การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษาการแปรรูปหลังการ

นำผลที่เก็บได้ล้างน้ำ ผึ่งให้หมาด เด็ดขั้วผลออก ตากให้แห้ง การเก็บรักษา นำดีปลีที่แห้งสนิทบรรจุถุงพลาสติกใส 2 ชั้น ปิดปากให้สนิท เขียนฉลากปิดถุงให้เรียบร้อย นำเข้าไปจัดเก็บในห้องที่สะอาด เย็นไม่อับชื้น มีอากาศถ่ายเทดี ป้องกันแสงแดด ระวังไม่ให้มีเชื้อราหรือแมลงเข้าไปทำลายทำให้คุณภาพลดลง ดีปลีแห้งที่จัดเก็บไว้อายุเกิน 3 เดือน ควรจะมีการนำมาตากใหม่อีกครั้งเพื่อไม่ให้มีความชื้นและมีแมลงรบกวน

การจำหน่าย คุณขวัญชัย จะส่งไปจำหน่ายยังจังหวัดลำปาง ซึ่งจะนำไปเพื่อขายต่อให้กับลูกค้าต่อไป คุณขวัญชัย กล่าวว่า ดีปลี ยังไม่ค่อยมีคนปลูกเป็นล่ำเป็นสันในจังหวัดภาคเหนือ แต่ตลาดยังมีความต้องการอีกมาก ฉะนั้น ตนเองจึงฉีกแนวออกมาปลูก คิดว่าสามารถที่จะไปต่อได้อีกนาน

คุณขวัญชัย มูลปุ๊ก มีสวนตั้งอยู่เลขที่ 215 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านเหล่า อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ซึ่งอยู่ติดกับอ่างเก็บน้ำแม่ปืม จึงไม่มีปัญหาเรื่องน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการทำการเกษตรในทุกกิจกรรม แปลงนี้เคยปลูกมะละกอ ก็ได้ผลดีในระยะแรก จากนั้นก็มีปัญหาโรคจุดวงแหวน จึงเลิกปลูกไป มาพบกับสมุนไพรชนิดหนึ่งที่คนเหนือมักจะใช้เป็นเครื่องปรุงสำหรับการทำลาบเหนือ นั้นก็คือ ดีปลี ซึ่งเมื่อลงมือปลูกแล้วพบว่า ไม่เพียงแต่ใช้เป็นเครื่องปรุงลาบได้อร่อยแล้วยังพบว่า ใช้ประกอบเป็นเครื่องยาในหลายตำรับของยาแผนโบราณอีกด้วย

ชื่อวิทยาศาสตร์ Piper retrofractum Vahl ชื่อสามัญ long pepper วงศ์ Piperaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้เถารากฝอย ออกบริเวณข้อเพื่อใช้ยึดเกาะ ใบเดี่ยวรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาว 7-10 เซนติเมตร สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก ช่อ ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยอัดกันแน่น แยกเพศ ผล เป็นผลสด มีสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง รสเผ็ดร้อน

ส่วนที่ใช้ ราก เถา ใบ ดอก ผลแก่จัดแต่ยังไม่สุก หรือตากแดดให้แห้ง ลักษณะทั่วไปดีปลีเป็นไม้เลื้อยที่มีรากออกตามข้อและเกาะพันสิ่งอื่นได้ ส่วนของลำต้นค่อนข้างกลมและเรียบ มีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย ใบ เป็นแบบสลับ ตัวใบคล้ายรูปไข่ ขอบขนานหรือรูปไข่เรียว ปลายใบแหลม โคนใบมักมนกลมหรือแหลม เนื้อโคนใบสองข้างไม่เท่ากัน ผิวใบด้านบนมัน ใบมีขนาดกว้าง 3-8 เซนติเมตร ยาว 6-18 เซนติเมตร เส้นใบที่บริเวณโคนใบมี 3-5 เส้น ดอกออกเป็นช่อและออกตรงข้ามกับใบ ช่อรูปคล้ายทรงกระบอกปลายเรียวมน เมื่อเป็นผลมีรูปร่างค่อนข้างกลม ฝังตัวแน่นอยู่กับแกนช่อรูปทรงกระบอกปลายเรียวมน ยาว 2.5-7 เซนติเมตร เมื่อแก่จะมีสีแดงสด

ดีปลีมีการปลูกเชิงการค้ามาเป็นเวลานาน เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณ มีทั้งการปลูกเป็นพืชหลักและการปลูกในสวนผลไม้เป็นพืชเสริม แหล่งผลิตสำคัญที่มีภูมิอากาศที่เหมาะสมและเป็นที่รู้จักของผู้ค้าสมุนไพร ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากนี้ แหล่งผลิตอื่นๆ ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี นครปฐม และนครศรีธรรมราช ดีปลีเป็นพืชอายุหลายปี ดังนั้น ควรเลือกพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี เพื่อป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าซึ่งเป็นปัญหาสำคัญ การใช้ค้างควรใช้ค้างที่มีความแข็งแรง มีอายุการใช้งานนาน เนื่องจากดีปลีมีอายุยืน

การเปลี่ยนค้างบ่อยเป็นการสิ้นเปลือง และทำให้ดีปลีชะงักการเจริญเติบโต ประการต่อไปที่ต้องคำนึงถึงคือจำนวนแรงงาน ดีปลีเป็นพืชที่ต้องการการดูแลมากพอสมควร ทั้งการให้น้ำ การใส่ปุ๋ย การกำจัดวัชพืช และการเก็บเกี่ยว ดังนั้น ควรมีแรงงานในครอบครัวหรือแรงงานจ้างเพียงพอที่จะสามารถดูแลจัดการได้ในทุกขั้นตอนการผลิต ประการสุดท้ายคือ การตากแห้งและการเก็บรักษา เป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อให้มีคุณภาพดี ไม่มีเชื้อรา หรือมอดเข้าทำลาย ทำให้เสียคุณภาพ และขายได้ราคาต่ำ

สรรพคุณและวิธีใช้ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และปวดท้อง แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน (เกิดจากธาตุไม่ปกติ) ใช้ดอกแก่ 1 กำมือ (ประมาณ 10-15 ดอก) ต้มเอาน้ำดื่ม ถ้าไม่มีดอกใช้เถาต้มแทนได้

แก้ไอและขับเสมหะ ใช้ดอกแก่แห้ง หรือช่อผลแก่แห้ง ประมาณ 0.5 ช่อ ฝนกับน้ำมะนาวแทรกเกลือกวาดคอ หรือจิบบ่อยๆ

สภาพพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสม ดีปลีชอบดินร่วนไม่มีน้ำขัง มีอินทรียวัตถุมาก ทนความแห้งแล้งได้ดี ฤดูที่เหมาะสม คือต้นฤดูฝน พันธุ์และการขยายพันธุ์ ใช้เพาะเมล็ดหรือเถา ส่วนมากนิยมใช้เถา การเลือกพันธุ์ เลือกต้นพันธุ์ที่อายุ 1-2 ปี ที่สมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากโรคและแมลงทำลาย พันธุ์ที่นิยมปลูก พันธุ์พื้นเมือง

การปลูกดีปลี การเตรียมดิน การกำจัดวัชพืชและเศษวัสดุ ไถพรวน ตากดินประมาณ 7-15 วัน จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน อัตรา 2 ตันต่อไร่ และควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับความเป็นกรดด่างของดินให้มีค่า pH 5.5-6.5

การเตรียมพันธุ์ ใช้ยอดแก่ปลูก 3-4 ยอดต่อค้าง ปักชำส่วนยอดให้รากเดินดีก่อน ยอดที่จะนำมาชำ ให้ใช้ยอดกระโดงหรือยอดที่แยกออกด้านข้าง ตัดต่ำกว่ายอดลงมา 5 ข้อ แล้วเอาดินเหนียวหุ้ม 2 ข้อล่าง เพื่อเพิ่มความชื้นให้แตกรากเร็วขึ้น ไม่เช่นนั้นจะเหี่ยวเฉา จากนั้นจึงนำยอดไปชำลงในถุงจนกระทั่งแตกรากแล้วจึงนำไปปลูก เกษตรกรอาจไม่เพาะชำกล้า แต่ใช้วิธีปลูกทันทีก็ได้ โดยตัดยอดดีปลีประมาณ 5 ข้อ แล้วนำไปปลูกติดกับเสาค้างเลย 3-5 ยอดต่อเสา ฝังลงดินประมาณ 3 ข้อ นำยอดทั้งหมดผูกติดกับเสาค้างเพื่อให้รากยึดเกาะที่เกิดขึ้นใหม่ เกาะติดกับเสาค้าง จากนั้นพรางแสงด้วยทางมะพร้าวประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นดีปลีก็สามารถเจริญเติบโตได้โดยไม่ต้องพรางแสงอีกต่อไป เมื่อปลูกเสร็จแล้วควรมีการพูนโคนและทำร่องน้ำให้มีความลาดเอียงเล็กน้อยเพื่อให้น้ำไหลผ่านสะด

การปลูก ค้างที่ใช้ปลูกดีปลีเป็นค้างไม้หรือค้างปูนเช่นเดียวกับพริกไทย การเตรียมเสาค้าง เกษตรกรทั่วไปนิยมใช้เสาค้างไม้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-15 เซนติเมตร เป็นไม้เนื้อแข็ง มีอายุการใช้งาน 10-20 ปี ซึ่งในอดีตสามารถหาได้ง่ายและมีราคาถูก การใช้ค้างไม้ ต้นดีปลีสามารถยึดเกาะได้เป็นอย่างดี แต่ปัจจุบันเสาค้างไม้หายากและมีราคาสูงทำให้เกษตรกรหันมาใช้เสาคอนกรีตสำหรับทำค้าง เสาคอนกรีตสี่เหลี่ยมขนาด 15×15 เซนติเมตร สูง 2.5 เมตร สามารถหาได้ง่าย แม้จะมีข้อเสียบ้างเมื่ออุณหภูมิสูงจะเก็บความร้อน ทำให้รากของดีปลีที่ใช้ยึดเกาะกับเสาค้างคอนกรีตไม่สามารถยึดเกาะได้ดีเท่าค้างไม้ เตรียมค้างไม้แก่นหรือเสาซีเมนต์ ขนาดประมาณ 4×4 นิ้ว ฝังลงดินให้สูงพ้นดินประมาณ 3-3.5 เมตร ระยะปลูก 1.20×1.20 เมตร ขุดหลุมขนาด 50x50x50 เซนติเมตร

ดินที่ใส่หลุมควรเป็นหน้าดินผสมปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราส่วน ปุ๋ย : ดิน ประมาณ 1 : 5 ใช้ยอดพันธุ์ดีปลี ค้างละ 2 ยอด ให้อยู่ตรงข้ามกัน หรือปลูกด้านใดด้านหนึ่ง หลุมละ 2 ยอด เมื่อปลูกเสร็จบังแสงแดดด้วยทางมะพร้าว รดน้ำให้ชุ่มสม่ำเสมอทุกวัน มัดยอดให้ติดกับค้าง เมื่อยอดดีปลีเจริญขึ้นไปจนกว่าดีปลีจะขึ้นสุดค้าง ใช้เสาไม้แก่น หรือเสาซีเมนต์ หรือวัตถุอื่นๆ ที่ทนหลายปี ความยาวของเสา 4-5 เมตร ฝังลงดิน 0.5-1 เมตร เอาเถาดีปลีที่ชำจนแตกรากใหม่มีข้อและแตกยอดใหม่แล้วเกาะติดกับต้นเสา ในระยะแรกต้องใช้ลวดหรือเชือกช่วยยึดหลวมๆ ขึ้นไปตามลำดับ จนกว่าเถาดีปลีจะเกาะต้นเสาได้ดี จึงไม่ต้องใช้เชือกยึดอีก

การบำรุงรักษา ในฤดูร้อนควรให้น้ำสม่ำเสมอ อย่าให้น้ำขังท่วมราก หากรากแช่น้ำข้ามคืนดีปลีจะตาย ใส่ปุ๋ยบ้างเพื่อให้ต้นแข็งแรงและผลดก

การดูแลรักษา การให้น้ำ ควรให้น้ำแบบน้ำหยด ประหยัดทั้งน้ำและแรงงาน ตลอดจนเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติงาน หรือการให้น้ำแบบหัวฉีด การใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น มูลวัว มูลไก่ และปุ๋ยหมัก ปีละ 2 ครั้ง ช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของต้นดีปลีและเพิ่มผลผลิต

การกำจัดวัชพืช ใช้แรงงานคนถอนวัชพืชสม่ำเสมอ เพราะว่าดีปลีเป็นพืชที่ค่อนข้างอ่อนแอ

โรคและแมลง พบโรคแอนแทรกโนส โรคใบจุด แมลงจำพวกเพลี้ยแป้ง และด้วงงวง

การเก็บเกี่ยว ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม ดัชนีการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม คือเก็บเกี่ยวในระยะที่ผลแก่จัดเริ่มมีสีส้มแดงเรื่อๆ แต่ยังไม่สุก เนื้อแน่นแข็ง ไม่นิ่ม จะเป็นระยะที่ดีปลีมีกลิ่นฉุนจัดที่สุด ผลต้องไม่สุกแดงเกินไปหรือเขียวไป วิธีการเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวผลเมื่อแก่จัดแต่ยังไม่สุก โดยการใช้กรรไกรตัดผลออกจากต้น ใส่ตะกร้าที่สะอาด ใน 1 กิ่งสามารถเก็บผลดีปลีได้ 2-3 ผลต่อครั้ง การเก็บเกี่ยวแต่ละรุ่นใช้ระยะเวลาห่างกัน 1-2 เดือน

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษา
การแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว นำผลที่เก็บได้ล้างน้ำ ผึ่งให้หมาด เด็ดขั้วผลออก ตากให้แห้ง การเก็บรักษา นำดีปลีที่แห้งสนิทบรรจุถุงพลาสติกใส 2 ชั้น ปิดปากให้สนิท เขียนฉลากปิดถุงให้เรียบร้อย นำเข้าไปจัดเก็บในห้องที่สะอาด เย็นไม่อับชื้น มีอากาศถ่ายเทดี ป้องกันแสงแดด ระวังไม่ให้มีเชื้อราหรือแมลงเข้าไปทำลายทำให้คุณภาพลดลง ดีปลีแห้งที่จัดเก็บไว้อายุเกิน 3 เดือน ควรจะมีการนำมาตากใหม่อีกครั้งเพื่อไม่ให้มีความชื้นและมีแมลงรบกวน

การจำหน่าย คุณขวัญชัย จะส่งไปจำหน่ายยังจังหวัดลำปาง ซึ่งจะนำไปเพื่อขายต่อให้กับลูกค้าต่อไป คุณขวัญชัย กล่าวว่า ดีปลี ยังไม่ค่อยมีคนปลูกเป็นล่ำเป็นสันในจังหวัดภาคเหนือ แต่ตลาดยังมีความต้องการอีกมาก ฉะนั้น ตนเองจึงฉีกแนวออกมาปลูก คิดว่าสามารถที่จะไปต่อได้อีกนาน

ก่อนเข้าถึงเนื้อหา ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า อำเภอสะเมิง เป็นพื้นที่ภูเขาสูง ฉะนั้น จะมีพื้นที่ราบสำหรับทำนาน้อย จะได้ข้าวประมาณ 100 ถัง ขายได้เงินประมาณ 10,000 บาท เมื่อปี 2557 สถาบัน IQS เข้ามาส่งเสริมการผลิตหญ้าหวาน จึงตัดสินใจทดลองปลูก จำนวน 1 ไร่ จนถึงปัจจุบันเปรียบเทียบแล้วมีรายได้มากกว่าการปลูกข้าวถึง 7 เท่า ต่อปี

หญ้าหวานนั้น หลังจากปลูกได้ 30 ถึง 45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยทยอยเก็บทุกวัน ส่วนหญ้าหวานสด 10 กิโลกรัม เมื่อตากแห้งในโรงเรือนหลังคาพลาสติก หากแดดจัด ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง จะเหลือน้ำหนักแห้งประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม คุณภาพของหญ้าหวานจะแตกต่างกันในแต่ละฤดูกาลคือ หน้าร้อนและหน้าฝนใบจะบางต้นสูง แต่หน้าหนาวใบจะหนาต้นจะเตี้ย หญ้าหวานถือเป็นพืชทนแล้ง จากช่วงแล้งที่ผ่านมาไม่มีน้ำรดระยะเวลาเป็นเดือนก็ไม่ได้รับผลกระทบ สามารถปลูกเป็นพืชทางเลือกทดแทนข้าวที่มีปัญหาด้านราคาอยู่ในขณะนี้ และเป็นพืชทนแล้งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำได้อีกด้วย

คุณละออง ศรีวรรณะ เกษตรกรบ้านอมลอง บ้านเลขที่ 94 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่สาบ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ผลิตหญ้าหวานมาตรฐานออร์แกนิกไทยแลนด์ โดยการส่งเสริมของสถาบันตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (IQS) เล่าให้ฟังว่า เดิมตนเองทำนา 1 ไร่ค

คุณละออง เล่าต่อว่า จากการประสานงานของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ และสถาบันตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (IQS) ที่นอกจากจะดูแลการปลูกและดูแลรักษาเพื่อให้ได้มาตรฐานพืชสมุนไพรอินทรีย์แล้ว ยังมีงานวิจัยเพื่อต่อยอดให้กับเกษตรกร เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น โดยวิจัยความหวานของหญ้าหวาน ยกตัวอย่าง บดเฉพาะใบ บดก้านผสมใบ ว่าความหวานอย่างไหนจะดีกว่ากัน ในกลุ่มของคุณละออง จำนวน 7 คน กำลังเตรียมสร้างโรงงานเพื่อขอรับมาตรฐานโรงงาน (GMP)

หากพูดถึงความหวานเป็นรสที่คนขาดไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันคนให้ความสำคัญกับสุขภาพมาก จึงเลือกบริโภคเครื่องดื่มโดยพิจารณาสารปรุงแต่งรสหวานที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ อุตสาหกรรมเครื่องดื่มหันมาสนใจใช้สารให้ความหวานจากธรรมชาติแทนสารสังเคราะห์มากขึ้น

คุณรัชนีวรรณ์ เป็งพรม หรือ คุณแก้ว ได้ให้ข้อมูลหญ้าหวาน ว่า เป็นพืชที่ให้ความหวานโดยธรรมชาติ ใบหญ้าหวานสด สกัดด้วยน้ำได้สารหวานแห้ง ประมาณร้อยละ 1 ซึ่งสารหวานนี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 150-300 เท่า และทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียส จึงไม่สลายตัวหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนในการปรุงอาหาร

สารให้ความหวานจากหญ้าหวานเป็นสารสกัดที่มาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง เป็นความหวานที่ปราศจากแคลอรี และไม่มีผลกระทบต่อปริมาณน้ำตาลในร่างกาย เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปร่างกายสามารถขับออกมาได้ทันที ไม่มีการสะสม จึงเหมาะกับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้ที่เป็น เบาหวาน ที่ยังต้องการรสหวานในอาหารและเครื่องดื่ม

รูปแบบของหญ้าหวานที่คนนิยมรับประทานกัน มี 2 แบบ คือ นำใบหญ้าหวานมาผสมกับสมุนไพรอื่นๆ เพื่อเติมรสหวานเป็นชาสมุนไพร ยาชงสมุนไพรต่างๆ หรืออาจใช้ในรูปของสารสกัดจากหญ้าหวานเป็นผงสำเร็จรูปบรรจุซองสำหรับเติมลงในชา กาแฟ หรืออาหารต่างๆ

หญ้าหวาน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Stevia Rebaudiana Bertoni หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Stevia อยู่ในวงศ์ Asteraceae (Compositae) มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ตามแนวพรมแดนระหว่างประเทศบราซิลและปารากวัย ซึ่งชาวปารากวัยมีการใช้ใบหญ้าหวานผสมกับชาดื่มมานานกว่า 1,500 ปีแล้ว หญ้าหวานชอบอากาศค่อนข้างเย็น อุณหภูมิประมาณ 20-26 องศาเซลเซียส และขึ้นได้ดีเมื่อปลูกในพื้นที่สูง จากระดับน้ำทะเล ประมาณ 600-700 เมตร มีการนำมาปลูกในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2518 โดยพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมคือ ทางภาคเหนือ และบริเวณเขาใหญ่

หญ้าหวาน เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก สูงประมาณ 30-90 เซนติเมตร ใบเดี่ยว รูปใบหอกกลับ ขอบใบหยัก มีดอกช่อสีขาว ลักษณะคล้ายต้นโหระพา หากมีการปลูกไว้ในบริเวณบ้านเป็นพืชผักสวนครัวจะมีประโยชน์มาก เพราะใบสดหรือตากแห้งต้มกับน้ำก็จะให้สารหวานใช้

ปรุงอาหาร และเครื่องดื่มได้อย่างดี

นอกจากนี้ มีงานวิจัยพบว่า กากหญ้าหวานที่ผ่านการสกัดสารหวาน (ที่พัฒนาเป็นผงแห้งบรรจุซองสำหรับเติมลงในชา กาแฟ หรืออาหาร) ยังคงมีความหวาน สามารถใช้ทดแทนน้ำตาลในการให้ความหวานในเครื่องดื่มชาชงได้ ซึ่งบรรจุเป็นถุงสำเร็จพร้อมชงดื่มได้ทุกช่วงเวลา ดื่มได้ง่าย ช่วยดับกระหาย จากการประเมินความพึงพอใจผลิตภัณฑ์จากกากหญ้าหวาน ผสมอัญชัน มะลิ กระเจี๊ยบแดง และ เตยหอม พบว่า ชากากหญ้าหวานผสมมะลิซึ่งประกอบด้วยกากหญ้าหวาน 250 มิลลิกรัม และมะลิ 80 มิลลิกรัม เป็นสูตรที่มีสี กลิ่น และรสชาติ เป็นที่น่าพึงพอใจที่สุด ซึ่งการพัฒนา หาสูตรผสมที่ถูกใจเฉพาะบุคคลก็ทำได้ง่าย

คุณละออง ศรีวรรณะ ฝากไว้ว่า หากใครไปบ้านอมลอง อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ สามารถแวะเยี่ยมเยือนชมแปลงปลูกหญ้าหวานของคุณละอองเอง หรือของเครือข่าย พร้อมอุดหนุนหญ้าหวานสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ในราคากันเองได้ หรือโทรศัพท์พูดคุยข้อมูลกันได้ที่ 082-760-3442

เป็นความชื่นชอบหรืออาจจะเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยไปแล้ว ที่ส่วนใหญ่มักจะชอบอาหารที่มีรสเผ็ดร้อน คนเก่าคนแก่เคยบอกว่า กินข้าวมื้อไหนถ้าขาดน้ำพริก เป็นว่ากินข้าวไม่อิ่มท้อง ไม่มีแรงทำงานทำการอะไร

คนไทยไม่ว่าจะยากดีมีจน เพศหญิงเพศชาย คนแก่ คนหนุ่มสาว ล้วนมีความต้องการที่จะลิ้มรสอาหารที่มีรสจัดหรือรสเผ็ดกันทั้งนั้น…ที่ชอบอาหารรสจืดๆ ก็มีเช่นกัน แต่มักจะเป็นของเด็กเล็ก คนชรา และเด็กยุคใหม่ที่เป็นสังคมสมัยนิยม หรือเจนเนอเรชั่น (generation) ทั้งเจนวาย หรือ Why Gen เจนเอ็กซ์ เจนซี หรือ Z รวมทั้งกลุ่มรักสุขภาพ เจนเบเบ้บูม หรือเบบี้บูม

พริก หรือ Pepper เป็นพืชในสกุล Capsicum วงศ์ SOLONACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Capsicum annuum Linn. พริกหลายชนิดที่เกษตรกรหลายจังหวัดปลูกกัน แต่ตลาดส่งออกต่างประเทศไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากส่วนใหญ่จะเป็นพริกใหญ่ประเภทมีเมล็ดมาก เนื้อผลบาง

ซึ่งต่างประเทศต้องการประเภทเนื้อหนา สมัคร Holiday Palace เมล็ดน้อย มีสีแดงล้วน หรือเขียวล้วน เช่น พริกจีนแดง พริกพันธุ์หัวเรือของจังหวัดอุบลราชธานี พริกพันธุ์จินดา ส่วนตลาดในประเทศต้องการประเภทเมล็ดมาก รสเผ็ดปานกลางถึงมาก ซึ่งถ้าพริกรสเผ็ดส่วนใหญ่จะเป็นประเภทพริกเล็ก พริกชี้ฟ้า หรือพริกขี้หนูใหญ่ พริกขี้หนูสวน พริกขี้หนูหอม พริกขี้นก พริกกะเหรี่ยง ผลผลิตของพริก คือผลพริก ซึ่งแยกเป็นพริกเล็ก พริกใหญ่ ในรูปของผลสด คือพริกสด กับพริกแห้ง คือพริกที่ผ่านกรรมวิธีการตาก หรืออบจนแห้งไม่มีความชื้น หรือความชื้นเหลือน้อยมาก และพริกแปรรูป เช่น พริกป่น หรือพริกผง ซอสพริก น้ำพริกแกง เครื่องปรุงบะหมี่สำเร็จรูป

พริกกลุ่ม หรือชนิดแคปซิคัม แอนนูอัม (Capsicum annuum) ที่ปลูกกันในประเทศไทยนี้ อยู่กลุ่มความเผ็ดปานกลางเกือบทั้งหมด ยกเว้นพวกเผ็ดน้อย หรือไม่เผ็ด มักจะเป็นพริกพันธุ์มาจากต่างประเทศ เป็นชนิดแคปซิคัมแอนนูอัม คัลติวารส์ (Capsicum annuum cultivars) เช่น พริกหวานแคลิฟอร์เนียร์วันเดอร์ และพริกหยวกไทย พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์บางบัวทอง ในทุกวันนี้

วิทยาการก้าวหน้าและรวดเร็วมาก มีการปรับปรุงบำรุงพันธุ์พริกได้อีกมากมาย โดยเฉพาะภาคเอกชน มีหลากหลายพันธุ์ หลายบริษัทที่พัฒนาได้พริกพันธุ์ใหม่ๆ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อให้ได้ตรงตามความต้องการของตลาด

พันธุ์พริกที่เกษตรกรปลูกในประเทศไทย เราแบ่งเป็นประเภทพริกใหญ่ เช่น พันธุ์พริกมัน พริกเหลือง พริกบางช้าง พริกมันพิชัย พริกสิงคโปร์ พริกดอนยาง พริกสันป่าตอง พริกชี้ฟ้า

ประเภทพริกขี้หนูเม็ดใหญ่ (เม็ดคือผล) เช่น พันธุ์ห้วยสีทน พันธุ์หัวเรือ พันธุ์จินดา พันธุ์จินดายอดสน พันธุ์บ้านใน พันธุ์ไส้ปลาไหล พันธุ์สร้อย พันธุ์นิ้วมือนาง พันธุ์น้อยผลยาว พันธุ์ช่อ มข. (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) พันธุ์เดือยไก่ และพริกขี้หนูเม็ด (ผล) เล็ก เช่น ขี้หนูหอม กะเหรี่ยง ขี้นก

ความเผ็ดของพริก มีหน่วยวัดเป็น สโควิลล์ (Scoville) มีสารรสเผ็ดคือ แคปไซซิน (Capsaicin) พริกที่มี สารแคปไซซิน ร้อยละ 1 ของน้ำหนัก จัดว่ามีความเผ็ดสูงเทียบเท่าเผ็ด 100% จะเท่ากับหน่วยวัดความเผ็ด 175,000 สโควิลล์ ถ้าสารแคปไซซีน และหน่วยความเผ็ดลดลงก็จะเผ็ดน้อยลง

พริกที่นิยมปลูกในประเทศไทย จะเป็นพริกที่จัดอยู่ในกลุ่มความเผ็ดปานกลาง ความเผ็ด 35,000-70,000 สโควิลล์ ซึ่งความเผ็ดของพริก คือคุณค่าหลัก หรือคุณสมบัติประจำตัวของพริก แต่เวลาไปซื้อหามาใช้ประกอบอาหาร ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเผ็ดขนาดไหน ได้แต่คาดเดาเอา โดยดูจากสีสัน รูปร่าง ขนาด ซึ่งเป็นคุณสมบัติภายนอกที่มองเห็นนั่นเอง