การปลูกปะการังจริงยาก โตช้า และใช้เวลานานดังนั้นจึงต้องเน้น

การอนุรักษ์ปะการังจริงเป็นหลัก แล้วใช้ปะการังเทียมเสริมไปให้เป็นที่อยู่ใหม่ของสัตว์ทะเล ด้วยเหตุนี้เอง เป็นที่มาที่ทำให้เกิด “โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและฟื้นฟูการประมงชายฝั่งอย่างยั่งยืน ทั้งในพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งภาคตะวันออกอ่าวไทยและทะเลอันดามัน” ระหว่างกรมประมง เครือเจริญโภคภัณฑ์ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์และบริษัท ทรู คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน)

อธิบดีกรมประมงบอกว่า การจัดวางปะการังเทียมครั้งนี้ ถือเป็นความก้าวหน้าในระยะที่ 1 มีจุดประสงค์เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน โดยกรมประมงเป็นตัวแทนส่งมอบปะการังเทียมให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เพื่อวางปะการังเทียมระยะที่ 1 จำนวน 1,000 แท่ง ไปส่งมอบให้กับชุมชนชายฝั่งใน 2 พื้นที่ คือ อ.สทิงพระ จ.สงขลา จำนวน 500 แท่ง และ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี จำนวน 500 แท่ง เพื่อดำเนินการต่อไป

“ในส่วนปะการังเทียมเราทำมาหลายปีแล้ว มีหลายวัตถุประสงค์ด้วยกัน คือ 1.เพื่อปกป้องพื้นทะเลจากเครื่องมือประมงบางชนิดไม่ให้เข้ามาใกล้ ส่วนใหญ่จะเป็นเรือประมงขนาดใหญ่ หรือเรืออวนลาก ซึ่งสมัยก่อนมักจะมีเรืออวนลากเข้ามาใกล้ชายฝั่งแต่เมื่อมีปะการังเทียมอยู่เขาก็จะเข้ามาไม่ได้ 2.เป็นที่อยู่ที่อาศัย แหล่งแพร่พันธุ์วางไข่ให้กับสัตว์ทะเล 3.เป็นแหล่งทำประมงของชาวประมงพื้นบ้าน คือแทนที่จะวิ่งหาปลากระจายไปทั่วทะเล ต่อไปเขาก็จะมีจุดให้ทำมาหากินแถวปะการังเทียมได้ เนื่องจากการประมงพื้นบ้านเขาไม่ได้จับปลาจำนวนมาก” ดร.อดิศรบอก

ทั้งนี้ ภายหลังจากการพูดคุยกับชาวประมงในพื้นที่หลังวางปะการังเทียมพบว่า มีสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น ไม่กี่วันที่ผ่านมาก็มีเต่าเข้ามาอาศัยในปะการังเทียมแล้ว

“ชาวประมงบอกว่าเขารู้สึกดีที่มีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดี แต่สิ่งที่ผมคาดหวังคือ ผมอยากให้เกิดชุมชนประมงที่เข้มแข็งในทุกจุด มีการบริหารจัดการที่ดี จับปลามาใช้ประโยชน์ได้เหมาะสม คือไม่เกินกว่ากำลังการฟื้นฟู ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากให้เกิดมากที่สุด” ดร.อดิศรกล่าว

และว่า สำหรับการวางปะการังเทียมเนื่องจากทะเลเป็นพื้นที่ใหญ่มาก เราคงไม่ทำเยอะมากจนเต็มทะเล แต่จะทำในจุดที่เหมาะสม จุดที่สำคัญเท่านั้น ตอนนี้ก็น่าจะมีประมาณพันกว่าจุดแล้วในประเทศ

“แต่ถ้าถามว่าเพียงพอหรือยัง มันก็ยังไม่พอหรอกครับ แต่เรากำลังมองในรูปแบบอื่นด้วย เพราะที่ทำอยู่คือปะการังน้ำตื้น ต่อไปก็อาจจะลองมองไปถึงการทำปะการังเทียมพื้นที่น้ำลึกกว่า ทำแล้วจะสร้างสมดุลขึ้นไหม ซึ่งคิดว่าแนวโน้มต่อไปน่าจะมีปะการังเทียมเพิ่มขึ้นอีกเพราะมีคนช่วยทำเยอะมาก ทั้งหน่วยราชการ กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งก็ทำอยู่ รวมถึงภาคเอกชนที่เข้ามา อย่างครั้งนี้ก็มีเครือเจริญโภคภัณฑ์เข้ามาร่วมกันทำ”

เป็นความเห็นของอธิบดีกรมประมง ก่อนนำคณะล่องเรือจากหาดมหาราช อ.สทิงพระ จ.สงขลา ร่วมกับ กชกร รักษาสรณ์ นายอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา วีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี พร้อมตัวแทนจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มเอ็นจีโอและชาวบ้านในพื้นที่

เพื่อเปิดพิธีวาง “ปะการังเทียม” ฟื้นทะเล-ชุมชนชีวิตคนชายฝั่ง ให้กับชุมชนชายฝั่งตามโครงการความร่วมมือการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่ จ.สงขลา และจ.ปัตตานี ต่อไป

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ บอกว่า โครงการนี้ถือว่าอยู่ในเป้าหมายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในเรื่องความยั่งยืน ซึ่งความยั่งยืนเป็นเรื่องที่สามารถผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกับธุรกิจได้ โดยเราวางเป้าหมายไว้ 3 ด้าน คือ heart, health และ home ครั้งนี้เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม

เพราะสิ่งแวดล้อมทางทะเลโดยเฉพาะเรื่องความสมดุลของชีวภาพทางทะเลเป็นสิ่งสำคัญ ที่ผ่านมาทะเลไทยเกิดการจับปลาที่มากเกินขีดความสามารถการผลิต (over fishing) ทำให้ปลามีจำนวนลดน้อยลง การวางแนวปะการังจะช่วยสร้างสมดุลทางทะเล มีที่ให้ปลาอยู่อาศัย มีที่ที่ให้ปลาวางไข่ ทำให้การเจริญเติบโตของลูกปลาดีขึ้น สร้างที่ปลอดภัยจากการประมงเชิงพาณิชย์ ตรงนี้เป็นกระบวนการหนึ่งที่จะสร้างระบบนิเวศและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลให้กับประเทศ

“ถ้าถามว่าทำไมซีพีถึงส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ทั้งที่ธุรกิจที่ทำอยู่แทบไม่เกี่ยวข้องกับการประมงเลย ตรงนี้ผมต้องบอกว่า เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ทุกคนมีส่วนร่วมหมดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คือไม่เป็นผู้รับผลกระทบ ก็เป็นผู้เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่” เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม เราทุกคนควรร่วมกันรับผิดชอบ ร่วมกันเรียนรู้และแก้ไข

“ดังนั้นครือเจริญโภคภัณฑ์แม้จะมีส่วนน้อยมากแต่ก็ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง คืออาหารกุ้งของเราทำมาจากปลาป่น แม้จะเป็นผลิตผลพลอยได้ (by product) ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องประมงก็ตาม แต่ในเรื่องการรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อมทางภาคพื้นทะเล เราเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนได้มาก เพื่อช่วยเรื่องความตระหนักรู้ ตลอดจนการลงมือทำ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง” ศุภชัยอธิบาย

สำหรับการวางปะการังเทียมครั้งนี้ ศุภชัยอธิบายว่า เป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นความร่วมมือ 3 ฝ่าย คือภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม โดยเฉพาะชุมชนในท้องที่ ซึ่งแนวความคิดนี้เป็นการผสมผสานที่ผมได้มาจากภาคประชาสังคมในพื้นที่ว่าเขาอยากจะทำเรื่องอะไรเพื่อให้ความยั่งยืน ซึ่งในลำดับต้นๆ เขามองคือ การวางปะการังเทียม

“การวางแนวปะการังเทียมให้กับชุมชนชายฝั่งในพื้นที่ จ.สงขลา และ จ.ปัตตานี ครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ซึ่งเราตั้งใจจะทำโครงการนี้กันอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความรู้จากส่วนต่างๆ เช่น กรมประมง กองทัพเรือ เป็นต้น เพราะถ้าวางแนวทางไม่ดีก็อาจจะไปกระทบกับเรือเดินทะเลหรือเรือประมงได้ จึงต้องวางให้ถูกแนวและเหมาะสมตามมาตรฐานสากล”

ศุภชัยทิ้งท้ายอีกว่า นอกเหนือจากการวางปะการังเทียมหลังจากนี้จะมีการทำวิจัยดูปริมาณปลาว่าเพิ่มจำนวนขึ้นหรือไม่ รวมทั้งระบบนิเวศในพื้นที่มีความสมบูรณ์ หรือได้รับผลกระทบหรือไม่ รวมถึงจะศึกษาด้วยว่าประชาชนในพื้นที่มีรายได้หรือสามารถต่อยอดสร้างรายได้ และนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยส่งเสริมวิถีชาวประมง เช่น นวัตกรรมปะการังเทียม การใช้สัญญาณมือถือเพื่อตรวจสอบการเข้าฝั่งที่โปร่งใส เป็นต้น
แนวทางการอนุรักษ์จึงมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อหวังว่าสักวันความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางท้องทะเลจะกลับคืนมา

“มูลนิธิโครงการหลวง” เริ่มต้นด้วยพระราชหฤทัยมุ่งมั่นของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” ในการแก้ไขปัญหาการปลูกฝิ่น และตัดไม้ทำลายป่าบนยอดดอย พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายอย่างหนัก และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และพืชผัก ผลไม้เมืองหนาว รวมถึงปศุสัตว์หลากชนิด ที่กลายเป็น “อาหารจากแผ่นดิน” คอยหล่อเลี้ยงราษฎรของพระองค์ให้เติบโตอย่างมั่นคงสืบไป

ศูนย์การค้าสยามพารากอน และมูลนิธิโครงการหลวงจึงน้อมนำเรื่องราว “อาหารจากแผ่นดิน” เป็นหัวใจในการจัดงาน“รอยัล โปรเจ็กต์ แอด สยามพารากอน” ระหว่างวันที่ 23-30 พฤศจิกายน ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน และถ่ายทอดเรื่องราวจากพื้นที่ต้นกำเนิดโครงการหลวง จ.เชียงใหม่ ที่ล้วนแต่บรรจุความทรงจำเกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ 9 เอาไว้มากมาย

นายพะโย่ ตาโร อายุ 76 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านหนองหล่ม อ.จอมทอง มีโอกาสได้เฝ้าฯ รับเสด็จในหลวง ร.9 อย่างใกล้ชิด เล่าว่า เมื่อปี 2517 เขายังคงปลูกฝิ่นเพื่อเลี้ยงชีพ และมีคณะของ UN นำต้นกาแฟมาแจกให้ชาวบ้าน พ่อตาของเขาจึงไปรับมาปลูกซึ่งในขณะนั้นมีเพียง 2-3 ต้น หลังจากทราบข่าวว่าในหลวง ร.9 จะเสด็จฯ จึงนำเมล็ดกาแฟที่ได้ไปทูลเกล้าฯ ถวาย พอพระองค์ทอดพระเนตรเห็น ได้ตรัสถามกลับว่า “มีต้นกาแฟด้วยหรือ อยากมาเยี่ยมชม” แต่ทุกคนไม่อยากให้พระองค์เสด็จฯ เพราะเส้นทางลำบากมาก

“พระองค์ยังคงเสด็จฯไปทอดพระเนตรต้นกาแฟ ด้วยการเดินเท้าระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร เมื่อเสด็จฯถึงก็เป็นช่วงเวลาค่ำแล้ว พระองค์ตรัสถามว่า มีสภาพเป็นอยู่กันอย่างไร ได้ตอบไปว่า ทำมาหากินกันด้วยการปลูกฝิ่น ปลูกผัก และเลี้ยงวัวควาย แต่มันไม่มีราคา ในหลวง ร.9 จึงตรัสว่าจะช่วย และสัญญาว่าจะกลับมาอีกครั้ง”

จากนั้นพระองค์เสด็จฯกลับมาอีกครั้งในปี 2518 พระราชทานวัว 2 ตัว และเมล็ดพันธุ์พืช รวมถึงส่งเสริมให้ปลูกกาแฟแทนฝิ่น ทั้งยังนำหน่วยแพทย์มาตรวจรักษาชาวบ้าน โดยมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ตามเสด็จมาพระราชทานผ้าห่มด้วย

“รักในหลวง ร.9 มาก คิดถึง ถ้าไม่มีพระองค์ความเป็นอยู่ก็คงลำบากกว่านี้ เสื้อผ้าลุงมีชุดเดียว ซักแล้วต้องผิงไฟ แล้วนำกลับมาใส่ บ้านก็มุงหลังคา แต่ตอนนี้ชีวิตดีขึ้นมาก ลูกหลานก็เรียนจบ มีอนาคต” พะโย่กล่าวน้ำตาคลอ

ทั้งนี้ ต้นกาแฟต้นนั้นจึงกลายเป็นต้นกาแฟประวัติศาสตร์ ที่ในหลวง ร.9 เสด็จฯมาทอดพระเนตรถึงสองครั้ง และเป็นจุดเริ่มต้นของกาแฟอาราบิก้าจากยอดดอย หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กาแฟโครงการหลวง”

นายจักรพันธุ์ จันทาสี อายุ 29 ปี เจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง เผยว่า สำหรับกาแฟอาราบิก้าที่ชาวบ้านปลูก โครงการหลวงรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 120 บาท โดยมีผลผลิตประมาณ 400-500 ตันต่อปี ทั้งนี้ ชาวบ้านสามารถคั่วเมล็ดกาแฟและออกแบบผลิตภัณฑ์ขายเองได้ด้วย

โดยโครงการหลวงจะรับซื้อเฉพาะ “กาแฟกะลา” คือเมล็ดกาแฟที่ยังไม่ได้คั่ว นอกจากนี้เมล็ดกาแฟจากโครงการหลวงที่มารับซื้อจากชาวบ้านได้ส่งขายให้ร้านกาแฟชื่อดังหลายร้าน เช่น สตาร์บัค อเมซอน เป็นต้น ซึ่งความหอมและรสชาติจะแตกต่างกันไปตามกรรมวิธีการคั่วกาแฟของแต่ละร้าน

ด้าน นายโยแส่ กิจจรูญชัย อายุ 58 ปี เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟและเจ้าของร้านกาแฟสด บ้านแม่กลางหลวง อ.จอมทอง เผยว่า ความเป็นอยู่ของสมัยก่อนลำบากมาก ข้าวแทบไม่มีกิน ในหลวง ร.9 เสด็จฯมาพระราชทานเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งเขาเคยตามเสด็จฯประมาณ 6 ครั้ง จากที่พระองค์เสด็จฯมายังดอยอินทนนท์ทั้งหมด 13 ครั้ง “มองดูไกลๆ เหมือนว่าพระองค์ทรงเดินช้า แต่จริงๆ แล้วพระองค์ทรงเดินไว ชาวบ้านต้องวิ่งตาม และทุกๆ 500 เมตร พระองค์จะทรงหยุดทอดพระเนตรเพื่อดูแผนที่ ในพระหัตถ์ของพระองค์จะมีกล้องและสมุดไว้จดตลอด” นายโยแส่กล่าว

อย่างไรก็ตาม นอกจากกาแฟอาราบิก้าแล้ว “อาหารจากแผ่นดิน” ภายใต้การส่งเสริมของโครงการหลวงยังมีอีกมากมาย ทั้งพืช ผัก ผลไม้ ไม้ดอก และปศุสัตว์ด้วย อาทิ มะเดื่อฝรั่งหรือฟิก ผลไม้จากต่างประเทศอีกชนิดหนึ่งที่ในหลวง ร.9 โปรดเสวย ท้อหรือพีช ที่เป็นพืชกำเนิดโครงการหลวง สตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทานพันธุ์ 80 ซึ่งวิจัยสำเร็จในปี 2550 ตรงกับปีที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากเพราะมีรสชาติหวาน กรอบ และมีกลิ่นหอม เป็นต้น

นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมประกวดผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติและนำเสนอผลงาน International Warsaw Invention Show (IWIS 2017) ครั้งที่ 11 ที่จัดขึ้น ณ กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์ โดยการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และหน่วยงานเครือข่าย

ซึ่งอาจารย์จาก มทร.ธัญบุรี ได้รับรางวัลทั้งหมด 10 รางวัล จาก 5 ผลงานที่ส่งเข้าประกวด ได้แก่ ระบบควบคุมสำหรับโรงเพาะเห็ดถั่งเช่าแบบอัตโนมัติ ผลงานของ ผศ.ดร.จักรี ศรีนนท์ฉัตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้รางวัลเหรียญทอง และรางวัลพิเศษ จาก Romanian Association for Non-conventional Technologies Bucharest ประเทศโรมาเนีย

เซรั่มบำรุงผิวหน้าจากสารสกัดเงาะพันธุ์สีชมพูขนาดนาโนที่ใช้เทคโนโลยีนีโอโซมซึ่งพัฒนาจากกะทิ โดย ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย ได้รางวัลเหรียญทองเกียรติยศ และรางวัลพิเศษจาก TISIAS Toronto International Society of Innovation and Advanced Skill ประเทศแคนาดา

การพัฒนารถแทรกเตอร์อัตโนมัติไร้คนขับนำทางด้วยระบบ GPS สำหรับเกษตรกรรมสมัยใหม่ ผลงานของ ผศ.ดร.เกรียงไกร แซมสีม่วง คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้รางวัลเหรียญเงินและรางวัลพิเศษ จาก CIA Award Invention and Innovation, China พร้อมด้วยถ้วยรางวัล Special Award on Stage จาก Union of Inventors of Bulgaria

ผลงานซอสหอยขม อาจารย์ณัฐชรัฐ แพกุล คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ได้รางวัลเหรียญเงิน และรางวัลพิเศษจาก TISIAS Toronto International Society of Innovation and Advanced Skill, ประเทศแคนาดา และอีกหนึ่งผลงาน คือวัสดุนาโนหลากสมบัติจากแร่ธรรมชาติราคาถูก ของ ผศ.ดร.สรพงษ์ ภวสุปรีย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้รางวัลเหรียญเงิน

อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยมุ่งเน้นการทำวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม หลากหลายผลงานวิจัยได้รับการจดสิทธิบัตร ร่วมมือกับภาคเอกชน ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์

การเข้าร่วมครั้งนี้ มทร.ธัญบุรี ประสบความสำเร็จ และนักวิจัยมีประสบการณ์มากยิ่งขึ้น อย่างเช่น ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ ที่เคยร่วมประกวดในครั้งที่ผ่านมา ปีนี้ก็ได้รับถึง 2 รางวัล ขณะเดียวกันงานวิจัยยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ช่วยแก้ปัญหาและนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมถึงสอดรับกับเทรนด์ของโลก

“ภาพรวมการแข่งขันทั้งหมด รู้สึกภาคภูมิใจ ถือว่าได้เป็นตัวแทนของประเทศไทย ไปสร้างชื่อเสียงและโชว์ศักยภาพความสำเร็จในเวทีโลก ประสบการณ์ในครั้งนี้จะช่วยบ่มเพาะอาจารย์และนักวิจัย รวมถึงจะเป็นต้นแบบแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ต่อไป ส่วนนโยบายการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของ มทร.ธัญบุรี ต่อจากนี้จะส่งเสริมในกลุ่มของเทคโนโลยีชีวภาพและอาหาร อินเทอร์เน็ตออฟติงส์ การออกแบบ เกษตรสมาร์ทฟาร์ม และวัสดุศาสตร์ให้มากยิ่งขึ้น” อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าว

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารของ มทร.ธัญบุรี ได้ที่เว็บไซต์ www.rmutt.ac.th หรือติดต่อสถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.ธัญบุรี โทร.0-2549-4681 นายพนมชัย วีระยุทธศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวในการเป็นประธานเปิดงานโครงการ “ทำดีเพื่อพ่อหลวง รัชกาลที่ 9” ว่า โครงการ “ทำดีเพื่อพ่อหลวง รัชกาลที่ 9” กิจกรรมปลูกต้นไม้ จัดขึ้นโดยฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน กองอาคารและสถานที่ สำนักงานสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักวิชาศึกษาทั่วไป มข.เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พัฒนาพื้นที่ และสิ่งแวดล้อมให้เป็นแคมปัสที่เขียว และสะอาด

โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงาม จัดกิจกรรม 2 รูปแบบ คือวันที่ 9 ตุลาคม ได้จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ และวันที่ 13 ตุลาคม จะจัดกิจกรรมซ่อมบำรุงผิวถนน และทาสีจราจร โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 200 คน ได้รวมใจกันปลูกต้นกัลปพฤกษ์ และต้นมะค่าโมง ริมถนนบริเวณวงเวียนอาคารสิริคุณากร

“การปลูกต้นกัลปพฤกษ์ ของชาว มข.เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทรงเป็นแบบอย่างการให้ความสำคัญกับการปลูกต้นไม้ ให้ทุกคนได้ตระหนักถึงคุณค่าของป่าไม้ โดยหนึ่งในพระราชกรณียกิจที่ทรงโปรดเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยคือการปลูกต้นไม้ โดยต้นกัลปพฤกษ์เป็นต้นไม้ที่ทรงปลูกพระราชทานครั้งแรกที่ มข.เมื่อครั้งเสด็จฯ ประกอบพิธีเปิดมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2510 ต้นกัลปพฤกษ์จึงเป็นต้นไม้ประจำ มข.ซึ่งมีการปลูกเพิ่มขึ้นทุกปีจนมีจำนวนมาก ทำให้ฤดูออกดอกบานสะพรั่งสวยงามไปทั่วมหาวิทยาลัย” นายพนมชัย กล่าว

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศว่า ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง เว้นแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนลดลง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และประเทศลาวตอนบน

ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง

อนึ่ง พายุโซนร้อน “ขนุน” (Khanun) allyogame.com ปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนหรือด้านตะวันตกของประเทศฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะไหหลำ ประเทศจีน และประเทศเวียดนามตอนบนในช่วงวันที่ 15-17 ต.ค. 60 โดยจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเมื่อเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน ทั้งนี้เนื่องจากความ กดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ปกคลุมประเทศเวียดนามและประเทศลาวตอนบน โดยยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อลักษณะอากาศของประเทศไทยในระยะ 1-2 วันนี้ ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปยังบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพชร และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา และบุรีรัมย์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ ชัยนาท สุพรรณบุรี นครปฐม และสมุทรสงคราม อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และนราธิวาส

อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 90 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 20-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร