การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาสะตอและไม้ผลใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 15

แล้วให้น้ำแต่พอชุ่ม ก็จะเอื้อให้ไม้ผลและต้นสะตอนำไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาการเจริญเติบโตไปด้วยกัน สำหรับต้นสะตอ ได้เพิ่มการใส่ปุ๋ยคอกแห้ง โดยในช่วงต้นสะตอขนาดเล็กได้ใส่ปุ๋ยคอกแห้งครึ่งกระสอบ หรือ 15 กิโลกรัม ต่อต้น เมื่อต้นสะตอมีขนาดใหญ่ได้ใส่ปุ๋ยคอกแห้ง 1 กระสอบ หรือ 30 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อช่วยเสริมให้ต้นสะตอเจริญเติบโตสมบูรณ์ ติดดอกออกฝักโตได้คุณภาพ

การให้น้ำ… ต้นสะตอและไม้ผลต้องให้ได้รับน้ำเพียงพอ ในฤดูฝนก็ให้ได้รับน้ำจากน้ำฝน ส่วนในฤดูแล้งได้จัดระบบการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ ได้ให้น้ำวันเว้นวัน หรือเว้นสองวัน หรือดูความชุ่มชื้นในดินก่อนการให้น้ำ

การเก็บเกี่ยว… หลังจากปลูกสะตอ 5-6 ปี ก็จะมีฝักสะตอแก่ให้เก็บเกี่ยว ต้นสะตอจะเริ่มทยอยออกดอกในช่วงเดือนเมษายนและจะเปลี่ยนไปเป็นฝักแก่ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมหรือนานกว่านั้น ต้นสะตอที่เจริญเติบโตแตกต่างกันจะให้ผลผลิตแตกต่างกัน การเก็บได้ใช้ไม้ด้ามยาวสอยเก็บ จะได้ฝักสะตอ 80-100 กิโลกรัม ต่อต้น จัดฝักสะตอมัดเป็นกำ น้ำหนัก 1 กิโลกรัมขาย 80-100 บาท ทำให้มีรายได้ 6,400-10,000 บาท ต่อต้น ใน 10 ต้น ที่ปลูกจะมีรายได้ 64,000-100,000 บาท ผลผลิตฝักสะตอส่วนหนึ่งขายที่หน้าสวน อีกส่วนหนึ่งมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อไปขายในเมือง นอกจากการขายผลไม้แล้ว การขายฝักสะตอได้ทำให้มีรายได้เสริมเพิ่มมากขึ้น ทำให้วิถีการยังชีพได้แบบพอเพียงและมั่นคง

คุณลุงเสริม เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า สะตอปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนหรือดินเหนียวปนทราย การขยายพันธุ์ทำได้ ดังนี้

การเพาะเมล็ด ได้เลือกฝักแก่เต็มที่ แกะเมล็ดออกแล้วลอกเยื่อหุ้มเมล็ดออกให้เหลือแต่เมล็ดสีเขียว นำไปแช่น้ำ 1 คืน จากนั้นนำขึ้นมาสะเด็ดน้ำให้แห้ง นำไปวางในถุงเพาะชำหรือแปลงเพาะกล้า รดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นให้รดน้ำทุกเช้าหรือเย็น เมื่อต้นสะตอเจริญเติบโต อายุได้ 2 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตราครึ่งช้อนแกงต่อต้น ใส่ให้ห่างจากโคนต้น หลังจากนั้นทุก 2 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยสูตรเดิมและอัตราเดิมกระทั่งต้นสะตอมีอายุได้ 10 เดือน จึงย้ายไปปลูก
การติดตา ได้เลือกต้นตอจากต้นสะตอหรือต้นเหลียง อายุ 6-12 เดือน เลือกกิ่งพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง แล้วเลือกกิ่งตาบริเวณกิ่งที่ออกฝักและเป็นตาที่ตูมอยู่ แล้วนำมาติดที่ต้นตอ จากนั้น 20-25 วัน ถ้าการติดตาสำเร็จ ก็ตัดต้นตอส่วนบนออกทิ้ง และอีก 15-20 วัน ยอดใหม่จะเจริญเติบโต ก็ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาให้พร้อมนำไปปลูก
การปักชำกิ่ง เลือกกิ่งที่ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป ตัดเป็นท่อนยาว 10-12 นิ้ว นำไปปักชำลงในกระบะทราย หรือขี้เถาแกลบที่จัดเตรียมไว้ในที่ร่มเงาและรดน้ำให้พอชุ่ม เมื่อกิ่งปักชำเจริญเติบโตแข็งแรง จึงย้ายลงปลูก
การปลูกสะตอ เป็นพืชแซมในสวนไม้ผล ช่วยให้ลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงด้านการผลิตการตลาด เป็นการจัดการใช้ที่ดิน เงินทุน แรงงาน และปัจจัยการผลิตที่สมประโยชน์กันและกันทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดต่อเนื่องและทำให้มีรายได้เป็นเงินมากกว่าแสนบาทตลอดปี ที่ยังไม่ได้หักต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ครอบครัวยังชีพได้แบบพอเพียงและมั่นคง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณลุงเสริม หาญชนะ เลขที่ 53/2 หมู่ที่ 8 บ้านหนองเก่า ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ โทร. 087-243-7118 หรือที่ คุณสุริยา บุญเย็น สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ โทร. 045-612-564 ก็ได้เช่นกันครับ

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณคมกฤช สุขกุล เกษตรกรและนักวิชาการเกษตรอิสระ ได้ชักชวนนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านไปเยี่ยมชม “กัญชาด่าง” สินค้าเด่นของดีจังหวัดชัยนาท ที่เตรียมเปิดตัวในฐานะ “ไม้ประดับสวยงาม” ที่ใช้เวลาพัฒนาปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561-2565

คุณคมกฤช สุขกุล แนะนำให้รู้จักกับ คุณสามารถ เถกิงสรคันธุ์ ที่เรียกกันติดปากว่า “ผู้ใหญ่ใหม่” เจ้าของพันธุ์ “กัญชาด่าง” ที่อยู่บ้านเลขที่ 91 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองขุ่น อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท โทร. 083-923-9291

ผู้ใหญ่ใหม่ บอกว่า ได้สายพันธุ์กัญชาด่างมาด้วยความบังเอิญ ก่อนหน้านี้ ผู้ใหญ่ด่างมีอาการป่วยจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ต้องรักษาตัวอยู่นานนับปี จนได้เจอกับพระธุดงค์ท่านหนึ่ง ที่มอบเมล็ดพันธุ์กัญชาให้มาปลูกและใช้รักษาอาการตามตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านของไทย ปรากฏว่าช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้นในระยะเวลาไม่นาน

สำหรับเมล็ดพันธุ์กัญชาที่นำมาปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมืองหางกระรอก ที่มีความผิดปกติของยีนส์ต้นกัญชาทำให้เกิดต้นกัญชาพันธุ์ด่างปนมา 2 ต้น ในแปลงปลูกกัญชาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ผู้ใหญ่ใหม่ ได้ทำการแยกต้นกัญชาด่างมาเพาะปลูกขยายพันธุ์จนถึงปัจจุบัน จำนวน 9 รุ่น (ปี 2561-2565) จนได้สายพันธุ์ที่นิ่งและมีลักษณะเด่นแตกต่างกัน สามารถจำแนกได้ชัดเจนตามลักษณะเด่นของสี ต้น ใบ โดยทั้ง 5 สายพันธุ์ ที่คัดเลือกได้ทดลองปลูกสายพันธุ์ละ 20 ต้น โดยการปักชำกิ่ง ในจำนวนดังกล่าวพบว่ามี 18 ต้น ที่มีลักษณะเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน

การรวบรวม และศึกษาพันธุ์

ผู้ใหญ่ใหม่ เล่าเพิ่มเติมว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2561-2562 ได้มีการรวบรวมทดลองปลูกและพัฒนาสายพันธุ์เรื่อยมาเป็นจำนวนถึง 9 รุ่น โดยในแต่ละรุ่นจะเป็นการพัฒนามาจากการเพาะเมล็ด โดยในรุ่นที่ 1 นั้นเริ่มมีใบด่างแค่ 1-2 ใบเท่านั้น ใน 1 ต้น ส่วนใบอื่นๆ มีสีเขียวและบิดงอ รุ่นที่ 2-5 ใบด่าง เริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้นประมาณ 40-50% แต่ลักษณะใบยังไม่สวย มีใบม้วนและบิดงอบ้าง รุ่นที่ 6-8 ใบด่างเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้น ประมาณ 60-80% แต่ลักษณะใบเริ่มสวย ไม่บิดงอ รุ่นที่ 9 ใบด่างเริ่มพัฒนาเต็มขึ้น ด่างสม่ำเสมอ ชัดเจนทุกใบใน 1 ต้น ประมาณ 90-100% ลักษณะใบสวยแผ่ ดูเด่นสง่า

การคัดเลือกสายพันธุ์

ช่วงปี 2562-2564 ผู้ใหญ่ใหม่ ได้นำเมล็ดพันธุ์ที่คัดเก็บไว้ไปปลูกคัดเลือกเพื่อคัดเลือกต้นพันธุ์ที่มีลักษณะความด่าง สีตามที่ต้องการมาขยายพันธุ์ โดยคัดเลือกมา 5 ต้น ที่มีลักษณะแตกต่างกันมาเพาะขยายให้มีการแยกจำแนกเป็น 5 สายพันธุ์ ตามลักษณะเด่นคือ สีที่แตกต่างบนใบ โดยใช้วิธีการปักชำ โดยขั้นแรกแบ่งปักชำสายพันธุ์ละ 5 ต้น โดยใช้ระยะเวลา 4-5 เดือน แบ่งการปักชำไปอีกสายพันธุ์ เป็นสายพันธุ์ละ 20 ต้น

ช่วงปี 2564-2565 ผู้ใหญ่ใหม่ เริ่มทำการอนุรักษ์พันธุกรรม ฟื้นฟูพันธุกรรม คัดเลือกพันธุ์ต้นกัญชาด่างได้ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ 1. ด่างขาวเพชรชัยนาท 689 2. ด่างเหลืองเพชรชัยนาท 888 3. ด่างเขียวเพชรชัยนาท 999 4. ด่างม่วงเพชรชัยนาท 989 5. ด่างชมพูเพชรชัยนาท 898

ผู้ใหญ่ใหม่ ได้เก็บเมล็ดพันธุ์ใส่โหลแก้วไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิช่องแช่ของปกติ และได้มีการนำเมล็ดออกมาทดสอบความงอกลงในดิน ซึ่งพบว่ามีอัตราการงอกไม่ต่ำกว่า 95% ของทุกเดือน

ในปี 2565 รัฐบาลได้เปิดให้มีการปลูกกัญชาเสรี เพื่อส่งเสริมปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ สามารถนำเข้าและส่งออกไปเป็นไม้ประดับสวยงาม นำไปแปรรูปทั้งทางด้านเวชกรรม อุตสาหกรรม อาหาร และยารักษาโรค

ผู้ใหญ่ใหม่ ได้พัฒนาสายพันธุ์กัญชาด่าง โดยทดลองนำใบ ต้น ราก มาต้มดื่มกินเป็นชาบำรุงร่างกายก่อนนอนทุกวัน ปรากฏว่านอนหลับสบาย ปัญหาสุขภาพในอดีตค่อยๆ หายไป ร่างกายแข็งแรงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จึงกล่าวได้ว่า กัญชาด่างก็มีสรรพคุณทางยาไม่แพ้ต้นกัญชาทั่วไป

ผู้ใหญ่ใหม่ มองว่า กัญชาด่าง มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจ ในฐานะพืชสมุนไพรและไม้ประดับสวยงาม ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับครอบครัว ชุมชน และอาจจะขยายไปได้ถึงในระดับจังหวัด ผู้ใหญ่ใหม่ได้เรียนปรึกษาผู้ใหญ่ที่เคารพ 2 ท่าน คือ คุณอนุชา นาคาศัย และ คุณอนุสรณ์ นาคาศัย ว่าควรตั้งชื่อกัญชาด่างอย่างไรดี ก็ได้รับคำแนะนำว่า ควรให้ใช้ชื่อ “เพชรชัยนาท” เพื่อเป็นเกียรติแก่จังหวัดชัยนาท

สำหรับชื่อกัญชาด่างทั้ง 5 สายพันธุ์นั้น ผู้ใหญ่ใหม่ บอกว่า มีเอกลักษณ์เด่นที่แตกต่างกันในแต่ละสายพันธุ์ โดยมี ลักษณะเหลือบสีเพิ่มเข้ามาที่ก้าน และปลายใบจึงเป็นที่มาของชื่อกัญชาด่างทั้ง 5 สายพันธุ์ ดังนี้ คือ 1. ด่างขาวเพชรชัยนาท 689 ที่มีสีขาวเด่นพราวทั้งต้น 2. ด่างเหลืองเพชรชัยนาท 888 มีจุดด่างเหลืองบริเวณปลายใบ 3. ด่างเขียวเพชรชัยนาท 999 มีสีเขียวเหลือบสะดุดตา 4. ด่างม่วงเพชรชัยนาท 989 มีสีม่วงบริเวณก้านใบ ราก และปลายใบ 5. ด่างชมพูเพชรชัยนาท 898 มีสีชมพูบริเวณก้านใบ ราก และปลายใบ นอกจากนี้ ยังพบว่าด่างชมพูเพชรชัยนาทและด่างม่วงเพชรชัยนาท ยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวในช่วงเดือนที่ 4-5 อีกด้วย

คุณคมกฤช สุขกุล นักวิชาการเกษตรอิสระ มองว่า สำหรับกัญชาด่างในขณะนี้ พัฒนาถึงรุ่น F4 แล้ว ถือว่าสายพันธุ์นิ่งแล้ว ผู้ใหญ่ใหม่จึงยื่นขอจดทะเบียนรับรองพันธุ์พืชกับกรมวิชาการเกษตรแล้ว กัญชาด่าง เป็นพืชที่มีลักษณะเด่น เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นและมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นไม้ประดับสวยงามได้ในอนาคต

“โรคเหี่ยว” เกิดจากแบคทีเรียราลสโตเนีย โซลานาซีเอรัม (Ralstonia solanacearum) จัดเป็นเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคพืชที่มีความสำคัญมากชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดโรคเหี่ยวกับพืชมากกว่า 200 ชนิด ระดับความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่เชื้อเข้าทำลาย สภาพแวดล้อม และสายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรีย

กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า เชื้อแบคทีเรีย ต้นเหตุโรคเหี่ยวอาศัยอยู่ในดินได้นาน สามารถเข้าทำลายพืชทางราก โดยเข้าตามรอยแผลที่เกิดจากการทำลายของแมลง ไส้เดือนฝอย รอยฉีกขาดของรากหรือแผลที่เกิดในธรรมชาติ สามารถแพร่ระบาดไปกับน้ำได้ดี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกชุกจะมีการระบาดของโรครุนแรงและรวดเร็ว ขณะเดียวกัน เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้อาศัยแอบแฝงอยู่ในหัวพันธุ์และอยู่ข้ามฤดูได้ เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมและปริมาณของเชื้อโรคมากพอก็จะแสดงอาการของโรคออกมา เมื่อนำหัวพันธุ์ไปปลูกต่อ ทำให้เกิดโรคระบาดซ้ำได้อีก

“กล้าเสียบยอด” นวัตกรรมสู้โรคเหี่ยวเขียว

ทุกวันนี้ ประเทศไทยมีการปลูกพืชหลายชนิดที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อโรคชนิดนี้ เช่น มะเขือเทศ มะเขือเปราะ มะเขือยาว พริก มันฝรั่ง ขิง ขมิ้น ไพล ปทุมา ฯลฯ เนื่องจาก‍แบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคเหี่ยวเขียว สามารถมีชีวิตอยู่ในดินเป็นระยะเวลานาน ปัจจุบันยังไม่มีสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชที่มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรค

ดังนั้น เกษตรกรที่ปลูกพืชอาศัยของเชื้อโรคชนิดนี้ จึงมีความเสี่ยงสูงในการลงทุน เพราะดูแลป้องกันโรคเหี่ยวเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะเชื้อโรคชนิดนี้อยู่ข้ามฤดูได้ และการดื้อยาของเชื้อที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตร แนะนำให้ควบคุมโรคพืชโดยชีววิธีเป็นทางเลือกหนึ่งในการป้องกันกำจัดโรคพืชที่ช่วยลดปัญหาการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่ไม่ถูกต้อง และเป็นที่ยอมรับอย่างมาก

บริษัท ทีเค เกษตรกรรม จำกัด
บุกเบิกตลาด “กล้าเสียบยอด” เชิงการค้า

นอกจากนี้ เกษตรกรจำนวนมากต่างยอมรับว่า “กล้าเสียบยอด” เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมทางเลือกที่ช่วยต้านทานโรคเหี่ยวเขียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมให้ผลผลิตเร็ว ทันต่อความต้องการของตลาด ที่สำคัญมีอายุเก็บเกี่ยวยาวนาน คุ้มค่ากับการลงทุน

“การใช้กล้าเสียบยอด ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเท่านั้น ที่เหลือเป็นหน้าที่ของผู้ปลูกเองต้องดูแลป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อโรคด้วย เพราะกล้าเสียบยอดไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องโรคเหี่ยวเขียวได้ทั้งหมดตลอดไป เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคไม่ได้เข้าทำลายจากระบบรากแต่เพียงอย่างเดียว เชื้อโรคสามารถเข้าทำลายมะเขือโดยเข้าทางแผลที่เกิดจากการตัดแต่งกิ่ง ใบได้ หรือเข้าทำลายในส่วนอื่นๆ ของมะเขือส่วนที่อ่อนแอได้ การใช้ต้นกล้าเสียบยอดจึงไม่ใช่การป้องกันการเกิดเหี่ยวเขียวได้ 100% เกษตรกรต้องระมัดระวังเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น มีด กรรไกร มีดที่ใช้ตัดผลผลิตหรือการตัดแต่งกิ่ง ใบ ต้นมะเขือ จะต้องทำความสะอาดเช่นกัน” คุณทวีศักดิ์ กลิ่นคง กล่าว

คุณทวีศักดิ์ กลิ่นคง ผู้บุกเบิกการผลิตกล้ามะเขือเสียบตอมะเขือพวงรายแรกของประเทศไทย ปัจจุบันเป็นเจ้าของกิจการ บริษัท ทีเค เกษตรกรรม จำกัด ผลิตและจำหน่ายกล้าเสียบยอดส่งขายทั่วประเทศมานานกว่า 10 ปี มีอาคารสำนักงานตั้งอยู่ เลขที่ 1/25 หมู่ที่ 8 ตำบลรางพิกุล อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 73140 โทร. 081-935-0053

จุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณทวีศักดิ์เกิดความสนใจทำกล้ามะเขือเสียบยอด เพื่อลดความเสียหายจากโรคเหี่ยวเขียวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางปี 2550 หลังจากมีเกษตรกรผู้ปลูกมะเขือยาวรายหนึ่งในจังหวัดนครปฐม มาบ่นให้ฟังว่า ต้นมะเขือยาวที่ปลูกไว้เริ่มเก็บผลไปได้ไม่นาน เกิดปัญหาโรคเหี่ยวตายแบบไม่รู้สาเหตุ โดยเริ่มต้นอาการสลด ใบลู่ลงเหมือนอาการขาดน้ำของพืช หลังจากนั้น 2-3 วัน ต้นที่เป็นโรคจะแสดงอาการเหี่ยวอย่างเห็นได้ชัด โดยที่ใบของลำต้นนั้นยังมีสีเขียวอยู่ และต้นที่เป็นโรคจะตายในที่สุด

ขณะนั้นคุณทวีศักดิ์ไม่รู้เลยว่าโรคเหี่ยวเขียวเกิดกับมะเขือยาวได้ เพราะคุ้นเคยกับโรคเหี่ยวเขียวในมะเขือเทศเป็นส่วนใหญ่ ด้วยพื้นฐานความรู้ด้านโรคพืชอยู่แล้ว จึงเข้าใจได้ไม่ยากว่า มะเขือยาว ยืนต้นตายอย่างเฉียบพลันเกิดจากปัญหาโรคเหี่ยวเขียวอย่างแน่นอน

ตอนนั้นคุณทวีศักดิ์คิดว่า วิธีแก้ไขปัญหานี้ ต้องใช้กล้าเสียบยอดบนต้นตอทนโรคเท่านั้น โดยนึกถึง ตอมะเขือพวง เป็นอันดับแรก เขาใช้เวลาอยู่นานกว่าจะผลิตกล้ามะเขือพวงเพื่อนำมาใช้งานได้ โดยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับอาจารย์ด้านโรคพืชของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ก็ได้รับคำตอบว่า วิธีนี้ไม่น่าจะได้ผล เพราะหากเชื้อสามารถเข้าไปในระบบรากได้แล้ว ไม่นานก็จะเกิดโรคได้เหมือนเดิม

แต่คุณทวีศักดิ์ก็ยังเชื่อมั่นว่า ต้นมะเขือพวงน่าเป็นคำตอบที่ถูกต้อง เพราะไม่เคยเห็นมะเขือพวงเป็นโรคเหี่ยวตายเลยสักต้น แถมต้นมะเขือพวงส่วนใหญ่จะมีชีวิตที่ยืนยาวได้หลายๆ ปี คุณทวีศักดิ์ทดลองผลิตกล้าเสียบยอดอยู่หลายเดือน จนได้ต้นมะเขือยาวเสียบยอดทั้งสิ้น 21 ต้น

เมื่อนำกล้าเสียบยอดไปปลูกแทนที่ต้นมะเขือยาวที่เป็นโรคเหี่ยวเขียวตายในตำแหน่งต้นเดิม ปรากฏว่า ต้นมะเขือยาวที่ปลูกจากกล้าเสียบยอด มีการเจริญเติบโตที่ดีและไม่เป็นโรคเหี่ยวเขียวเลย ทำให้คุณ ทวีศักดิ์มุ่งมั่นที่จะผลิตกล้าเสียบยอดบนตอมะเขือพวงออกมาจำหน่ายเชิงการค้า ได้แก่ มะเขือยาว มะเขือม่วง มะเขือเปราะ มะเขือเทศราชินี มะละกอ ฯลฯ

นอกจากนี้ คุณทวีศักดิ์ยังมีการบริหารผลิตกล้าเสียบยอดชนิดอื่นๆ ตามความต้องการของเกษตรกรแต่ละรายอีกด้วย เช่น กล้ามะระจีนเสียบยอด เนื่องจากการปลูกมะระจีนซ้ำๆ ในพื้นที่เดิมนานๆ มักเกิดปัญหาโรคเหี่ยวเขียวตามมา เมื่อเกษตรกรหันมาใช้กล้ามะระจีนเสียบยอด ทำให้ปัญหาโรคเหี่ยวเขียวหมดไป เพราะการปลูกด้วยกล้าเสียบยอดบนตอทนโรค ทนน้ำท่วม ทนน้ำขังได้นานหลายวันแล้ว ยังได้ผลผลิตเพิ่มไม่ต่ำกว่า 50% เมื่อเทียบกับการปลูกด้วยวิธีเดิม

กล้ามะเขือยาว และกล้ามะเขือเปราะเสียบยอด เป็นกล้าเสียบยอดชนิดเดียวที่คุณทวีศักดิ์กล้าการันตีรายได้ให้แก่ผู้ปลูก โดยมีข้อแม้ว่า เกษตรกรต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและมีความตั้งใจจริงที่จะสร้างรายได้ ทั้งนี้ เกษตรกรจำนวนมากที่เคยซื้อกล้าเสียบยอดจากคุณทวีศักดิ์ไปปลูก ตั้งแต่ปี 2550 ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า มีรายได้ตามที่คุณทวีศักดิ์การันตีจริง เมื่อทำตามคำแนะนำของคุณทวีศักดิ์

การปลูกกล้ามะเขือยาวเสียบยอด

สินค้าขายดี คือ กล้ามะเขือยาวเสียบตอมะเขือพวง ทนโรคเหี่ยวเขียว ปลูกครั้งเดียวอยู่ได้หลายปี คุณ ทวีศักดิ์ กล่าวว่า การปลูกมะเขือยาวเสียบยอดทำได้ไม่ยาก เพราะต้นมะเขือมีการเจริญเติบโตที่ดีมาก จึงจำเป็นต้องตัดแต่งกิ่งและใบที่มากเกินไปเป็นระยะ

การปลูกมะเขือเพื่อให้ได้ผลดี มีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวยาวนาน ต้องใช้แรงงานดูแลเต็มเวลา 1 คนต่อการดูแลแปลงปลูกมะเขือ 200-300 ต้น หมายความว่า ใน 1 ครอบครัว ทำงานในสวน 2 คน จะปลูกมะเขือได้เพียง 400-600 ต้นเท่านั้น ผลผลิตที่ได้หากมีการดูแลจัดการที่ดี ต้นมะเขือจะให้ผลผลิตประมาณ 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อวัน หากปลูกมะเขือจำนวน 500-600 ต้น ต้องใช้แรงงานดูแล 2 คน จะมีผลผลิตโดยเฉลี่ยประมาณ 500-600 กิโลกรัมต่อวัน โดยมะเขือยาว 1 ต้น จะให้ผลตอบแทน 1,000 บาทต่อปีทีเดียว

การปลูกมะเขือเปราะเสียบยอด

โดยปกติ มะเขือเปราะสามารถปลูกได้ด้วยกล้าเพาะเมล็ดก็เพียงพอ และสามารถเก็บผลผลิตได้ยาวนาน 7-8 เดือนสบายๆ ซึ่งก็เพียงพอคุ้มกับการลงทุนแล้ว แต่พื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่ปลูกพืชชนิดเดียวติดต่อกันยาวนานทำให้เกิดการสะสมโรคเหี่ยวเขียวมากขึ้น การปลูกมะเขือเปราะจากกล้าเพาะเมล็ดอาจไม่ใช่หนทางที่ดีอีกต่อไปแล้ว การใช้กล้าเสียบยอดบนตอทนโรคเหี่ยวเขียวจึงเป็นเรื่องจำเป็น

สำหรับผู้สนใจปลูกกล้ามะเขือเปราะด้วยกล้าเสียบยอด คุณทวีศักดิ์แนะนำให้ปรับระบบการปลูกใหม่ เริ่มจากปรับระยะการปลูกให้เหมาะสมต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตระยะยาว ระยะปลูกที่แนะนำคือ ระหว่างแถว ควรห่าง 4 เมตร ระยะระหว่างต้นในแถวให้ใช้ 1.5-2 เมตร ระยะปลูกนี้ใช้กล้าเพียง 200-250 ต้น ต่อไร่เท่านั้น

การดูแลจัดการลักษณะนี้ ช่วยให้ต้นมะเขือเปราะได้รับการดูแลดี ป้องกันแมลงศัตรูพืชได้ดี ให้น้ำและปุ๋ยอย่างพอเพียง จะให้ผลผลิตสูงถึงต้นละ 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อวัน ดังนั้น หากปลูก 1 ไร่ ด้วยจำนวนต้น 250 ต้น เมื่อมะเขือโตเต็มที่ใน 4 เดือน จะให้ผลผลิต 200-250 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อวัน หรือเก็บผลผลิต 3 วันครั้ง แต่ละครั้งจะได้ผลผลิต 600-750 กิโลกรัม ต่อครั้ง

กล้ามะละกอเสียบยอด

“กล้ามะละกอเสียบยอด” เป็นหนึ่งสินค้าขายดีในขณะนี้ ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากปัญหาราคายางตกต่ำทำให้เกษตรกรหลายรายตัดสินใจโค่นต้นยางบางส่วนทิ้ง และหันมาปลูกต้นมะละกอแทน ปรากฏว่าได้ผลผลิตที่ดี ทนโรค ผลดก และเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่ 5 เดือนเศษ

คุณทวีศักดิ์ บอกว่า กล้ามะละกอเสียบยอด ช่วยตัดปัญหาความยุ่งยากในการคัดเพศมะละกอด้วยกล้า กล้ามะละกอเสียบยอดที่คัดเฉพาะต้นกะเทยสมบูรณ์เพศทุกต้น ออกดอกภายใน 20-30 วัน ให้ผลผลิตสูง มะละกอดิบสามารถเก็บผลได้ภายใน 90-100 วัน ส่วนมะละกอสุกเก็บผลผลิตได้ภายใน 6 เดือน หลังปลูก

การปลูกมะละกอให้ได้ผลผลิตที่ดี ควรดูแลให้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม เพราะมะละกอเป็นพืชที่ต้องการปุ๋ยตัวท้ายสูงมาก จะช่วยให้เนื้อมะละกอหนา มีสีแดง และรสหวาน ดังนั้น แปลงปลูกมะละกอไม่ควรขาดปุ๋ย โดยปุ๋ยที่ต้องใส่ประจำคือ 0-0-60 ปุ๋ยตัวหน้า หรือไนโตรเจนก็ต้องการมากเช่นกัน ปุ๋ยที่ต้องใช้อาจเป็นยูเรีย 46-0-0 หรือ 25-7-7

ธาตุอาหารรองที่ต้องการมากอีกตัวคือ แคลเซียม ซึ่งต้องใช้ 15-0-0 หรือเรียกว่า แคลเซียมไนเตรต ปุ๋ยตัวนี้จะให้ทั้งไนโตรเจนและแคลเซียมพร้อมกัน นอกจากนี้ มะละกอต้องการอินทรียวัตถุ ประเภทปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบำรุงเสริมด้วย จะช่วยให้มะละกอให้ผลผลิตที่ดี มีผลกำไรงามตามที่ต้องการ

ปัจจุบัน คุณทวีศักดิ์ กลิ่นคง มีบริการกล้ามะละกอเสียบยอดครบทุกสายพันธุ์ยอดนิยม ทั้ง ฮอลแลนด์ แขกนวล และแขกดำพันธุ์ใหม่ ผู้สนใจสามารถติดต่อกับคุณทวีศักดิ์ได้ทางเบอร์โทรศัพท์ 081-935-0053

กล้วยหอมทอง เป็นผลไม้ที่นิยมปลูกกันแพร่หลาย ufabets.co.uk จะปลูกจำนวนน้อยหรือจำนวนมาก ปลูกชนิดเดียวหรือปลูกแซมผสมผสานขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละราย เพราะการพัฒนาคุณภาพกล้วยหอมทองจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางของตลาดทั้งใน/ต่างประเทศ นับเป็นความสำเร็จอันดีเยี่ยม ถือเป็นบันไดอีกขั้นของวงการเกษตรไทย แล้วช่วยผลักดันให้ชาวบ้านตื่นตัวปลูกสร้างรายได้กัน

สำหรับ คุณโสฬส เดชมณี บ้านเลขที่ 38 หมู่ที่ 1 ตำบลศรีเวียงชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ 081-370-0105 ใช้กล้วยหอมทองพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกง่าย ทนทาน รสอร่อย สำหรับส่งขายตลาดนักท่องเที่ยว ทำให้มีรายได้เกือบ 20,000 บาท ต่อเดือน

ชาวศรีเวียงชัยคนนี้พกดีกรีปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี 2528 แล้วทำงานอยู่กรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง แต่พบว่ารายได้น้อยมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ จึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิดที่สุราษฎร์ธานีเพื่อยึดอาชีพใหม่ ได้ผ่านประสบการณ์อาชีพหลายอย่าง ไม่ว่าจะเลี้ยงเป็ด-ไก่ ผลิตหัวอาหารกุ้ง ปลูกชมพู่ ซึ่งล้วนประสบปัญหาหลายอย่าง จนกระทั่งมาจบที่การทำสวนปาล์มน้ำมันและทำสวนกล้วยหอมทอง

ปลูกกล้วยมีพื้นที่จำกัด
ทำไงให้ได้ผลผลิตคุณภาพและต่อเนื่อง
คุณโสฬส ปลูกกล้วยหอมทองมา 2 ปี ในพื้นที่ปลูกจำนวน 4 ไร่ ซื้อพันธุ์มาจากชาวบ้านในพื้นที่ราคาต้นละ 10 บาท เป็นกล้วยหอมพื้นเมือง มีชื่อว่า “หอมกาบดำ” มีคุณสมบัติต้นแข็งแรง ทนต่อโรค รสชาติอร่อย

ความจริงโดยหลักวิชาการเมื่อปลูกกล้วยไปหลายรุ่นแล้วต้องรื้อแปลงทิ้ง แล้วควรย้ายไปปลูกแปลงใหม่เพราะป้องกันการสะสมโรค แต่การมีพื้นที่จำกัดจึงทำให้คุณโสฬสจำเป็นต้องหาวิธีปลูกกล้วยในสวนเพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมากที่มีคุณภาพ แล้วต้องมีผลผลิตตลอดทั้งปีเพื่อส่งลูกค้าอย่างต่อเนื่องด้วย