การปลูกผักกินเองเป็นความฝันของคนต่างจังหวัดซึ่งมาอยู่ในเมือง

แต่ก็อ้างข้อจำกัดสารพัดว่าไม่มีเวลาไม่มีสถานที่บ้าง แต่คอลัมน์เกษตรในเมืองได้นำเสนอการปลูกผักไว้หลายแบบในพื้นที่จำกัด ผักดาดฟ้า ผักคอนโด ผักตึกแถว ผักทาวน์เฮ้าส์ ผักบ้านเดี่ยว ไปหลายเรื่องแล้ว เพียงหวังสักเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านปลูกบ้านก็มีความสุขแล้ว

มนุษย์เงินเดือนเป็นอาชีพหนึ่งที่อยากมีชีวิตอิสระ และคิดว่าอาชีพอิสระที่เป็นงานเกษตรเป็นเรื่องสบายๆ แต่อาชีพเกษตรจริงๆ ไม่ได้เป็นไปตามฝัน ที่แนะนำไว้คืออยากให้ทำเกษตรเช้าเย็นและเกษตรวันหยุดมากกว่าสำหรับคนกินเงินเดือน คุณปุ้ย หรือ คุณจุฑามาศ บุญเคลือบ เป็นเกษตรกรเฉพาะตอนเช้าและเย็น จะเป็นเกษตรกรเต็มวันคือวันหยุดงานเสาร์อาทิตย์

พื้นฐานเดิมของครอบครัวคือเกษตรกร

จากพื้นที่เพียงไม่กี่ตารางวาข้างบ้าน ที่อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร คุณปุ้ยจบปริญญาตรีการจัดการทรัพยากรบุคคลจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก เมื่อปี พ.ศ. 2548 ได้ทำงานเป็นพนักงานฝ่ายบุคคลบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดบ้านเกิดจนถึงปัจจุบัน ด้วยความที่ครอบครัวมีอาชีพเป็นเกษตรกรทำนาและไร่อ้อย จึงรู้สึกชอบในการทำการเกษตรเนื่องจากเคยเห็นมาตั้งแต่เด็ก จึงอยากคิดทำการเกษตรบ้าง แต่ด้วยความที่ยังเป็นพนักงานเงินเดือนอยู่จึงคิดทำเฉพาะช่วงเวลาที่ว่างคือตอนเช้ากับเย็น ถ้าจะทำการเกษตรเต็มวันต้องทำในวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์

เมื่อมีความคิดจะปลูกผักเพื่อเป็นอาหารบริโภคภายในครอบครัว ก็ได้ศึกษาการปลูกผักในสื่อออนไลน์ต่างๆ จนเริ่มพอมีความรู้แล้วจึงลงมือทำ ถึงแม้ว่าครอบครัวจะทำอาชีพเกษตรก็จริงแต่เป็นการทำนากับทำไร่ ความรู้ที่มีไม่ตรงกับการปลูกผักสวนครัว จึงต้องหาความรู้เพิ่มเติม อากาศและอุณหภูมิที่จังหวัดกำแพงเพชรค่อนข้างดี แปลงผักที่ปลูกไม่ได้มุงซาแรน ใช้พื้นที่ปลูกบนโต๊ะและพื้นที่บนดิน

ด้วยความต้องการเริ่มทำเองตั้งแต่ต้นทาง คุณปุ้ยจึงสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาเพาะเอง ไม่ได้ซื้อต้นกล้ามาปลูกแต่อย่างใด วิธีปลูกโดยการนำพีทมอสมาใส่ตะกร้าเล็ก ฉีดน้ำให้เปียกชุ่มแล้วโรยเมล็ดผักลงไปให้กระจายทั่วตะกร้าไม่หนาแน่นมาก แล้วใส่ถุงพลาสติกใหญ่นำไปแช่ตู้เย็นช่องธรรมดาประมาณ 24 ชั่วโมง แล้วนำออกมาวางไว้ในที่ร่มไม่จำเป็นต้องเปิดถุงมารดน้ำเนื่องจากความชื้นยังมีอยู่ วันที่ 3-4 ค่อยเปิดถุงฉีดพ่นน้ำฝอยๆ แล้วค่อยย้ายถาดไปที่แสงรำไร และเปิดถุงออก ใช้เวลา 6-7 วัน ต้นกล้าเจริญเติบโตพอก็ย้ายลงถาดหลุมซึ่งใช้วัสดุปลูกเป็นพีทมอสเช่นกัน เมื่อใส่พีทมอสในถาดจนเต็มก็ฉีดน้ำให้ชุ่ม และฉีดน้ำให้ชุ่มตะกร้าเพาะค่อยๆ ดึงใบขึ้นมา แล้ววางลงในหลุมใช้ไม้เสียบลูกชิ้นกดที่โคนเบาๆ ให้ต้นและรากฝังลงไปในพีทมอส ใช้เวลาประมาณ 20 กว่านาทีก็เสร็จเรียบร้อย นำถาดเพาะไปวางไว้ที่แสงรำไร รดน้ำวันละ 1 หรือ 2 ครั้ง ใช้เวลาอีกประมาณ 20 วัน ต้นกล้าก็เจริญเติบโตพร้อมปลูก

วัสดุปลูกที่ใช้ในตอนต้นจะเป็นขุยมะพร้าวกับมูลวัวหมัก วิธีปลูกให้ปลูกห่างกันประมาณ 7 นิ้วถ้าเป็นผักสลัดทั้งระยะต้นและระยะแถว ถ้าเป็นกวางตุ้งหรือคะน้าใช้ปลูกระยะ 5 นิ้ว หลังจากปลูกแล้วค่อยคลุมด้วยฟางเพื่อปกป้องไม่ให้หน้าดินโดนแดดแรง รักษาความชื้นไว้ ต้องรดน้ำช่วงเช้าและเย็น ทุกๆ 7 วันใช้ปุ๋ยปลาหมักรด 1 ครั้ง โดยใช้ปุ๋ยปลา 1 ฝาต่อน้ำ 20 ลิตร หลังรดน้ำตอนเช้าแล้วค่อยฉีดพ่น หลังจากลงแปลงใช้เวลาอีกประมาณ 20 วันก็สามารถเก็บได้ ในช่วงระหว่างนี้ผักห้ามขาดน้ำเด็ดขาดเพราะผักจะแกร็นและมีรสขม

ทำเกษตรอินทรีย์คือเกษตรรักโลก

ศัตรูของผักคือหนอนกระทู้ ตอนแรกคุณปุ้ยใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดพ่นแต่ไม่ได้ผล จึงเปลี่ยนมาเป็นน้ำส้มสายชูหมักกับยาเส้นก็ไม่ได้ผลเท่าไหร่นัก จึงใช้วิธีจับโดยเดินตรวจแปลงหากพบใบมีตำหนิก็พลิกใบดู ส่วนมากจะพบหนอนกระทู้ ให้ใช้ที่คีบคีบหนอนกระทู้ใส่ภาชนะแล้วไปทิ้ง เวลาช่วง 1 ทุ่มถึง 2 ทุ่มเป็นเวลาที่ดีที่สุด ใช้ไฟบนโทรศัพท์ส่องแล้วจับออก บางวันก็ได้ บางวันก็ไม่ได้ แต่ต้องตรวจแปลงตอนกลางคืนแทบทุกวัน ปัญหาศัตรูพืชก็หมดไป โดยไม่ได้ใช้สารเคมีใดใดเลย

ในช่วงแรกๆ ที่ปลูกเจอปัญหาอุปสรรคบ้าง เช่น การเตรียมดินที่ไม่ดีพอ ทำให้ผักไม่สมบูรณ์ เมื่อมีการเตรียมดินที่เหมาะสมผักก็มีคุณภาพ หลังจากที่ตัดผักแล้วก็จะตากดินโดยการพรวนกลับหน้าดินขึ้นมา ตากแดดไว้ 7 วัน เมื่อจะปลูกค่อยผสมกากกาแฟ ปูนขาว แคลเซียม ลงไปเพื่อให้มีธาตุอาหารเพิ่มขึ้นเหมาะสมกับผัก ปัจจุบันผักที่ปลูกมีสลัดชนิดต่างๆ คะน้า กวางตุ้ง มะเขือเทศราชินี มะเขือทั่วไป พริก เคล กะหล่ำหัว บร็อกโคลี่ เป็นต้น กำลังการผลิตผักตอนนี้ได้เดือนละ 10-15 กิโลกรัม คะน้าและกวางตุ้งได้อย่างละ 10 กิโลกรัม ส่วนผักอย่างอื่นจะนำไว้ทำอาหารกินในครอบครัวเสียส่วนใหญ่ นอกเหนือจากใช้บริโภคในบ้านแล้วยังแจกจ่ายบ้านญาติอีกจำนวนหนึ่ง ที่เหลือจึงแบ่งขายให้คนรู้จัก แต่ก็มีส่งขายให้ร้านอาหารของญาติสัปดาห์ละ 1 ครั้งเป็นประจำ ปัจจุบันคุณปุ้ยมีรายได้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 2,000 บาทจากการทำผักข้างบ้านในพื้นที่จำกัดเพียงแค่นี้

“สำหรับคนที่สนใจจะปลูกผัก บอกได้เลยว่าอย่ารีรอให้ลงมือทำเลย โดยศึกษาทางสื่อออนไลน์ แล้วปลูกเลยหลังจากลองผิดลองถูกสักระยะหนึ่งก็จะสามารถทำได้ ไม่ต้องมุ่งหวังที่จะขายเพียงแค่นำมากินในครอบครัวก็เพียงพอแล้ว เมื่อเราทำได้มันจะเป็นความภาคภูมิใจของเรา การปลูกผักกินเองจะให้รู้สึกฟินมาก มันแตกต่างกับการซื้อผักในตลาด ตลอดเวลาที่ทำมา 4 ปี การทำผักเหมือนกับการเติมความสุขให้กับบ้านหมายถึงคนทั้งหมดในครอบครัว” คุณปุ้ยได้ฝากข้อคิดถึงคนอ่านคอลัมน์นี้ ติดต่อขอความรู้ได้ที่ เพจ บ้านผักเติมสุข

คุณพรชัย บัวทอง ทำสวนไม้อวบน้ำพันธุ์แปลก อยู่ที่แขวงหลักสอง เขตบางแค กรุงเทพมหานคร โดยในช่วงแรกไม่ได้คิดว่าจะมาเดินในเส้นทางนี้มากนัก เพราะยังทำงานประจำอยู่ แต่เมื่อไม้มีจำนวนที่สะสมมากขึ้น และสามารถต่อยอดได้ไม่รู้จบ จึงได้ลาออกจากงานประจำมาเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว พร้อมทั้งพัฒนาการทำตลาดอยู่เสมอ ส่งผลให้ไม้อวบน้ำในสวนของเขาบางช่วงผลิตออกมาไม่ทันจำหน่ายกันเลยทีเดียว

คุณพรชัย เล่าว่า เมื่อสมัยที่เขาเป็นช่างถ่ายภาพอยู่นั้น มีโอกาสถ่ายภาพไม้แปลกๆ จากบ้านของรุ่นพี่ที่รู้จักท่านหนึ่ง เมื่อเห็นความพิเศษเหล่านี้ จึงทำให้เกิดความสนใจและเป็นจุดเริ่มต้นให้ได้มาปลูกต้นไม้ โดยเริ่มจากต้นกระบองเพชรก่อนในช่วงแรก เมื่อประสบผลสำเร็จทำให้อยากท้าทายความสามารถของตัวเอง ในเรื่องของการนำไม้อวบน้ำเข้ามาปลูก เขาจึงได้ตัดสินใจเลือกไม้สายพันธุ์แปลกๆ เพราะสามารถปลูกกลางแจ้งได้โดยที่ไม่ต้องมีโรงเรือน

“พอปลงใจเลือกได้แล้ว ผมก็ชื่นชอบการปลูกไม้อวบน้ำไปแล้ว เพราะการดูแลมองว่าไม่ยุ่งยาก โดยไม้อวบน้ำที่สายพันธุ์เริ่มต้น ก็เอามาจากคนที่รู้จักก่อน บางส่วนก็หาซื้อมาจากตลาดนัดจตุจักรบ้าง ซึ่งสมัยก่อนก็จะมีการซื้อ และนำเข้ามาเป็นส่วนใหญ่ เพราะบ้านเรายังนิยมกันได้ไม่นาน ผมก็จะเน้นสะสมมาเรื่อยๆ ควบคู่กับการทำงานประจำก่อนในช่วงแรก พอปลูกสะสมมากขึ้น ไม้พวกนี้ทำให้เรามีรายได้มั่นคง เลยตัดสินใจลาออกงานประจำ มาทำไม้อวบนี้จนถึงตอนนี้”

การที่เขาเป็นคนไม่หยุดพัฒนาตัวเอง คุณพรชัย บอกว่า สวนของเขาจึงมีไม้อวบน้ำพันธุ์แปลกๆ อีกหลายชนิดที่เก็บสะสมไว้ และไม้เหล่านี้สามารถนำมาต่อยอด จนช่วยพัฒนาเป็นสินค้าให้เกิดลูกไม้ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ โดยการขยายพันธุ์จะมุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนเป็นหลักเพื่อสร้างรายได้

การขยายพันธุ์ไม้อวบน้ำพันธุ์แปลกนั้น คุณพรชัย บอกว่า ใช้พ่อแม่พันธุ์ที่มีอยู่ภายในสวนมาทำการขยายพันธุ์ โดยเลือกต้นที่ต้องการมาทำการผสมเกสรเข้าด้วยกัน เมื่อได้เมล็ดออกมาจะไปเพาะในวัสดุปลูกที่เตรียมไว้ ประกอบไปด้วยพีทมอส ทราย ขุยมะพร้าว และดิน หลังจากนั้น 7 วัน เมล็ดจะงอกออกมาเป็นต้นกล้าใหม่ ดูแลต่อไปประมาณ 5-6 เดือน รอจนไม้มีใบอย่างน้อย 5-6 ใบ จึงย้ายลงไปปลูกลงในกระถางต่อไป

เทคนิคการแยกใส่กระถาง จะรอให้ไม้สะสมอาหารที่โคนต้นก่อน จากนั้นจึงย้ายปลูกลงในกระถาง เพราะไม้อวบน้ำเหล่านี้การสะสมอาหารถือว่าสำคัญมาก หากรีบย้ายจนเกินไปจะทำให้ไม้ตายได้ เพราะการสะสมอาหารภายในต้นยังไม่มี แต่หากต้นมีความสมบูรณ์ก็จะทำให้รากค่อยๆ ออกมาเองได้อย่างสมบูรณ์เมื่อนำมาปลูกลงในกระถาง

“ระยะเวลาที่ไม้จะโต เริ่มเห็นฟอร์ม จนออกมาจำหน่ายได้ ต้องดูแลหลังปลูกใส่กระถางแล้วอีก 6 เดือน ไม้ก็จะมีอายุประมาณ 1 ปีขึ้นไป ถึงจะเป็นช่วงที่เหมาะสม นำมาขายได้ในบางต้น วัสดุปลูกที่เหมาะสม ผมใช้ปลูกไม้ใหญ่แล้ว จะประกอบไปด้วยใบก้ามปูล่อน ทรายหยาบ หินภูเขาไฟเบอร์ 00 ขุยมะพร้าว และแกลบ ส่วนประกอบเหล่านี้ เป็นส่วนผสมที่ผมใช้ปลูก ส่วนการดูแลอื่นๆ ก็จะปลูกเลี้ยงในพื้นที่ที่มีแสงแดด ตั้งแต่ 70-100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนโรคและแมลงศัตรูพืชอื่นๆ ก็ใช้ยาฉีดพ่นได้ตามปกติ ทุก 2-3 อาทิตย์ครั้ง”

จากการใส่ใจและดูแลอย่างต่อเนื่องนี้เอง คุณพรชัย บอกว่า ไม้อวบน้ำที่เขาปลูกเองทั้งหมดจึงออกมามีคุณภาพ และเป็นทรงต้นสมบูรณ์ที่ถูกใจลูกค้า ทำให้ไม้มีความเป็นเอกลักษณ์ และสามารถทำตลาดได้ด้วยตัวมันเองเป็นอย่างดี หรือเรียกง่ายๆ ว่า ลูกค้าบอกกันไปปากต่อปากนั้นเอง

จากการที่ได้ออกร้านจำหน่ายอยู่ตลอด คุณพรชัย บอกว่า การทำตลาดจึงไม่ใช่เรื่องยาก ทำให้ได้สัมผัสและทราบความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ เมื่อเข้าสู่ช่วงโควิด-19 ระบาดใหม่ๆ การออกไปจำหน่ายยังพื้นที่ต่างๆ อาจทำได้ยากบ้าง การค้าขายออนไลน์จึงเป็นตัวเสริมเข้ามา ทำให้เขาสามารถทำการตลาดควบคู่ไป และที่เห็นได้ชัดคือมีลูกค้าจากต่างประเทศเข้ามาติดต่อขอซื้ออยู่เป็นประจำ การค้าขายแบบควบคู่กันไปตอบโจทย์สำหรับเขาในเวลานี้

เนื่องจากไม้อวบน้ำพันธุ์แปลกที่เขาทำนั้น ไม่ได้เป็นไม้ตามกระแส แต่เป็นไม้ที่มีความนิยมอยู่แล้วเฉพาะกลุ่มและเพาะขยายพันธุ์อยู่เรื่อยๆ จึงทำให้ในเรื่องของการทำตลาดไม่ใช่เรื่องยาก และราคาไม่ได้ขึ้นลงจนน่าตกใจ แต่ราคาที่จำหน่ายก็จะขึ้นอยู่กับรูปทรงและสายพันธุ์เป็นหลัก

“ไม้อวบน้ำของผม ราคาก็จะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์เป็นหลัก ความสวยงามของไม้ตัวนั้นๆ ถ้าผมปลูกดูแลในกระถางเล็กๆ ราคาเริ่มต้นก็จะอยู่ที่ 300 บาท ถ้าใหญ่ขึ้นมาหน่อยราคาก็จะอยู่ที่กระถางละ 500 บาท แต่ถ้าเป็นต้นพ่อแม่พันธุ์ราคาก็จะอยู่ที่ 1,500 บาท เพราะฉะนั้นไม้อวบน้ำพันธุ์แปลกๆ ยิ่งเราเลี้ยงนานและมีขนาดต้นที่ใหญ่ ราคาก็จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ประมาณนี้ครับ”

ท่านใดที่สนใจอยากปลูกไม้อวบน้ำสายพันธุ์แปลกให้ประสบผลสำเร็จ คุณพรชัย แนะว่า ต้องเริ่มต้นจากความชอบก่อนว่าชอบไม้ในลักษณะเช่นนี้หรือไม่ เพราะไม้ในช่วงแรกที่ปลูกมันไม่ได้จำหน่ายได้ทันที หากรีบร้อนและยังไม่เกิดความชอบจริงๆ อาจทำให้พลาดในหลายๆ จุดได้ แต่สำหรับเขาค่อยๆ ทำ ค่อยๆ เรียนรู้ จากคนที่ปลูกเลี้ยงไม้ แต่ตอนนี้ไม้กลับมาเลี้ยงดูเขาแทน

จังหวัดลำปาง เป็นหนึ่งในทำเลทองของการปลูกมะม่วงในพื้นที่ภาคเหนือ มีพื้นที่ปลูกมะม่วง ประมาณ 11,510 ไร่ (2558) โดยมีแหล่งปลูกมะม่วงแปลงใหญ่สุดอยู่ที่ตำบลพิชัย อำเภอเมือง ประมาณ 200 ไร่ เป็นมะม่วงมหาชนก

คุณเอกภพ วิญญาภาพ เรียนจบชั้น ปวส. จากวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเกษตรลำปาง (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง) ได้ศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้) สาขาไม้ผล (รุ่น 4) ในปี พ.ศ. 2530 หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วได้ทำงานธุรกิจรับเหมาก่อสร้างกับพ่อ ตระเวนขึ้นเหนือล่องใต้หลายจังหวัดอยู่นานร่วม 30 ปี จนเกิดความเบื่อหน่ายและอยากใช้วิชาชีพที่ตนเองเรียนมาลงมือปฏิบัติเองบ้าง จึงใช้ที่ดินว่างเปล่าของพ่อ อยู่ที่ หมู่ที่ 7 บ้านห้วยฮี ตำบลต้นธงชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปางเพื่อทำการเกษตร

ปี 2555 เขานำรถแทรกเตอร์เข้าไถปรับพื้นที่ เพื่อเตรียมปลูกไม้ผล ตอนนั้นเขาไม่คิดจะปลูกมะม่วง เลย ต่อมาเขามีโอกาสปรึกษาเรื่องการทำสวนผลไม้ กับ ผศ. พาวิน มะโนชัย ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่นเดียวกัน (รุ่น 51) และเป็นอาจารย์ภาควิชาไม้ผลของแม่โจ้ ผศ. พาวิน แนะนำให้เขาปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เพราะเป็นสินค้าขายดี กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ขายได้ราคาสูง และกิ่งพันธุ์หาง่าย คุณเอกภพ จึงตัดสินใจปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ในที่สุด

เดิมทีพื้นที่สวนแห่งนี้ คุณพ่อของคุณเอกภพ เคยซื้อไว้ในราคาเพียง ไร่ละ 500 บาท เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านห้วยฮี ใกล้กับคลองชลประทาน เมื่อขุดดินออกไปถมที่ กลายเป็นสระน้ำที่ซึมจากตาน้ำ ชาวบ้านนำวัวควายเข้ามาเลี้ยงกินน้ำจากสระนี้ ดินดี เหมาะที่จะปลูกพืชอะไรก็ได้ ชาวบ้านที่นี่ส่วนมากทำนากัน เมื่อคุณเอกภพตัดสินใจทำสวนมะม่วง พื้นที่แห่งนี้จึงเป็นสวนมะม่วงแห่งแรกของหมู่บ้าน ที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด ชาวบ้านเรียกสวนมะม่วงนี้ว่า สวนมะม่วงเสี่ยเอก

คุณเอกภพ ซื้อกิ่งพันธุ์มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จำนวน 500 กิ่ง นำมาปลูกตามคำแนะนำของ ผศ. พาวิน มะโนชัย โดยปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 3 เมตร ระยะห่างระหว่างแถว 4 เมตร ขุดหลุมปลูก ขนาด 60×60 เซนติเมตร ใหญ่กว่าปกติที่นิยมขุดหลุม 50×50 เซนติเมตร โดยแยกหน้าดินไว้ด้านหนึ่งคลุกเคล้าปุ๋ยคอกที่หมักทิ้งไว้ 1 ปี รองก้นหลุมด้วยโดโลไมต์ก่อนเอากิ่งพันธุ์ลงปลูกจนครบ 500 กิ่ง แล้วขุดหลุมขนาดเดียวกัน ทำเหมือนกันอีก 700 หลุม เพื่อปลูกต้นตอมะม่วงแก้ว มะม่วงตลับนาค อายุ 8 เดือน สูง 80เซนติเมตร จนเต็มพื้นที่ รวม 1,200 ต้น ในพื้นที่ 20 ไร่ พร้อมปลูกบ้านพักคนงาน 1 หลัง เพื่อให้อาศัยอยู่กับครอบครัวในสวน

การให้น้ำ

ต้นมะม่วงที่ปลูกแต่ละหลุม จะวางหัวมินิสปริงเกลอร์ไว้ประจำต้นทุกต้น ปั๊มแรงดันสูงท่อส่งเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว ส่งไปตามท่อย่อ พีวีซี 2 นิ้ว เป็นสายหลักเข้าไปในสวน ก่อนแยกเข้าท่อหัวสปริงเกลอร์ ขนาด 1/2 นิ้ว (4 หุน) น้ำสูบจากสระน้ำ กว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร ลึก 4 เมตร เป็นน้ำที่ซึมขึ้นมาจากตาน้ำ น้ำใสและมีน้ำซึมอยู่ตลอด เนื่องจากระดับน้ำในสระจะขึ้นๆ ลงๆ

ท่อดูดของปั๊มจึงใช้ท่ออ่อนเพื่อให้อ่อนตัวได้ตามการขึ้นลงของระดับน้ำที่หัวกะโหลกปลายท่อดูดติดกับลูกลอย การให้น้ำปล่อยสลับกัน ปล่อยแต่ละแถว 3-5 วัน ต่อครั้ง หรือความถี่ของการให้น้ำขึ้นอยู่กับสภาพการณ์

เมื่อต้นมะม่วงจากกิ่ง 500 ต้น เจริญเติบโตแตกยอดสมบูรณ์ดี อายุพอจะตัดไปเสียบยอดกับต้นตอแก้วและตลับนาค ทั้ง 700 ต้นแล้ว จึงตัดไปเสียบยอดจนครบ เมื่อใกล้ถึงฤดูหนาวได้สังเกตและคาดการณ์ระยะเวลาแล้วว่า มะม่วงควรจะออกช่อดอก จึงหยุดให้น้ำเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่หน้าแล้งผ่านมาน้ำในสระแห้งไม่เพียงพอ จนต้องเจาะบาดาลลึก 132 เมตร สูบขึ้นมาช่วยและให้น้ำถี่ขึ้นทุก 2 วัน

สวนมะม่วงแห่งนี้ คุณเอกภพ ให้ปุ๋ยคอกหมักค้างปี ปีละ 4 ครั้ง ประมาณต้นละ 5 กิโลกรัม ส่วนปุ๋ยวิทยาศาสตร์ก็ให้ปีละ 4 ครั้ง การใส่ปุ๋ยครั้งแรก เมื่อใกล้จะแตกใบอ่อน จึงให้ปุ๋ย สูตร 25-7-7 ในอัตรา 300-400 กรัม ต่อต้น เป็นเรื่องยากต่อการกะคำนวณปริมาณปุ๋ยที่ใส่ในแต่ละครั้ง จึงบอกให้คนงานใส่ปุ๋ย ครั้งละ 2 กระป๋องของกาแฟกระป๋อง จะได้ปริมาณใกล้เคียงกับ 300-400 กรัม

การใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 2 หลังจากใบอ่อนเปลี่ยนเป็นใบแก่ ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ในอัตราส่วนเท่าเดิม การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 เมื่อใกล้จะออกดอกจึงใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 ใช้ปุ๋ย สูตร 13-13-21 ในอัตราเท่าเดิม และการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 4 ใส่ระยะที่ติดผล ใช้ปุ๋ย สูตร 18-24-24 ในอัตราเดิมเช่นกัน

ต้นมะม่วงที่ปลูกมักพบโรคพืช ได้แก่ โรคแอนแทรกโนส เข้าทำลายใบอ่อน ทำให้ใบบิดเบี้ยวเป็นจุดสีน้ำตาล ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราอมิสตา ส่วนแมลงศัตรูพืชที่พบ ได้แก่ ด้วงงวงกรีดใบ แมลงค่อมทอง เพลี้ยจักจั่นมะม่วง เมื่อพบการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืช คุณเอกภพ จะใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงเซฟวินฉีดพ่นในช่วงแตกใบอ่อน

มะม่วงเริ่มมีช่อดอกจะพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราผสมกับสารเคมีพวกคาร์โบซัลแฟน (carbosulfan) และฮอร์โมนฉีดพ่น ปกติแล้วระยะดอกบานห้ามฉีดพ่นสารเคมี เนื่องจากการฉีดพ่นสารเคมีทำให้ดอกมะม่วงได้รับความเสียหายและสารออกฤทธิ์ของสารเคมีจะทำลายแมลงที่ช่วยผสมเกสร แต่ในช่วงดอกบานมักมีศัตรูเข้าทำลายจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีการฉีดพ่นสารเคมีบ้าง หลังจากมะม่วงติดผลแล้วพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราอีกครั้ง การตัดหญ้าใช้เครื่องตัดหญ้าสะพาย ตัดตามสภาพเหตุการณ์

ผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง

เมื่อมะม่วงอายุได้ 2 ปี บางต้นเริ่มติดผลบ้างแล้ว ให้เด็ดทิ้ง เหลือติดต้นละ 2-3 ผล ห่อด้วยถุงคาร์บอน 2 ชั้น หรือถุงดำ ห่อพร้อมกันหมด ทำให้ไม่รู้ว่าผลไหนแก่พร้อมจะเก็บ คนงานต้องเสียเวลาแกะถุงเพื่อเปิดดูผลที่แก่ ผลผลิตที่ได้ในชุดแรกนี้มีจำนวนน้อยไม่กี่พันผล จึงขายบ้างแจกจ่ายให้กับเพื่อนๆ เพื่อประชาสัมพันธ์สวน จนเข้าสู่ปีที่ 3 ต้นมะม่วงสูงเท่ากับศีรษะ มีความสมบูรณ์เต็มที่ ติดผลมากขึ้น ได้ผลมะม่วงขนาด 11 เซนติเมตร ก่อนห่อด้วยถุงคาร์บอน 2 ชั้น หรือถุงดำ ผศ. พาวิน แนะนำเย็บริบบิ้นสีต่างๆ ติดกับถุงห่อมะม่วงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ซึ่ง คุณเอกภพ กำหนดไว้ 11 สี หรือ 11 ชุด ห่อสัปดาห์ละ 1 สี หรือสัปดาห์ละชุด ไล่ไปเรื่อยๆ จนครบ โดยเด็ดผลที่ไม่สมบูรณ์ มีตำหนิ ผลบิดเบี้ยวออก ให้เหลือผลที่สมบูรณ์ทรงสวยเพียงช่อละ 1 ผล

การเก็บเกี่ยว

ผลมะม่วงเริ่มแก่ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน หรือนับจากติดผล ประมาณ 100-110 วัน ใบมะม่วงเริ่มลู่ลง จึงเริ่มแกะห่อผลมะม่วงชุดแรก สังเกตก้นผลเริ่มมีสีเหลืองจึงค่อยเก็บ เลือกผลที่แก่จัดเพื่อลดการบ่ม ผลมะม่วงที่ได้มีผิวสีเหลืองเข้มอร่ามนวลงามไร้ตำหนิ ผิวเต่งตึง ผลใหญ่ ที่ยังไม่แก่ก็ปล่อยไว้ก่อน รอเก็บในชุดต่อไป ทยอยเก็บไปเรื่อยๆ จนหมดทั้ง 11 ชุด การบริหารจัดการลักษณะนี้ ทำให้มีผลผลิตออกเป็นระยะๆ ไม่มากจนเกินไป ช่วยให้บริหารการตลาดได้ง่าย

การตลาดมักเป็นปัญหาหนักใจสำหรับผู้ที่ไม่ได้เตรียมหาตลาดรองรับไว้ล่วงหน้า มะม่วงติดริบบิ้นชุดแรกที่เก็บได้ ตอนแรก วางแผนขายให้กับร้านขายข้าวเหนียวมะม่วงในตัวเมืองลำปาง แต่ถูกกดราคารับซื้อ จึงเปลี่ยนแผนไปวางขายที่ตลาดสีเขียวหน้า ธ.ก.ส. ลำปาง ได้กระแสการตอบรับที่ดี นอกจากนี้ ภรรยาคุณเอกภพ ชื่อ คุณอำไพ ได้เสนอขายมะม่วงพร้อมข้าวเหนียว ผ่านตลาดออนไลน์ ตลาดให้การตอบรับดีมาก เพื่อนๆ นิยมสั่งซื้อเป็นของฝาก แจกจ่ายให้กับผู้ร่วมงาน

ขณะเดียวกันร้านขายข้าวเหนียวมะม่วงในเมืองเชียงใหม่สั่งซื้อสินค้าทุกสัปดาห์ เพราะช่วงเวลาดังกล่าว มะม่วงสุกในตัวเมืองเชียงใหม่หมดฤดูแล้ว แต่ส่งขายได้ไม่กี่ครั้งมะม่วงก็หมดสวนเช่นกัน ไม่น่าเชื่อว่ามะม่วงจากสวน จำนวน 5 ตัน ขายได้หมดโดยไม่ผ่านตลาดขายส่งหรือตลาดส่งออกที่ผ่านมา เคยมีเพื่อนชาวสวนมะม่วงชวนให้คุณเอกภพ เข้าร่วมกลุ่มเพื่อผลิตมะม่วงส่งออกต่างประเทศ แต่คุณเอกภพ ก็ปฏิเสธไป

การตัดแต่งกิ่งเพื่อลดจำนวนกิ่ง

การตัดแต่งกิ่งเร็วจะทำให้ต้นมะม่วงแตกยอดใหม่ ออกช่อเร็วตามการตัดแต่งกิ่ง เริ่มหลังจากเก็บมะม่วงหมดแล้ว คุณเอกภพจะเลือกตัดกิ่งที่ชี้ลงดิน กิ่งที่พุ่งเข้าหาทรงพุ่ม กิ่งกระโดง กิ่งโคนต้น เพราะกิ่งเหล่านี้มักไม่ออกช่อดอก และรูดใบทิ้งจนทรงพุ่มโปร่ง

ปัจจุบัน นอกจากปลูกมะม่วงแล้ว hdwallpaperia.com สวนของคุณเอกภพ ยังปลูกแก้วมังกร 100 ต้น มะนาวไร้เมล็ด 300 ต้น และไผ่กิมซุ่ง อีก 100 กอ ระบบการให้น้ำไผ่ไม่ต่างไปจากมะม่วง ทำให้มีรายได้หมุนเวียนระหว่างที่มะม่วงยังไม่ให้ผลผลิต คุณเอกภพ ได้ทำสวนส้มสายน้ำผึ้งอยู่ที่บ้านค่ากลาง ตำบลบ้านค่า อำเภอเมืองลำปาง ไม่ห่างกันมากนัก จำนวน 50 ไร่ ปลูกส้มสายน้ำผึ้ง 3,000 ต้น กับมะนาวไร้เมล็ดอีก 1,000 ต้น มีคนงานประจำ 5 คน คุณเอกภพจึงต้องเดินทางไปมาระหว่างสวนส้มและสวนมะม่วงเป็นประจำ

คุณเอกภพ วางแผนก่อสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะม่วงและมะนาว เนื่องจากคุณอำไพได้ทำน้ำมะนาวพร้อมดื่มออกจำหน่าย ตามคำแนะนำของอาจารย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง

แม้คุณเอกภพ จะไม่มีประสบการณ์เรื่องการปลูกมะม่วงมาก่อน แต่โชคดีที่ได้ผู้เชี่ยวชาญด้านไม้ผลมาเป็นที่ปรึกษาการผลิตทุกขั้นตอน ช่วยให้คุณเอกภพพัฒนากิจการสวนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองจนประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก และทำให้คุณเอกภพมีกำลังใจที่จะต่อสู้ในเส้นทางอาชีพเกษตรกรต่อไป ผู้สนใจ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณเอกภพ วิญญาภาพ โทร. (093) 135-3131

กรมวิชาการเกษตร อวดโฉมฝ้ายพันธุ์ใหม่ ตากฟ้า 8 คุณสมบัติพิเศษตอบโจทย์ครบทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค เส้นใยสั้นสีน้ำตาลตามธรรมชาติ ไม่ต้องผ่านกระบวนการฟอกย้อม ให้ผลผลิตสูง ทนทานแมลงศัตรูฝ้าย ต้านโรคใบหงิก อายุการเก็บเกี่ยวสั้น ทรงต้นโปร่งดูแลรักษาง่าย ถูกใจสายรักษ์โลก

ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ฝ้ายเพื่อให้ได้พันธุ์ฝ้ายเส้นใยสั้นสีน้ำตาล ให้ผลผลิตสูง ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูฝ้าย ใช้ชื่อว่า “ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 8”

ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 8 เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ฝ้ายระหว่างฝ้ายเส้นใยสั้น ใบขนที่ทนทานต่อการเข้าทำลายของเพลี้ยจักจั่นฝ้าย คือพันธุ์ AKH4 ซึ่งมีเส้นใยสีขาว ผลผลิตสูง และอายุการเก็บเกี่ยวสั้น โดยใช้เป็นพันธุ์แม่กับพันธุ์ตากฟ้า 3 เส้นใยสั้นสีน้ำตาล และต้านทานต่อโรคใบหงิกใช้เป็นพันธุ์พ่อ จากการประเมินผลผลิต และศึกษาข้อมูลจำเพาะของสายพันธุ์ตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์พืชของกรมวิชาการเกษตร ระหว่างปี 2556-2562 พบว่า ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 8 มีลักษณะเด่นเส้นใยสั้นสีน้ำตาลธรรมชาติ ให้ผลผลิตสูงถึง 154 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อโรคใบหงิก และทนทานต่อการเข้าทำลายของเพลี้ยจักจั่นฝ้าย ตลอดจนมีอายุการเก็บเกี่ยว 117-147 วัน ซึ่งสั้นกว่าพันธุ์ตากฟ้าประมาณ 10 วัน