การปลูกหญ้าเนเปียร์ ในรอบแรก ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน

รอให้หญ้าเนเปียร์โตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยว ส่วนรอบที่ต่อๆ ไประยะเวลาในการเติบโตของหญ้าจะเหลือเพียง 2 เดือน ซึ่งถ้าเทียบกับอ้อย อ้อยจะปลูกและตัดได้เพียงปีละ 1 ครั้ง แต่สำหรับหญ้าเนเปียร์สามารถตัดได้มากถึง 5-6 ครั้งในปีเดียว ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีกำไรโดยหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือประมาณแสนกว่าบาท

ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ บอกว่า ในช่วงหลังๆ พยายามให้เกษตรกรเปลี่ยนจากพื้นที่ทำอ้อยมาปลูกหญ้าแทน เพราะจะได้กำไรตอบแทนดีกว่า ใช้เวลาปลูก 60 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยว และหักลบรายได้แล้ว ก็จะมีรายได้ประมาณ 20,000 กว่าบาท ต่อครั้ง จากพื้นที่ 8 ไร่ ซึ่งปีหนึ่งสามารถเก็บเกี่ยวได้ถึง 6 ครั้งเลยทีเดียว ส่วนของน้ำนมดิบที่ได้จากโคนม จะเน้นทำนมเกรดพรีเมี่ยมเพื่อส่งบริษัทโดยเฉพาะ

มะละกอ เป็นพืชที่ปลูกไม่ยาก แต่หากจะปลูกให้ได้ผลดี ต้องทำความเข้าใจ

เกษตรกรที่ปลูกมะละกอเมื่อต้นเจริญเติบโตดีแล้ว ต้องทราบวิธีการคัดเพศ ทั้งนี้เพื่อให้ได้มะละกอมีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาด สิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ในการดูแลมะละกอหลังปลูก คือ การเลือกมะละกอให้ได้ผลกลมยาว

ที่ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตขอนแก่น มีงานวิจัยมะละกอมานาน ดังนั้น เทคโนโลยีต่างๆ จึงสามารถตอบสนองความต้องการของเกษตรกรได้

มะละกอผลกลมยาว ทำได้อย่างไร
คุณวิไล ปราสาทศรี อดีตผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตขอนแก่น ได้อธิบายให้ฟังว่า มะละกอ มีดอกอยู่ 3 เพศ ด้วยกัน คือ เพศผู้ เพศเมีย และกะเทย (สมบูรณ์เพศ)

ดอกเพศผู้ รู้จักกันดีในนามมะละกอสาย มีพบว่าให้ผลบ้าง ผลกลม เนื้อบาง แต่ไม่ค่อยพบบ่อยนัก

ดอกเพศเมีย ดอกมีขนาดค่อนข้างใหญ่ คล้ายดอกมะลิ ผลมะละกอที่ได้จากดอกชนิดนี้ ผลป้อมใหญ่ ในผลกลวง เนื้อไม่หนานัก การบรรจุและการขนส่งค่อนข้างมีอุปสรรค ทางการค้าแล้วไม่เป็นที่ชื่นชอบแต่อย่างใด

ดอกกะเทย (สมบูรณ์เพศ) ลักษณะของดอก เรียวยาวคล้ายดอกจำปี ผลที่ได้จากดอกลักษณะนี้ กลมยาว เนื้อหนา เป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งผลดิบทำส้มตำ และผลสุกรับประทานสด การบรรจุและการขนส่งทำได้สะดวก ดอกและผลจากมะละกอสมบูรณ์เพศเป็นที่ปรารถนาของผู้ปลูก รวมทั้งผู้บริโภค

คุณวิไล แนะนำว่า หากต้องการได้มะละกอที่สมบูรณ์เพศ ควรเพาะในถุงพลาสติก หรือปลูกลงดิน ถุง หรือหลุมละ 3-5 เมล็ด จะได้ต้น 3-5 ต้น ไม่นานนัก ต้นจะมีดอก เมื่อสังเกตเห็นต้นที่ออกดอกเล็กเรียว หรือมีผลเล็กเรียว ก็เหลือต้นนั้นไว้ ต้นอื่นตัดทิ้ง หรือหากมีฝีมือก็ถอนไปปลูก อย่าได้เหลือมะละกอหลุมเดียวแต่มี 2 ต้น เหตุผลนั้น นักวิชาการมะละกอ บอกว่า มะละกอเป็นพืชที่ซื่อสัตย์ ตอบสนองต่อปุ๋ยดีมาก หากอยู่ใกล้กัน จะแย่งปุ๋ย ปลูกใกล้กันมีผลเสียมากกว่าผลดี

คุณวิไล บอกว่า เมื่อผ่านการคัดต้นที่มีดอกสมบูรณ์เพศแล้ว แต่บางครั้งยังพบว่า ผลที่ออกมามีลักษณะคล้ายผลที่ได้จากดอกตัวเมีย สาเหตุนั้น เกิดจากช่วงที่อากาศแปรปรวน อย่างหนาวแล้วมาร้อนจัด ดอกกะเทยจะกลายเป็นกะเทยเทียม ส่วนหน้าฝนนั้น ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ทางแก้ไขนั้นมี เมื่อเกษตรกรปลูกมะละกอไปแล้ว คัดเลือกได้ต้นที่ให้ดอกกะเทยแล้ว แต่เมื่ออากาศร้อนจัด พบว่า ผลมะละกอออกมาป้อม บางคนอาจจะบอกว่า ได้พันธุ์มะละกอปลอม นักวิชาการท่านว่า ไม่ปลอม เป็นพันธุ์แท้ ทางแก้นั้นให้เด็ดดอกกะเทยเทียมทิ้ง

ดอกกะเทยเทียม สังเกตได้ง่าย คือ ในช่อดอกมะละกอ จะมีดอก 2-3 ดอก ต่อหนึ่งช่อ กะเทยจะแทงออกมาก่อน หากเป็นกะเทยเทียม ดอกจะใหญ่คล้ายมะลิ หากเด็ดดอกแล้วแกะกลีบดอกออก จะมีเกสร 5 ชุด ซึ่งกะเทยแท้ หรือสมบูรณ์เพศนั้น จะมีเกสร 10 ชุด การไม่เด็ดกะเทยเทียมทิ้ง ดอกจะพัฒนาเป็นผลที่คล้ายผลจากดอกตัวเมีย ขณะเดียวกันดอกข้างๆ ในช่อดอกก็จะฝ่อไป แต่หากเด็ดดอกกะเทยเทียมทิ้ง ดอกข้างๆ ในช่อดอกเดียวกันก็จะพัฒนาเป็นผลกลมยาว เนื้อหนา

บางครั้งพบว่า ดอกกะเทยเทียม พัฒนาไประยะหนึ่ง มีโรคแทรกซ้อน ผลบิดเบี้ยว เสียรูปทรงไป เรียกปรากฏการณ์อย่างนี้ว่า ผลเป็น “หน้าแมว”

ปรากฏการณ์กะเทยเทียม พบมากในช่วงอากาศแปรปรวน แต่ผ่านไประยะหนึ่ง ลักษณะกะเทยแท้ จะกลับมาดังเดิม ดังนั้น หากสังเกตการผิดปกติ มีกะเทยเทียมในต้น แก้ไขโดยการเด็ดดอกกะเทยเทียมทิ้ง ถึงแม้จะเด็ดปริมาณมากๆ แต่ก็คุ้มค่า

มะละกอ
ปักชำและเสียบยอดได้
ที่ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตขอนแก่น นอกจากงานวิจัยแล้ว ยังมีขยายพันธุ์มะละกอสนับสนุนเกษตรกร ปีหนึ่งประมาณ 1-3 แสนต้น เกษตรกรที่ต้องการไม่มากนัก ขอสนับสนุนฟรีได้ แต่หากปลูกจำนวนมาก ซื้อหาในราคาไม่แพง

งานวิจัยอย่างหนึ่งที่ได้พบเห็นนั้น มีการขยายพันธุ์มะละกอโดยการปักชำยอด และการเสียบยอด

การปักชำ ทำเมื่อทราบว่าต้นนั้น มีลักษณะที่ เริ่มจากเมื่อต้นสูงพอประมาณ ตัดยอดของต้นมาชำ เมื่อมีกิ่งแขนงก็ตัดกิ่งแขนงมาชำได้อีก หรือจะปล่อยกิ่งแขนงที่มีอยู่เพื่อออกดอกติดผลต่อไป

การเสียบยอด ทำได้โดยเพาะต้นกล้ามะละกอไว้ จากนั้นนำยอดมะละกอจากต้นที่ดีมาเสียบ

ทั้งปักชำและเสียบยอด ทำคล้ายปักชำไม้อื่น คือต้องรักษาความชื้น ในการชำระยะแรกๆ งานเสียบยอดและปักชำ ถือว่าเป็นการขยายพันธุ์โดยการไม่ใช้เพศ โอกาสกลายพันธุ์ของผลบนต้นน้อย หรือแทบไม่มีเลย แต่รุ่นหลานเหลนแล้วมีโอกาส

วิธีการปลูกมะละกอให้ได้ผลดี
พันธุ์
พันธุ์มะละกอที่นิยมปลูก คือ แขกดำ แขกนวล โกโก้ ซึ่งมีเนื้อสีแดงเมื่อสุก และสายน้ำผึ้ง ซึ่งมีเนื้อสีเหลืองสุก โดยเฉพาะพันธุ์แขกดำนิยมปลูกเป็นการค้าเนื่องจากบริโภคได้ทั้งดิบและสุก และพันธุ์แขกดำท่าพระ ซึ่งทนทานต่อโรคจุดวงแหวน มีเนื้อสีเหลืองอมส้มเมื่อสุก เหมาะสำหรับรับประทานดิบทำส้มตำ สุกเป็นผลไม้และแปรรูปบรรจุกระป๋องเป็นฟรุตสลัด

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
มะละกอ เป็นพืชที่ชอบดินร่วนที่มีอินทรียวัตถุสูง มีการระบายน้ำดี มีน้ำเพียงพอตลอดปี มะละกอเป็นพืชที่ไม่ทนทานต่อสภาพน้ำขังแฉะ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคโคนเน่าและรากเน่าตายได้

วิธีการปลูกและดูแลรักษา เตรียมเพาะต้นกล้า

นำดินร่วนที่สะอาดตากแดดแล้วประมาณ 3-5 แดด ผสมกับแกลบเผา สัดส่วน ดิน 6 ปี๊บ : แกลบเผา 6 ปี๊บ ผสมให้เข้ากันแล้วใส่ปูนขาว และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปริมาณอย่างละ 1 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน กรอกลงถุงพลาสติก ขนาด 4×6 นิ้ว ที่เจาะรู 4-6 รู นำเมล็ดที่จะเพาะคลุกเคล้าด้วยสารเคมีกำจัดเชื้อรา เอพรอน 35 เพื่อป้องกันโรคเน่าคอดิน แล้วหยอดเมล็ดลงในถุง ถุงละ 3-5 เมล็ด ฝังให้ลึก 1 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน เมล็ดจะงอกภายใน 10-14 วัน เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ ให้ถอนแยก เลือกต้นที่แข็งแรงไว้ถุงละ 3 ต้น เมื่อต้นกล้าอายุ 45-60 วัน จึงย้ายลงแปลงปลูก

การเตรียมดินและการปลูก

ไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืชและย่อยดินให้ร่วน เตรียมแปลงปลูกโดยใช้ระยะปลูก 2×2.5 เมตร (ไร่ละ 320 หลุม) หรือระยะ 2×2 เมตร (ไร่ละ 400 หลุม) ขุดหลุมขนาดกว้าง 50 ยาว 50 และลึก 50 เซนติเมตร ผสมดินปากหลุมกับปุ๋ยคอกครึ่งปี๊บ ใส่ปูนขาว หรือร็อกฟอสเฟตบด (หินฟอสเฟต) อัตรา 150-250 กรัม ต่อหลุม และปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 20 กรัม ต่อหลุม คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันและเกลี่ยลงหลุม พูนดินให้อยู่เหนือระดับพื้นดินประมาณ 10 เซนติเมตร

ปลูกต้นกล้าที่เตรียมไว้ หลุมละ 3 ต้น กดดินให้แน่นบริเวณรอบโคนต้น รดน้ำให้ชุ่ม แนะนำให้ปลูกช่วงบ่ายหรือวันที่แดดไม่จัด มะละกอจะตั้งตัวได้เร็ว และเปอร์เซ็นต์รอดสูง ภายใน 1 เดือน สำรวจต้นตายแล้วรีบปลูกซ่อม ควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอโดยสายยางหรือระบบน้ำหยด โดยเฉพาะช่วงเดือนแรกควรให้ทุกวัน การปล่อยให้ขาดน้ำดินแห้ง จะทำให้มะละกอชะงักการเจริญเติบโต โดยเฉพาะช่วงออกดอกติดผล จะทำให้ผลร่วง ควรงดให้น้ำเมื่อฝนตกหนัก และเมื่อฝนทิ้งช่วงภายใน 5-7 วัน จะต้องให้น้ำต่อเนื่องทันที เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดิน

การใส่ปุ๋ย

ใส่ปุ๋ยคอก ปีละ 2 ครั้ง อัตรา 0.5-1 ปี๊บ ต่อต้น ต่อครั้ง ครั้งแรกเมื่อมะละกอตั้งตัวติด (ประมาณ 1 เดือนหลังปลูก) และครั้งที่ 2 เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกเสร็จแล้ว วิธีใส่ให้ใส่รอบโคนต้น อย่าชิดลำต้น และรดน้ำตาม

ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 เดือนละ 1 ครั้ง อัตรา 10-12 กรัม ต่อต้น โดยใส่ครั้งแรกเมื่อมะละกออายุครบ 1 เดือน หลังย้ายปลูก วิธีใส่โดยใส่ปุ๋ยรอบรัศมีทรงพุ่มของต้นมะละกอ กลบดินแล้วรดน้ำตาม

การคัดเลือกเพศและการถอนแยก
หลังปลูกประมาณ 2 เดือน มะละกอจะเริ่มออกดอก คัดเลือกเพศมะละกอโดยเลือกต้นสมบูรณ์เพศ (ต้นกะเทย) ไว้ หลุมละ 1 ต้น หลุมใดมีแต่ต้นตัวเมีย (ให้ผลกลมป้อม) ให้ถอนทิ้งทั้งหมด แล้วปลูกซ่อมโดยเร็ว

คุณธีระศักดิ์ ขุมเงิน เกษตรจังหวัดอ่างทอง เล่าให้ฟังว่า จังหวัดอ่างทอง มีพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้า จำนวน 15,025 ไร่ การปลูกมีทั้งเป็นการปลูกแบบสวนหลังบ้านเพื่อได้ผลผลิตไว้กินใช้ในครัวเรือน และปลูกในเชิงการค้าเพื่อก่อให้เกิดรายได้จากการขายผลผลิตกล้วย เกษตรกรมักมีพื้นที่ปลูกกล้วยตั้งแต่ 3 ไร่ขึ้นไป และสำหรับเกษตรกรที่ปลูกกล้วยเพื่อตัดใบขายในแต่ละปีจะมีรายได้มากกว่า แสนบาท

เป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมการปลูกกล้วยเพื่อตัดใบขายคือ ผู้ปลูกต้องเลือกหน่อพันธุ์ดี ปลอดโรคมาปลูก มีการใส่ปุ๋ยให้น้ำเพียงพอ ทำแนวป้องกันลม ต้องป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูกล้วยไม่ให้เข้าทำลายใบกล้วยให้แตก ฉีกขาด ใบเหลือง หรือใบเป็นรูพรุน ซึ่งหากปฏิบัติได้ก็ทำให้ได้ใบกล้วยที่สมบูรณ์พร้อมตัดไปขายได้

แมลงที่เป็นศัตรูของกล้วยที่สำคัญ ได้แก่ “หนอนม้วนใบ” มันจะกัดกินที่ริมใบให้แหว่งเข้าไปเป็นทางยาว “ตั้กแตนผี” ตัวอ่อนและตัวแก่ชอบกัดกินใบ “หนอนกระทู้” ตัวอ่อนชอบกัดกินใบตองอ่อนที่ยังไม่คลี่ใบ หรือกัดแทะกลางใบให้ทะลุเป็นรูโตตามขนาดและวัยของตัวหนอน และ “หนอนร่าน” มันชอบกัดกินใบที่กำลังเปลี่ยนจากสีตองอ่อนเป็นสีเขียวแก่

ยังมีแมลงศัตรูกล้วยอีกพวกหนึ่ง ได้แก่ “มวนร่างแห” มันจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบกล้วย ทำให้ใบเหี่ยว “ด้้วงเต่าแตง” ตัวแก่ชอบกัดกินใบตองยอดอ่อน “หนอนปลอก” หนอนตัวอ่อนชอบกัดกินใบเพื่อนำมาทำปลอกหุ้มตัว ทำให้ใบฉีกขาดเสียหาย

การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูดังกล่าว ทำได้โดยการเลือกหน่อพันธุ์ที่แข็งแรง ไม่มีโรคมาปลูก รักษาสวนกล้วยให้สะอาด เพื่อไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของศัตรูกล้วย หากเกษตรกรปฏิบัติตามนี้ก็จะทำให้การปลูกกล้วยตัดใบได้ใบตองสวยสมบูรณ์ ขายได้ราคา และเป็นช่องทางทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงยิ่งขึ้น

คุณอำนวย อินโอภาส เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยน้ำว้าตัดใบเป็นชาวตำบลบางระกำ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เล่าให้ฟังว่า “ปลูกกล้วยน้ำว้า 5 ไร่ ปลูกกล้วยมาหลายสิบปี เมื่อปลายปี 2554 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเป็นเวลานานทำให้ต้นกล้วยตายไปหมด เมื่อน้ำลดเข้าสู่ภาวะปกติได้ไปซื้อหน่อพันธุ์กล้วยน้ำว้าจากแหล่งพันธุ์ดีที่น่าเชื่อถือได้มาปลูก กล้วยเป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตไว ปลูก 6-8 เดือน ก็เริ่มตัดใบขายได้เงินแล้ว จะตัดใบทุกวันหรือวันเว้นวัน นำใบที่ตัดมาซอยแล้วพับใบให้เป็นมัดหรือแหนบ แต่ละวันจะได้ 30-40 แหนบ แหนบละ 10 กิโลกรัม ถ้านำไปขายที่ตลาดในเมืองจะขาย 12-15 บาท ต่อกิโลกรัม ทำให้แต่ละวันจะมีรายได้จากการตัดใบขาย 300-500 บาท

การตัดใบจะตัดทั้งใบอ่อนและใบเขียว เลือกตัดใบที่ไม่แตกหรือแตกบ้างแต่เพียงส่วนน้อย การตัดใบอ่อนจะตัดใบอ่อนที่เป็นส่วนยอดของต้นกล้วยลงมาถึงใบที่ 3-4 นำใบที่ตัดมาซอยแล้วพับทำเป็นมัดหรือแหนบละ 10 กิโลกรัม ถ้านำไปขายที่ตลาด พ่อค้าจะซื้อ 10-13 บาท ต่อกิโลกรัม ตัดใบอ่อน 1 วัน จะพักต้น 2-4 วัน เพื่อรอให้แตกใบยอดก่อนจึงวนมาตัดใหม่ ถ้าตัดใบอ่อนหมดทั้งดงหรือสวนก็พักต้น 15 วัน เพื่อรอให้ต้นกล้วยแตกใบยอดก่อนจึงวนมาตัดใบอีกครั้ง”

คุณอำนวย เล่่าให้ฟังตอนท้ายนี้ว่า สำหรับต้นแม่ที่กำลังออกเครือจะไม่ตัดใบ แต่ละใบจากหน่อข้างต้นแม่ที่มีความสูง 1.20 เมตร และเป็นต้นที่มีความสมบูรณ์ ใบสวยไม่ฉีกขาด นำไปขายได้ จากที่ได้ปลูกตัดใบมานานก็พอทำให้มีเงินมากจากการขายใบตอง พอกินพออยู่ และครอบครัวมีความเข้มแข็งมั่นคง

คุณละเอียด เผือกพันธุ์ เกษตรกรปลูกกล้วยน้ำว้าตัดใบขาย เล่าให้ฟังว่า ปลูกกล้วย 5 ไร่ ได้ปลูกถั่วฝักยาว 370 หลุม บวบ 50 หลุม และปลูกมะระ 100 หลุม เป็นพืชแซมเสริมรายได้ ในพื้นที่ใกล้กันปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ 100 ต้น

ส่วนการปลูกกล้วยตัดใบ ได้ตัดทั้งใบอ่อนและใบเขียว ใบที่ตัดได้จะนำมาซอยแล้วพับใบทำเป็นมัดหรือแหนบ 10 กิโลกรัม แต่ละครั้งที่ตัดจะได้ 25-40 แหนบ ตัดใบ 3-4 ครั้ง จะพักต้น 10-15 วัน เพื่อให้ต้นกล้วยเจริญเติบโตจึงวนกลับมาตัดอีกครั้ง ใบตองที่ตัดได้จะนำไปวางที่หน้าสวนเพื่อขายให้กับพ่อค้าที่เข้ามารับซื้อในราคา 10-13 บาท ต่อกิโลกรัม และในช่วงที่รอตัดใบรอบใหม่ได้ไปดูแลเก็บเกี่ยวพืชผักไปขาย ซึ่งจากที่ได้ปลูกกล้วยตัดใบและปลูกพืชผักแซม ทำให้มีผลผลิตขายพอทำให้ได้เงินแสน ช่วยให้ครอบครัวพอมีพอกินและอยู่ได้อย่างมั่นคง

เรื่องราวการปลูกกล้วยตัดใบ….อาชีพเงินแสน ผู้ปลูกจะประสบความสำเร็จได้ ต้องเลือกหน่อพันธุ์ดีที่ปลอดโรคมาปลูก ใส่ปุ๋ย ให้น้ำเพียงพอ แล้วต้องป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูกล้วยไม่ให้เข้าไปทำลายใบกล้วยดีมีคุณภาพขายได้เงินแสน

มะขาม เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ เปลือกต้นขรุขระ มีสีน้ำตาล ใบมีขนาดเล็ก ออกตามกิ่งก้านเป็นคู่ ดอก ออกตามปลายกิ่ง มีขนาดเล็ก ผลของมะขาม หรือทุกคนรู้จักกันดี คือ ฝัก ที่มีลักษณะยาวหรือโค้งยาว ประมาณ 3-20 เซนติเมตร

ด้านการขยายพันธุ์ของมะขาม จะนิยมทาบกิ่ง ติดตา หรือต่อกิ่ง เพื่อให้ผลผลิตที่ได้ไม่เกิดการกลายพันธุ์ มีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่ทุกประการ และที่สำคัญต้นมะขามสามารถเจริญเติบโตได้ดีกับดินทุกชนิด แม้สภาพดินบริเวณนั้นจะไม่มีความอุดมสมบูรณ์

ด้านคติความเชื่อ ถือว่ามะขามเป็นไม้มงคล ควรปลูกทางทิศตะวันตกของบ้าน เพื่อป้องกันสิ่งไม่ดี ทั้งนี้ ต้นมะขามยังถือว่ามีชื่อที่เป็นมงคลนาม โดยเชื่อกันว่าเมื่อปลูกไว้ที่บ้านแล้วจะทำให้คนเกรงขาม

นอกจากนี้ มะขาม ยังใช้ทำอาหารได้หลายส่วน ทั้งใบอ่อน ฝักอ่อน ฝักแก่ เรียกง่ายๆ ว่าอาหารไทยก็จะขาดมะขามเสียไม่ได้ ส่วนเมล็ดก็สามารถนำมาคั่วกินกันแทบฟันหักเลยทีเดียว ซึ่งสมัยผู้เขียนเป็นเด็ก จะให้ยายคั่วแล้วพกไปโรงเรียนเป็นของขบเคี้ยวเพลินๆ เพื่อกินเล่นกับเพื่อนๆ

ปัจจุบัน มะขาม ในบ้านเราได้นำมาแปรรูปมากมายหลากหลาย เช่น มะขามแช่อิ่ม มะขามแก้ว มะขามคลุก ฯลฯ เพื่อเป็นของสำหรับกินเล่นแบบสบายๆ พร้อมกันนี้น้ำมะขามเปียกที่เราใช้ใส่ลงในแกงส้ม ไข่ลูกเขย หรืออาหารอื่นๆ เพื่อเป็นเครื่องปรุงรสชั้นดี ยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอีกด้วย

คุณมณี สุรัตนะ อยู่บ้านเลขที่ 13/1 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองปลิง อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี จากผู้ที่ปลูกมะขามด้วยเพราะมีความเชื่อว่าเป็นไม้มงคล ที่ควรมีไว้ภายในบ้านตามคติโบราณ แต่ใครจะคาดคิดว่ามะขามที่ปลูกไว้ด้วยสาเหตุนั้น กลายเป็นพรรณไม้ที่ทำเงินสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

จากพนักงานบริษัท
ก้าวเข้าสู่ชีวิตเกษตรกร
คุณมณี เล่าให้ฟังว่า หลังจากจบการศึกษาได้เข้าทำงานในบริษัทเอกชน เมื่อทำไปได้สักระยะหนึ่งเขาเริ่มรู้สึกว่างานด้านนี้ ทำให้เขายังไม่มีความสุขกับการทำงานมากนัก

“ผมทำงานในบริษัทได้ประมาณ 9 ปี เราก็มามองว่ามันเหมือนมีแต่วัฏจักรชีวิตเดิมๆ วงจรหมุนเวียนซ้ำไปมา และช่วงที่ทำงานมันเริ่มเข้ายุคฟองสบู่แตก ปี 2540 ช่วงนั้นมีญาติที่ทำพันธุ์ขนุน เขาก็เลยนำมาให้ลองปลูก ผมก็เลยเริ่มคิดลาออกจากงาน แล้วก็มาทำงานเกี่ยวกับด้านเกษตรอย่างเดียว คือ การขยายพันธุ์” คุณมณี เล่าถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต

เมื่อปลูกและขยายพันธุ์ขนุนประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ประมาณ ปี 2553 คุณมณี เล่าว่า ได้เริ่มมาขยายพันธุ์มะขาม ซึ่งต้นมะขามนี้เกิดจากการเพาะเมล็ดโดยบังเอิญ

“ช่วงนั้น ผมซื้อที่ดินใหม่ ก็อยากจะได้ไม้ที่เป็นมงคลไว้บริเวณบ้าน ซึ่งขนุนเราก็มีอยู่แล้ว มันก็มีมะขามด้วยที่เราปลูกไว้จากการเพาะเมล็ด คราวนี้ก็โตขึ้นมาเรื่อยๆ พอดีช่วงนั้นมีลูกค้ามาซื้อไม้ผลพันธุ์อื่น เขาเห็นมะขามต้นนี้ก็เกิดสนใจขึ้นมา ผมก็เลยบอกว่าเป็นมะขามยักษ์ ที่กลายพันธุ์มาจากมะขามเปรี้ยว เขาสนใจก็อยากได้ต้นพันธุ์ ก็เลยสั่งให้ผมขยายพันธุ์ให้ ผมก็เลยได้ความคิดว่าน่าจะทำออกจำหน่ายได้” คุณมณี เล่าถึงที่มาของการขยายพันธุ์มะขาม

ตั้งแต่นั้นมาการขยายพันธุ์มะขามของคุณมณีจึงดำเนินการมาเรื่อยๆ และผลตอบรับของลูกค้ามีความต้องการมากขึ้นตามไปด้วย

วิธีขยายพันธุ์กิ่งมะขามให้ดี
ได้คุณภาพ มีขั้นตอนดังนี้
คุณมณี บอกว่า วิธีการขยายพันธุ์มะขามของที่นี่ใช้วิธีการทาบกิ่ง โดยนำต้นตอของมะขามอื่นมาทาบกับกิ่งพันธุ์ดีที่มีอยู่ของเขา

“ขั้นตอนแรกก่อนที่เราจะทาบกิ่ง abrahamstent.org เราต้องมีต้นตอเสียก่อน ต้นตอที่ใช้เพาะจากเมล็ดของมะขามเปรี้ยวทั่วๆ ไป นำมาเพาะลงในถุงดำ ขนาดเบอร์ 3 หรือ 6 ก็ได้ วัสดุที่ใช้ก็มีขี้เถ้า แกลบ ดิน ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 เพาะจนกว่าเมล็ดจะงอก รดน้ำเช้าเย็น ไว้ในที่ร่มรำไร ดูแลให้ขนาดของลำต้นของต้นตอมีขนาดเท่าดินสอ หรืออายุประมาณ 6-7 เดือนขึ้นไป ก็สามารถนำมาทาบกิ่งได้แล้ว” คุณมณี อธิบายถึงขั้นตอนการเตรียมต้นตอ

เมื่อต้นตอมะขามที่เตรียมไว้มีอายุเหมาะสม จึงนำมาทาบกับกิ่งพันธุ์ดี โดยเลือกกิ่งแม่พันธุ์ที่มีลักษณะดี คือ ตรง สวย กิ่งแตกแขนงเป็นทรง

นำต้นตอที่เตรียมไว้มาแขวนให้อยู่ในระดับที่พอดีกับยอดกิ่งพันธุ์ดีที่ต้องการจะทาบ ใช้มีดกรีดต้นตอและยอดกิ่งพันธุ์ดีให้มีลักษณะคล้ายปากฉลาม จากนั้นนำมาประกบกันให้สนิท พันด้วยพลาสติกใสให้แน่น เมื่อทาบเสร็จแล้วให้รดน้ำที่ต้นตอทันที หลังจากนั้นรดน้ำต้นตอวันละ 1 ครั้ง

เมื่อผ่านไปประมาณ 45-60 วัน แผลที่ทาบกิ่งจะติดสนิท คุณมณี บอกว่า ยังไม่ตัดกิ่งลงมาทันที แต่จะปล่อยให้ผ่านไปอีกสักระยะหนึ่ง

“เมื่อแผลมันติดสนิทดีแล้ว ผมก็จะยังไม่ตัดลงมาทันที จะเอาค้างไว้อย่างนั้น ประมาณ 3 เดือน ก่อนที่จะตัดลงมา ผมก็จะควั่นกิ่งก่อน ให้ต่ำลงมาจากรอยแผลของกิ่งพันธุ์ดี มันจะทำให้เรารู้เลยว่าติดสนิทดีไหม เพราะถ้าติดไม่ดีเท่าที่ควร กิ่งพันธุ์ดีมันก็จะแห้งตาย มันทำให้เราสังเกตได้จากตรงนี้” คุณมณี กล่าวถึงการตรวจสอบคุณภาพของกิ่งพันธุ์

ปัญหาของการขยายพันธุ์มะขามนั้น คุณมณี บอกว่า อุปสรรคที่เจอจะเป็นเรื่องของการผลิตต้นตอ เพราะต้นตอของมะขามใช้เวลานานกว่าพรรณไม้อื่นๆ

มะขามเปรี้ยว ในอนาคต
เป็นพืชตัวใหม่ที่น่าสนใจ
คุณมณี บอกว่า เรื่องการจำหน่ายกิ่งพันธุ์มะขามไม่เป็นอุปสรรคมากนัก เนื่องจากฐานลูกค้าเดิมของเขาได้จากการจำหน่ายกิ่งขนุน และพันธุ์ไม้อื่นๆ

“ตอนแรกที่ผมทำกิ่งขนุนจำหน่ายแรกๆ นี่ คนยังไม่รู้จัก จริงๆ ตลาดขนุนมันก็พอกว้างอยู่ แต่ผมเหมือนเป็นมือใหม่คนยังไม่มั่นใจในต้นพันธุ์ แต่พอคนรู้จักผมมากขึ้น กิ่งพันธุ์ต่างๆ ก็จำหน่ายได้ดี พอผมมาทำกิ่งมะขามจำหน่าย เรื่องการตลาดเลยไม่น่าเป็นห่วง เพราะคนที่สนใจก็ตอบสนองเราเรื่อยๆ ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ” คุณมณี เล่าถึงปัญหาและอุปสรรคการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ในสมัยก่อน