การปลูกกุยช่ายของโกแป๊ะหรือลุงแป๊ะ ปลูกห่างระหว่างต้น

40 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถว 80 เซนติเมตร เป็นช่องทางเดิน สามารถเดินเข้าทำงานได้สะดวก ปลูกบนพื้นเรียบ ไม่มีการยกร่อง ใส่ปุ๋ยมูลไก่ 3 เดือนต่อครั้ง โรยบางเต็มหน้าแปลงและโรยเมล็ดผัก เช่น ขึ้นฉ่าย ผักกาด ตามไปด้วย สลับการพ่นด้วยฮอร์โมนปีละ 3 ครั้ง ไม่มีการใช้สารเคมี มีบ้างที่จำเป็นต้องพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืชโดยเฉพาะหญ้าระหว่างแถวเป็นบางครั้ง น้ำหมักชีวภาพจะใช้ฉีดพ่นเมื่อมีเวลาว่าง กุยช่ายที่ปลูกเป็นพันธุ์ที่มีกลิ่นแรง ต้นเล็ก โกแป๊ะหรือลุงแป๊ะบอกว่า ชาวจีนนิยมมากกว่ากุยช่ายที่ลำต้นใหญ่และไม่มีกลิ่น

การให้น้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์ปั๊มจากน้ำบาดาลไปตามท่อพีวีซี 4 หุน ไปยังหัวสปริงเกลอร์ วางไว้ 4-5 หัว หัวสปริงเกลอร์อยู่บนแป้นไม้กระดาน ถูกยึดแน่นที่วางไว้หัวแปลง เมื่อให้น้ำพื้นที่นั้นจนชุ่มแล้วจะลากแป้นไม้กระดานเพื่อย้ายตำแหน่งให้น้ำจุดที่ยังไม่ให้น้ำจนถึงท้ายแปลง ซึ่งเป็นการประหยัดจำนวนหัวสปริงเกลอร์ที่ไม่จำเป็นต้องวางไว้ทุกจุดทั่วพื้นที่โรคที่พบในช่วงต้นฤดูฝนเป็นโรคใบเน่า เกิดจากเชื้อรา ปลายใบจะแห้ง ใบคล้ายใบไหม้ สาเหตุมาจากความชื้นในดินไม่พอ ฝนตกลงมาน้อยสลับกับอากาศที่ร้อน แก้ไขโดยใช้ปูนขาวโรยรอบกอ

การตัด ปกติจะเริ่มตัดกุยช่ายหลังจากปลูกแล้วเมื่ออายุได้ 4 เดือน และตัดครั้งต่อไปทุกๆ 2 เดือน แต่ของโกแป๊ะหรือลุงแป๊ะ เริ่มตัดหลังจากปลูกอายุได้ 2 เดือน ตัดชิดกับพื้นดิน ตัดรุ่นแรกได้ต้นที่ใหญ่ อวบ ต้นสูง ตัดครั้งต่อไปเมื่ออายุได้ 27-30 วัน ขนาดของต้นเริ่มเล็กลง ความสูงประมาณ 30 เซนติเมตร จากนั้นแยกดึงเอาใบเหลืองใบแห้งออก บรรจุถุงรอแม่ค้ามารับ ยิ่งตัดกอยิ่งขยายใหญ่ สามารถตัดต่อไปได้เรื่อยๆ จนเห็นว่าลำต้นเล็กลงมากจึงจะรื้อกอ เปลี่ยนมาปลูกระหว่างแถวที่เป็นช่องทางเดิน เหง้า 1 กอ แยกมาปลูกใหม่ได้ 5 กอ

กุยช่ายที่ปลูกเป็นพันธุ์ตัดใบ แต่จะให้ดอกระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ส่วนกุยช่ายพันธุ์ตัดดอกจะให้ดอกตลอดปี ซึ่งต้องมีการดูแลรักษาใส่ปุ๋ยตลอด ดอกกุยช่ายได้ราคาดีแต่มีจำนวนน้อย การทำกุยช่ายขาว โกแป๊ะหรือลุงแป๊ะเคยทำแต่ต้องหยุด เพราะสู้ราคาตลาดกุยช่ายขาวของสวนกุยช่ายรายใหญ่ไม่ไหวที่ราคาถูกกว่า มีจำนวนมากกว่า จึงเลิกทำกุยช่ายขาว ตัดอย่างน้อยวันละ 10 กิโลกรัม ส่งในราคากิโลกรัมละ 25 บาท ยืนพื้น ไม่ว่าราคาในตลาดจะขึ้นหรือลงเท่าไหร่ก็ตาม
งานบริการสังคม…เมื่อ 10 ปีก่อน โกแป๊ะหรือลุงแป๊ะ ช่วงที่เลี้ยงไก่ได้เป็นวิทยากรการเลี้ยงไก่ให้กับนักศึกษาสาขาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง ที่มาฟังการบรรยายที่ฟาร์ม เป็นวิทยากรการปลูกผักให้นักเรียนชั้นมัธยมโรงเรียนเสด็จ วนาชยางค์กูล ตำบลบ้านเสด็จ เคยเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านห้วยยางอยู่ระยะหนึ่ง

การปลูกหอมแป้นหรือกุยช่ายของโกแป๊ะหรือลุงแป๊ะจึงเป็นงานเหมาะกับสภาพร่างกายในวัยชรา ไม่ต้องใช้แรงมาก ไม่เหนื่อย ไม่ต้องใช้สารเคมี ทำคนเดียวได้ รายได้จากกุยช่ายสามารถอยู่อย่างพอเพียงเลี้ยงตัวเองได้อย่างไม่ขัดสนในวัยชรา…

สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ตั้งอยู่ เลขที่ 32 หมู่ที่ 2 ตำบลโพแตง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณวินัย จั่นทับทิม ผู้อำนวยการ ให้ข้อมูลว่า ปลาช่อน เป็นปลาที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมากในประเทศไทย แต่การเพาะเลี้ยงด้วยวิธีการใช้อาหารเม็ดยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก

ซึ่งการเพาะพันธุ์ปลาช่อนสมัยก่อนจะเน้นหาช้อนลูกปลาจากธรรมชาติมาเลี้ยง และที่สำคัญยังใช้น้ำจำนวนมากในการเลี้ยง และต้นทุนการใช้ปลาเป็ดตัวเล็กๆ จากทะเล เพื่อนำมาบดเป็นเหยื่อสดก็มีราคาที่ถูก แต่เนื่องจาก ณ ปัจจุบันนี้ สภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ในหนอง คลอง บึง ก็มีปริมาณที่น้อยลงผิดกับสมัยเก่าก่อน จึงทำให้การช้อนลูกปลาช่อนแบบสมัยนี้ทำได้ยากอีกด้วย

คุณวินัย เล่าให้ฟังอีกว่า งานของกรมประมง คือ การนำปลาจากแหล่งธรรมชาติที่เพาะขยายพันธุ์ไม่ได้ มาทำการศึกษาวิจัยเพื่อทำให้เป็นปลาเศรษฐกิจ ซึ่งปลาช่อนก็เป็นปลาที่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน เมื่อเล็งเห็นว่ามีแนวโน้มที่ดี สามารถทำได้จึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้งานวิจัยประสบผลสำเร็จ

“ปลาช่อนที่เรานำมาทำการเพาะพันธุ์ จะเป็นปลาที่เราไปหามาจากแหล่งธรรมชาติ จากนั้นก็เลี้ยงให้เชื่อง และมีความเหมาะสมที่จะทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ พอลูกออกมาก็เลี้ยงเป็นรุ่นต่อไป ให้มีความเป็นสัตว์เลี้ยงมากขึ้น โดยฝึกให้อยู่ในที่กักขังได้ เพื่อเป็นปลาเลี้ยง ไม่ใช่เป็นปลาป่า” คุณวินัย บอกถึงแหล่งที่มาของพ่อแม่พันธุ์

ปลาช่อนที่เหมาะสมนำมาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ ต้องมีอายุที่มากกว่า 8 เดือน ขึ้นไป จึงจะเป็นวัยที่เหมาะสมจะเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ ซึ่งการเพาะพันธุ์ก็มีวิธีการคล้ายๆ กับปลาชนิดอื่นๆ แต่จะมีข้อแตกต่างก็คือ ในเรื่องของการอนุบาลที่เป็นรูปแบบเฉพาะของปลาช่อน

นำพ่อแม่พันธุ์มาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ขนาด 50 ตารางเมตร อยู่ในโรงเรือนหลังคาสูง ใส่น้ำให้มีความสูง ประมาณ 60 เซนติเมตร จากนั้นปล่อยพ่อแม่พันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 300-400 กรัม ความยาวเฉลี่ย 35-40 เซนติเมตร อัตรา 10 ตัว ต่อตารางเมตร เลี้ยงแบบรวมเพศ โดยปิดรอบปากบ่อด้วยตะแกรงกันปลากระโดดออกจากบ่อเลี้ยง อาหารที่ใช้เลี้ยงเป็นอาหารที่มีโปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ เปลี่ยนถ่ายน้ำ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง

เมื่อเลี้ยงปลาได้อายุตามที่กำหนดและอยู่ในช่วงฤดูเพาะพันธุ์ปลาช่อน จะคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์โดยดูความแตกต่างระหว่างปลาเพศผู้และปลาเพศเมีย โดยเพศเมียมีลักษณะท้องจะอูมเป่ง ลำตัวสั้น ช่องเพศขยายใหญ่สีชมพูแดง ส่วนปลาเพศผู้ ลำตัวเรียวยาวกว่าเพศเมีย ครีบต่างๆ ยาว สีเข้ม การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ต้องทำอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ปลาเครียดหรือบาดเจ็บ เพราะความเครียดและความบอบช้ำ จะส่งผลต่อการยับยั้งการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนสังเคราะห์

เมื่อได้พ่อแม่พันธุ์ตรงตามที่ต้องการ จะนำมาจับคู่ จากนั้นฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ buserelin acetate ร่วมกับยาออกฤทธิ์ (domperidone) โดยแม่พันธุ์ใช้อัตราฮอร์โมนสังเคราะห์ 30 ไมโครกรัม ต่อกิโลกรัม และยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม ส่วนพ่อพันธุ์ฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ ในอัตราส่วน 20 ไมโครกรัม ต่อกิโลกรัม ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณข้างตัวปลาหรือโคนครีบหู

จากนั้นนำพ่อแม่พันธุ์ปล่อยลงในถังพลาสติกทรงสูง ที่มีความจุ 70 ลูกบาศก์เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางถัง 30 เซนติเมตร ใส่น้ำลึก 60 เซนติเมตร จำนวน ถังละ 1 คู่ โดยคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีความใกล้เคียงกัน ก่อนปิดปากถังด้วยตาข่ายพรางแสงสีดำ ให้ใส่เชือกฟางฉีกฝอยเป็นพวง จำนวน 1 พวง ให้ลอยอยู่ในถัง เพื่อแทนลังไข่ เมื่อครบระยะเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง ปลาจะรัดและผสมพันธุ์วางไข่ตามธรรมชาติ โดยปล่อยไข่ที่ผสมแล้วลอยบนผิวน้ำบริเวณรังไข่

ย้ายไข่ปลาช่อนจากถังที่ผสมพันธุ์ นำมาฟักรวมกันในถังไฟเบอร์กลาสทรงกลม ขนาดความจุ 2 ลูกบาศก์เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางปากถัง 2 เมตร ใส่น้ำให้มีความลึก 65 เซนติเมตร ใส่ไข่ฟัก 1-1.5 แสนฟอง ต่อถัง หลังฟักใช้กระชอนขนาดช่องตา 1 มิลลิเมตร เนื้อแข็งคอยตักไข่เสียทิ้ง

หลังจากไข่ฟักเป็นตัวปลาจะมีถุงไข่และติดอยู่ที่หน้าท้องใช้เป็นอาหารสำรอง ลูกปลามีขนาดเล็กสีดำ ลอยตัวเป็นกลุ่มนิ่งๆ ผิวหน้าน้ำ จากนั้นถุงไข่แดงจะยุบภายใน 3 วัน ลูกปลาจะเริ่มกินอาหารและเริ่มว่ายน้ำรวมฝูงลงหาอาหารรอบถัง ซึ่งระยะนี้จะให้ไรแดงเป็นอาหาร โดยให้กินอิ่มอยู่ตลอดเวลา ดูแลลูกปลาอยู่อีกประมาณ 2 วัน จึงย้ายลงอนุบาลในบ่อดิน

ก่อนนำลูกปลาช่อนลงอนุบาลในบ่อดิน ขนาด 200 ตารางเมตร จะต้องเตรียมบ่อให้สะอาดเสียก่อน ด้วยการตากดินทิ้งไว้ให้แห้ง โรยปูนขาว 15 กิโลกรัม กรองน้ำใส่ลงบ่อ ให้มีระดับ 40 เซนติเมตร แล้วเติมน้ำอามิ 12 ลิตร ปุ๋ยสูตร 16-20-0 1.2 กิโลกรัม ปุ๋ยสูตร 46-0-0 1.2 กิโลกรัม น้ำเขียว (Chlorella sp) 200 ลิตร ในส่วนของปุ๋ยให้บดละเอียดละลายปนกับส่วนผสมอื่น ทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน จนเกิดน้ำเขียวทั่วบ่อ จึงเติมเชื้อไรแดง 1 กิโลกรัม ซึ่งไรแดงจะขยายพันธุ์ขึ้นวันต่อมา จึงเติมน้ำให้สูงขึ้นอีก 20 เซนติเมตร เพื่อเจือจางปริมาณแอมโมเนียในน้ำ

จากนั้นปล่อยลูกปลาที่ได้จากถังกลมลงไปอนุบาลในบ่อดิน ให้อาหารเสริม ประกอบด้วย รำ ปลาป่น อัตรา 1 ต่อ 1 ละลายน้ำสาดให้ทั่วบ่อ วันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น อนุบาลจนได้ลูกปลา ขนาด 2-3 เซนติเมตร ซึ่งใช้เวลาประมาณ 17-20 วัน จึงลากอวน โดยจะทำในระยะที่ลูกปลาจับรวมฝูง เพราะจะจับได้ง่ายกว่าช่วงที่ปลาแตกฝูงแล้วเพื่อจำหน่ายให้ผู้ที่สนใจต่อไป

คุณวินัย เล่าว่า การเลี้ยงปลาช่อนในสมัยนี้ค่อนข้างง่ายกว่าสมัยก่อน ใช้เวลาเลี้ยง ประมาณ 3-4 เดือน ก็สามารถเจริญเติบโตจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้ และที่สำคัญสามารถเลี้ยงได้ทุกพื้นที่ของประเทศที่มีแหล่งน้ำจืด

“ลูกพันธุ์ปลาช่อนที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบันนี้ ขนาดตัวไซซ์ ประมาณ 2-3 เซนติเมตร อยู่ที่ตัวละ 20 สตางค์ ซึ่งต้นทุนนี้ค่อนข้างนานแล้วที่เคยตั้งไว้ ซึ่งต่อไปในอนาคตอาจจะมีการปรับราคา อยู่ที่ตัวละ 80 สตางค์ ซึ่งผู้ที่สนใจเมื่อซื้อไป สามารถนำไปเลี้ยงได้เลย หรือถ้าเกษตรกรคนใดสนใจอยากนำไปอนุบาลต่อ ก็จะได้ราคาตกอยู่ที่ ตัวละ 2-3 บาท มีขนาดใหญ่กว่า 2-3 เซนติเมตร” คุณวินัย กล่าวถึงราคาจำหน่าย

หากใครที่กำลังมองอาชีพเกี่ยวกับประมงด้วยการเลี้ยงปลาเป็นอาชีพ ปลาช่อนอาจตอบโจทย์ให้กับหลายๆ คน ที่กำลังรวบรวมข้อมูลในการตัดสินใจอยากเลี้ยงปลาอยู่ในขณะนี้

“จากการเก็บข้อมูลจากผู้ที่ประสบผลสำเร็จ และผู้ที่มาอบรมที่ศูนย์นี้ ก็จะบอกกันว่า ปลาช่อน เป็นปลาที่เลี้ยงง่ายกว่าปลาอื่นๆ และก็ใช้พื้นที่ไม่มาก และที่สำคัญใช้น้ำน้อย สามารถใช้น้ำบาดาลเลี้ยงได้ เมื่อเลี้ยงแล้วใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ก็โตจำหน่ายได้ อย่างใครที่สนใจอยากทำเป็นอาชีพ ก็สามารถที่จะเลี้ยงได้ แต่ต้องดูความพร้อมเรื่องตลาดด้วย” คุณวินัย บอก

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากเข้าฝึกอบรมการเพาะพันธุ์ปลาช่อน และหาซื้อลูกพันธุ์ปลาที่มีความแข็งแรงนำไปเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด หมายเลขโทรศัพท์ (035) 704-171

ก.เกษตรฯ เดินหน้าส่งเสริม ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา 2 ล้านไร่ สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ จูงใจเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ประสานบริษัทเอกชนชั้นนำ เบทาโกร – ซีพี รับซื้อผลผลิต เริ่ม พ.ย. นี้ เผยปลูกข้าวโพดหลังนาให้ผลกำไรดีกว่าปลูกข้าว

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2561 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่มอบนโยบายการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชหลังนา ที่บ้านหม้อ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ พร้อมเปิดเผยว่า โครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูกาลทำนา ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ นำร่องพื้นที่ 5,000 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 430 ครัวเรือน คาดว่าจะได้รับผลผลิตประมาณ 7,500 ตัน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะประสานเครือเบทาโกร และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ให้มารับซื้อผลผลิตต่อจากสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ ส่วนราคาขั้นต่ำกำหนดรับซื้อ 5 บาท/กิโลกรัม (กก.) คาดว่าจะมีรายได้ 7,500บาท/ไร่ เมื่อหักต้นทุน เหลือกำไรประมาณ 4,000 บาท/ไร่ ขณะที่ผลกำไรจากการปลูกข้าวหลังหักต้นทุนแล้ว เหลือเพียง 2,000 บาท/ไร่ เท่านั้น

สำหรับพื้นที่บ้านหม้อ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เป็นพื้นที่นำร่องการสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนอาชีพ กระทรวงเกษตรฯ จะใช้กลไกของสหกรณ์ฯ เข้าไปดูแลการเพาะปลูกอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเพาะปลูก การไถ การพรวนดิน การเก็บเกี่ยว กรณีสมาชิกหรือเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ไม่มีเครื่องจักร สหกรณ์ฯ จะหาผู้รับจ้างมาทำงานร่วมในโครงการ เพื่อเป็นการลดต้นทุน ส่วนการเข้ามารับซื้อผลผลิตสหกรณ์ฯ จะรับซื้อผลผลิตจากสมาชิก จากนั้นกระทรวงเกษตรฯ จะช่วยหาคนซื้อต่อจากสหกรณ์ฯ

“โครงการจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนอาชีพ เพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา จะเริ่มดำเนินการ 2 พ.ย. นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะเป็นพี่เลี้ยงดูแลหาผู้รับซื้อผลผลิต โดยกรมชลประทานจะดูแลเรื่องระบบน้ำ เจ้าหน้าที่เกษตรตำบล เกษตรอำเภอ จะเข้ามาดูแลเรื่องการเพาะปลูกข้าวโพด นอกจากนี้ จะสนับสนุน เงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้สมาชิกไปลงทุน รายละไม่เกิน 3,000 บาท/ไร่ โดยเป็นเงินก้อนให้สหกรณ์ฯ กู้เพื่อไปปล่อยกู้ต่อให้กับสมาชิก อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี เงินกู้ที่สหกรณ์ฯ จะได้รับจะมาจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์”

นายกฤษฎา กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายโครงการปลูกข้าวโพดหลังนา คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในวันที่ 2 พ.ย. 2561 จำนวน 2 ล้านไร่ ในพื้นที่เป้าหมาย โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือในเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ติดต่อผู้รับซื้อ เพื่อให้ผลผลิตขายได้ในราคาที่สมเหตุสมผล และพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดที่เข้าร่วมโครงการจะมีการประกันภัยพืชผล

บริษัท สยามแม็คโคร จากัด (มหาชน) โดย คุณศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการตลาด นำทีมพนักงานแม็คโครจิตอาสา สาขาอยุธยา ร่วมกับ คุณพุฒิพล แซ่เล้า เจ้าหน้าที่การตลาด และ CSR พร้อมทีมงาน บริษัท เจียไต๋โปรดิวซ์ จำกัด ให้ความรู้การปลูกผักสวนครัวที่ถูกต้อง ปลอดสารพิษและยั่งยืน ภายใต้โครงการ “ปลูกผักเพื่อน้อง” พร้อมทั้งมอบเมล็ดพันธุ์ ต้นอ่อน ดิน และอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ขนมขบเคี้ยวและซอสปรุงรสอาหาร รวมทั้งเลี้ยงอาหารกลางวันให้แก่นักเรียน และโรงเรียนวัดโคกสังข์ประชานุกูล ตำบลโคกม่วง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี คุณพรนภัส ชาติเผือก คุณครูโรงเรียนวัดโคกสังข์ประชานุกูล เป็นผู้แทนรับมอบ ณ โรงเรียนวัดโคกสังข์ประชานุกูล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อเร็วๆ นี้

นายอุดมศักดิ์ คำมูล เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า อุตรดิตถ์เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในการผลิตพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะลางสาด ซึ่งเป็นแหล่งปลูกที่เกิดขึ้นมานานกว่า 200 ปี ผลผลิตลางสาดเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย เป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป ทางจังหวัดได้จัดให้มีการจัดงานประกวดลางสาดทุกปี เริ่มจัดที่อำเภอลับแล ซึ่งเป็นแหล่งปลูกหลัก จนมีการยกระดับงานประกวดลางสาด เป็นงานเทศกาลประจำปีของจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งจัดในเดือนกันยายนของทุกปี

นายอุดมศักดิ์ กล่าวว่า การจัดงานเทศกาลลางสาดประจำปีของจังหวัดอุตรดิตถ์ จัดครั้งที่ 1 เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2528 สำหรับปี 2561 จะเป็นการจัดงานเทศกาลลางสาด ครั้งที่ 34 โดยใช้ชื่องานว่า “เทศกาลลางสาด ลองกองหวาน และสินค้า OTOP อุตรดิตถ์ ประจำปี 2561” โดยกำหนดจัดงานในระหว่างวันที่ 14-23 กันยายน 2561 ณ สนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหัก หน้าศาลากลางจังหวัด อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์

“ในการจัดงานครั้งนี้ มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ พิธีเปิดงานอันยิ่งใหญ่ตระการตา การจัดแสดงมหรสพ การแข่งขันกีฬา การประกวดเดินแบบผ้าไทยอุตรดิตถ์ การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP ของกลุ่มต่างๆ กว่า 100 ชนิด…สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้รับมอบหมายให้จัดกิจกรรมประกวดผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ ประกวดลางสาด ลองกอง กระเช้าผลไม้ ซึ่งจะมีกลุ่มเกษตรกรชาวสวน สถาบันการศึกษา ส่งผลงานเข้าประกวด กว่า 300 ชิ้น จึงขอเชิญประชาชนทุกท่าน ได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ และเที่ยวชมงานในครั้งนี้” นายอุดมศักดิ์ กล่าว

สศท.4 ติดตามเกษตรกรร่วมโครงการอ้อยอินทรีย์จังหวัดมหาสารคาม มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 283 ราย พื้นที่ประมาณ 4,554 ไร่ ได้ผลผลิตอ้อยอินทรีย์ 15,086 ตัน ส่งให้กับโรงงานน้ำตาลวังขนาย สู่น้ำตาลออร์แกนิก ชูตัวอย่างเกษตรกร นายฉัตรมงคล กล้วยภักดี เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการที่ประสบผลสำเร็จ พร้อมเผยเทคนิคการปลูก และยินดีให้คำแนะนำแก่เพื่อนเกษตรกร

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์ปลูกอ้อยอินทรีย์ จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีตลาดรองรับแน่นอนและสร้างรายได้ ซึ่งกลุ่มเกษตรกรปลูกอ้อยอินทรีย์ส่วนใหญ่ปลูกมากที่อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอบรบือ อำเภอเมืองมหาสารคาม อำเภอแกดำ อำเภอกุดรัง อำเภอนาเชือก และอำเภอวาปีปทุม

จากการติดตามของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) พบว่า โครงการผลิตอ้อยอินทรีย์ของจังหวัดมหาสารคาม มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 283 ราย พื้นที่ประมาณ 4,554 ไร่ ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐาน Organic Thailand จำนวน 90 ราย รวมพื้นที่ 1,502 ไร่ ได้ผลผลิตอ้อยอินทรีย์ 15,086 ตัน ส่งให้กับโรงงานน้ำตาลวังขนาย จังหวัดมหาสารคาม โดยทางโรงงานได้แปรรูปเป็นน้ำตาลออร์แกนิกจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจำหน่ายในต่างประเทศประมาณ 70% ในประเทศแถบเอเชียและยุโรป ได้แก่ เกาหลีใต้ ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี โอเซียเนีย และนิวซีแลนด์ และอีก 30% จำหน่ายภายในประเทศ และโรงงานยังมีแผนเพิ่มความต้องการอ้อยอินทรีย์เพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำตาลออร์แกนิกส่งจำหน่ายให้พอกับความต้องการของผู้บริโภคที่มีเพิ่มขึ้นด้วย

ด้าน นายฉัตรชัย เต้าทอง ผู้อำนวยการ สศท.4 กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จ นายฉัตรมงคล กล้วยภักดี เกษตรกรในโครงการอ้อยอินทรีย์ ตำบลแก้งแก อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งได้บอกเล่าประสบการณ์ตนเองว่า มีพื้นที่กว่า 30 ไร่ ใช้ปลูกอ้อยและทำนาข้าวเพื่อการบริโภค ต่อมาปี 2557 ได้เข้าร่วมโครงการอ้อยอินทรีย์ เพราะเห็นว่าการปลูกอ้อยแบบใช้สารเคมีทั่วไป ดินเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ จึงหันมาทำอ้อยอินทรีย์ โดยเริ่มจากแปลงแรกจำนวน 5.86 ไร่ ปัจจุบันปีการผลิต 2560/61

มีพื้นที่ปลูกอ้อยอินทรีย์จำนวน 20 ไร่ สามารถส่งอ้อยเข้าหีบได้ 300 ตัน หรือเฉลี่ย 15 ตัน ต่อไร่ ได้ค่าความหวานเฉลี่ย 12.88 CCS และต่อมาได้ทยอยขยายพื้นที่ปลูกอ้อยอินทรีย์เพิ่มขึ้น ซึ่งยังอยู่ในระยะปรับเปลี่ยน และยังเผยถึงเทคนิคการปลูกอ้อยอินทรีย์ ซึ่งได้ขุดบ่อกักเก็บน้ำแบบสายน้ำหยดในช่วงปลูกใหม่และช่วงอ้อยตอ (แบบสปริงเกลอร์) การให้ปุ๋ยคอกจากมูลสุกรขุนที่เลี้ยงเองแบบธรรมชาติ การป้องกันโรค-แมลง โดยการฉีดพ่นสารสกัดชีวภาพสูตรสมุนไพรไล่แมลงร่วมด้วย รวมทั้งการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อช่วยทุ่นแรงในการเข้ากำจัดวัชพืช ร่วมกับการสางใบเพื่อใช้ทำปุ๋ย เพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน

นอกจากนี้ เพื่อการลดต้นทุนค่าพันธุ์ นายฉัตรมงคล ยังได้จัดทำแปลงแม่พันธุ์ (อ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3) แยกไว้ใช้เองอีก 3 ไร่ เพื่อนำไปเป็นท่อนพันธุ์สำหรับเพาะปลูกลงแปลง ส่งผลให้ต้นทุนผลิตต่อไร่อยู่ที่ 3,000-4,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งเปรียบเทียบกับอ้อยเคมีทั่วไปเฉลี่ยที่ 5,000 บาท ต่อไร่ โดยยังมีเทคนิคเฉพาะต่างๆ อีก เช่น การปลูกอ้อย 1 ครั้ง จะเก็บเกี่ยวผลผลิตในปีแรก และอ้อยตอจะใช้แค่ตอที่ 1 เท่านั้น เพราะมีเครื่องจักรกลการเกษตรทุ่นแรง ทำให้สามารถเตรียมดินสำหรับการปลูกใหม่ได้บ่อยครั้งซึ่งให้ผลดีกว่า และมีแผนจะปรับเปลี่ยนนาข้าวอีกบางส่วนเพื่อมาปลูกอ้อยอินทรีย์เช่นกัน ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจสามารถขอคำแนะนำได้ที่ นายฉัตรมงคล กล้วยภักดี ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 087 852 6448 ซึ่งยินดีให้คำแนะนำถึงเทคนิคการปลูกต่างๆ จากประสบการณ์ตนเองแก่เพื่อนเกษตรกรทุกท่าน