การปลูกมะนาวเข่งแบบที่กล่าว เราไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยใดๆ

อีกเลย ภายใน 1 ปี เพราะเมื่อมะนาวแทงรากลงไปในกาบมะพร้าวแล้ว เขาจะมีอาหารอย่างดีในกาบมะพร้าวเลี้ยงตัว พร้อมรับปุ๋ยจากมูลสัตว์ที่ใส่ลงไปพร้อมกัน ขออย่างเดียวอย่าให้ขาดน้ำเป็นพอ ลองทำดูนะครับ สักเข่งหรือสองเข่ง การใช้ชีวิตอยู่บนความฝันของคนอื่น อาจมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ไม่มีความสุข เมื่อความฝันของตัวคุณเองถูกละเลย “คุณมุก-ณัชคิรากร ดำชมทรัพย์” เกษตรกรปริญญาโท เมืองแปดริ้ว จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำในบริษัทเอกชน เพื่อไล่ตามความฝันของตัวเองในฐานะเกษตรกร ที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพได้อย่างน่าทึ่ง

จบคอมพิวเตอร์ แต่ได้ดีในสายงานเกษตร คุณมุก-ณัชคิรากร ดำชมทรัพย์ นักศึกษาปริญญาโทรายนี้ สนใจเรียนสายเกษตร ตั้งแต่ ม. 3 ช่วงนั้นธุรกิจคอมพิวเตอร์กำลังบูม คุณแม่แนะนำให้เธอเรียนด้านคอมพิวเตอร์ เพื่อจบแล้วมีงานทำแน่นอน คุณมุก ยอมรับว่า ตอนนั้น เธอยังไม่รู้จักตัวเองมากพอ จึงตัดสินใจเรียนในสาขาธุรกิจคอมพิวเตอร์ ตามความต้องการของคุณแม่ หลังเรียนจบ ในปี 2540 เธอทำงานกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ได้ประมาณ 2 ปี ก็ตัดสินใจลาออก เพื่อทำอาชีพเกษตรที่เธอใฝ่ฝัน

จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอมีสภาพภูมิประเทศเอื้อต่อการเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา คุณมุกจึงตัดสินใจเช่าบ่อกุ้งร้าง เนื้อที่ 20 ไร่ เพื่อนำมาเลี้ยงกุ้งขาว เพราะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไป ต่อมาเจอวิกฤตราคากุ้งตกต่ำ และมีปัญหาโรคกุ้ง จึงเปลี่ยนแนวทางการลงทุนใหม่ นำปลานิลมาเลี้ยงผสมกับกุ้ง และเปิดลู่ทางการค้าขายกุ้งให้ครบวงจรมากขึ้น เช่น ขายลูกกุ้ง และรับไข่กุ้งจากภาคใต้มาขายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง

โชคชะตา ทำให้รู้จัก กล้วยน้ำว้า พันธุ์ปากช่อง 50 คุณมุก บอกว่า เธอรู้จักกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ด้วยความบังเอิญ ช่วงนั้นเพื่อนรุ่นพี่รายหนึ่งในพื้นที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ที่ทำสวนกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 แต่ขายหน่อไม่ได้ เขารู้ว่า คุณมุกเก่งเรื่องการตลาด จึงฝากให้คุณมุกช่วยขายหน่อให้เขาหน่อย คุณมุกช่วยขายหน่อพันธุ์กล้วยปากช่อง 50 ของสวนดังกล่าว ในราคา หน่อละ 35 บาท และรับหน่อพันธุ์กล้วยหอมทองและกล้วยไข่มาขายควบคู่กันไป ปรากฏว่า ช่วง 1 ปี ที่ขายหน่อพันธุ์กล้วย สร้างผลกำไรที่ดี ทำให้เธอสนใจที่จะปลูกกล้วยเพื่อขายหน่อพันธุ์บ้าง

คุณมุก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “กล้วยน้ำว้า พันธุ์ปากช่อง 50” เริ่มเป็นที่รู้จักของตลาดอย่างแพร่หลาย ช่วงประมาณ ปี 2551 กล้วยพันธุ์นี้เป็นผลงานวิจัยของ อาจารย์กัลยาณี สุวิทวัส และคณะ สถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ตอบโจทย์ความต้องการตลาดได้อย่างดีเยี่ยม เพราะมีเครือขนาดใหญ่ น้ำหนักเครือมากกว่า 30 กิโลกรัม จำนวนหวีมากกว่า 10 หวี จำนวนผลต่อหวี ประมาณ 18 ผล ผลกล้วยใหญ่อ้วนดี น้ำหนักผลโดยเฉลี่ยประมาณ 140 กรัม ต่อผล ไส้กลางไม่แข็ง ออกสีเหลือง เนื้อแน่น ผลสุกมีความหวาน 26 องศาบริกซ์ หากปลูกดูแลดี เกษตรกรจะมีผลกำไรจากการขายกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ประมาณ 10,000-12,000 บาท ต่อไร่

หลังจากทำอาชีพเลี้ยงกุ้งขาวไปได้ 10 ปี คุณมุก ก็เรียนรู้ว่า อาชีพการเกษตรมีความเสี่ยงสูงในเรื่องความผันผวนของราคาสินค้า เกษตรกรไม่ว่าจะทำงานเก่งสักแค่ไหน ก็มักตกม้าตายในเรื่องราคาสินค้า ไม่ว่าจะเป็นราคากุ้ง ราคาปลา คุณมุก จึงตัดสินใจปลูกพืชคือ กล้วย เพื่อกระจายความเสี่ยงในการตลาด เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว คุณมุก ปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 บนเนื้อที่ 30 ไร่ ปรากฏว่า กล้วยพันธุ์นี้ ปลูกง่าย ตลาดตอบรับดีมาก จึงมองหาทำเลใหม่เพื่อขยายพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ในอนาคต

กล้วยน้ำว้า ปลูกง่าย ตลาดต้องการสูง

คุณมุก บอกว่า ปลูกกล้วย 1 ต้น จะได้กล้วย 1 เครือ กล้วยเป็นพืชที่มีอายุสั้น ปลูกดูแลง่าย อย่างไรก็ได้กินกล้วยแน่นอน เมื่อคุณมุกเริ่มศึกษาเรื่องกล้วยมากขึ้น จึงรู้ว่า กล้วยน้ำว้า 1 ผล ให้พลังงานถึง 100 แคลอรี อุดมด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุกโทส และกลูโคส มีเส้นใยกากอาหาร ในบรรดากล้วยทั้งหมด กล้วยน้ำว้า มีปริมาณแคลเซียมสูงสุด ยิ่งนำกล้วยน้ำว้าไปปิ้งหรือย่าง ปริมาณแคลเซียมจะยิ่งออกมาเยอะ คนไทยมีทางเลือกในการบริโภคมากขึ้น แทนที่จะกินนมวัว ก็หันมากินกล้วยก็ได้แคลเซียมเช่นกัน

นอกจากนี้ การบริโภคกล้วย ยังได้คุณค่าอาหารประเภทโพแทสเซียมสูงและมีโซเดียม (เกลือ) ต่ำ ในผลกล้วย จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคความดันเลือดสูงและหลอดเลือดแตกได้ ตอนนี้ โรคฮิตของคนไทยคือ โรคกรดไหลย้อน หากกินกล้วยมื้อละ 1-2 ผล ประมาณ 1 เดือน ก็หายขาดจากโรคกรดไหลย้อนได้ แถมกล้วยยังมีวิตามินบี 6 ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย หากบดกล้วยน้ำว้าให้เด็กทารกอายุ 4 เดือน ขึ้นไป โปรตีนที่อยู่ในกล้วย คือ กรดอะมิโนอาร์จินิน และฮีสติดิน จะช่วยในการเจริญเติบโตของทารก ในระยะหลัง คนไทยเริ่มหันมาตระหนักถึงคุณประโยชน์ของกล้วยว่า เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทั้งด้านอาหารและยา ยิ่งทำให้กล้วยขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดในวงกว้างมากขึ้น

เคล็ดลับปลูกกล้วยให้ได้ผลผลิตดี

การปลูกกล้วยให้ได้ผลผลิตที่ดี อันดับแรกต้องเริ่มจากปรับสภาพพื้นที่ปลูกให้มีความเหมาะสมเสียก่อน สำหรับสวนกล้วยของคุณมุกในอดีตเคยเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลามาก่อน เธอจึงปรับสภาพพื้นที่ใหม่เป็นแปลงยกร่อง ขนาดความกว้าง 4 เมตร แม้จะปลูกต้นกล้วยได้ปริมาณน้อย แต่ช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้ดี หลังจากเตรียมแปลงปลูกเสร็จ หว่านปูนขาวเพื่อปรับสภาพความเป็นกรดด่างของดิน หลังจากนั้น จึงค่อยนำหน่อพันธุ์กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 มาปลูก ในระยะห่าง 2×4 เมตร หากใครต้องการปลูกกล้วยน้ำว้ายักษ์ คุณมุก แนะนำให้ปลูกในระยะห่าง 3×4 เมตร หากใครอยากได้กล้วยหวีใหญ่ๆ ควรกำหนดระยะห่างระหว่างต้นให้มากสักหน่อย เพื่อช่วยในเรื่องคุณภาพของกล้วย

กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ปลูกดูแลรักษาง่าย ระวังอย่าให้ต้นกล้วยขาดน้ำ เพราะน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของต้นกล้วย เธอใช้ปุ๋ยหมักบำรุงต้นกล้วยเพื่อประหยัดต้นทุน หลังปลูกจะใส่ปุ๋ยหมักโบกาฉิ ที่ทำจากปุ๋ยขี้ไก่ ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ต้นกล้วยเกิดการเจริญเติบโตทางด้านลำต้น โรยรอบทรงพุ่ม ประมาณ ต้นละ 2 กิโลกรัม

พอเข้าเดือนที่ 4-5 เป็นต้นไป คุณมุก เปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยหมักจากขี้หมูและขี้แดดนาเกลือ เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้ต้นกล้วยได้รับธาตุอาหารประเภทฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ทั้งนี้ ต้นกล้วยจะให้ผลผลิตเร็วหรือช้า ก็ขึ้นกับสภาพภาวะอากาศและการดูแลเป็นสำคัญ สำหรับสวนกล้วยของคุณมุก เมื่อปลูกได้เดือนที่ 7-8 ต้นกล้วยจะเริ่มแทงปลีออกมา รอไปอีก 3-4 เดือน ก็สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว

ด้านตลาด

คุณมุก แนะนำว่า ระหว่างที่ปลูกกล้วยในช่วงเดือนที่ 1-8 เกษตรกรควรมองหาตลาดรับซื้อผลผลิตไว้ล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงทางการตลาด ผลผลิตกล้วยรุ่นแรกที่เก็บขาย ประมาณ 4-5 ตะกร้า คุณมุก นำไปฝากขายหน้าร้านขายอาหารสัตว์ในท้องถิ่น ออกจากร้านไม่ถึง 15 นาที เจ้าของร้านโทรศัพท์มาบอกว่า กล้วยขายหมดแล้ว เพราะกล้วยสวย แม่ค้าเหมาซื้อทั้งหมด ในราคาหวีละ 25 บาท สร้างความภูมิใจให้กับเธอมาก เพราะเป็นผลผลิตรุ่นแรกที่นำออกขาย

ทุกวันนี้ คุณมุก ก็เน้นขายกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ให้กับแม่ค้าแผงในตลาดสด และแม่ค้ากล้วยทอด โดยอาศัยวิธีแนะนำตัวและแจกนามบัตรกับแม่ค้าให้รู้จักว่า สวนของเธอปลูกกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 หากแม่ค้าต้องการผลผลิตช่วงไหน โทร.สั่งซื้อได้ มีสินค้าส่งถึงมือได้ตลอด อาศัยเทคนิคการขายลักษณะนี้ ทำให้เธอมีฐานลูกค้ากระจายอยู่ในตลาดท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก

แนะปลูกกล้วยตามใจตลาด

คุณมุก บอกว่า ก่อนตัดสินใจปลูกกล้วย ควรศึกษาแหล่งที่รับซื้อด้วยว่า ตลาดต้องการกล้วยพันธุ์ไหน หากตลาดต้องการซื้อกล้วยเพื่อนำไปแปรรูปในลักษณะกล้วยตาก ควรปลูกกล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง หากตลาดต้องการซื้อเพื่อทำกล้วยทอด กล้วยฉาบ ควรปลูกกล้วยพันธุ์ปากช่อง 50 เพราะเป็นพันธุ์กล้วยที่ให้ผลผลิตสูง สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี กล้วยพันธุ์ปากช่อง 50 ที่ปลูกรุ่นแรก จะมีขนาดผลใหญ่ เท่าขวดกระทิงแดง กล้วย 1 ผล จะผ่าได้ 4 ชิ้น เมื่อนำไปทำกล้วยทอด แม่ค้าจะชอบมาก เพราะขายแล้วได้กำไรงาม

แนะปลูกกล้วยบนคันนา สร้างรายได้ก้อนโต

การปลูกกล้วยของแต่ละพื้นที่ ไม่เหมือนกัน คุณมุก มีโอกาสสำรวจพื้นที่การทำเกษตรในรัศมี 30 กิโลเมตร รอบจังหวัดอุบลราชธานี พบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขตนาข้าว ที่มีศักยภาพในการปลูกกล้วยน้ำว้าได้มากมายมหาศาล เพียงแค่ปลูกกล้วยน้ำว้าบนคันนาสัก 1-2 กอ ต่อครัวเรือน ก็จะมีกล้วยสำหรับบริโภคในครัวเรือนและส่งขายตลาด หากใครมีผืนนา 30 ไร่ ปลูกกล้วยล้อมรอบคันนา ก็มีโอกาสสร้างรายได้ก้อนโต จากการขายหน่อกล้วย ขายผลกล้วย ป้อนเข้าตลาดสด หรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่าน ลมหนาวพัดมาวอยๆ กรุ่นกลิ่นควันไฟในไอหนาวทำให้นึกถึงบรรยากาศแบบบ้านน้อกบ้านนอก หาเผือกหามันมาหมกในขี้เถ้า คนก็ได้อิงไออุ่น มีปลาก็เอามาใส่ตับไม้ปิ้งย่างกัน ได้อรรถรสแห่งวิถีที่เรียบง่ายและงดงาม นึกถึงความไม่เร่งรีบในเมืองที่รีบเร่ง ผมพลอยยิ้มด้วยความสุขในห้วงคำนึง

ช่วงนี้เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยว หากเป็นสมัยก่อนเราจะได้เห็นวัฒนธรรมการลงแรงช่วยกันทำงาน หรือที่เรียกว่า “ลงแขก” จากบ้านนี้ไปบ้านนั้นบ้านโน้น จนวนมาครบทุกแปลงนา เกี่ยวข้าว ตากข้าว มัดข้าว รวมลาน นวด สี ฝัด กระทั่งขนเข้ายุ้งฉาง กิจกรรมอันหลากหลายล้วนใช้แรงงานของคนในชุมชนด้วยกัน ทั้งญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ทุกคนใช้แรงมาแลกกันทำงาน หุงข้าวทำกับข้าวเลี้ยงดูกัน การทำงานก็สนุก มีเรื่องราวมากมายให้ได้พูดคุยหัวเราะหัวใคร่กัน

ปัจจุบันทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไป กิจกรรมการเกษตรอาศัยพลังงานเครื่องจักรกลมากขึ้น การไปมาหาสู่ของผู้คนก็ลดลง กิจกรรมต่างๆ ที่ชุมชนเคยมีก็หดหายไป พร้อมกับการย่างก้าวเข้ามาของระบบทุนนิยม ชาวนาบางส่วนต้องขายที่ดินเพื่อใช้หนี้ทั้งในและนอกระบบ การทำนาเพียงขายข้าวเปลือกสร้างปัญหาเรื่องราคาอยู่ทุกฤดูกาลผลิต ในขณะที่ราคาข้าวสารแพงอยู่ตัว แต่ราคาข้าวเปลือกกลับต่ำชั้นจนมิอาจเทียบได้ ไม่รู้จะมีใครมาช่วยดูแลในส่วนนี้

ผมรู้จักกับ เจ๊อ้วนอ่างทอง มาหลายปี เรียก พี่อ้วน เจ๊อ้วนบ้างตามแต่ใจอยากเรียก ชื่อจริงของแกคือ นางสาวณหทัย น้ำดอกไม้ เบอร์โทร. (094) 342-1789 เกษตรกรคนเก่งแห่งบ้านโพสะ อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ผู้ที่ใช้พื้นที่ไม่มากมาสร้างมูลค่าให้มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่เดือดร้อน โดยตัวเจ๊อ้วนเองนั้นเรียนจบวิทยาลัยเกษตรกรรม สาขาพืชสวน แล้วชีวิตก็จับพลัดจับผลูไปสร้างตัวตนในนามสื่อมวลชนสายปศุสัตว์ เปิดหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวของโคมากมายหลายเล่ม อาทิ ฅนโคบาล, ยินดีไทยแลนด์, ครบเครื่องเรื่องอินดูบราซิล, สุดยอดโคงามอินดูบราซิล ฯลฯ

“สถานการณ์ตอนนั้น เป็นยังไงบ้างครับพี่” “รวยสิ ขายน้ำเชื้อกันรวยสุดๆ มีพ่อโคงามๆ ที่สร้างชื่อให้เจ้าของมากมาย ทั้งอาเสี่ย นักการเมือง และผู้คนทั่วไป” “คงอิ่มตัวนะ หนังสือเริ่มอืด เรียกว่าสื่อสิ่งพิมพ์เริ่มไปไม่ไหว ก็เลยเลิก กลับมาบ้านดีกว่า”

มีเงินติดตัวกลับมา 1 ก้อน เจ๊อ้วนก็มีโจทย์ใหม่ จะทำอะไรกินดีหนอ? หันไปมองดูที่ดินที่มีแปลงหนึ่งเนื้อที่ 3 งาน ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ มีเพียงหญ้าและวัชพืชปกคลุม ประกอบกับในช่วงนั้นสื่อสารกันในโซเชียลจนสร้างกลุ่มชุมชนคนแบ่งปัน มีการแจก แลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์กันไปปลูกทั่วประเทศ ในช่วงนั้นเจ๊อ้วนก็ได้รับความเมตตาจาก พี่เพชร ที่อยู่ประเทศไต้หวัน พี่เพชรจะแจกเมล็ดผลไม้ที่ชิมแล้วอร่อยส่งมาให้แจกในกลุ่ม และเจ๊อ้วนก็เลยทดลองเพาะ ปลูก ดูแลอยู่ ส่วนมากจะเป็นเมล็ดฝรั่งที่พี่เพชรชิมแล้วอร่อยถูกใจ ทั้งไส้แดงและไส้ขาว

เมื่อผ่านไปปีครึ่ง ฝรั่งเริ่มมีผลผลิต เจ๊อ้วนก็จะคัดสายพันธุ์ที่ตั้งเป้าไว้คือ ดก รสอร่อย ต้นอื่นที่ไม่ผ่านก็ตัดทิ้ง และจากโลกของโซเชียลนั่นเอง ในวันหนึ่งเจ๊อ้วนถ่ายภาพต้นฝรั่งที่ดกๆ ในสวน ผ่าให้เห็นไส้ในสีแดงน่ากินยิ่งนัก และส่งผ่านในกลุ่มให้พี่เพชรชม ซึ่งเราจะรียกว่าเป็นการส่งการบ้าน นอกจากพี่เพชรแล้ว สมาชิกท่านอื่นก็เห็นภาพนั้นด้วยและอยากได้บ้าง จึงเป็นที่มาของการเริ่มตอนกิ่งขยายพันธุ์ ส่วนหนึ่งปลูกเอง และส่วนหนึ่งก็จำหน่ายให้สมาชิก

ปัจจุบัน ในสวนเจ๊อ้วนมีสายพันธุ์ฝรั่งที่เกิดจากการเพาะเมล็ดและคัดสายพันธุ์ไว้ได้ 6-7 สายพันธุ์ เช่น หงซิน หงส์แดง ไข่มุกแดง ไข่มุกขาว น้ำดอกไม้ เพชรโพสะ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ก็จะมีความแตกต่างกันที่รูปทรงผล ขนาดผล สีของไส้ใน กระทั่งรสชาติ แต่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ดกและรสอร่อยทั้งนั้น

ที่สวนในพื้นที่ 3 งาน เริ่มเต็ม จึงหันมาผลิตฝรั่งเป็นเรื่องเป็นราว ไม้อื่นๆ ที่ตอนแรกก็ปลูกผสมผสานมากมายก็ถึงเวลาต้องเชิญออก มะรุม น้อยหน่า กล้วย มะละกอ มัลเบอรี่ ฟิกส์ มะนาว เพกา ถูกตัดคืนพื้นที่เพื่อปลูกฝรั่ง และยังมีอีกแปลงในพื้นที่ 5 งาน ก็ลงฝรั่งทั้งหมด เรียกว่าเดินมาถูกทางแล้ว แม้จะขาดแคลนน้ำ แต่ก็อาศัยน้ำประปามาช่วยอยู่บ้าง พี่อ้วนวางแผนการทำสวนแบบพอเพียง ส่วนหนึ่งก็เพราะพี่อ้วนเองก็อยู่ในกลุ่ม 1 ไร่ พอเพียง อยู่แล้วด้วย กิจกรรมที่ทำสอดคล้องกับทางกลุ่ม คือ ทำให้พื้นที่เพียง 1 ไร่ ให้สามารถสร้างอาหารและเลี้ยงตัวเองให้ได้ โดยเจ๊อ้วนตั้งเป้าให้ตัวเองในการสร้างรายได้จากสวน สัปดาห์ละ 3,000 บาท

ถามถึงเทคนิคการทำสวนฝรั่งของเจ๊อ้วน หนึ่ง คือคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดี ผลดก รสชาติต้องอร่อย การขยายพันธุ์ที่สวนจะเน้นการตอนกิ่งเท่านั้น เพราะพิสูจน์แล้วว่าปลูกจากกิ่งตอนจะโตเร็วกว่า แข็งแรงกว่า การทำแปลงโดยการยกร่องเป็นลูกฟูกก็สำคัญ เพราะอ่างทองมักเจอน้ำท่วมในช่วงหน้าน้ำบ่อยๆ เรายกร่องไว้ก่อนจะดีกว่า ปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยคอกเป็นหลัก ทั้งขี้วัว ขี้นกกระทา เมื่อติดผลเล็กขนาดหัวแม่มือก็ต้องห่อไว้หน่อย ไม่งั้นแมลงวันทองมาเจาะเสียหายหมด

การปลูกจากกิ่งตอนเจ๊อ้วนแนะนำว่า ให้นำไปชำในถุงดำ หรือกระถาง ไว้สัก 15-20 วัน ในที่รำไร ให้รากเต็มสักนิด แล้วค่อยเอามาปลูก แนะนำให้ขุดหลุม ขนาด 50x50x50 ผสมปุ๋ยคอกกับดินเก่าคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำกิ่งที่ชำแล้วลงปลูก ปักไม้แล้วมัดให้แน่นกันลมโยก กลบดินและรดน้ำให้ชุ่ม ระยะปลูกที่เหมาะสมก็อาจเป็น 4×4 หรือ 3×3 ดูแลเรื่องหญ้า เรื่องน้ำให้ดี พออายุได้ 5-6 เดือน ก็เริ่มให้ติดผลได้แต่ไม่เยอะ เพราะต้นยังสาวยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ จนอายุได้สัก 1 ปี ค่อยปล่อยให้ติดผลเต็มที่

“พี่ หากมีสมาชิกมาขอดูงานพี่สะดวกไหมครับ”

“ได้เลย โทร.มานัดก่อนนะ (094) 342-1789 หากบอกว่าอ่านเจอจากเทคโนโลยีชาวบ้านจะมีพิเศษให้ด้วย” ผู้เขียนและทีมงานได้มีโอกาสขึ้นเหนือไปที่อำเภองาว จังหวัดลำปาง อำเภองาว อยู่ห่างจากตัวจังหวัดลำปาง ประมาณ 80 กิโลเมตร หมายถึงในเขตของตัวอำเภองาว แต่สำหรับสวนไผ่ซางหม่น และไผ่หวาน ของ น้องเปา จะอยู่กึ่งกลาง ระหว่างตัวจังหวัดลำปางและอำเภอ คืออยู่ห่างจากอำเภองาว ประมาณ 25 กิโลเมตร คือตำบลบ้านหวด หมู่ที่ 5 สมัยแต่ก่อนนั้นในละแวกนี้เรียกว่าเป็นป่าดงดิบเลยก็ว่าได้ เพราะอยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัดลำปาง เกือบ 100 กิโลเมตร อยู่ห่างจากจังหวัดพะเยา ประมาณ 50 กิโลเมตร

น้องเปา หรือชื่อจริงว่า คุณสุสาณี นันท์ตา เธอเล่าให้ฟังว่า เว็บ SBOBET พ่อแม่ของเธอเป็นคนจังหวัดแพร่ อยู่ที่อำเภอร้องกวาง เธอได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ ชั้น ม.3 แล้วต้องออกจากการเรียน ตามพ่อแม่มาทำไร่ข้าวโพดและค้าขายที่อำเภองาว อยู่ห่างจากจังหวัดแพร่ ประมาณ 140 กิโลเมตร น้องเปา เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (อายุ 34 ปี) เธอเล่าว่า ตอนอพยพมาทำไร่ข้าวโพด พ่อได้เช่าที่ดินเขา 10 ไร่ ทำพืชไร่ คือ ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ซึ่งค่าเช่าสมัยนั้นราคาไม่กี่บาท เป็นที่ดินติดถนนใหญ่

สมัยนี้เป็นถนนลาดยาง แต่ก่อนนั้น (20 กว่าปี) เป็นถนนลูกรัง มีฝุ่นแดง ที่ดินละแวกนี้จึงราคาไม่สูงเหมือนในปัจจุบัน ลุงประดิษฐ์ นันท์ตา พ่อของน้องเปา ได้รับการชักชวนจากญาติๆ มาทำไร่ข้าวโพด บริเวณพื้นที่เสื่อมโทรม พ่อของน้องเปาปลูกข้าวโพด ข้าวฟ่าง ทุกปี เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ปลูกข้าวโพดได้ปีละ 2 ครั้ง สมัยนั้นทางราชการไม่เข้มงวด ใครอยากปลูกพืช เกษตรกรก็จับจองเอาได้เลย

เวลาผ่านไป 20 กว่าปี ตอนหลังทางราชการได้ออกเอกสารให้เป็นที่ดินเพื่อเกษตร คือ เอกสาร ส.ป.ก.4-01 จำนวน 20 ไร่ น้องเปาก็เลยชวนพ่อกับพี่ชายปลูกพืชยืนต้นแทนพืชไร่ อย่าง ข้าวโพด เพราะข้าวโพดนั้นได้เงินเร็วก็จริง แต่ต้นทุนในการปลูกก็เยอะ เช่น ค่าไถพรวนดิน ค่าเมล็ดพันธุ์ โดยเฉพาะค่าปุ๋ย (เคมี) รวมต้นทุนแล้วไม่ใช่น้อย

ถ้าไม่ใช้ปุ๋ยเคมีก็จะไม่ได้ฝักข้าวโพดมาขายได้ หักลบต้นทุนแล้ว ชาวไร่ข้าวโพดเหลือกำไรเพียง 10% หรือ 20% เท่านั้น ถ้าปีไหนข้าวโพดราคาถูกก็แทบไม่เหลืออะไร ชีวิตชาวไร่ข้าวโพดก็ต้องจมอยู่กับความยากจนตลอดไป แต่มีข้อดีอยู่ คือ กลุ่มเกษตรกรเหล่านี้เขาอยู่ใกล้ป่า หาของป่ามาขายเป็นรายได้เสริม เช่น ไข่มดแดง เห็ด หน่อไม้ ฯลฯ ในฤดูฝน

น้องเปา เล่าว่า พ่อแม่ได้พาเธอมาเป็นเกษตรกรทำไร่ข้าวโพด อาศัยข้าวโพดอย่างเดียวตายแน่ แม่ก็เลยเปิดร้านขายของชำในหมู่บ้าน อาศัยขายได้เล็กๆ น้อยๆ เพราะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในป่า ต่อมาเธอได้แต่งงานกับข้าราชการกรมป่าไม้ มีตำแหน่งเป็นป่าไม้อำเภอ คือ คุณอภิชาติ อรรถพร

ปัจจุบัน คุณอภิชาติ อายุได้ 51 ปี กินตำแหน่งป่าไม้อำเภอ ที่อำเภอสบปราบ และอำเภอแจ้ห่ม คุณอภิชาติ เป็นคนภาคใต้ แต่ได้มาหลงรักสาวเหนือที่จังหวัดแพร่ คุณอภิชาติ จบที่โรงเรียนป่าไม้จังหวัดแพร่ เป็นรุ่นก่อนสุดท้าย หลังจากนั้นโรงเรียนป่าไม้แพร่ถูกยุบไป และจบปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อได้คุณอภิชาติมาช่วยงานก็เลยทำให้งานเกษตรของน้องเปาสำเร็จก้าวหน้า