การปรับปรุงคุณภาพดิน เนื่องจากพื้นที่ปลูกเป็นพื้นที่

แห้งแล้ง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ในช่วงแรกของการปลูกมะม่วง จึงปรับปรุงคุณภาพดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (มูลไก่แกลบ) บำรุงดินต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี มีการปลูกปอ ซึ่งเป็นพืชบำรุงดิน เพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน

ควบคุมแมลงวันผลไม้ ผลสวย ด้วยการห่อการตัดแต่งทรงพุ่ม เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมาก มะม่วงสวนคุณไตรรัตน์ต้นเตี้ยทุกต้น เพื่อสะดวกต่อการห่อ เก็บ โดยควบคุมความสูงของต้นไม่ให้เกิน 3.50 เมตร เมื่อตัดแต่งกิ่งภายในทรงพุ่มที่ไม่มีผลผลิต ควรรูดใบแก่ที่มีเพลี้ยแมลงทำลายออกบางส่วน เช่น เพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอย แล้วนำไปเผาทิ้งลดการระบาดได้ การควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูพืช ควรทำเมื่อมะม่วงติดผลขนาดหัวแม่มือ

มีการควบคุมแมลงวันผลไม้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการห่อผลด้วยถุงห่อทุกผล สำหรับผลที่ไม่ได้คุณภาพ จะตัดแต่งผลทิ้งในช่วงผลมะม่วงมีอายุ 30-40 วัน ก่อนการห่อผล

“ถ้าสังเกตจะเห็นดอกออกตามต้นได้ หากเราทำทรงพุ่มให้โปร่ง จะปลูกชิดกันก็ได้ แต่ทำให้โปร่ง จะทำให้ออกดอกตามต้น แต่ถ้าทำสวนให้ทึบ มันก็จะไม่ออกดอกตามกิ่งก้านให้ ยิ่งหน้าร้อนถ้าออกดอกให้ผลจะถูกแดดเผา แตถ้าติดดอกออกผลใต่พุ่ม ไม่ถูกแดด จะทำให้ผิวผลสวยงาม”

การใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชและเชื้อรา สวนแห่งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขของคู่ค้า คือ มาตรฐานญี่ปุ่น และ GAP ของกรมวิชาการเกษตร ไม่ใช้สารเคมีต้องห้าม มีการจดบันทึกตามระบบ GAP

เดิมมีการให้ปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยจากงานวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกซว.) ประกอบกับประสบการณ์เน้นการให้ปุ๋ยเมื่อมะม่วงติดผลแล้ว โดยให้ทีละน้อยทุกๆ 7 วัน ตามการติดผลของมะม่วงแต่ละต้น สูตรปุ๋ย 25-5-18 หรือ 4.5-1-3.8 ผลผลิตมากให้มาก ผลผลิตน้อยให้น้อย

เทคนิคล่าสุดที่คุณไตรรัตน์ใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพมะม่วง คือ การให้น้ำเสมือนฤดูฝน ดินจะต้องชุ่มอยู่ตลอดเวลา แม้ฤดูแล้ง เพื่อให้ต้นไม้ได้รับน้ำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยวิธีการขุดรอบโคนต้นมะม่วง 3 ส่วน 4 ของรัศมีทรงพุ่ม เพราะเมื่อให้ปุ๋ยและน้ำ จะซึมออกมาบริเวณรากพืชที่อยู่ชายพุ่ม ทำให้ต้นมะม่วงได้รับปุ๋ยและน้ำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะชายพุ่มต้นมะม่วงจะเป็นเขตรากที่หาอาหารได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์

คุณไตรรัตน์ ให้ข้อมูลว่า ปี 2557 ผลผลิตมะม่วงเกรด A เพื่อการส่งออกของจังหวัดเพชรบูรณ์ผ่าน บริษัท สยาม เอ็กซ์ปอร์ต มาร์ท จำกัด เพียงบริษัทเดียว มีปริมาณถึง 555 ตัน คิดเป็นเงิน 31,822,643 บาท และมีแนวโน้มเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง หากเกษตรกรรักษาคุณภาพของมะม่วงให้มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด โดยเฉพาะปัจจุบันประเทศจีนนิยมมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมาก เพราะคนจีนถือเป็นผลไม้มงคล ยิ่งในเทศกาลตรุษจีนและเชงเม้ง ความต้องการในประเทศจีนสูงมาก ทำให้มีการเรียกชื่อสั้นๆ ว่า มะม่วงทอง

กลุ่มปรับปรุงคุณภาพมะม่วงเพื่อการค้าและการส่งออกนี้ ตั้งอยู่ที่แปลงมะม่วงของคุณไตรรัตน์ ไว้สำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สนใจปลูกและปรับปรุงคุณภาพมะม่วง โทรศัพท์ 089-858-7358

ชื่ออื่นๆ ส่องฟ้า (อีสาน) ส่องฟ้าดง (เลย) เหม็น (จันทบุรี) สมุยหอม (นครศรีธรรมราช) หวดหม่อนต้น (ลำปาง) ลอดฟ้า (หล่มสัก) หัสคุณดง (โคราช)

หนูเกิดมากับความโปร่งบาง ร่างหนูเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงราวๆ ไม่เกิน 1 เมตร ใบสีเขียวสดเรียงสลับเป็นระเบียบแบบขนนก ออกดอกเป็นช่อสีขาวแกมเหลืองในช่วงเชื่อมต่อหน้าร้อน ที่หนูต้องบรรยายตัวเองถึงรูปร่างทรงพุ่มนี้ ก็เพราะว่ามีญาติชื่อเหมือนหนูอีกชนิดพันธุ์ที่เป็นไม้เถาเลื้อย มีใบเป็นแผงสีเขียวเข้ม คล้ายพวกเฟิร์น ใช้เพื่อประดับตกแต่งช่อดอกไม้หรือพวงหรีด เขาอยู่ในกลุ่มวงศ์ ASPARAGACEAE มีกิ่งเป็นเส้นเล็กๆ โปร่งๆ ออกเป็นแผงคล้ายใบ ปลูกเป็นไม้ประดับ

ส่วนตัวของหนูที่เขาเรียก “โปร่งฟ้า” ก็เนื่องจากใบเขียวสด มีจุดต่อมน้ำมันเล็กๆ ขนาดเท่าปลายเข็มหมุดกระจายอยู่ทั่วใบ ถ้าใครยกขึ้นส่องแดด จะเห็นจุดนี้ชัดเจนแล้วมองเห็นเป็นรูๆ หนูเรียกเองว่า “รูโปร่งแสง” ก็ได้ จึงเรียกกันว่า “ส่องฟ้า” หรือ “ช่องฟ้า” หรืออย่างที่อำเภอหล่มสัก เรียกหนูว่า “ลอดฟ้า” นั่นแหละ หนูไม่แปลกใจเลย เพราะเรียกชื่อตามลักษณะพิเศษ แต่สิ่งที่หนูแปลกใจมากก็คือ ชื่อที่ถูกเรียกไม่ตรงความหมายด้วยกันแล้วยังขัดแย้งกันอีก ชนิดไม่มองหน้ากัน ก็คือ ทำไมคนที่จันทบุรี เรียกหนูว่า “เหม็น” แต่คนนครศรีธรรมราช เรียกหนูว่า “สมุยหอม” อันนี้ทำให้หนูอึดอัดใจเหลือเกินว่าจะเห็นด้วยกับคนจังหวัดไหนดี แต่ใครๆ ก็ว่าหนูมีกลิ่นใบหอมอ่อนๆ นะคะ หนูจึงขอกราบชาวโคราชที่เรียกหนูดูดีมาก ว่า “หัสคุณดง” อย่างนี้มองฟ้าแล้ว “โปร่งใจ” จริงๆ

เรื่องชื่อหนูอย่าไปสนใจที่ถูกเรียกแปลกๆ กันเลย แต่หนูภูมิใจที่มีคนสนใจหนูมากกว่า เพราะหนูมีชื่ออยู่ในเรื่อง “พืชกินได้ในป่าสะแกราช” เขียนโดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หนูมีชื่ออยู่ใน “สารานุกรมสมุนไพร” เขียนโดย อาจารย์วุฒิ วุฒิธรรมเวช แล้วยังมีชื่อในหนังสือ “ช่วยสอบวิชาเภสัชกรรมแผนโบราณ” โดย อาจารย์มัธยัสถ์ ดาโรจน์ พร้อมระบุสรรพคุณ ราก ใบโปร่งฟ้าอีกด้วย แต่ทั้งหมดนี้สิ่งที่หนูต้องกราบขอบพระคุณอย่างสูงก็คือ ท่านอาจารย์ไพบูลย์ แพงเงิน ซึ่งนำเรื่องราวของหนูเผยแพร่ไว้เป็นสิบๆ ปีมาแล้ว ทั้งในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน และ ในหนังสือ “สมุนไพรคู่บ้าน” ซึ่งท่านได้กล่าวถึง “โปร่งฟ้า” ในตำรับยาอีสาน ตำรับยาเวชศาสตร์โบราณ พิกัดยาในพระคัมภีร์ต่างๆ ทั้งยังประกาศตามหาเมล็ดพันธุ์เพื่อส่งเสริมการปลูกอีกด้วย

สรรพคุณสมุนไพรหนูใช้ได้ทั้ง ราก ใบ ใช้แก้ท้องอืด ขับลม แก้พิษงู ฝีในปอด เป็นยาแก้กรรมเย็น เพิ่มน้ำนมหญิงอยู่ไฟ แก้ฝีหัวลม แก้ตามัวฝ้าฟาง เป็นทั้งสมุนไพรและพืชผักเคียงผักแกล้มลาบ ใบอ่อนจิ้มน้ำพริกอย่าบอกใครนะ

โปร่งฟ้า “คว้า” เด็ดเป็นพืชผักสมุนไพรกินดีเหมือน “ฟ้าโปรด” โดยใส่พริกลูกโดดเมื่อยำ หรือทำลาบ ต้องขอกราบว่า…“เคี้ยว” หนูแกล้มลาบเบาๆ หน่อย นะเจ้าข้าเอ๊ย?

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า แม้ระยะนี้จะเข้าสู่ช่วงฤดูฝนแต่ได้เกิดสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2562 ในหลายพื้นที่ของประเทศ ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมีเพียง ร้อยละ 49 และน้ำมีไม่เพียงพอสำหรับทำการเกษตร ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตรของเกษตรกรเป็นจำนวนมาก กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนผลไม้เข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อนจัดและมีฝนตกฉับพลันจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของต้นไม้ผลเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม้ผลช่วงนี้ผลผลิตอยู่ในระยะเกิดตาดอก เป็นช่วงสำคัญที่จะพัฒนาเป็นช่อดอกในเวลาถัดมาอีกประมาณ 15-20 วัน แต่หากระยะนี้มีฝนตกลงมากะทันหัน จะทำให้ต้นไม้ผลมีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงจากการเกิดตาดอกไปเป็นแทงใบอ่อนแทน

ดังนั้น เกษตรกรจึงจำเป็นต้องพยายามปรับตัวในหลายมิติ ได้แก่ 1. กรณีลงทุนทำสวนใหม่ ควรวางแผนการผลิตพืชให้เจริญเติบโตภายใต้สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง มีแหล่งน้ำสำรองกรณีกระทบแล้งควรมี wind break รองรับป้องกันลมพายุ มีทางระบายน้ำที่รวดเร็วกรณีฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน 2. เรียนรู้ปฏิทินรอบการผลิตพืชตลอดทั้งปีว่าต้องดูแลรักษาอย่างไร ตั้งแต่เริ่มตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้นให้พร้อมหลังการเก็บเกี่ยว ถ้าแต่งกิ่งแล้ว ใบอ่อนออกไม่พร้อมกัน โอกาสที่จะเกิดดอกพร้อมกันก็ยากเช่นกัน

อีกทั้งการดูแลช่วงเวลาที่วิกฤตเสี่ยงต่อการจะเกิดตาใบแทนตาดอก ต้องมีการบำรุงต้นโดยใช้ ปุ๋ยฟอสฟอรัสสูง เช่น สูตร 0-52-34 ในช่วงฝนตกชุก ก็เป็นวิธีช่วยยับยั้งการแตกใบอ่อนได้ดีมาก แต่ไม่ควรพ่นติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง เพราะจะทำให้ตายอดของพืชแห้งและบอดได้ ซึ่งจะดึงให้เป็นช่อดอกได้ยาก ข้อควรระวัง ช่วงนี้อาจมีลมกระโชกแรงและฝนตกหนักเกิดขึ้น บางครั้งยังมีลูกเห็บตกลงมาด้วย พายุฟ้าคะนองนี้เป็นพายุที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาอันสั้นมีน้อยครั้งที่เกิดขึ้นนานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสวนไม้ผล นั่นคือ ผลไม้ที่อยู่ในระยะพัฒนาจากผลอ่อนใกล้จะเป็นผลแก่ พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวมีอันต้องเสียหายไป นอกจากนี้ บางช่วงอากาศจะแห้งมากเอื้ออำนวยต่อการเกิดอัคคีภัยและไฟป่าได้ จึงขอให้ระมัดระวังการใช้เชื้อเพลิงในการทำกิจกรรมต่างๆ ในระยะนี้ไว้ด้วย

สำหรับการปรับตัวของเกษตรกรเพื่อบริหารจัดการผลผลิตให้มีคุณภาพดี (กรณีตัวอย่างมังคุด) ปีนี้ผลผลิตมังคุดมีแนวโน้มการผลิตสูงขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว ตลาดมังคุดเปิดกว้างมากขึ้น เกษตรกรน่าจะขายได้ราคาดีแต่จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยส่งผลต่อคุณภาพของผลมังคุดและผลไม้ชนิดอื่น ซึ่งเกษตรกรควรเตรียมการดังนี้ 1. วางแผนการผลิตและการดูแลรักษาให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ 2. ตัดแต่งกิ่งที่แน่นทึบหรือกิ่งที่ไม่ให้ผลผลิตออก เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง ไม่ต้านลม ทยอยเก็บผลผลิต เพื่อลดความเสียหาย 3. คัดแยกผลที่ไม่สมบูรณ์ตกเกรด รูปทรงไม่ปกติหรือมีขนาดเล็ก เพื่อลดน้ำหนักบนกิ่งและต้นลง 4. ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อจะได้วางแผนป้องกันปัญหาได้ทันท่วงที 5. คาดคะเนช่วงเวลาที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดล่วงหน้า พร้อมทั้งหาตลาดล่วงหน้ารองรับ มีการซื้อขายผลผลิตในรูปแบบบกลุ่ม ทำให้มีอำนาจต่อรอง 6. มี packaging ที่เหมาะสมสื่อกับตลาดได้ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศนับจากนี้ยังค่อนข้างแปรปรวน นอกจากปัญหาลมพายุและพายุฤดูร้อนแล้ว สวนไม้ผลยังมีความเสี่ยงกับปัญหาภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง ซึ่งมักเกิดประมาณกลางเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม อาจทำให้ผลไม้ด้อยคุณภาพจนถึงต้นแห้งตายได้ ดังนั้น ชาวสวนไม้ผลต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาดังกล่าวด้วย หากสังเกตเห็นต้นไม้ผลใบเหี่ยวเฉา ควรให้น้ำอย่างน้อย 7-10 วัน ต่อครั้ง หรือให้น้ำปริมาณเพียงพอกับความต้องการของพืช เพื่อช่วยให้ไม้ผลผ่านช่วงแล้งไปได้ซึ่งผลผลิตจะไม่ร่วงและผลสามารถพัฒนาคุณภาพได้อย่างสมบูรณ์ด้วย

ฟาร์มสุกรทั่วประเทศของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมช่วยชุมชนและเกษตรกรฝ่าวิกฤติภัยแล้ง ปันน้ำที่ผ่านการบำบัดจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพส่งให้ชุมชนนำไปใช้เพื่อการเกษตร บรรเทาผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วงที่กำลังคุกคามหลายพื้นที่ขาดแคลนน้ำ

สถานการณ์ภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงในปี 2562 ส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลประกาศเป็นนโยบายเร่งด่วนให้ทุกฝ่ายระดมสรรพกำลังช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำใช้เพื่อการเกษตร ภาคเอกชนก็มีส่วนร่วมในการบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งให้กับเกษตรกรได้ โดยตั้งแต่ปี 2547 ฟาร์มสุกรทั่วประเทศของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมช่วยชุมชนและเกษตรกรด้วยการปันน้ำที่ผ่านการบำบัดจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพส่งให้ชุมชนนำไปใช้เพื่อการเกษตร

นางมยุรี มาโง้ว หนึ่งในเกษตรกรในพื้นที่บ้านปากร่วม ต.สะพานหิน อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ที่เข้าโครงการฯ ได้รับน้ำปุ๋ยจากฟาร์มสุกรปราจีนบุรี 1 ของ ซีพีเอฟ มาใช้ในสวนเกษตรแบบพอเพียงที่ปลูกมันสำปะหลัง 8 ไร่ ยูคาลิปตัส 11 ไร่ และพืชสวนครัว 5 ไร่ ทั้งไผ่หวาน มะนาว ข่า ตะไคร้ ฯลฯ เล่าว่า ใช้น้ำปุ๋ยจากฟาร์มของ ซีพีเอฟ มาตั้งแต่ ปี 2550 หรือมากกว่า 10 ปีแล้ว ช่วยประหยัดต้นทุนจากการที่ลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้มาก ผลผลิตมีคุณภาพดีและเก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ทำให้มีรายได้จากการเก็บผลผลิตขาย เดือนละ 4,000-6,000 บาท นอกจากนี้ น้ำที่ผ่านการบำบัดฯ ซึ่งมีธาตุอาหารที่เหมาะสมสำหรับพืช ช่วยให้ต้นไม้เขียวและโตเร็ว ผลผลิตไผ่หวานมีหน่อโต ที่สำคัญช่วยประหยัดการใช้น้ำ โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งหรือช่วงที่ขาดแคลนน้ำ

นายคนึง สืบอินทร์ ผู้ใหญ่บ้านเขาเขียว อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เกษตรกรที่เข้าโครงการขอรับน้ำปุ๋ยจากฟาร์มอุดมสุขของ ซีพีเอฟ มานานกว่า 6 ปี กล่าวว่า ชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่ใช้น้ำบาดาล การที่ฟาร์มฯ จัดสรรน้ำปุ๋ยให้ใช้อย่างต่อเนื่อง นอกจากจะช่วยลดต้นทุนการใช้น้ำแล้วยังลดขั้นตอนและต้นทุนค่าปุ๋ย เพราะน้ำที่ปล่อยจากฟาร์ม มีไนโตรเจน โพแทสเซียม ธาตุอาหารที่เหมาะสมกับพืช โดยที่ผ่านมา ได้นำน้ำปุ๋ยมาใช้รดไร่อ้อยที่ปลูกไว้กว่า 100 ไร่ ทำให้ได้ผลผลิตดี โดยเฉพาะในปีนี้ซึ่งในพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำที่ใช้ในการเกษตร น้ำปุ๋ยจากฟาร์มสุกรช่วยเกษตรกรได้มาก นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ ซีพีเอฟ ยังมาช่วยขุดขยายบ่อพักในพื้นที่เพื่อเก็บน้ำปุ๋ยไว้ใช้ ทำให้เกษตรกรรายอื่นๆ ดูดน้ำในบ่อไปใช้เพื่อประโยชน์ในการทำการเกษตรได้ด้วย

นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ตระหนักถึงผลกระทบต่อเกษตรกรจากสถานการณ์ภัยแล้ง โดยเฉพาะในปีนี้ที่เผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างมาก บริษัทฯ จึงได้ช่วยเหลือให้ชุมชนและเกษตรกร ที่อาศัยอยู่รอบโรงงานและฟาร์มของบริษัทมีน้ำใช้เพื่อการเกษตร โดยปันน้ำซึ่งเป็นน้ำที่ผ่านการบำบัดจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพและได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดส่งให้กับชุมชนภายนอกเพื่อใช้ในการเพาะปลูก ซึ่งมีเกษตรกรจากทุกภาคที่ขอรับน้ำปุ๋ยไปใช้ในไร่อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยูคาลิปตัส ปาล์ม ผักสวนครัว สวนผลไม้ ฯลฯ

ในปี 2561 ฟาร์มสุกรทั่วประเทศของ ซีพีเอฟ มีการปันน้ำปุ๋ยให้ชุมชนรอบฟาร์มไปแล้วกว่า 380,000 ลูกบาศก์เมตร โดยล่าสุด ปี 2562 ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่เข้าโครงการปันน้ำปุ๋ยฯ 106 ราย พื้นที่รวม 3,577 ไร่ ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้มากกว่า 1.5 ล้านบาท ต่อปี ซึ่งนอกจากฟาร์มสุกรที่ปันน้ำปุ๋ยให้แก่เกษตรกรแล้ว ปัจจุบัน ยังมีเกษตรกรที่ขอรับความช่วยเหลือปันน้ำที่ผ่านการบำบัดจากโรงชำแหละของบริษัท เช่น ที่โรงชำแหละสระแก้ว เกษตรกรฯขอนำน้ำไปใช้ในไร่อ้อย พื้นที่ 100 ไร่ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำ และยังช่วยลดค่าปุ๋ยให้เกษตรกรรายดังกล่าวได้ถึงปีละ 300,000 บาท

“สถานการณ์ปริมาณฝนที่ตกน้อยและฝนทิ้งช่วง ทำให้ปีนี้เกษตรกรหลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดน้ำในการเพาะปลูก ซึ่งได้มอบหมายให้ฟาร์มสุกรทั่วประเทศช่วยดูแลเกษตรกรรอบๆ ฟาร์ม ปันน้ำปุ๋ยให้เกษตรกรนำไปใช้ในการเพาะปลูก และการเกษตร เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำ“ นายสมพร กล่าว

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการเกษตรภายใต้กรอบ BIMSTEC ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2562 ณ กรุง เนปิดอร์ ประเทศเมียนมา โดยมี ดร. อัง ทู รัฐมนตรีเกษตร ปศุสัตว์ และชลประทานของ เมียนมา เป็นประธานการประชุม ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มี นายอานัติ วิเศษรจนา ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วม และมีรัฐมนตรีเกษตร และเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการเกษตรของสมาชิก BIMSTEC จำนวน 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และ ไทย ซึ่ง สศก. ได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย

การประชุมดังกล่าว ถือเป็นการยกระดับกลไกการทำงานในระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสครั้งแรกของความร่วมมือสาขาเกษตร ภายใต้กรอบ BIMSTEC โดยมีเมียนมาเป็นประเทศนำ (Lead Country) ของความร่วมมือ สาขาเกษตร ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของผู้นำ BIMSTEC เมื่อคราวประชุมสุดยอดผู้นำเดือนสิงหาคม 2561 ณ ประเทศเนปาล

ในการนี้ รัฐมนตรีเกษตรของประเทศสมาชิก BIMSTEC ได้รับรองแถลงการณ์ร่วมสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรภายใต้กรอบ BIMSTEC ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “การเกษตรเพื่อความมั่งคั่งด้วยเกษตรกรรมยั่งยืน การสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อความมั่นคงอาหารและโภชนาการ” อีกทั้งเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาภาคการเกษตร และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาเกษตร สามารถส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการทำเกษตรแบบดั้งเดิมลดต้นทุน เสริมสร้างรายได้ ขจัดความยากจน ลดความเสี่ยงของชุมชนเกษตร และเสริมสร้างการค้าสินค้าเกษตรรวมถึงช่วยให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ปัจจุบัน ประเทศไทยและภูมิภาค BIMSTEC มีมูลค่าการค้าเฉลี่ยระหว่างกันประมาณ 19 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เป็นการค้าสินค้าเกษตรประมาณ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการค้าของสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับ BIMSTEC ในช่วงปี 2559 – 2561 เฉลี่ยร้อยละ 14 ต่อปี แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการค้าทางการเกษตรที่สำคัญระหว่างประเทศสมาชิก BIMSTEC โดยสินค้าเกษตรที่ไทยส่งออก ได้แก่ น้ำตาล เครื่องดื่มประเภทนม น้ำมันปาล์มดิบยางธรรมชาติ และอาหารปรุงแต่ง สำหรับสินค้าเกษตรที่ไทยนำเข้าจากภูมิภาค BIMSTEC เช่น ปลาและสัตว์ทะเลแช่แข็งพริกแห้งหรือพริกป่น โคกระบือมีชีวิต กากน้ำมัน และถั่วลิสง

ทั้งนี้ ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation : BIMSTEC) เกิดจากการริเริ่มของไทยตั้งแต่ ปี 2540 อันเป็นกรอบความร่วมมือที่มีความสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับเอเชียใต้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสมาชิก และมีจำนวนประชากรรวมกันมากถึง 1,600 ล้านคน

นับเป็นตลาดทางการค้าที่มีขนาดใหญ่และมีศักยภาพ โดยเอเชียใต้เป็นตลาดขนาดใหญ่ มีแหล่งวัตถุดิบและทรัพยากรที่สำคัญอยู่มาก อาทิ ก๊าซธรรมชาติ และศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไทยยินดีที่จะสนับสนุนความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศสมาชิก BIMSTEC และพร้อมผลักดันโครงการร่วม ด้านการเกษตร ตลอดจนแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือเชิงลึกให้มีความก้าวหน้าและเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดความสมดุลของการพัฒนาไปพร้อมกันอย่างมีศักยภาพ

กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สืบสานพระราชปณิธานอนุรักษ์ไหมไทย เตรียมจัดงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 14 ประจำปี 2562” ภายใต้แนวคิด “ไหมไทย มรดกของแผ่นดิน” ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม- 4 สิงหาคม 2562 ณ ฮอลล์ 6-7 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการเป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 14 ประจำปี 2562” ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม ได้จัดงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” เป็นประจำทุกปี โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 14 ภายใต้แนวคิด “ไหมไทย มรดกของแผ่นดิน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงสืบสานและให้ความสำคัญกับอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทำให้เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพด้านหม่อนไหม มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจนไหมไทยเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งที่ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ต่อวงการหม่อนไหมไทย

นอกจากนี้ ยังเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เครื่องหมายรับรองผ้าไหม “สัญลักษณ์ตรานกยูงพระราชทาน” ทั้ง 4 ชนิด ประกอบด้วย ได้แก่ นกยูงสีทอง (Royal Thai Silk) นกยูงสีเงิน (Classic Thai Silk) นกยูงสีน้ำเงิน (Thai Silk) และนกยูงสีเขียว (Thai Silk Blend) เพื่อให้เป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย ที่แสดงให้เห็นถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และที่สำคัญคือเป็นเครื่องหมายที่รับรองว่าเป็นผ้าไหมที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในผ้าไหมไทยมากยิ่งขึ้น

“วัตถุประสงค์หลักของการจัดงานในครั้งนี้ นอกจากเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการหม่อนไหมของไทย ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้าไหม มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เครื่องหมายรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย “ตรานกยูงพระราชทาน” ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าไหมไทยและเอกลักษณ์ไทยที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปแล้ว ยังเป็นการร่วมสืบสาน อนุรักษ์ เอกลักษณ์

ศิลปวัฒนธรรมผ้าไหมไทยที่ทรงคุณค่า อันมีแหล่งกำเนิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังให้คนไทยทั้งชาติได้เกิดความภาคภูมิใจและร่วมมือกันรักษาชื่อเสียงของไหมไทยไว้ให้มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ทั้งยังเป็นการสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และคุ้มครองไหมไทยไว้เป็นสมบัติของชาติสืบต่อไป” นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า งาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี สำหรับงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ปีนี้จัดขึ้นเป็น ครั้งที่ 14 ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม – 4 สิงหาคม 2562 ณ ฮอลล์ 6-7 ศูนย์จัดแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงเปิดงาน ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 เวลา 17.30 น.