การประยุกต์และการบริหารจัดการใช้ เทคโนโลยีในการทํา

เกษตรอินทรีย์นั้นจะพยายามปรับ และพึ่งพาทรัพยากรในพื้นที่ให้มากที่สุดในรูปแบบการทําเกษตรแบบผสมผสาน โดยมีการนําเทคโนโลยีในปัจจุบันมาปรับใช้ ดังนี้
การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
การปลูกหญ้าแฝกรอบๆ โคนต้น เพื่อปรับปรุงและอนุรักษ์ความสมบูรณ์ของดิน
การเลี้ยงไส้เดือนดิน การเลี้ยงปลากินพืช เพื่อนํามูลที่ได้มาทําปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ
การผลิตและขยายแหนแดง เพื่อเป็นปุ๋ยชีวภาพและแจกจ่ายแก่ผู้ที่สนใจ
การผลิตปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือใช้และ ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากผลผลิตที่ร่วงหล่นในแปลง โดยไม่เผาทําลายเศษซากพืชในแปลง ยกเว้นเศษซากพืช
6.การใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย ในการป้องกันกําจัดแมลงศัตรูพืช เช่น หนอนกินใต้ผิวเปลือกลองกอง โดยจะใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย 60 ล้านตัว (4 ถุง) ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นตามกิ่งที่มีหนอน พ่น 2-3 ลิตร ต่อต้น พ่นจํานวน 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรกมากยิ่งขึ้น 15-20 วัน

ด้านการผลิต และด้านเศรษฐกิจ : การทําเกษตรอินทรีย์ เป็นการผลิตแบบไม่ทําลายสิ่งแวดล้อม หลีกเลี่ยงการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก ใช้ทรัพยากรหมุนเวียนภายในแปลง ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนการผลิต และจําหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงกว่าสินค้าเกษตรทั่วไป มีการบริหารจัดการโดยการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ การคัดคุณภาพก่อนส่งจําหน่าย โดยแบ่งเป็น 4 เกรด คือ A B C และเกรดช่อคละ รวมถึงการเพิ่มช่องทางการจําหน่ายและการจําหน่ายผลผลิตด้วยตัวเอง ผ่านทาง Social Media เช่น Facebook, Line มีการพัฒนา บรรจุภัณฑ์ โดยจัดทํากล่องบรรจุลองกองแบบพรีเมี่ยม สําหรับลองกอง เกรด A และแบบทั่วไปสําหรับลองกอง เกรด B C และเกรดช่อคละ ซึ่งกล่องมีขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม และ 10 กิโลกรัม

ด้านสังคม : ตั้งใจทําเกษตรอินทรีย์จนได้รับ การรับรองมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานในพื้นที่ และยกย่องให้เป็นเกษตรกรต้นแบบเครือข่ายด้านเกษตรอินทรีย์และเกษตรผสมผสาน พัฒนาพื้นที่ผลิตเป็นศูนย์ 5) เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร (ศพก.) แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศึกษาดูงานให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรที่มาศึกษาดูงานเกิดแรงบันดาลใจ ในการทําเกษตรที่มีคุณภาพ และรักในอาชีพเกษตรกรมากยิ่งขึ้น

การทําเกษตรอินทรีย์ มีการวางแผนการผลิต เป็นอย่างดีและเป็นระบบ โดยเน้นการพึ่งพาธรรมชาติ ในพื้นที่ให้มากที่สุด ซึ่งมีหลักในการบริหารจัดการด้านต่างๆ ดังนี้

ด้านแรงงาน : เน้นการใช้แรงงานการผลิตในครัวเรือนเป็นหลัก แต่บางช่วงที่ต้องจัดการสวนแข่งกับเวลา เช่น ช่วงการตัดแต่งกิ่ง ช่อดอก ช่อผล หรือช่วงการเก็บเกี่ยวจะจ้างแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อช่วยจ้างงานในพื้นที่ และได้คนช่วยสอดส่องดูแลแปลง ในอีกทางหนึ่ง
ด้านพื้นที่และพืชที่ปลูก : เน้นการปลูกพืช ผสมผสานมีการเตรียมแหล่งน้ําให้เพียงพอต่อการเพาะปลูก การบริหารจัดการน้ําให้เกิดความชุ่มชื้น มีฝายชะลอน้ำ อยู่ในพื้นที่และขุดคลองไส้ไก่ มีบ่อเลี้ยงปลาขนาดเล็ก
ด้านการผลิตและการรับรองมาตรฐาน : มีความตั้งใจที่จะผลิตพืชให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ผลิตลองกองซึ่งเป็นพืชอัตลักษณ์ของพื้นที่ให้มีความยั่งยืน จึงพัฒนากระบวนการผลิตจนได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI) ลองกองตันหยงมัส

ผลงานและความสําเร็จของผลงาน ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงานแความยั่งยืนในอาชีพ
การผลิตตามระบบการจัดการคุณภาพพืชอินทรีย์ เพื่อให้ได้คุณภาพมาตรฐาน/ปลอดภัย/คุณภาพ ปลอดศัตรูพืช
พื้นที่ปลูกมีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน คือ น.ส.3 ก. มีการทําเกษตรแบบผสมผสานปลูกพืชหลายระดับเป็นชั้นๆ ทําแนวกันชนหลายชั้น หลายระดับ ตั้งแต่การขุดคันดิน ป้องกันน้ำจากภายนอก ปลูกหญ้าแฝกบนคันดิน และปลูกไม้พุ่มขนาดเล็ก
ใช้น้ำจากบ่อบาดาลและขุดบ่อเก็บน้ำตื้น ไว้ใช้ภายในแปลง สร้างฝายชะลอน้ำ และขุดคลองไส้ไก่ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดความเสี่ยงในการปนเปื้อนสารพิษและโลหะหนักจากภายนอกแปลง

ใช้หลักการขยายพันธุ์พืชจากต้นพันธุ์ที่มีอยู่ในสวนเป็นหลัก หรือจัดหาจากแหล่งที่เชื่อถือได้
มีการปลูกหญ้าแฝกรอบๆ โคนต้น เพื่อปรับปรุงและอนุรักษ์ความสมบูรณ์ของดินและการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน มีการห่มดินจากใบไม้ ที่ร่วงหล่นในแปลง มีการใช้ปุ๋ยหมักธรรมชาติจากใบไม้และใบหญ้าแฝก มีการผลิตน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ต่างๆ ในสวนที่ตกเกรดการผลิต มีการขยายแหนแดงเพื่อเป็นปุ๋ยชีวภาพ
รักษาระบบนิเวศภายในแปลงอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ เช่น แมลงหางหนีบ มีการสํารวจแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสํารวจโรคและแมลงศัตรูพืช เน้นการป้องกันมากกว่าการกําจัดศัตรูพืช โดยใช้วิธีเขตกรรมเป็นหลัก กําจัดวัชพืชด้วยวิธีการดายหญ้าแล้วถอนหญ้า และใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยในการ ป้องกันกําจัดแมลงศัตรูพืช

เก็บเกี่ยวลองกอง 13 สัปดาห์ หลังดอกบาน (สําหรับจําหน่าย) และ 15 สัปดาห์ หลังดอกบาน (สําหรับบริโภค) มีการเก็บเกี่ยวใส่ตะกร้าที่ไม่ผ่านการใช้งานแบบทั่วไปมาก่อนและมีการทําความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์ก่อนนํามาใช้และมีการบํารุงรักษาให้มีสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ
ไม่มีการเก็บรักษาผลผลิต เนื่องจากนําไปจําหน่ายในตลาดชุมชนทุกวัน และส่งทางระบบขนส่งทันทีเมื่อได้รับยอดสั่งซื้อจากการจําหน่ายทาง Social Media
มีการใช้เครื่องหมายการรับรอง Organic Thailand เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

บันทึกข้อมูลวัสดุที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยหมัก การใช้น้ําหมักชีวภาพ ราคาผลผลิต และการปฏิบัติงานภายในแปลง ตลอดจนการจดบัญชีรายรับ-รายจ่าย
แสดง QR Code บนผลผลิตที่จําหน่าย เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับและการติดต่อสื่อสารของผู้บริโภค
ความยั่งยืนและความต่อเนื่องในระบบ การจัดการคุณภาพพืชอินทรีย์
ในการทําเกษตรอินทรีย์สามารถสร้างรายได้ ให้กับครอบครัวอย่างมั่นคงและยั่งยืน นอกจากนี้ ในพื้นที่ ปลูกยังมีพืชที่ปลูกเป็นรายได้แบบเงินฝากในรูปแบบของธนาคารต้นไม้ คือรายได้เงินฝากจากไม้เศรษฐกิจ เช่น สะเดายางนา ตะเคียน พะยอม มะค่า ต้นสัก จํานวนรวม 500 ต้น มีอายุเฉลี่ย 20 ปี

การรักษาความเป็นอินทรีย์ตลอดกระบวนการผลิต มีความรักและหวงแหนพื้นที่ทําการเกษตรไว้ให้ลูกหลานมีความสุขและพึงพอใจในการประกอบอาชีพเกษตร ได้ดําเนินชีวิต 4 “ตามรอยพระบาท ศาสตร์พระราชา” และได้ส่งต่อความรักในอาชีพเกษตรกรไปสู่คนในครอบครัว ในแต่ละกิจกรรม เพื่อให้รู้ต้นทุนการผลิตที่แท้จริง เพื่อสานต่อการผลิตพืชที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานแก่ผู้บริโภคต่อไป

มอบสิ่งที่ตนเองรู้ด้วยใจจากประสบการณ์การทําการเกษตรให้กับเกษตรกรที่สนใจและเกษตรกรที่มาทัศนศึกษา นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลการทําเกษตรอินทรีย์จากแปลงปลูกไปสู่พื้นที่บริเวณบ้านพักอาศัย ซึ่งอยู่ในตัวเมืองอําเภอสุไหงโกลก โดยได้เริ่มต้นทําเกษตรอินทรีย์วิถีคนเมือง เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่คนเมืองที่อยากปลูกพืชอินทรีย์ไว้บริโภคในครัวเรือนมีเกษตรกรที่สนใจและกลับไปปฏิบัติตามแล้วกว่า 20 ราย

ผลงาน ความสําเร็จ ความภาคภูมิใจ
จากความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ศึกษาเรียนรู้หาข้อมูลนํามาประยุกต์ใช้ ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองเสียสละและอุทิศเวลาส่วนตัว จนสามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตร ที่เกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาเรียนรู้และนํากลับไปปฏิบัติได้จริง เป็นผลให้ได้รับรางวัลต่างๆ เป็นขวัญและกําลังใจในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ผลผลิตลองกอง ในงานของดีเมืองนรา “งานวันลองกอง” ปี 2554
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เกษตรกรดีเด่น (สาขาไร่นาสวนผสม) ปี 2557 จังหวัดนราธิวาส
รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 เกษตรกรดีเด่น (สาขาไร่นาสวนผสม) ปี 2555 จังหวัดนราธิวาส
หมอดินอาสาดีเด่นระดับเขต ปี 2558
รางวัลชนะเลิศจากการประกวดการพัฒนา และรณรงค์การใช้หญ้าแฝก อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ครั้งที่ 9 ประจําปี 2557-2554 ประเภทการปลูกและการส่งเสริมการปลูก
รางวัลชนะเลิศอันดับ 2 สาขาอนุรักษ์ดิน และน้ำและการใช้ประโยชน์หญ้าแฝก ปี 2558 จากกรมพัฒนาที่ดิน
รางวัลชนะเลิศการประกวดเกษตรกร GAP ลองกอง ในงานของดีเมืองนรา “งานวันลองกอง ครั้งที่ 42 ประจําปี 2560
รางวัลชนะเลิศเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ในงานของดีเมืองนรา “งานวันลองกอง ครั้งที่ 43 ประจําปี 2561
รางวัลผู้ที่มีความสามารถดําเนินกิจกรรม ของงานพัฒนาที่ดินและขยายผลการดําเนินงานเป็น ประจักษ์เป็นวงกว้าง เมื่อวันที่ 25ธันวาคม 2562

ความเป็นผู้นําและการเสียสละเพื่อประโยชน์ – เครือข่ายคนรักษ์แฝกระดับเขตและระดับ ส่วนรวมในด้านต่าง ๆ
– เป็น Smart Farmer ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ด้วยใช้วิธีการอธิบายและชี้ให้เห็นของจริงที่ปฏิบัติอยู่ในแปลงของตนเอง และสามารถอธิบายเป็น

ภาษาท้องถิ่น (ภาษายาวี) ได้เป็นอย่างดี

– เป็นหมอดินอาสาประจําหมู่บ้านของสถานีพัฒนาที่ดินนราธิวาส

– เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน ประจําตําบลสุไหงโกลก

– เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการใช้ประโยชน์หญ้าแฝกและการเกษตรกรรม

– เป็นที่ปรึกษาด้านต่างๆ และเปิดสวนเป็นสถานที่ดูงาน

– เครือข่ายคนรักแฝกระดับเขตและระดับประเทศ

– เครือข่าย ศพก. อินทรีย์ อําเภอสุไหงโกลก

– กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตลองกองคุณภาพ

– เครือข่ายการทําเกษตรแบบผสมผสาน และการทําเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่

– เครือข่ายเกษตรกรที่ได้รับรองสิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์ไทย (GI) ลองกองตันหยงมัส

นอกจากนี้ ยังได้รับการพิจารณาคัดเลือกเป็นแปลงเรียนรู้เพื่อเพิ่มผลผลิตลองกองของจังหวัดนราธิวาส มีกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ เช่น การตัดแต่งกิ่ง ช่อดอก/ผล การทําปุ๋ยหมักจากเศษพืชการทําน้ำหมักชีวภาพ (จากปลาพืช) การเผาถ่านทําน้ำส้มควันไม้ การคลุมดินโดยใบหญ้าแฝก การให้น้ำแบบหยด ซึ่งแต่ละปีมีเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้ในแปลงมากกว่า 200 ราย

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
การทําการเกษตรในชีวิตประจําวันที่ได้ปฏิบัติอยู่ทุกวัน จะทําแบบค่อยเป็นค่อยไป ทําด้วยความขยันและเอาใจใส่ คํานึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างมีสติ พึ่งพาตนเองลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอกที่สุด ไม่มีการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ซึ่งส่งผลให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและจิตใจที่ดีตามมา ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ครอบครัวที่มีความสุข มีการดแลสุขลักษณะในแปลง ป้องกันและหลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่ทําให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีกฎสําหรับผู้ที่เข้ามาศึกษาดูงาน คือ ห้ามนําอาหาร ถุงพลาสติกเข้ามาภายในแปลง

ในกระบวนการผลิตจะไม่มีการใช้สารเคมี โดยจะใช้วิธีการตัดหญ้าทดแทนการใช้สารเคมีกําจัดวัชพืช จําวันที่ได้ปฏิบัติอยู่ การปลูกหญ้าแฝกพร้อมกับปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อคลุม วัชพืชในสวนและป้องกันการระเหยของความชื้นในดิน ป้องกันการพังทลายของดิน มีการปรับปรุงบํารุงดินโดย ใช้ปุ๋ยหมักและใช้ปุ๋ยชีวภาพจากแหนแดง ส่วนการป้องกัน กําจัดแมลงศัตรูพืช จะใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยร่วมกับวิธีเขตกรรม เช่น การดูแลแปลงให้สะอาด การดูแลพืชปลูกให้สมบูรณ์แข็งแรงและใช้สารไล่แมลงจากพืช ที่ทําขึ้นมาเองทดแทนการใช้สารเคมี

กล้วยตากนับเป็นภูมิปัญญาความคิดถนอมของกินของชาวบ้านด้วยการนำกล้วยน้ำว้า (ที่ปลูกตามหัวไร่ปลายนา) ไปตากแดดผึ่งลมเพื่อเก็บไว้กินได้นาน เมื่อเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน กล้วยตากซึ่งเคยเป็นของกินแบบบ้านๆ กลับเป็นขนมของว่างสำคัญถูกยกระดับเป็นสินค้าขายดีในทุกแห่ง

กล้วยตากบางกระทุ่ม พิษณุโลก นับเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ได้รับความนิยมมาก มีชื่อเสียงรับรู้กันว่าเป็นแหล่งปลูกกล้วยสายพันธุ์มะลิอ่องขนาดใหญ่ที่พบว่านำมาทำกล้วยตาก เหมาะสมทั้งขนาดและรสชาติได้อร่อยที่สุด เกิดเป็นธุรกิจแปรรูปกล้วยเชิงพาณิชย์แบบครบวงจร ตั้งแต่ปลูก แปรรูป และขาย สร้างรายได้จำนวนมากให้กับชาวบ้านในพื้นที่

คุณอัญชิสา แสงสุริยัน เจ้าของแบรนด์กล้วยตาก “Banana Boy และ กล้วยไฮโซ” บอกเล่าถึงธุรกิจอาชีพนี้ว่า แต่เดิมขายสินค้าแฟชั่นทางออนไลน์ พอมาประสบปัญหายอดขายลดลงเมื่อเจอสถานการณ์โควิด-19 แล้วยังเห็นว่าผู้คนจำนวนมากต้องอยู่บ้าน ออกไปก็ไม่สะดวก

ดังนั้น สินค้าประเภทของกินน่าจะมีความจำเป็นแล้วตอบโจทย์ขายของได้ดีในสถานการณ์เช่นนี้ ทั้งนี้ เห็นว่าที่พิษณุโลกเป็นแหล่งปลูกกล้วยน้ำว้าในเชิงพาณิชย์ ทั้งผลสดและแปรรูป อีกทั้งญาติตัวเองก็ประกอบอาชีพนี้ด้วย จึงนำกล้วยมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิดส่งขายทางออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างคับคั่ง

ในสภาวะปกติชาวบ้านที่บางกระทุ่ม พิษณุโลก ทำผลิตภัณฑ์กล้วยตากขายส่งตามร้านและสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งในจังหวัด พอเกิดโควิด-19 ขึ้น สถานที่เหล่านั้นต้องปิด สร้างความเดือดร้อนเพราะผลิตแล้วไม่มีที่ขาย ชาวบ้านขาดรายได้ในแบบลูกโซ่ทั้งผู้ปลูกและแปรรูป

“ฉะนั้น เมื่อขายทางออนไลน์ได้จึงนับเป็นช่องทางการค้าที่สำคัญ มีความสะดวก แล้วถึงตรงต่อลูกค้า ทำให้กล้วยแปรรูปแบรนด์กล้วยไฮโซ และ Banana Boy แจ้งเกิดทันที โดยได้นำประสบการณ์ ทักษะ ความชำนาญของการขายสินค้าทางออนไลน์มาบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วยังมีส่วนช่วยให้ชาวบ้านกลับมามีรายได้” คุณอัญ เล่าว่า ตอนเริ่มแรกใช้ชื่อแบรนด์ “Banana Boy” ก่อน หลังจากเปิดขายทางเพจนี้ปรากฏว่าลูกค้าให้ความสนใจสั่งซื้อจำนวนมากอย่างคาดไม่ถึง จำเป็นต้องเปิด “กล้วยไฮโซ” ขึ้นอีกเพจเพื่อรองรับการสั่งจองควบคู่กันไป สรุปว่าทั้งสองเพจเป็นธุรกิจเดียวกัน ลูกค้าจะสั่งสินค้าจากเพจใดก็ได้

ผลิตภัณฑ์กล้วย “Banana Boy” และ “กล้วยไฮโซ” ผลิตจากกล้วยน้ำว้าออร์แกนิก ตากด้วยโดมพลังงานแสงอาทิตย์ (พาราโบลาโดม) สะอาด ไร้ฝุ่นและแมลง มีโรงงานที่ได้มาตรฐานตามหลักของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รับรองความสด สะอาด ปลอดภัย

สำหรับกล้วยที่ใช้เป็นน้ำว้ามะลิอ่อง เพราะพันธุ์มีคุณสมบัติทั้งขนาดและรสชาติเหมาะกับการนำมาแปรรูป ช่วยให้กล้วยที่แปรรูปมีความหอม นุ่ม มาจากสวนกล้วยของญาติกับกลุ่มชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ นอกจากนั้น หากหากล้วยในพื้นที่มาไม่พอ ต้องสั่งซื้อกล้วยน้ำว้าจากทางภาคเหนือมาสมทบ

สินค้าที่ขายตอนนี้มีด้วยกัน 6 ชนิด ได้แก่ 1. กล้วยตากกลม (ดั้งเดิม) 2. กล้วยตากแบน 3. กล้วยสติ๊ก 4. กล้วยกวนกะทิสูตรโบราณ 5. กล้วยเบรกแตก และ 6. กล้วยสอดไส้มะขาม

กล้วยตากมี 2 แบบ คือ กล้วยทรงกลมและทรงแบน กล้วยจะเข้ามาสู่โรงงานแปรรูปทุกวัน เฉลี่ยวันละ 1 ตัน ต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพความสมบูรณ์ก่อน แล้วค่อยคัดแยกเป็นกลุ่มตามที่ต้องการแปรรูปแต่ละชนิด จากนั้นจัดการปอกเปลือกดึงใยออกให้หมดแล้วจึงนำไปล้างด้วยน้ำเปล่าที่ผสมน้ำเกลือ (เพื่อช่วยให้กล้วยไม่ดำ) แล้วจึงนำไปตากผึ่งให้สะเด็ดน้ำ

นำไปตากในโดมพาราโบลาพลังงานแสงอาทิตย์ ในกรณีที่เป็นกล้วยชนิดกลมใช้เวลา 1-2 วัน แล้วจึงนำไปตัดจุกหัว-ท้ายออก แล้วให้นำมาอบในตู้เพื่อฆ่าเชื้อ อีกทั้งการอบยังเป็นการช่วยถนอมเนื้อกล้วยให้มีอายุนานขึ้นโดยไม่เสียเร็ว และเป็นการช่วยเพิ่มคุณภาพกล้วยอีกครั้งหากการตากในโดมไม่ดีพอ ส่วนกล้วยตากแบนต้องเริ่มจากการตากแบบกล้วยกลมก่อน ใช้เวลาเพียงวันเดียว (แดดแรง) แล้วนำมาทำให้แบน จากนั้นนำกลับไปตากแดดอีกวัน จึงนำเข้าอบแล้วบรรจุขาย

เมื่ออบเสร็จทิ้งไว้จนเย็นแล้วคัดเกรดตามขนาดและคุณภาพออกเป็น 3 เกรด คือ A, B และ C ทั้งนี้ เกรด B และ C มีคนรับซื้อไปทำกล้วยตากทอด สำหรับเรื่องรสชาติระหว่างกล้วยตากแบบกลมและแบน คุณอัญบอกว่าไม่ต่างกัน เพียงแต่มีรสสัมผัสที่ต่างกัน โดยกล้วยตากแบบกลมมีความนุ่ม ส่วนกล้วยตากแบนจะรู้สึกหนึบๆ และความหวานที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติของผลกล้วยที่ผ่านกระบวนการผลิตโดยไม่ได้ปรุงแต่ง

ส่วนกล้วยกวนใช้กล้วยสุกงอมนำมาบดและไปกวน มีส่วนผสมคือกะทิที่ปรุงแบบสูตรโบราณ มีรสหวานมัน กลมกล่อม และน้ำตาล (ใส่เล็กน้อยไม่เน้นหวาน เพื่อให้เหนียว) และกล้วยเบรกแตกก็ยังเน้นใช้น้ำมันทอดใหม่ ปลอดภัย โดยสินค้าได้รับรอง อย. เป็นที่เรียบร้อย

กล้วยสติ๊กหรือกล้วยหนึบ แท่งขนาดพอดีกิน ทำจากกล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่องจากเกษตรไทย อบโดยกระบวนการธรรมชาติ ไม่เติมน้ำตาล รสชาติไม่หวานมาก แคลอรีน้อย อิ่มนาน กินเป็นมื้อว่างแทนขนมได้ เหมาะกับคนกลุ่มรักสุขภาพ

ทางด้านราคาขายสินค้าแต่ละชนิด คุณอัญ แจงว่า 1. กล้วยตากแบบกลม ออริจินอล ขนาด 150 กรัม ราคา 35 บาท (3 ถุง 100 บาท) ขนาด 500 กรัม ราคา 99 บาท และขนาด 1,000 กรัม ราคา 179 บาท 2. กล้วยตากแบบแบน ขนาด 150 กรัม ราคา 35 บาท (3 ถุง 100 บาท) ขนาด 500 กรัม ราคา 99 บาท และขนาด 1,000 กรัม ราคา 179 บาท เช่นกัน 3. กล้วยสติ๊ก กล้วยหนึบ ขนาด 80 กรัม ราคา 35 บาท (3 ถุง 100 บาท) ขนาด 250 กรัม ราคา 99 บาท ขนาด 500 กรัม ราคา 169 บาท และขนาด 1,000 กรัม ราคา 299 บาท 4. กล้วยกวนสูตรโบราณ กะทิสดรสละมุน ขนาด 250 กรัม ราคา 69 บาท ขนาด 500 กรัม ราคา 139 บาท และขนาด 1,000 กรัม ราคา 239 บาท 5. กล้วยเบรกแตก ขนาด 100 กรัม ราคา 35 บาท (3 ถุง 100 บาท) ขนาด 200 กรัม ราคา 49 บาท และขนาด 500 กรัม ราคา 99 บาท สุดท้าย 6. กล้วยสอดไส้มะขาม ขนาด 200 กรัม ราคา 69 บาท ขนาด 500 กรัม ราคา 149 บาท และขนาด 1,000 กรัม ราคา 280 บาท ช่องทางขายสินค้าผ่านทางออนไลน์เป็นหลัก ส่งทั่วประเทศ

“ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยแบรนด์ สมัครเว็บจีคลับ “Banana Boy” และ “กล้วยไฮโซ” มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร ใส่ใจทุกรายละเอียดทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต เน้นคุณภาพ ความสะอาด ถูกหลักอนามัย เพื่อให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุด” คุณอัญ กล่าวในที่สุด

“หนองเม็กโมเดล” หรือ ผักอินทรีย์เมืองธรรมเกษตร บ้านหนองเม็ก ต้นแบบหมู่บ้านผักอินทรีย์แห่งแรกของจังหวัดอำนาจเจริญ ภายใต้วิสัยทัศน์จังหวัดว่า เมืองธรรมเกษตร เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง เส้นทางการค้าสู่อาเซียน ขับเคลื่อนให้เป็นเมืองสมุนไพรและเกษตรอินทรีย์ เป็นหลักสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ตามโครงการ 3 ดี คือ คนดี สุขภาพดี รายได้ดี

ผักอินทรีย์ หนองเม็ก
ปัจจุบัน กลุ่มผักอินทรีย์บ้านหนองเม็ก อยู่ภายใต้การนำของประธานกลุ่มคือ คุณจำปา สุวะไกร เธอเล่าว่า ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ ตั้งใจปลูกผักอินทรีย์ เพื่อเป็นแหล่งอาหาร สด สะอาด ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคทุกคน รวมทั้งพัฒนาสินค้าผักอินทรีย์บ้านหนองเม็ก ให้เป็นสัญลักษณ์ “เมืองธรรมเกษตร” ตามนโยบายของจังหวัดอำนาจเจริญควบคู่กันไป

คุณจำปา แนะนำให้ผู้เขียนรู้จักกับ คุณป้อม หรือ คุณศุภชัย มิ่งขวัญ ลูกเขยของเธอ ซึ่งเป็นแกนนำของกลุ่มผักอินทรีย์บ้านหนองเม็ก โดยทำหน้าที่ส่งเสริมการผลิตและดูแลด้านการตลาด คุณป้อมเรียนจบจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี ไปฝึกงานเป็นยุวเกษตร ที่อิสราเอล นานถึง 7 ปีเต็ม

เมื่อคุณป้อมกลับมาอยู่เมืองไทย ได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่บ้านหนองเม็ก ตำบลคึมใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของภรรยา คุณป้อมได้นำนวัตกรรมความรู้ด้านการเกษตรที่ทันสมัยจากประเทศอิสราเอลมาใช้ปลูกผักอินทรีย์ของตัวเอง ในชื่อ “ไร่ภูตะวัน ออร์แกนิค ฟาร์ม” โดยปลูกพืชผักอินทรีย์ บนเนื้อที่ 35 ไร่ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เกษตรกรในชุมชนหันมาปลูกผักอินทรีย์และรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกส่งขายตลาด

คุณป้อม บอกว่า ปัจจุบัน ไร่ภูตะวัน ออร์แกนิค ฟาร์ม มีสมาชิกลูกไร่ที่ปลูกผักอินทรีย์รวมกันประมาณ 100 ไร่ โดยเน้นปลูกพืชผักอินทรีย์ในโรงเรือนระบบปิด เรียกว่า “โรงเรือนกรีนเฮ้าส์” ข้างบนเป็นหลังคาพลาสติก ด้านข้างเป็นมุ้งกันแมลง สมาชิกแต่ละรายจะมีพื้นที่เพาะปลูกไม่เท่ากัน เฉลี่ยรายละ 12-20 แปลง