การประเมินสมรรถนะเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กโดยใช้น้ำมัน

ผลการทดสอบเครื่องยนต์ดีเซลผลิตกระแสไฟฟ้า ขนาด 5 KWe โดยใช้เครื่องยนต์ดีเซลเล็กขนาด 11 แรงม้า พบว่า น้ำมันไบโอดีเซลจากมะเยาหินจะมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจำเพาะ 0.452-0.665 kg/hr ซึ่งใกล้เคียงกับไบโอดีเซลชุมชน ทั้งนี้ จะให้ประสิทธิภาพเชิงความร้อนในช่วง 11-22% ที่ภาระโหลดการทำงาน 20-60% เมื่อนำมาใช้งานกับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก ค่ามลพิษจากไอเสียที่เกิดขึ้น ได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน และควันดำ มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของกรมขนส่งทางบก ส่วนผลการทดสอบความทนทานของเครื่องยนต์โดยทำการทดสอบเครื่องยนต์ต่อเนื่อง ระยะยาว 120 ชั่วโมง โดยวัดปริมาณโลหะในน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ พบว่า ปริมาณโลหะที่ตกค้างในน้ำมันหล่อลื่นประกอบไปด้วย เหล็ก และอลูมิเนียม ในปริมาณ 60.6 mg/kg และ 8 mg/kg สำหรับน้ำมันดีเซล

และเมื่อใช้น้ำมันไบโอดีเซลจากมะเยาหินทดสอบ พบมีปริมาณโลหะที่ตกค้างในน้ำมันหล่อลื่นเพิ่มขึ้น 25.74% และ 23.50% ซึ่งมีค่าจากการตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะตกค้างของเหล็ก และอลูมิเนียม ในปริมาณ 76.2 mg/kg และ 9.88 mg/kg ตามลำดับ ส่วนโลหะชนิดอื่นจากการตรวจวิเคราะห์ไม่พบในน้ำมันหล่อลื่นของเครื่องยนต์ทดสอบ

เทคนิคปลูก ของคุณเสถียรภัค
คุณเสถียรภัค บอกว่า ตนเป็นเกษตรกรที่ไม่ขยัน จึงมองหาพืชที่ปลูกแล้วไม่ต้องการความเอาใจใส่ดูแลมากนัก จึงเริ่มจากปลูกต้น ยูคาลิปตัส แต่ต้นยูคาลิปตัสเมื่อตัดแล้วก็หมดไป จึงค้นค้าข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต พบเรื่องต้นมะเยาหิน เห็นว่าสามารถเก็บเกี่ยวได้ยาวนาน ในขณะที่ปลูกเพียงครั้งเดียว จากนั้นจึงเดินทางไปดูการปลูกมะเยาหิน ของคุณลุงมูล ไชยเมฆา เกษตรกรที่ปลูกมะเยาหินที่บ้านแม่ป๊าก ตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เห็นว่าน่าสนใจ เพราะในขณะนี้กระแสเรื่องพลังงานทดแทน หรือน้ำมันบนดิน มาแรง ร่วมถึงเรื่องสภาพแวดล้อมเรื่องโลกร้อน และการปลูกป่าต้นน้ำ

คุณเสถียรภัค เล่าว่า มะเยาหินเป็นพืชโตเร็ว เมื่อนำมาปลูก พบว่าเป็นต้นไม้ที่โตเร็วมาก เพียงปีเศษ ต้นมะเยาหินมีความสูง 8-10 เมตร ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นพืชพลังงานทดแทนในอนาคตแล้ว มะเยาหิน ยังใช้เป็นวัตถุดิบ ทำหมึกคอมพิวเตอร์ ใช้ทำหมึกปากกาลูกลื่น หมึกพิมพ์ธนบัตร ทำสีน้ำมันทาไม้ ใช้ทำน้ำมันเงา ใช้ทำน้ำมันหล่อลื่นซึ่งแทนแรงกดได้ถึง 20 ตัน ทำน้ำมันตังอิ้วบริสุทธิ์ส่วนผสมในการทำพระสมเด็จ หัตถกรรมทำร่มที่บ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ใช้เคลือบกระดาษที่ใช้ทำร่ม เปลือกใช้ทำถ่านอัดแท่งคุณสมบัติคล้ายถ่านหิน กิ่งก้านและใบใช้ทำเชื้อเพลิงเขียว กากที่เหลือจากการหีบน้ำมันแล้วใช้ทำปุ๋ยหมัก เพราะสามารถตรึงธาตุไนโตรเจนได้อย่างดี ประกอบกับบ้านแม่ขะจาน อำเภอเวียงป่าเป้า เป็น แหล่งต้นน้ำ ทั้งแม่น้ำกวง แม่น้ำลาว ที่ประสบปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า

ปัจจุบัน คุณเสถียรภัค เตรียมขยายพันธุ์ให้เพื่อนเกษตรกรนำไปปลูก เนื่องจากมะเยาหิน เป็นพืชน้ำมัน ทำให้ความงอกมีระยะเวลาจำกัด หากทิ้งไว้นานเปอร์เซ็นความงอกจะลดลง จนถึงไม่งอกเลย เมื่อเมล็ดแก่แห้งแล้วต้องรีบเพาะ

การเพาะมะเยาหิน ทำโดยนำเมล็ดใส่ถุงแช่น้ำไว้ 2 คืน จากนั้นนำไปตากแดดให้เปลือกกะเทาะออก โดยตากแดดไว้ 4-5 ชั่วโมง เสร็จแล้วบรรจุลงในถุงนำไปแช่น้ำ แล้วนำมาสะเด็ดน้ำ นำพลาสติคสีดำมาปู นำขี้เถ้าแกลบลง รดน้ำให้ชุ่มประมาณพอปั้นเป็นก้อนได้ นำเมล็ดที่เสด็ดน้ำแล้วนำมาคลุกกับขี้เถ้าแกลบจนทั่ว ให้ใช้พลาสติกสีดำเท่านั้น จากนั้นห่อเมล็ดที่คลุกขี้เถ้าแกลบแล้วนำไปตากแดด ประมาณ 5-6 วัน แล้วเปิดดู เลือกเอาเมล็ดที่งอกและเกือบจะงอกลงถุงเพาะ ได้เลย ขั้นตอนนี้ต้องระวังเมล็ดที่งอก จะหัก แตก หรือช้ำ เป็นอันว่าจบขบวนการเพาะ จากนั้นรอดูการเจริญเติบโต

มะเยาหินชอบดินร่วนซุย ไม่ชอบน้ำขัง แต่ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ จึงจะได้ผลดี สามารถลูกได้ทุกที่ที่มีน้ำ หากได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีหลังการปลูก สามารถให้ผลผลิตได้ภายใน 2 ปี ให้ผลผลิตปีละครั้งเป็นอย่าง ต่ำ และให้ผลผลิตตลอดอายุต้น 60-70 ปี

นอกเหนือจากการจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้กับเกษตรกรที่ยากไร้ 2.9 ล้านราย รวม 3.7 ล้านแปลง คิดเป็นพื้นที่ 36.2 ล้านไร่ อีกทั้งยังจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558-2562 จำนวน 74 พื้นที่ 17 จังหวัด เนื้อที่ 74,679.85 ไร่

อีกหนึ่งการทำงานที่ ส.ป.ก.ได้ดำเนินการควบคู่ไปด้วย คือ การพัฒนาอาชีพเกษตรกร เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเน้นให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ ซึ่งโครงการส่งเสริมและสร้างทักษะในการประกอบอาชีพ ทั้งในและนอกภาคการเกษตร ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ส.ป.ก.ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นอีกหนึ่งการทำงานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและอาชีพของเกษตรกร นำมาซึ่งการอยู่ดีกินดี

กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นการดำเนินการของส.ป.ก.ที่มีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยน้อมนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่มาบริหารจัดการและพัฒนาพื้นที่ทำกิน เน้นการจัดการที่ดินและน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามความเหมาะสมของพื้นที่และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของประเทศ

นายเดชา จันทราไชย เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน บ้านเลขที่ 77/2 หมู่ 8 ตำบลครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร คือหนึ่งในต้นแบบความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของส.ป.ก.ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ จากพื้นที่ที่ได้รับจัดสรรให้เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน จำนวน 4 ไร่ ของเกษตรกรผู้นี้ ได้ถูกจัดแบ่งออกเป็นสัดส่วนตามแนวทางของเกษตรทฤษฎีใหม่

หลังจากสมัครเข้าร่วมโครงการฯกับทาง ส.ป.ก.แล้ว นายเดชาก็ได้รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ หลังจาก กลับมาทำที่บ้าน ก็ปรับพื้นที่ออกเป็นส่วน ๆ เช่น ส่วนหนึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย อีกส่วนใช้ทำการเกษตร ที่มีกิจกรรม ตั้งแต่การปลูกข้าว พืชผักสวนครัว การเลี้ยงสัตว์อย่างไก่ไข่ เป็ดไข่ เป็ดเทศ และการเลี้ยงปลา เลี้ยงหอยขม และอื่น ๆ เป้าหมายของนายเดชาคือ กินในบ้านก่อน เหลือก็แจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง แต่หากใครอยากซื้อ ก็ขาย เกิดเป็นรายได้หมุนเวียนตลอดปี มีความสุขมาก กับสิ่งที่นายเดชาได้เดินตามแนวทางของในหลวง รัชกาลที่ 9

“ ปัจจุบันผมยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 ด้วย ดังนั้นแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ผมทำ จึงได้เผยแพร่แนะนำให้ลูกบ้านได้นำไปปรับใช้ด้วย เรียกได้ว่า ตอนนี้หมู่บ้านได้ทำเกษตรทฤษฎีใหม่กันทั้งหมดแล้วครับ เรียกว่า ตอนนี้เราสามารถใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ได้เกิดประโยชน์สูงสุดและค้มค่าทุกตารางนิ้ว และที่สำคัญทำให้พวกผมมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นภายใต้เกษตรทฤษฎีใหม่ที่ยึดแนวทางดำเนินชีวิตด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง” ผู้ใหญ่เดชากล่าว

“การที่ส.ป.ก.เข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราสามารถพัฒนากิจกรรมได้เยอะมาก เพราะทางส.ป.ก.ยินดีสนับสนุนเต็มที่เพื่อให้เรามีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อะไรที่เป็นปัญหา จะได้รับการช่วยเหลือและแก้ไขจากเจ้าหน้าที่ส.ป.ก.เป็นอย่างดี เช่นล่าสุด หมู่บ้านของผมมีปัญหาเรื่องน้ำใช้เพื่อการเกษตร ลำห้วยที่มีอยู่ในพื้นที่ ไม่สามารถเก็บกักน้ำในช่วงหน้าแล้งได้ เนื่องจากหมู่บ้านตั้งอยู่บนพื้นที่สูง ทางส.ป.ก.ก็เข้ามาช่วยแนะนำและสนับสนุนให้มีการสร้างฝายเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ พร้อมสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ส่วนหนึ่ง ทำให้ตอนนี้สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ได้ และได้เกิดอาชีพใหม่ คือ การเลี้ยงหอยขม ตามมา”

การทำกิจกรรมการเกษตรต่าง ๆในพื้นที่ 4 ไร่นั้น ผู้ใหญ่เดชาบอกว่า จะเน้นให้ปลอดภัย ไม่เน้นการใช้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยหรือยา โดยจะใช้ปุ๋ยน้ำหมัก ปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์ที่เลี้ยงแทน หรือการป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช จะเน้นการใช้สารสกัดชีวภาพแทน ดังนั้นของทุกอย่างที่เราปลูก เรากินกันนั้นจะปลอดภัย ปลอดสารพิษใดๆทั้งสิ้น ”

จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นของผู้ใหญ่เดชา และชาวบ้านในหมู่ที่ 8 จึงทำให้วันนี้ ที่นี่คืออีกหนึ่งศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ ที่มีผู้สนใจทั้งในและนอกพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน เดินทางมาศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างต่อเนื่อง

“เรามีเรื่องให้เรียนรู้มากมาย ตั้งแต่การเรียนรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ การวางแผน และเทคนิคในการจัดการดูแล รวมไปถึงด้านการตลาด หลายคนที่มาศึกษาเรียนรู้ ได้นำสิ่งต่าง ๆไปปฏิบัติและประสบความสำเร็จไม่น้อยเลยทีเดียว”

การปลูกข้าวในกระสอบ เป็นหนึ่งองค์ความรู้ที่ได้รับความสนใจ ซึ่งผู้ใหญ่เดชาบอกว่า แนวคิดนี้เกิดจากที่ตนเองมีที่ดินไม่มาก แต่อยากปลูกข้าว ดังนั้นจึงมาคิดหาช่องทาง จนมาได้ข้อสรุปว่า ถ้าปลูกในแปลงนาไม่ได้ก็ควรปลูกในภาชนะแทน

“ครั้งแรกที่ปลูกข้าวในกระสอบ ผมใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ที่ได้รับแจกมาตอนที่เดินทางไปถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ต้นข้าวออกมาสวยมาก และติดรวงดีมาก เลยตัดสินใจเอาข้าวทั้งหมดที่ได้มา ไว้ทำเป็นเมล็ดพันธุ์ ปลูกเพิ่มในปีต่อมา ซึ่งผมสามารถปลูกข้าวได้ถึง 2,000 ถุงเลยครับ ข้าวออกมาดีมากเช่นกัน ผมเลยตัดสินใจเอาเมล็ดข้าวที่ได้ทั้งหมด แจกจ่ายให้กับผู้สนใจนำไปปลูกไปทำพันธุ์กัน”

สำหรับการปลูกข้าวในกระสอบนั้น ผู้ใหญ่เดชาบอกว่า สามารถทำได้ไม่ยาก การจัดการดูแลไม่แตกต่างจากการทำนาปกติ

“สถานที่ตั้งกระสอบ ต้องอยู่กลางแจ้ง และต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเรื่องของปุ๋ยนั้น ผมจะเน้นใช้ปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์ที่เลี้ยง ทั้ง ไก่ เป็ด เอามาใส่ให้อย่างสม่ำเสมอ ปลูกประมาณ 4 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้วครับ”

“เกษตรทฤษฎีใหม่ สำหรับผมแล้ว นี่คือ สิ่งที่ดีที่สุด เป็นคำสอนจากพ่อ ที่สร้างประโยชน์ให้เราอย่างมากมาย ดังนั้น วันนี้ยังไม่สายครับสำหรับผู้ที่จะเริ่มต้น ขอเพียงให้ยึดแนวทางตามหลักของเกษตรทฤษฎีใหม่เท่านั้น แล้วความสำเร็จจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” ผู้ใหญ่เดชา กล่าวในที่สุด

เกษตรกรจะประสบความสำเร็จในการผลิตฟักทองให้ได้คุณภาพ จึงต้องศึกษาถึงลักษณะนิสัยของพืชชนิดนี้ ตั้งแต่การปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว การเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม การเตรียมดินก่อนปลูก การให้น้ำ-ปุ๋ย ตลอดจนปัญหาของโรค-แมลงศัตรู เพื่อจะได้หาวิธีป้องกันกำจัดและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

ฟักทองสายพันธุ์ใหม่ พันธุ์ “สวนคุณลี” มีลักษณะเด่นตรงที่ผลมีขนาดสม่ำเสมอ ขนาดผลมีน้ำหนัก 2.5-3.5 กิโลกรัม (ไว้ผล 3-5 ผล ต่อเถา ซึ่งถ้าไว้ผลมากกว่านี้ ขนาดผลก็จะเล็กลง หรือตรงกันข้าม ถ้าไว้ผลจำนวนน้อย ขนาดและน้ำหนักผลก็จะมากกว่านี้ นั่นก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่) เนื้อหนามาก เนื้อเหนียว รสชาติหวานทานอร่อย ผิวขรุขระ หรือเรียกผิวคางคก อายุการเก็บเกี่ยวตั้งแต่ปลูกจนเก็บผลขายได้ ประมาณ 65-70 วัน หรือหลังจากที่ออกดอกติดผลอ่อน นับไปอีก 35-45 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่ แล้วที่สำคัญ ฟักทองพันธุ์ “สวนคุณลี” สายพันธุ์ผสมเปิด คือไม่ใช่ฟักทองลูกผสมแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อเกษตรกร หรือท่านที่นำไปปลูกแล้ว ปล่อยผลให้แก่จัด หรือหลังจากที่ฟักทองติดผลอ่อนนับไปราวๆ 35-45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยว หรือขายผลได้

แต่ถ้าต้องการเก็บเมล็ดพันธุ์เอาไว้ปลูกต่อในคราวต่อไป ก็ต้องทิ้งเวลาให้ยาวนานออกไปอีกสัก 10 วัน จนมั่นใจว่าผลฟักทองแก่จัดเต็มที่ เมล็ดในมีความแข็ง ก็จะเก็บมาทำพันธุ์ ซึ่งการเก็บเมล็ดก็ง่ายๆ คือ ผ่าผลคว้านเมล็ดออกมาล้างเมือก เศษไส้ฟักทองให้สะอาดที่สุด จากนั้นก็นำเมล็ดไปตากแดดสัก 1 วัน ให้เมล็ดแห้ง แล้วจากนั้นก็จะเปลี่ยนมาเป็นผึ่งลมแทนการตากแดดในที่ๆ มีอากาศถ่ายเทสัก 2-3 วัน เมื่อเห็นว่าเปลือกหุ้มเมล็ดแห้งดีก็เก็บใส่ถุง กล่องพลาสติก เก็บไว้ในตู้เย็นซึ่งสามารถเก็บรักษาได้นานนับปีทีเดียว

การเตรียมพื้นที่ปลูกฟักทอง ฟักทอง เป็นพืชผักที่มีลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นเช่นเดียวกับแตงโม เป็นไม้เถาอ่อน มีขนสากมือ มีหนวด สำหรับเกี่ยวพันทอดไปตามพื้นดิน จึงต้องการเนื้อที่ปลูกมากกว่าพืชผักอื่นๆ เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ มีอายุปีเดียว (ฤดูเดียว) เมื่อให้ผลแล้วก็ตายไป ฟักทอง จัดเป็นพืชที่มีระบบรากลึก การเตรียมแปลงปลูกจึงต้องไถดินให้ลึก ประมาณ 25-30 เซนติเมตร ตากดินไว้ 5-7 วัน ในการเตรียมแปลงปลูก ควรมีการตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างของดิน ให้มีค่า pH 6.0-6.8 หากดินมีสภาพเป็นกรด ควรปรับสภาพโดยใช้ปูนขาว หรือโดโลไมท์ ใส่ระหว่างการเตรียมแปลงปลูก การใช้โดโลไมท์ในการปรับปรุงสภาพดินจะช่วยลดการเกิดโรครากเน่า โคนเน่า ได้ในระดับหนึ่ง ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว โดยพิจารณาการใส่ตามความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทั้งนี้ หากเกษตรกรนำดินส่งวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน สามารถที่จะทราบถึงปริมาณธาตุอาหารและอินทรียวัตถุในดิน และควรจะเพิ่มเติมเท่าไร เพื่อให้ฟักทองเจริญเติบโตดีขึ้น

การเลือกเตรียมแปลงปลูกฟักทอง สามารถเลือกปลูกได้หลายรูปแบบ ควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกเป็นส่วนสำคัญมาก

วิธีแรก หากมีพื้นที่ปลูกเพียงเล็กน้อย สามารถปลูกระยะ 1.5×1.5 เมตร วิธีนี้เมื่อฟักทองโตขึ้นจะทำให้ลำบากต่อการจัดการ เนื่องจากเถาจะกระจายเต็มพื้นที่ แต่มีข้อดีคือจะได้ผลผลิตต่อพื้นที่มากขึ้น

วิธีที่สอง การปลูกแถวเดี่ยว ทำแปลงแถวเดี่ยวความกว้างของแปลง 1.8-2 เมตร ระยะปลูกระหว่างต้น 1.5 เมตร เมื่อปลูกฟักทองสามารถจัดเถาฟักทองให้เลื้อยไปในแนวแปลงปลูก ทำให้ง่ายต่อการจัดการมากกว่าวิธีแรก

วิธีที่สาม การปลูกแบบแถวคู่ ยกร่องแปลงเป็น 2 ด้าน ระยะ 3.5-5 เมตร ระยะห่างระหว่างต้น 1.5 เมตร เช่นเดียวกับวิธีที่หนึ่งและสอง วิธีนี้สามารถจัดเถาฟักทองให้เลื้อยจรดกันสองด้านพอดี และมีร่องทางเดินทำให้ทำงานได้สะดวกมากขึ้น

การปลูกโดยหยอดเมล็ดโดยตรง หรือเพาะกล้า พิจารณาจากต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ การเลือกเมล็ดพันธุ์ฟักทองที่ใช้ปลูกกันทั่วไปมี 2 แบบ คือ เมล็ดพันธุ์แบบผสมเปิด ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่สามารถเก็บไว้ขยายพันธุ์ต่อได้เอง ปัจจุบัน เมล็ดพันธุ์แบบผสมเปิดหาได้น้อยมาก เนื่องจากบริษัทเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรซื้อมาปลูกจะเลือกผลิตเมล็ดพันธุ์แบบลูกผสม มีลักษณะเด่นในการให้ผลผลิตสูง ขนาดของต้น ผล และการเจริญเติบโตดี แต่มีข้อเสียที่ไม่สามารถนำเมล็ดไปปลูกต่อได้ และเกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่ายกับเมล็ดพันธุ์ฟักทองในราคาแพงมาก ดังนั้น การพิจารณาถึงวิธีการปลูกเพื่อลดต้นทุนในส่วนนี้โดยมีวิธีการเลือกปลูกได้ 2 แบบ ได้แก่

การปลูกแบบหยอดเมล็ด ก่อนปลูก ขุดหลุมปลูกรองก้นด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว หยอดเมล็ด 3-5 เมล็ด กลบด้วยดินผสมละเอียด หรือปุ๋ยคอกก็ได้ ลึก 2.5-5 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง รดน้ำให้ชุ่ม ประมาณ 3-5 วัน ต้นกล้าจะงอกพ้นจากดิน

เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ ควรถอนเอาต้นที่อ่อนแอทิ้ง เหลือต้นที่สมบูรณ์ที่สุดไว้ 1 ต้น/หลุม

การปลูกโดยการเพาะกล้า นำเมล็ดฟักทองห่อผ้าขาวบาง จุ่มน้ำไหล 15-30 นาที นำเมล็ดไปบ่มไว้ในกล่องพลาสติกใส 3-5 วัน เมล็ดจะแตกรากออกมาเล็กน้อย นำไปเพาะในถาดเพาะกล้าที่ใส่วัสดุเพาะกล้า (เช่น มีเดีย) รดน้ำ 10-13 วัน หรือฟักทองมีใบจริง 1-2 ใบ จึงย้ายปลูกได้

ก่อนหยอดเมล็ด หรือนำกล้าลงปลูก ควรหยอดปุ๋ยสูตร 19-19-19 อัตรา 5 กรัม/หลุม หยอดสารป้องกันแมลงจากการทดลองของแผนกฟาร์มชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร โดยใช้สตาร์เกิลจี หยอดก้นหลุม อัตรา 2 กรัม/หลุม พบว่าระยะต้นกล้าของฟักทอง คือช่วงที่ต้นสูงระหว่าง 20-30 เซนติเมตร ฟักทองไม่ถูกทำลายจากแมลงปากดูด และสามารถกำจัดด้วงเต่าแตงที่มาทำลายใบได้ดีมาก

นอกจากนี้ ยังได้ให้ปุ๋ยต้นฟักทองในระยะกล้าที่มีใบจริง 3-4 ใบ โดยการนำปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 อัตรา 800 กรัม + แคลเซี่ยมไนเตรต อัตรา 100 กรัม + ไฮมิค อัตรา 300 ซีซี + ป้องกันกำจัดเชื้อรา เมทาแลกซิล อัตรา 300 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ราดโคนต้น อัตรา 300 ซีซี/ต้น จะช่วยให้ต้นฟักทองในระยะกล้าแข็งแรง ต้นกล้าที่ใบเหลืองไม่สมบูรณ์ฟื้นตัวได้ดีขึ้น

การให้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายปุ๋ยได้

หัวใจสำคัญของการเจริญเติบโตของฟักทอง คือ การให้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวิธีการให้น้อยๆ แต่บ่อยครั้ง เนื่องจากการให้ปุ๋ยที่มากเกินความต้องการของฟักทองจะทำให้ปุ๋ยที่นำไปใช้เพียงเล็กน้อย ส่วนที่เหลือจะระเหยไปกับอากาศ และไหลไปไกลกว่าระดับรากของฟักทอง ดังนั้น การให้ปุ๋ยเหมาะสมกับช่วงของการเจริญเติบโตจะช่วยให้ฟักทองเจริญเติบโตได้ดีขึ้น การให้ปุ๋ยควรหยอดปุ๋ยสูตรเสมอรองก้นก่อนปลูก เช่น 19-19-19 อัตรา 5 กรัม/หลุม เพื่อให้เพิ่มปริมาณธาตุอาหารแก่ฟักทองในระยะกล้า เมื่ออายุ 10-14 วัน ใส่ปุ๋ยตัวหน้าสูง เช่น 46-0-0, 15-0-0 อัตรา 10-15 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อฟักทองอายุได้ 20-25 และ 30 วัน ควรให้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งละ 25-35 กิโลกรัม/ไร่

เทคนิคการช่วยผสมเกสร

ฟักทอง จะมีดอกสีเหลืองทั้งตัวผู้และตัวเมียจะแยกกัน แต่อยู่ในต้นเดียวกัน ดังนั้น จึงต้องการช่วยผสมเกสรโดยวิธีธรรมชาติ เช่น ลมพัด แมลงช่วยผสมเกสร หรือให้ผู้ปลูกช่วยผสมเกสรเพื่อการติดผลที่ดี

เมื่อดอกฟักทองกำลังบานให้เลือกดอกตัวผู้ เด็ดมาแล้วปลิดกลีบดอกออกให้หมด นำไปเคาะละอองเกสรตัวผู้ให้ตกลงบนดอกตัวเมีย ถ้าติดผลก็จะให้ผลอ่อน ถ้าไม่ติดผลดอกตัวเมียจะฝ่อไป ดอกฟักทองจะบานแค่ 1 วัน ในช่วงเช้ามืด พอแดดแรง ช่วง 09.00 น. เป็นต้นไปก็จะเริ่มหุบ หากจะผสมเกสรควรเริ่มผสมในช่วงเช้าๆ เพราะเมื่อบ่ายดอกฟักทองจะเริ่มเหี่ยวแล้วจะเฉาตายในวันรุ่งขึ้นดอกก็จะเฉาตายไป

วิธีการให้น้ำฟักทอง

ฟักทอง เป็นพืชที่มีระบบรากลึก สมัคร SBOBET การให้น้ำจึงต้องให้น้ำซึมลงใต้ดิน ประมาณ 25-40 เซนติเมตร แต่ไม่ควรให้แปลงแฉะ จะทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้ การเลือกรูปแบบการให้น้ำแก่ฟักทองควรพิจารณาถึงสภาพพื้นที่ หากพื้นที่ปลูกฟักทองอยู่ใกล้ระบบชลประทาน หรือมีคลองส่งน้ำที่ดี สามารถเลือกการให้น้ำแบบปล่อยเข้าร่องแปลง พื้นที่ที่มีน้ำเป็นคลอง สระน้ำ ที่มีน้ำจำกัด สามารถให้น้ำแบบสายยางรด ให้น้ำแบบน้ำหยด (เป็นวิธีที่มีการทำแปลงด้วยพลาสติกคลุมแปลง) แต่การให้น้ำแบบพ่นฝอยเป็นวิธีที่ควรหลีกเลียง เนื่องจากการให้น้ำแบบพ่นฝอยทำให้ฟักทองเกิดโรคทางใบได้เร็วมากขึ้น

วิธีการเก็บเกี่ยว ผลผลิตฟักทอง

เก็บเกี่ยวเมื่อผลขึ้นนวลเต็มผล ตั้งแต่ขั้วไปจนตลอดก้นผล แสดงว่าแก่จัด ฟักทองที่เนื้อเหนียว มัน รสชาติหวาน จะต้องแก่จัด ถ้าเก็บฟักทองไม่แก่ เมื่อเอาไปทำอาหาร เนื้อจะเละ การตัดควรเหลือขั้วติดไว้สักพอประมาณ หรือไว้พอจับสะดวก โดยอย่าให้ขั้วหัก ซึ่งจะส่งผลต่อราคาจะถูกโดยทันที เพื่อช่วยให้การเก็บรักษาได้นานขึ้น สามารถเก็บผลไว้รอขาย หรือบริโภคไว้นานๆ โดยไม่ต้องใส่ตู้เย็น หรือสังเกตว่า เถาแห้ง นับอายุหลังจากผสมติดแล้ว 35-40 วัน หากฟักทองเกิดบาดแผลจะทำให้โรคเข้าทำลาย ผลผลิตเสียหาย เน่าได้ง่ายมาก เกษตรกรต้องเก็บผลผลิตด้วยความระมัดระวัง ไม่เกิดการบอบช้ำ จะทำให้ยืดอายุการเก็บรักษาได้นานหลายเดือน สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการปลูกฟักทอง หรือเมล็ดพันธุ์ฟักทองพันธุ์ใหม่ “สวนคุณลี” ติดต่อได้ที่ โทร. (081) 886-7398 หรือช่องทางเฟซบุ๊ก เพจ สวนคุณลี

วันนี้ คุณธีระศักดิ์ ยมสวัสดิ์ เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วย คุณละม่อม สุนทรไชย หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต เกษตรอำเภอท่าคันโท เกษตรอำเภอสหัสขันธ์ เดินทางไปที่ ไร่นาสวนผสมตามแนวทฤษฎีใหม่ ของ คุณประสงค์ เรืองจรัส อายุ 64 ปี เจ้าของพื้นที่ 15 ไร่ พร้อม คุณไพรพร เรืองจรัส ภรรยา ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านนาโก ตำบลนาโก อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ คุณประสงค์และภรรยาเป็นแรงงานหลัก ลูก 2 คน มีงานประจำ โทร. 087-224-9407

เกษตรกรให้การต้อนรับพร้อมผู้ใหญ่บ้าน 4 หมู่บ้าน มี คุณธนานนท์ วิศรียา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 วันนี้สร้างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพิ่มเติมครับ “กุฉิ แปลว่า ดอกบัว” ส่วน “นารายณ์แปลว่า ขาว” คนจังหวัดกาฬสินธุ์จึงเรียกอำเภอกุฉินารายณ์ว่า “บัวขาว”