การปลูกส้มโอของคุณป้าจำเริญในรุ่นแรกมีข้อจำกัดทางด้านพื้นที่

ดังนั้น ระยะปลูกต้นส้มโอเลยกำหนดไว้ 5×6 เมตร พอมาในรุ่นใหม่มีเนื้อที่มากขึ้นจึงขยายระยะปลูกเป็น 6×6 เมตร เพื่อต้องการให้กิ่งใบขยายออกไป สามารถเก็บสะสมอาหารได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกส้มโอได้ประมาณ 25-35 ต้น

ส้มโอหอมควนลัง ใช้เวลาปลูกประมาณ 2-3 ปี จึงเริ่มให้ผลผลิต ในระยะแรกผลผลิตอาจได้จำนวนไม่มาก ลักษณะรูปร่างและขนาดผลยังไม่ได้มาตรฐานนัก ให้เกษตรกรผู้ปลูกหมั่นรดน้ำ ใส่ปุ๋ย อย่างสม่ำเสมอ ครั้นเมื่อย่างเข้าปีที่ 4 ต้นส้มโอมีความสมบูรณ์เต็มที่สามารถให้ผลผลิตได้สูงถึงต้นละกว่าร้อยผล

สวนส้มโอของคุณป้าจำเริญมุ่งเน้นการผลิตส้มโอที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเน้นการปลูกแบบอินทรีย์ การกำจัดหญ้าด้วยวิธีตัด แล้วใส่ปุ๋ยคอกบำรุงต้นเป็นขี้วัวใส่ในช่วงแรก กระสอบละ 3-4 ต้น จากนั้นเมื่อต้นมีขนาดใหญ่ ให้ใส่จำนวน 2 ครั้ง คือก่อนเก็บผลผลิต และหลังเก็บผลผลิตหมดแล้ว โดยใส่ต้นละ 1 กระสอบ พร้อมกับตัดแต่งกิ่งเพื่อพักต้น

ขณะเดียวกันในช่วงที่ส้มโอติดดอกคุณป้าจำเริญจะเก็บเฉพาะดอกที่สมบูรณ์และมีขนาดใหญ่ไว้เท่านั้น ส่วนดอกที่มีขนาดเล็กไม่สมบูรณ์จะตัดทิ้ง โดยจะเริ่มห่อด้วยถุงกระเทียมเมื่อผลส้มโอมีขนาดสักนิ้วก้อย ทั้งนี้เพื่อป้องกันแมลงศัตรูเข้ามาทำลาย เนื่องจากไม่มีการฉีดพ่นสารเคมีแต่อย่างใด ทำให้สามารถเก็บผลผลิตได้ทั้งหมดโดยไม่มีความเสียหายเลย

คุณป้าจำเริญ บอกว่า ช่วงที่ส้มโอหอมควนลังให้ผลผลิตมากที่สุดคือ ราวเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ผลผลิตที่ได้ในช่วงฤดูกาลจะมีจำนวนเกือบ 2 ตัน น้ำหนักผลที่ได้มาตรฐาน ประมาณ 1.2-1.5 กิโลกรัม ในแต่ละปีจะมีลูกค้ามาสั่งจองไว้ล่วงหน้า มีทั้งซื้อไว้รับประทาน และเป็นของแจก อีกทั้งยังต้องเก็บผลผลิตบางส่วนไว้เพื่อนำไปขายในงานวันส้มโอที่ทางเทศบาลจัดขึ้นเป็นประจำ จึงทำให้จำนวนส้มโอไม่ค่อยพอขาย ดังนั้น ในช่วงฤดูกาลจึงมีรายได้จากการขายส้มโอถึงแสนกว่าบาท

การเก็บผลผลิตส้มโอของคุณป้าจำเริญจะปล่อยให้แก่จัดที่ต้นเพื่อรักษาคุณภาพรสชาติและความสมบูรณ์ของผลไว้ ทั้งนี้วิธีดูว่าส้มโอแก่จัดแล้วควรเก็บผลผลิตได้หรือยัง คุณป้าจำเริญบอกว่าให้นับเวลาตั้งแต่เริ่มห่อผลไปเป็นเวลา 6 เดือน หรือให้สังเกตสีผิวเปลือกจะมีสีเขียวอมเหลือง มีต่อมน้ำมันขยายเต็มที่แล้วให้เก็บทันที เพราะมิเช่นนั้นรสชาติจะเปลี่ยนไป ไม่หวาน โดยต้องใช้กรรไกรตัดกิ่งบริเวณก้านผลให้เหลือสั้นที่สุด

ส่วนทำไมเนื้อผลจึงมีสีแดง คุณเดชา ลูกชายบอกว่า ความจริงแล้วส้มโอพันธุ์นี้มีเนื้อสีแดงอยู่แล้ว เพราะเป็นพันธุ์เก่าแก่ แต่ที่มีความโดดเด่นน่าจะเรื่องรสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อล่อนแน่น ไม่มีเมล็ด แล้วแตกต่างจากที่อื่นแม้จะปลูกไม่ไกลกัน อาจเป็นเพราะคุณสมบัติของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่มาจากการมีแม่น้ำและคลองหลายสายทำให้พัดพาตะกอนธาตุอาหารสำคัญขึ้นมาทับถมในเนื้อดิน จึงทำให้ดินมีความสมบูรณ์ แล้วยังมีแต่ความชุ่มชื้น

คุณป้าจำเริญ บอกถึงการขายส้มโอว่า ในสมัยก่อนชาวบ้านขายกันเป็นผล ไม่มีการกำหนดขนาดชัดเจน โดยกำหนดราคาขาย ผลละ 25-30 บาท พอมาในช่วงที่ทางเทศบาลเข้ามาส่งเสริม ได้มีการกำหนดราคาตามขนาดผล ซึ่งขึ้นอยู่กับมาตรฐานการวัดเส้นรอบผล โดยมีการตั้งราคาไว้ ตั้งแต่ 50, 60, 70, 80, 90 และ 100 บาท

โดยธรรมชาติของส้มโอพันธุ์นี้ไม่มีเมล็ด ดังนั้น การขยายพันธุ์จึงต้องใช้วิธีตอนกิ่งเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องดีเพราะทำให้ได้ต้นพันธุ์ที่สมบูรณ์ไม่เพี้ยนหรือกลายพันธุ์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม สวนคุณป้าจำเริญจึงมีกิ่งตอนไว้จำหน่ายในราคา กิ่งละ 120 บาท แล้วคุณป้าจำเริญบอกว่าถ้าใครต้องการกิ่งตอนยังไม่รับปากด้วยว่าจะมีขายหรือไม่ เพราะทำไม่ทัน

ทุกวันนี้ สินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกมีมูลค่ารวม 3 ล้านล้านบาท มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงปีละ 20% อันเป็นผลมาจากการที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพมากขึ้น การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ช่วยให้เกษตรกรผู้ผลิตมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จูงใจให้เกษตรกรทั่วโลกหันมาปลูกสินค้าเกษตรอินทรีย์กว่า 318 ล้านไร่ ใน 183 ประเทศ

ในขณะที่ประเทศไทยมีพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ประมาณ 3 แสนไร่ ตัวเลขพื้นที่ปลูกมากเป็น อันดับที่ 8 ของเอเชีย และเป็นอันดับที่ 60 ของโลก สินค้าเกษตรอินทรีย์สำคัญของไทย ได้แก่ กะทิ เครื่องแกง ซอส มูลค่า 1,201 ล้านบาท ข้าว 552 ล้านบาท และอื่นๆ เช่น มะพร้าวน้ำหอม ชา กาแฟ และสมุนไพร 558 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวม 2,310 ล้านบาท มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ต่ำกว่าปีละ 10%

ดังนั้น “ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์” จึงเป็นโอกาสและความหวังของเกษตรกรและรัฐบาลไทย ในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในอนาคต รัฐบาลจึงกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เพื่อผลักดันประเทศไทยก้าวเป็นผู้นำตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในเวทีตลาดโลก

กระทรวงพาณิชย์ ได้บูรณการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ฯลฯ ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ขยายพื้นที่การปลูก เผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ควบคู่กับการลดต้นทุนการผลิต พัฒนาตลาดสินค้าและบริการ รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ยกระดับคุณภาพสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ

หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ “ORGANIC VILLAGE”

กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดสินค้าอินทรีย์ ปี 2560-2564 ภายใต้วิสัยทัศน์ “ไทยเป็นผู้นำด้านการผลิต การค้า และการบริโภคสินค้าอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน” โดยจัดตั้ง หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์“ORGANIC VILLAGE” ไม่ต่ำกว่าปีละ 4 หมู่บ้าน เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายควบคู่กับการขยายตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ และเพิ่มขีดความสามารถด้านการแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์ในแต่ละชุมชนเป้าหมาย

กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์ทั่วประเทศสำรวจและประเมินพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับจัดตั้ง “หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ ORGANIC VILLAGE” โดยมีกติกาว่า ชุมชนดังกล่าวจะต้องมีเกษตรกรไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ของครัวเรือนทั้งหมด ที่พร้อมปรับตัวเข้าสู่ระบบการทำเกษตรอินทรีย์ สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตได้จะใช้บริโภคภายในชุมชนก่อน ส่วนที่เหลือจากการบริโภคจะขายเข้าสู่ตลาดภายนอก

ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการจัดตั้งหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ไปแล้ว 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านริมสีม่วง ตำบลริมสีม่วง อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ หมู่บ้านทัพไทย ตำบลทมอ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ หมู่บ้านโสกขุมปูน ตำบลนาโส่ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร และหมู่บ้านห้วยพูล จังหวัดนครปฐม

ในปี 2560 กระทรวงพาณิชย์ได้ขยายพื้นที่เป้าหมายอีก 4 แห่ง ในจังหวัดนครพนม จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดลพบุรี และจังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดตั้งหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์อีก 2 แห่ง คือหมู่บ้านหนองสะโน ตำบลดอนนางหงส์ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม และหมู่บ้านหนองหอย ตำบลกุดชุมแสง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ

“ชัยภูมิโมเดล” หุบเขาอินทรีย์แห่งแรกของไทย

“เกษตรอินทรีย์” เป็นอาชีพทางเลือกของเกษตรกรชาวชัยภูมิ ที่ต้องการยกระดับคุณภาพผลผลิตให้มีคุณภาพดีและมีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของตลาด การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ยังช่วยให้ขายสินค้าได้ราคาสูงขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ช่วยให้ผู้ซื้อมีทางเลือกในการบริโภคสินค้าที่ปลอดจากสารเคมีตกค้างมากขึ้นด้วย

“จังหวัดชัยภูมิ” ได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง เพราะมีพื้นที่ลุ่มอยู่ประมาณร้อยละ 45 อยู่ใกล้แม่น้ำชี ทำให้มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ แถมตัวเกษตรกรก็เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรม ขณะเดียวกัน “จังหวัดชัยภูมิ” ก็มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาอาชีพการเกษตร มุ่งส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิดความเข้มแข็งในภาคการผลิต นับเป็นปัจจัยบวกที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาอาชีพการเกษตรของจังหวัดชัยภูมิ

อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เป็นเขตพื้นที่ป่าผืนใหญ่ ที่มีความอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดชัยภูมิหลายชนิด เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง กล้วยหอมทอง ที่มีมูลค่าการส่งออกปีละกว่า 100 ล้านบาท โดยเฉพาะพื้นที่หมู่บ้านหนองหอย ตำบลกุดชุมแสง เป็นชุมชนที่เข้มแข็งมาก ทางกลุ่มได้ผลักดันให้มีการผลิตเกษตรอินทรีย์กระจายตัวไปยังหมู่บ้านอื่นๆ โดยรวมตัวกันทำ “เกษตรแปลงใหญ่” ตามนโยบายรัฐบาล พร้อมเชื่อมโยงการตลาดและนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วย

ตำบลกุดชุมแสง อำเภอหนองบัวแดง เป็นหุบเขาที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม เขตปกครองนี้ประกอบด้วย 18 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านหนองหอย บ้านหนองแก บ้านภูมิมะค่า บ้านห้อหว้า บ้านหัวนาคำ บ้านกุดชุมแสง บ้านทุ่งแลนคา บ้านใหม่นาดี เป็นต้น สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชัยภูมิได้สำรวจพบว่า ชุมชนแห่งนี้มีความเข้มแข็ง ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แบบผสมผสานในวิถีเกษตรอินทรีย์ทั้งหุบเขา “กลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติหนองบัวแดง” เป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์แห่งแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand พ.ศ. 2560 ก่อนกระจายไปยังสินค้าเกษตรประเภทอื่นๆ

ปัจจุบัน สินค้าอินทรีย์ของชุมชนแห่งนี้มีวางจำหน่ายในร้านเลมอนฟาร์ม และร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าอินทรีย์ทั่วประเทศ ชาวบ้านในชุมชนดำรงชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พวกเขาดูแลบริหารจัดการในชุมชนอย่างเป็นระบบ เช่น การใช้พลังงานสะอาด (โซลาร์เซลล์) ฯลฯ รวมทั้งพัฒนาเครือข่ายเชื่อมโยงการตลาด เพื่อซื้อขายสินค้าในกลุ่มเกษตรอินทรีย์ต่างๆ ในพื้นที่อำเภอหนองบัวแดง 7 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มนาแปลงใหญ่หนองบัวแดง นโยบายการทำเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ถือเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การเป็นนาแปลงใหญ่ โดยการรวมกลุ่มเกษตรกรเข้มแข็ง จำนวน 30 รายขึ้นไป ให้มีพื้นที่จำนวน 300 ไร่ขึ้นไป เพื่อการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่ และการเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ในวงเงิน 10 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0.01% ในระยะเวลา 5 ปี โดยผู้จัดการแปลงที่มีความเข้มแข็ง จะเชื่อมโยงการบูรณาการของหน่วยงาน โดยให้ความรู้ด้านการผลิต และช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ นอกจากนี้ สหกรณ์และพาณิชย์จังหวัดจะจัดการในเรื่องการตลาดโดยดำเนินโครงการจับคู่ธุรกิจระหว่างเกษตรกรกับผู้ซื้ออีกด้วย

กลุ่มวิสาหกิจกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกหนองบัวแดง เนื่องจากกล้วยหอมทองเป็นไม้ผลที่ต้องการสูงในตลาดญี่ปุ่น กล้วยหอมทองจึงกลายเป็นพืชความหวังใหม่ของชุมชนบ้านหัวนาคำ ตำบลถ้ำวัวแดง อำเภอหนองบัวแดง การผลิตกล้วยหอมทองแต่ละรอบจะใช้เวลาปลูกถึงการเก็บเกี่ยว 8-10 เดือน ผลผลิตเฉลี่ย 4,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคากิโลกรัมละ 18 บาท สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรประมาณ 30,000-40,000 บาท ต่อไร่

กลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติหนองบัวแดง
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านหนองบัวแดง
กลุ่มส่งเสริมอาชีพคนพิการทอผ้าขาวม้าหนองบัวแดง
กลุ่มผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านนาทุ่งใหญ่
กลุ่มเกษตรอินทรีย์ระบบ PGS
นอกจากนี้ ยังได้เชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดไปยังพื้นที่ใกล้เคียง คือกลุ่มเกษตรอินทรีย์ระบบ PGS อำเภอเกษตรสมบูรณ์

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงพื้นที่หารือร่วมกับภาคเอกชนและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อินทรีย์ อำเภอหนองบัวแดง และอำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ เพื่อติดตามการทำเกษตรอินทรีย์ของชุมชน พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนแห่งนี้เป็นต้นแบบของหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ (Organic Valley) แห่งแรกของไทย เนื่องจากเกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีระบบการบริหารจัดการที่ดี ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง สร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรในภูมิภาคอื่นต่อไปด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ วางแผนส่งเสริมด้านการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชน มุ่งพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศ เช่น สร้างเครือข่ายกับเกษตรกรไทย (Opportunity on Organic Farm) รับซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอินทรีย์จากชุมชนต่างๆ การส่งเสริมการขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ร่วม โมเดิร์นเทรดและห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ด้านตลาดต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จะสร้างเครือข่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ร่วมกับสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐอเมริกา นำสินค้าไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ระดับโลก เช่น ANUGA BioFach และ All Things Organic เป็นต้น

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ วางแผนผลักดันให้ไทยก้าวเป็นศูนย์กลางเกษตรอินทรีย์ของอาเซียนในอนาคตเนื่องจากไทยมีจุดแข็งในด้านศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่หลากหลาย รวมทั้งมีการขยายพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงผลักดันให้มีการสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในกลุ่มประเทศ CLMVT ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยจะเชิญเกษตรกรจากประเทศเพื่อนบ้านมาร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำเกษตรอินทรีย์ระหว่างกัน ในลักษณะการจัดทำแปลงสาธิต จัดอบรมความรู้ด้านการตลาด และระบบโลจิสติกส์

ฉบับที่แล้ว เราได้ไปดูการพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งเป็นดินเค็มที่จังหวัดซ็อคตรัง ฉบับนี้ผมจะพาท่านไปพบกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวและเทคโนโลยีการทำนาแบบลดต้นทุนการผลิตแบบง่ายๆ ของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เวียดนาม

คณะของเราได้เดินทางไปดูงานการพัฒนาและผลิตพันธุ์ข้าว ของ บริษัท ล็อค เจ่ย กรุ๊ป (Loc Troi Group Jiont Stock Company) หรือ บริษัท อันยาง อารักขาพืช (An Giang Plant Protection Joint Stock Company) เดิม ที่จังหวัดอันยาง ซึ่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เยือง วัน จิ๋น (Assoc. Prof. Dr. Duong Van Chin) เพื่อนเก่าแก่กว่า 15 ปี อดีตรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยข้าวที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขง (Cuu Long Delta Rice Research Institute) ปัจจุบันท่านเกษียณราชการแล้ว และมาปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเกษตรดิ่นห์ ถั่นห์ บริษัท ล็อค เจ่ย กรุ๊ป จังหวัดอันยาง ได้ให้การต้อนรับ บรรยายสรุปและนำคณะดูงานการวิจัย ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี และการวิจัยพัฒนารูปแบบการทำนาเพื่อลดต้นทุนการผลิต

ดร. จิ๋น กล่าวว่า ปัจจุบัน ล็อค เจ่ย กรุ๊ป มีพื้นที่ผลิตขยาย และแปลงทดลองพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ของบริษัท รวม 800 เฮกตาร์ (5,000 ไร่) และมีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งเมล็ดพันธุ์หลัก และเมล็ดพันธุ์ขยาย ที่ทำสัญญากับบริษัททุกๆ ปี จำนวน 3,000 ราย และไม่ได้ทำสัญญา จำนวน 7,000 คน เป็นพื้นที่ จำนวน 5,000 เฮกตาร์ (31,250 ไร่) สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งเมล็ดพันธุ์หลักและเมล็ดพันธุ์ขยาย รวมปีละกว่า 40,000 ตัน จัดว่าเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวรายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ซึ่งความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขง มีประมาณ 50,000 ตันเศษ ต่อปี

ปัจจัยที่ทำให้ ล็อค เจ่ย กรุ๊ป ประสบผลสำเร็จในการผลิตพันธุ์ข้าวคือ เพื่อนเกษตรกร (Farmer Friend) หรือเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรของบริษัทที่มีอยู่ทั้งสิ้น 1,300 คน และเกษตรกรผู้นำ ซึ่งบ้านเราอาจจะเรียกว่า “ปราชญ์ชาวบ้าน” (Key Farmers) หรือ เกษตรกรหัวก้าวหน้า โดยมียุทธศาสตร์ในการทำงานกับเกษตรกรแบบ “3 ร่วม” (3 Together/3 Cung) คือ

ร่วมคิด (Thinking Together) คือ การทำงานแบบให้เกษตรกรได้แสดงความคิดเห็นและตัดสินใจในการดำเนินงานใดๆ ร่วมกัน (ไม่ใช่ทำตามที่นายสั่ง)
ร่วมอยู่ (Live Together) คือ ให้เพื่อนเกษตรกรเข้าไปใช้ชีวิตคลุกคลีร่วมกับเกษตรกรในท้องถิ่น เรียนรู้พฤติกรรม วัฒนธรรม ความเชื่อของท้องถิ่น และปัญหาที่แท้จริงของเกษตรกร อีกทั้งเพื่อให้เกษตรกรมีความรู้สึกเหมือนญาติพี่น้อง และให้ความไว้วางใจ (ไม่ใช่ทำตัวเป็นเจ้านาย)
ร่วมทำ (Working Together) คือ เพื่อนเกษตรกรต้องทำงานในนาและเรียนรู้ร่วมกับเกษตรกร โดยใช้ท้องนาเป็นห้องเรียน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการทำนา และยอมรับวิธีปฏิบัติใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ง่ายและเร็วขึ้น (ไม่ใช่ดีแต่พูด แต่ปฏิบัติไม่เป็น)

ปัจจุบันนี้ ล็อค เจ่ย กรุ๊ป มีพันธุ์ข้าวเจ้าขาวเมล็ดยาวที่ได้ขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์แล้ว จำนวน 5 พันธุ์ คือ ล็อค เจ่ย (Lộc Trời) เบอร์ 1-5 และพันธุ์ข้าวที่มีปริมาณน้ำตาลต่ำ (Low GI: Glycemic Index) ชื่อ BN1 ซึ่งมีค่า GI น้อยกว่า 50 เหมาะสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ความหมายคือ หลังจากที่กินอาหารชนิดนั้นๆ 1-2 ชั่วโมง อาหารที่มี GI สูง จะถูกดูดซึมได้เร็วกว่า และเป็นเหตุให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงกว่าอาหารที่มี GI ต่ำ อาหารที่มี GI ต่ำ จะถูกย่อยช้า จึงทำให้กลูโคสถูกปล่อยเข้าไปในกระแสเลือดอย่างช้าๆ ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะขึ้นช้าไปด้วย ในปี พ.ศ. 2558 ข้าวหอมพันธุ์ AGPPS 103 ของ ล็อค เจ่ย กรุ๊ป ได้รับรางวัลที่ 3 ของการประกวดข้าวหอมโลก โดยลำดับที่ 1 คือ ข้าวหอมแคลิฟอร์เนีย และลำดับที่ 2 คือ ข้าวหอมมะลิของกัมพูชา

นอกจากนี้ ล็อค เจ่ย กรุ๊ป ยังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์พันธุ์ข้าวหอมมะลิ 85 (Jasmine 85) ของสหรัฐอเมริกาในเวียดนามอีกด้วย (ข้าวพันธุ์นี้ประเทศไทยเคยฟ้องร้องสหรัฐอเมริกาในเรื่องลิขสิทธิ์ชื่อพันธุ์) และยังผลิตขยายพันธุ์ข้าวจากสถาบันวิจัยข้าวที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขง ที่ใช้ชื่อนำหน้าว่า OM ด้วย ปัจจุบันพันธุ์ข้าวที่ ล็อค เจ่ย กรุ๊ป ผลิตจำหน่าย และเกษตรกรในพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขงนิยมปลูกมากที่สุดคือ OM 5451, Jasmine 85, IR 50404 และ OM 6976 มีอายุเก็บเกี่ยวอยู่ระหว่าง 90-110 วัน ซึ่งเกษตรกรเวียดนามจะนิยมปลูกข้าวที่มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลางมากที่สุด ดร. จิ๋น ยังได้กล่าวถึงโครงการศึกษาวิจัย ทดลองการพัฒนาการทำนาของ ล็อค เจ่ย กรุ๊ป ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด 3 โครงการ คือ

การทำนาแบบไม่เผาตอซังที่มีประสิทธิภาพ และเกษตรกรยอมรับโดยไม่ต้องใช้กฎหมายควบคุมการห้ามเกษตรกรเผาฟาง ด้วยการติดตั้งเครื่องสับฟางหลังเครื่องเกี่ยวข้าวและพ่นฟางให้กระจายในแปลงนา หลังจากนั้นจะติดตั้งเครื่องฉีดพ่นไตรโครเดอร์มา ที่หน้าชุดจานไถ และจะฉีดพ่นไตรโครเดอร์มาบนฟางที่สับไปพร้อมกับการไถ ซึ่งวิธีการนี้นอกจากจะเพิ่มอินทรียวัตถุในดินแล้ว ยังทำให้ฟางข้าวเปื่อยยุ่ยเร็ว ทำให้สามารถปลูกข้าวได้เร็วกว่าการหมักฟางโดยไม่ฉีดพ่นไตรโครเดอร์มา นอกจากนี้ ยังป้องกันโรคข้าวที่เกิดจากเชื้อราในดิน เช่น โรคกาบใบแห้ง อีกด้วย

การสับฟางไม่จำเป็นต้องทำกับข้าวที่ปลูกในฤดูนาปรัง เพราะฟางอ่อนนุ่มและมีความชื้นสูงอยู่แล้ว เพียงใช้เครื่องกระจายฟางอย่างเดียวก็พอ จากการศึกษาวิจัย ประมาณการว่าในการทำนาของเวียดนามจะมีฟางที่ได้จากการเก็บเกี่ยวข้าวอยู่ในนา ปีละประมาณ 42 ล้านตัน ซึ่งจะให้ปริมาณปุ๋ย ไนโตรเจน 336,000 ตัน ฟอสฟอรัส 42,000 ตัน และโพแทสเซียม 1,218,000 ตัน ช่วยลดเงินค่าปุ๋ยเคมีได้ถึงปีละ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 33,000 ล้านบาท) ช่วยประหยัดเงินค่าซื้อปุ๋ยเคมีไปได้ ประมาณ 150 เหรียญสหรัฐ/เฮกตาร์/ฤดู (790 บาท/ไร่/ฤดู)

การติดตั้งเครื่องหยอดปุ๋ยเม็ดกับเครื่องดำนา ล็อค เจ่ย กรุ๊ป ได้ร่วมกับ บริษัท ยันมาร์ ประเทศญี่ปุ่น ติดตั้งเครื่องหยอดปุ๋ยก่อนหน้าชุดปักดำกล้า หยอดปุ๋ยพร้อมกับการปักดำต้นข้าว ให้ลึกในระดับรากข้าว ประมาณ 3-5 เซนติเมตร จากการศึกษาโดยใช้ปุ๋ยสูตร 20-20-16 ที่เกษตรกรเวียดนามใช้ในนาข้าวมากที่สุด พบว่ารากข้าวสามารถดูดกินปุ๋ยไนโตรเจน ถึง 70 เปอร์เซ็นต์, ฟอสฟอรัส 100 เปอร์เซ็นต์ และโพแทสเซียม 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งวิธีการนี้ช่วยให้ต้นข้าวดูดกินปุ๋ยที่ใส่ลงไปได้หมด ช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ย และไม่มีปุ๋ยเหลือตกค้างในดิน นับว่าเป็นประโยชน์กับเกษตรกรเวียดนามอย่างใหญ่หลวง โดยเครื่องดำนานี้สามารถปรับตั้งจำนวนต้นข้าวที่ปักดำ ตั้งแต่ 1 ต้นขึ้นไป และปรับตั้งปริมาณการหยอดปุ๋ยได้ตามต้องการ

มีการพัฒนาการทำนาอีกแบบหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุน และเวลาในการทำนาอีกเป็นอันมาก คืองานวิจัยที่ ล็อค เจ่ย กรุ๊ป ร่วมกับนักวิจัยชาวเกาหลี ผลิตเครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวงอก พร้อมหยอดปุ๋ยเม็ด และพ่นสารเคมีคลุมวัชพืชพร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน โดยเครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวงอกนี้สามารถปรับตั้งจำนวนเมล็ดพันธุ์ข้าวงอกที่หยอด ตั้งแต่ 1 เมล็ดขึ้นไป และปรับตั้งปริมาณการหยอดปุ๋ยได้ตามต้องการ

อย่างไรก็ดี วิธีที่ 2 และ 3 ก็ยังมีข้อจำกัด กล่าวคือ เหมาะกับการทำนาในเขตพื้นที่ชลประทานที่ควบคุมระดับน้ำได้เท่านั้น และเกษตรกรต้องปรับพื้นที่นาให้เรียบ ได้ระดับเสมอเท่ากันทั้งแปลงนา

นอกจากนี้ ล็อค เจ่ย กรุ๊ป ยังได้ทำสัญญาร่วมกันพัฒนาพันธุ์ข้าวลูกผสม กับสถาบันพัฒนาพันธุ์ข้าว หยวน ลองปิง ของอาจารย์ ดร. หยวน ลองปิง (Yuan Longping) ซึ่งเป็นบิดาแห่งพันธุ์ข้าวลูกผสม (Hybrid rice) หรือ Super rice ของประเทศจีน มากว่า 3 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันในภาคเหนือของเวียดนามปลูกข้าวลูกผสมเป็นพื้นที่ รวม 500,000 เฮกตาร์ (3,125,000 ไร่) โดยร้อยละ 80 นำเข้าเมล็ดพันธุ์จากจีน

เหล่านี้เป็นข้อมูลที่พอจะฟันธงได้หรือยังว่า เวียดนามได้มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวและเทคโนโลยีในการทำนาแซงหน้าประเทศไทยไปแล้ว แต่ที่แน่ๆ เพื่อนชาวเวียดนามบอกผมเองว่า “การที่คนไทยมาดูงานบ้านเขา แสดงว่าเขาดีกว่าเราแล้ว” เหมือนที่เขาเคยมาดูงานบ้านเราเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว จริงไหม? ทั้งนี้ ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราจะยอมรับความจริงกันไหม

ผลจากการแอบไปศึกษาดูงานครั้งนี้ สรุปได้ว่า การที่ผลผลิตข้าวเวียดนามสูงกว่าไทย และเกษตรกรหรือชาวนาเวียดนามรวยกว่าชาวนาไทย เพราะ

ดินดี มีความอุดมสมบูรณ์กว่าบ้านเรา เพราะเป็นพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขง ได้รับอินทรียวัตถุที่น้ำพัดพามาทับถม
เกษตรกรขยันและเอาใจใส่มากกว่าเกษตรกรไทย
พันธุ์ข้าวส่วนใหญ่เป็นลูกผสม ที่ตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ย ส่วนมากผลผลิตเกินกว่า 1,000 กิโลกรัม/ไร่
เกษตรกรใช้ปุ๋ยมากกว่า และมีความรู้เรื่องการเลือกใช้ปุ๋ยมากกว่าเกษตรกรไทย

เกษตรกรทำนาพร้อมกันตามคำแนะนำของทางราชการ บาคาร่าออนไลน์ จึงลดปัญหาเรื่องการระบาดของศัตรูพืช และช่วยให้เวียดนามมีข้อมูลปริมาณผลผลิตข้าวที่คาดว่าจะได้รับในฤดูการผลิตที่ค่อนข้างแม่นยำ ทำให้สามารถซื้อขายล่วงหน้าได้อย่างมั่นใจ และช่วยให้ราคาข้าวในประเทศไม่แกว่งเหมือนไทย
หนี้สินในครัวเรือนน้อยกว่าเกษตรกรไทย เขาใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ ส่วนเกษตรกรไทยใช้จ่ายเกินกว่ารายได้
เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องซื้อรถยนต์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือสิ่งของที่ไม่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ แต่จะให้ความสนใจในการซื้อเครื่องจักรกลเกษตร เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพมากกว่า

เวียดนามมีความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชน ภาคราชการ และสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่รับผิดชอบในการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตและคุณภาพสูง และศึกษาพัฒนาเทคโนโลยีการทำนาที่เข้มแข็งกว่าบ้านเรา
ระบบชลประทานดี และมีมากกว่าประเทศไทย มีการขนส่งทางน้ำ ถึงร้อยละ 65 ทำให้ต้นทุนในการขนส่งข้าวต่อตันถูกกว่าไทยมากๆ
มีสมาคมอาหาร (VINA FOOD) ที่คอยดูและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรและประเทศที่เข้มแข็ง
ที่สำคัญคือ เขาไม่มีโครงการ รับจำนำข้าว ประกันราคาข้าว และไม่แจกเงิน หรือสอนให้เกษตรกรเสียนิสัยรอความช่วยเหลือ หรือการยัดเยียดจากรัฐ เหมือนบ้านเรา แม้แต่เอกสารคำแนะนำในการปลูก ดูแลรักษาพืชก็ไม่มีฟรี อยากได้เกษตรกรต้องซื้อเอง