกตุ เล่าว่า เกษตรกรผู้ปลูกพริกหนักใจเรื่องโรคเชื้อรามากกว่าแมลงศัตรู การใช้สารเคมี จะต้องหยุดฉีดก่อนล่วงหน้า 1 สัปดาห์ หลังการเก็บพริกส่งโรงงานเสร็จ ก็จะเริ่มฉีดพ่นสารเคมีตามขั้นตอนต่อไป คือเราต้องใส่ใจในการผลิตพริกที่ปลอดภัยสารเคมีด้วย และไม่ให้เกิดปัญหาสารพิษตกค้าง ซึ่งทางบริษัทที่รับซื้อจะมีการตรวจสอบสารตกค้างทุกครั้งที่นำผลผลิตไปส่ง

อย่างที่ทราบกันดีว่า น้ำผึ้ง คือของดีมีประโยชน์ จะนำมาประกอบอาหาร หรือทำเป็นยาคุณค่าก็สูงทั้งนั้น แต่น้ำผึ้งแท้ๆ ไม่มีส่วนผสมอื่นเจือปนในปัจจุบันหากินยากขึ้นทุกที สาเหตุหลักคือ ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติลดน้อยลง ประกอบกับมีผู้รู้วิธีการเลี้ยงและดูแลผึ้งโพรงป่าที่ถูกต้องมีจำนวนน้อย ดังนั้น ตอนนี้หากใครกำลังมองหาอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก การเลี้ยงผึ้งโพรงป่า ถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจไม่น้อย วิธีการเลี้ยงดูแลไม่ยาก ลงทุนน้อยเปรียบเสมือนคนเลี้ยงเป็นเจ้าของบริษัท ตื่นเช้ามาลูกน้องตื่นออกไปทำงาน ไม่ต้องมีโบนัส สวัสดิการ เพียงดูแลเอาใจใส่เรื่องความสะอาด ผลตอบแทนที่ได้คุ้ม

คุณสยาม สกุณนา หรือ อาจารย์สยาม ผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงผึ้งโพรงป่า เล่าว่า กว่าจะเป็นมืออาชีพอย่างทุกวันนี้ได้ ตนลองผิดลองถูกมานานกว่า 4 ปี เมื่อก่อนเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาเกษตรกรรมอยู่ที่ กศน. จังหวัดพะเยา ต่อมาได้ลาออกไปทำงานบริษัทปุ๋ย หลังจากนั้นลาออกจากบริษัทปุ๋ยอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าเบื่องานประจำ เพราะนิสัยส่วนตัวเป็นคนรักอิสระ ไม่ชอบเป็นลูกน้องใคร จึงกลับมาอยู่บ้านที่อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา เช่าที่ทำนาจำนวนกว่าร้อยไร่ แรกๆ ก็ดี เพราะมีพื้นฐานเรื่องปุ๋ยเยอะ ประกอบกับช่วงนั้นราคาข้าวยังดีอยู่ แต่ช่วงหลังๆ ราคาข้าวเริ่มตก จากตันละหมื่นกว่าบาทเหลือเพียงตันละสี่ถึงห้าพันบาท ช่วงนั้นก็เจ๊งเลย เป็นหนี้ล้านกว่าบาท

เริ่มเลี้ยงผึ้งโพรง เพราะเป็น “หนี้”

หลังจากที่เลิกทำนา อาจารย์สยาม เป็นหนี้ธนาคารล้านกว่าบาท ถ้าจะดันทุรังทำเกษตรต่อไปคงไม่ไหว ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ ครั้นจะกลับไปทำงานเดิมอายุก็มากแล้ว ช่วงนั้นคือเครียดมาก ไม่รู้จะหันไปทางไหน ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์พอดีเห็นชาวบ้านที่หาผึ้งป่าเป็นอาชีพ วันหนึ่งเขาได้น้ำผึ้ง 20-40 ขวด ต่อวัน เป็นน้ำผึ้งเดือน 5 ขายราคาบ้านๆ ก็ได้ขวดละ 200 บาท ลองคำนวณดูเล่นๆ วันหนึ่งขายได้ 40 ขวด ตกวันละ 8,000 บาท และประกอบกับที่ตัวเองชอบกินน้ำผึ้งอยู่แล้ว จึงลองเดินเข้าป่าไปหาน้ำผึ้งโดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลย ถือว่าเป็นการแก้เครียดไปด้วย ช่วงแรกหาไม่ได้เลย เพราะคิดว่าผึ้งต้องอยู่ตามพุ่มไม้สูงๆ ถามชาวบ้านเขาก็ไม่บอก

เกือบถอดใจ และวันหนึ่งไปนั่งพักเหนื่อยแถวริมห้วย สมัครแทงบอลออนไลน์ ได้ยินเสียงคล้ายแมลงบินออกมาจากพื้นดิน หลังจากนั้นจึงเข้าใจ ผึ้งรังแรกที่เจอคือเจอในหลุมเป็นผึ้งโพรง จากประสบการณ์ครั้งนั้นจึงต่อยอดมา จากที่หาผึ้งไม่ได้เลยกลายเป็นว่าหาได้มากกว่าชาวบ้านซะอีก หาได้วันละเป็น 10 รัง จึงมีความคิดจะเอาผึ้งป่ามาเลี้ยง เพราะตั้งประเด็นตรงที่ว่าความต้องการของตลาดต้องการสูงมาก หาเท่าไรก็ไม่พอขาย ตรงนี้เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเลี้ยงผึ้งป่า

วิธีการเลี้ยง และการดูแล

วิธีการเลี้ยงผึ้งโพรงป่าไม่ยุ่งยากอะไร เพราะผึ้งที่เราดูแลเป็นผึ้งที่ถูกคัดสายพันธุ์โดยธรรมชาติ มีความแข็งแกร่ง ให้ใช้วิธีคิดง่ายๆ เหมือนกับว่าเราเอาไก่ป่ามาเลี้ยง ตามใจเขา แทนที่เราจะบังคับให้เขาตามใจเรา ลองเอาตัวเองไปเป็นผึ้งป่าดูว่าเขาชอบแบบไหน ไม่ชอบแบบไหน เราก็จัดเอื้อสิ่งแวดล้อมในรังให้เขาอยู่สบาย หมั่นดูแลความสะอาด กำจัดมด แมลง ด้วยน้ำมันเครื่องเก่าหยอดไปที่ขาตั้งรังผึ้ง ถ้ารังสกปรกยากที่ผึ้งจะอยู่ ไม่ควรใช้ขี้ผึ้งทาในรัง ถือว่าเป็นตัวล่อหนอนแว็ก

หนอนแว็ก ถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของผึ้ง เวลาระบาดผึ้งจะไม่ยอมกลับรังแล้วก็หนีรังไปเลย องค์ประกอบหลักที่จะทำให้ผึ้งป่ามาอยู่กับเรา รังต้องดี สบาย ไม่ร้อน ถ้าจะให้ดีความกว้างของรังควรมีความกว้าง 38 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร และยาว 50 เซนติเมตร เจาะโพรงผึ้งให้ถูกตำแหน่ง ผึ้งจะอพยพไปตามแหล่งอาหาร ต้องดูว่าช่วงนี้มีแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ไหม มีดอกไม้บานทั้งปี อยู่ใกล้แหล่งอาหาร แหล่งน้ำ แบบนี้เข้าตามคุณสมบัติเราก็ทำแหล่งล่อได้