การปลูกหรือส่วนขยายพันธุ์ ใช้ปลูกทั้งผล คัดเลือกผลที่สมบูรณ์

แก่เต็มที่ ไม่มีโรค แมลง ติดมาด้วย วางส่วนก้นลงหลุมปลูก แล้วเกลี่ยดินกลับลงหลุม หรืออาจวางนอนก็ได้ แล้วกลบดินเพียงครึ่งผล เมื่อได้รับความชื้น รากจะงอกออกที่ก้นผลใกล้กับเมล็ด ต่อมาเถายาวขึ้นและแตกแขนงออก ตัดแต่งปีละ 3-4 ครั้ง ให้เหลือไว้เพียง 3-5 เถา อายุ 4-5 เดือน เริ่มให้ผล โดยเฉลี่ย 25-40 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี ใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร ทำค้างให้เลื้อย จะได้ผลสวยงาม

แหล่งปลูกสำคัญอยู่ที่จังหวัดตาก เพชรบูรณ์ และเลย การดูแลรักษาปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกแตงกวา หรือฟัก แฟง ภาคกลางอากาศร้อนปลูกไม่ค่อยได้ผล มีที่จังหวัดกาญจนบุรีบางแห่งปลูกได้ แต่ปลูกบนที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 500-1,200 เมตร จะให้ผลดีที่สุด

ตำราเคลื่อนที่ด้านเศรษฐกิจพอเพียง อย่าง คุณสมศักดิ์ เครือวัลย์ ปราชญ์ของแผ่นดิน จังหวัดระยอง หรือเรียกกันว่า ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ในวัย 66 ปี นับเป็นแบบอย่างที่ดีงามสำหรับผู้คนในยุคนี้ ในยุคที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย เหลือเพียงแต่พระราชปณิธานและพระราชดำริ รวมทั้งพระราชดำรัสอีกจำนวนมาก ให้พสกนิกรชาวไทยได้ปฏิบัติเพื่อความผาสุกและความร่มเย็น ซึ่งผู้ใหญ่สมศักดิ์ได้เดินตามรอยพ่อในทุกมิติ จนประสบความสำเร็จ และมีวันนี้ได้เพราะน้อมนำพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้อย่างจริงจัง ทั้งศึกษาภาคทฤษฎีและปฏิบัติให้รู้อย่างถ่องแท้

เพราะหากนำพระราชดำรัส “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ จะพบว่า “ความรวย” อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และใครๆ ก็รวยได้ แต่ต้องเริ่มต้นจากตัวเอง โดยผู้ใหญ่สมศักดิ์แนะทางรวยตามวิถีพึ่งพาตนเอง โดยให้เริ่มต้นทำเรื่องของตัวเองก่อน และต้องทำตัวเองให้รอด จึงจะแบ่งปันผู้อื่นได้

“แต่ก่อนจะทำเรื่องของคนอื่น แต่ทำไม่ได้ เพราะเข้าใจไม่ตรงกัน ผลสุดท้ายก็กลับมาทำเรื่องของตัวเอง เอาตัวเองให้รอด พอตัวเองเริ่มรอด แต่กว่าจะรอดก็นาน เพราะมีอะไรต้านเยอะแยะ บางทีทำอะไรที่เราว่าดี คนนั้นเขาว่าไม่ดี บางทีคนที่ว่าไม่ดี เขามีอำนาจ เขามีพลัง จนเราไม่สามารถทำตรงนั้นได้ ผลสุดท้ายก็ถอยออกมา ถอยออกมานอกกรอบมาทำเอง เริ่มจากการพึ่งพาตนเองให้ได้ก่อน มีเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงทรงตรัสไว้ 2 ขั้น คือ 1. ขั้นพื้นฐาน และ 2. ขั้นก้าวหน้า หลักเศรษฐกิจพอเพียงมีเท่านี้ ให้พึ่งพาตนเอง ย้ำว่า อย่าข้ามขั้น ให้เดินทีละก้าว ให้กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง”

ผู้ใหญ่สมศักดิ์อธิบายและบอกต่ออีกว่า

“แต่ส่วนใหญ่จะข้ามขั้น แต่ฉันไม่ข้ามขั้นนะ ฉันทำจนขั้นพื้นฐานสำเร็จ พอขั้นพื้นฐานสำเร็จแล้ว ขั้นก้าวหน้ามาเอง เขารออยู่แล้ว ขั้นก้าวหน้า อยากได้เงิน เงินก็มา อยากได้ทอง ทองก็มา อยากได้เพื่อน เพื่อนก็มา แต่ต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ขั้นพื้นฐานต้องแน่นก่อน และขั้นพื้นฐานที่ว่า มันมีอะไร เกี่ยวกับดินและน้ำ สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา เริ่มจากสิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ อาหาร อยากกินพริกปลูกพริก อยากกินมะเขือก็ปลูกมะเขือ ง่ายจะตาย ไม่ต้องไปคำนึงว่าจะลงทุนเท่าไร”

“บางคนจะลงทุนก็ไปคำนึงว่า ไม่มีทุน มันไม่เกี่ยวกับทุนหรอก มันเกี่ยวกับปัญญา มีปัญญาหรือเปล่า ปัญญากับทุนมันคนละเรื่อง ทุนมันคือสตางค์เป็นหนี้ แต่ใช้ปัญญาไม่เป็นหนี้ พริกเม็ดหนึ่งเพาะได้ตั้งกี่ต้น และพริกเม็ดต้องซื้อไหม ไม่ต้องซื้อหรอก ต้องใจเย็นๆ ทำเรื่องนี้ต้องใจเย็น อย่าใจร้อน ก็ใจร้อนปลูกพริก ได้กินไม่กี่วัน”

“ขั้นตอนง่ายๆ มีนิดเดียว ถ้านึกไม่ออกว่าจะปลูกอะไรก่อน เขามีตำราอยู่ว่า ลองคิดจะปลูกต้นไม้ให้ได้วันละ 10 ต้น วันนี้คิดไม่ออก ปลูกมะพร้าว 10 ต้น พรุ่งนี้คิดไม่ออก ลองปลูกกะเพราสัก 10 ต้น ปลูกตะไคร้ 10 ต้น มะรืนนี้คิดไม่ออก ปลูกพริก 10 ต้น ลองปลูกต้นไม้ให้ได้วันละ 10 ต้น 10 ต้น ปลูกทุกวัน ลองจด แล้ว 3 เดือน ได้กี่ต้น ปลูกต้นไม้ทุกวัน วันละ 10 ต้น 3 เดือน ไม่ต้องขอใครกิน พริกออกแล้ว มะเขือออกแล้ว มีกิน 3 เดือน” ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากการน้อมนำพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้จนประสบความสำเร็จ

ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ยังตั้งข้อสังเกตอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับวิธีคิดของคนในประเทศไทย ซึ่งอาจทำให้การเริ่มต้นเดินหน้าใช้ชีวิต “พอเพียง” เป็นเรื่องยาก เพราะต้องเริ่มจากการปลูกต้นอะไรสักอย่าง ที่อยากปลูก และมีกำลังทำได้ อย่างเช่น พริก ปลูกง่าย แต่ไม่รู้มันปลูกกันไม่ได้ ไม่รู้ด้วยสาเหตุเพราะอะไร

“มีคนบอกไม่ให้ปลูกหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือคนบอกปลูกซะยาก แต่ปลูกง่ายจะตาย ปลูก 3 เดือนทุกๆ วัน เหลือกิน ลองปลูกทุกวัน วันละ 10 ต้นๆ ทุกวัน อย่าหยุดน่ะ ปลูกสัก 6 เดือน เดินไปหิ้วไปไหนถือตะกร้าเต็ม ไม่ต้องไปขาย หิ้วไป มันมีคาถาในหลวงแจกไว้ว่า ยิ่งให้ไป ยิ่งได้มา ลองถือตะกร้าพริก มะเขือ เดินแจกไป ได้อะไรไม่รู้ คนแจกน่ะรู้ เพราะฉะนั้น อยากจะรู้ได้อะไร ลองแจกดู แต่อย่าหยุดปลูกนะ ปลูกทุกวัน วันละ 10 ต้น ครบ 1 ปี เมื่อไร คุณมีที่ 2 ไร่ 3 ไร่ เมื่อไร คุณไม่มีที่ปลูกหรอก”

“เพราะฉะนั้นก็ลองคิดดูว่าจะเลือกเอาพริกเหลือหนึ่งกิโลไปขาย หรือจะเอาพริกหนึ่งกิโลไปแจกเพื่อน แล้วใส่ถุงเพาะ ทั้ง 2 วิธีนี้เป็นปริศนาอยู่ แต่ผมเลือกเพาะ ผมไม่ขาย แจกพริกแล้วเพาะพริก เก็บไว้ทุกวันๆ เชื่อไหมหนึ่งปี มันเก็บพริกขากลับ มันก็ผ่านต้นพริก สตางค์มาเอง น้ำใจคนมันมี ในหลวงตรัสไว้เยอะแยะหมด ถ้าพื้นฐานทำ พื้นฐานเศรษฐกิจก้าวหน้าจะมาเอง” ผู้ใหญ่สมศักดิ์ แนะวิธีเริ่มต้นเป็นเศรษฐี แง่คิดยอดเยี่ยมของผู้ใหญ่

หลักวิธีคิดและวิธีการที่ผู้ใหญ่สมศักดิ์นำมาใช้นั้น เป็นหนึ่งในคาถาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานให้กับประชาชนคนไทยและคนทั่วโลก โดยเน้นว่า ยิ่งให้ไป ยิ่งได้มา ขาดทุนคือกำไร

“นี่เป็นคาถาของในหลวงทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นวันนี้ผมทำพื้นฐานแน่นแล้ว แต่หลังจากพื้นฐานแน่นแล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 9 บอกว่า อย่าลืมเพื่อนที่อยู่ข้างเรา พยายามหามิตรเข้าไว้ วิธีหามิตรคือ การให้ ให้บ่อยๆ จะกลายเป็นบารมี ท้ายที่สุดวันนี้ ถ้าคนเอาตัวรอดแล้ว คนเดินเข้ามาหา ไม่ต้องเดินเข้าไปชวนมาเรียน มาศึกษา ถ้าเราเอาตัวรอด เขาจะเดินเข้ามาเอง แต่ถ้าเราคุยอวดดีเหลือเกิน เอาตัวไม่รอด ไปบังคับคนมาก็ไม่มา ในหลวงรัชกาลที่ 9 เลยตรัสเรื่องการพึ่งตนเอง ต้องพึ่งได้จริง คำว่า พอก็พอแล้ว แต่ต้องพอได้จริง” ผู้ใหญ่สมศักดิ์ บอกเล่าด้วยความอิ่มใจ

ฉะนั้น หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากจะทำให้เป็นคนรวยทางโลกแล้ว ยังรวยทางธรรม ได้หลักธรรมจากการทำเกษตรกรรมในแต่ละวัน อย่างที่ผู้ใหญ่สมศักดิ์ยกตัวอย่างการปลูกพริก แค่เรื่องเดียว ได้ทั้งเรื่องการให้ การรับ ความพอในหัวใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายคนไทยยุคนี้อย่างมาก

“ทำเรื่องนี้ไม่มีความทุกข์ เพราะมันพอดี พอต้องดีด้วยน่ะ ต้องพอดี พอดี อย่ามากจนเกินไป อย่าน้อยจนเกินไป อย่าให้คนอื่นซะตัวเองเดือดร้อน หรืออย่าเอาคนอื่นซะตัวเองเดือดร้อน ต้องพอดีๆ นั้นแหละ คือความสุข ความสุขไม่ได้อยู่ที่สตางค์ แต่ความสุขอยู่ที่ใจ ทำยังไงใจถึงจะมีความสุข ก็เจอหน้าคนยิ้ม ไม่ใช่เจอหน้าบึ้ง และทวงหนี้ อันนั้นก็เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นเจอคนต้องยิ้ม และคนยิ้มก็ต้องมีความสุขด้วยนะ ไม่ใช่เจอหน้ายิ้ม แต่หันหลังไปไม่มีจะกิน ไม่มีความสุขแล้ว เพราะฉะนั้น ทำตนเองให้มีความสุข หลังจากนั้นค่อยมองเพื่อนบ้าง” ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ทิ้งท้าย

พร้อมกับบอกว่า เศรษฐกิจพอเพียง ทำให้เจอหนทางแห่งความร่ำรวย แต่เมื่อเจอแล้ว ต้องเริ่มต้นทำ เพราะความร่ำรวยที่ว่านี้ก็คือ ความพอเพียงในหัวใจนั่นเอง คุณเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด มอบหมายให้ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ ติดตามงานส่งเสริมการเกษตร ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 15 ตำบล 199 หมู่บ้าน พื้นที่กว่า 1,042 ตารางกิโลเมตร นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ 10 คน ข้าวหอมมะลิ เป้าหมายหลักนำนโยบายแห่งรัฐ คือการเกษตรระบบแปลงใหญ่ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างคุณภาพ การบริหารจัดการ สู่การตลาดที่ดี ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ข้าวหอมมะลิ ฐานเรียนรู้เรื่อง ดิน น้ำ ข้าว พืช สัตว์ ประมง แปรรูปผลผลิต สู่การตลาดคุณภาพ เป็นศูนย์การศึกษาดูงานของชุมชน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรพอเพียง เป้าหมาย คือ เกษตรกรกินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้หมด ครอบครัวเกษตรกรมีความสุข กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องแบกรับภารกิจหลัก

ผ่านทางพบ คุณยอด หลักสนาม อยู่บ้านเลขที่ 50 ม. 15 บ้านหนองมั่ง ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด โทร. 083-344-7040 เกษตรกรหนุ่มใหญ่ กำลังก้มๆ เงยๆ ในแปลงพืชผัก เป็นมะเขือเปราะ อายุ 35-40 วัน ปลูกด้วยการบริหารจัดการน้ำแบบประหยัด สูบน้ำใต้ดินมาใช้ คลุมหน้าดินด้วยฟางข้าว วัชพืชไม่รุนแรง จะระบาดมากคือ “ปลวก” มันมาใต้ดิน หากมีการเตรียมดินที่ดี สามารถป้องกันได้

ต้นมะเขือเหี่ยว แน่นอนคือ ปลวก ไม่ใช่รากเน่าโคนเน่า พริก ผักชี ผักบุ้ง อายุ 25-30 วัน ถอนขาย คะน้า กะเพรา แมงลัก คุณยอดเป็นคนทำงาน ประมาณ 12-16 ชั่วโมง เช้าๆ นำวัว ควาย ไปเลี้ยงในทุ่งนา จากนั้นเดินทางมาที่สวนผัก รดน้ำพรวนดิน เก็บพืชผักไปให้ภรรยา นำไปจำหน่ายที่ตลาด รับประทานอาหาร ไปทำงานก่อสร้าง ทั้งวัน 17.00 น. เดินทางไปนำวัว ควาย เข้าคอก จากนั้นเดินทางไปแปลงพืชผัก 1 ไร่ ให้น้ำ พรวนดิน

คุณยอด บอกว่า ตนเองมีความสุขดี ลูกสาว 1 คน กำลังเรียนหนังสือ ตนทำงานตลอดเรื่อยมา ทำให้ร่างกายแข็งแรงดี ไม่เครียด โชคดีที่นักส่งเสริมการเกษตร เอาใจใส่ดูแลเกษตรกร คุณนิรมล ภาสองชั้น เกษตรตำบลสระคู ออกมาให้ความรู้เรื่องการป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน การใช้น้ำสกัดชีวภาพ สารไล่แมลง การจัดการดิน ปลูกพืชหมุนเวียน ดินได้พักหน้าดินบ้าง โรค และแมลงลดลง

คุณยอด บอกว่า วันนี้ดีใจที่ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ เดินทางลงมาพบปะพูดคุย เรื่องการเพาะปลูกพืช นำความห่วงใยของท่านสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผวจ. ร้อยเอ็ด สู่เกษตรกร เกษตรกรรายนี้ชอบคำพูดของเกษตรอำเภอฯ “มีความขยันอย่างฉลาด ปราศจาคอบายมุข มองเห็นความทุกข์ยากของคนอื่น เป็นภารกิจที่จะต้องแก้ไข”

ถึงแม้ทำงานเหนื่อยแต่เกษตรกรมีกำลังใจจาก ภรรยาและลูก ส่วนราชการออกมาให้คำแนะนำ เราเดินไปด้วยกัน เหนื่อยแต่มีกำลังใจ

การเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ลดการใช้สารเคมี ใช้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ก้าวเข้าสู่การเกษตรอินทรีย์ สำนักงานเกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าไปด้วยกัน ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ไปที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่นี่ไม่มีภูเขา ไม่มีถ้ำ ไม่มีอุโมงค์ ไม่มีน้ำตก แต่เรามีทุ่งกว้าง “ทุ่งกุลาร้องไห้” ไปนอนเต็นท์ดูดาว ท่ามกลางสายลม ห่มฟ้า คืนเดือนมืดชมดาว คืนเดือนหงายชมพระจันทร์ เส้นทางวัฒนธรรม “กู่กาสิงห์ กู่โพนวิท กู่โพนระฆัง กู่พระโกนา ดูลิง 3 ฝูง สระสี่เหลี่ยม สุสานพันปีขี้นกอินทรีย์ มาท่องเที่ยววิถีชุมชน วิถีชาวบ้านแบบคนทุ่งกุลาร้องไห้”

ผู้อ่านมีโอกาสแวะไปทางทุ่งกุราร้องไห้ คนท้องถิ่นยินดีต้อนรับ คุณกอนี วิจารณ์ เจ้าของสวนสะละบ้านทุ่งเหรียง หมู่ที่ 2 ตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง บอกว่า ปลูกสะละมาเกือบ 6 ปี ขณะนี้สะละแต่ละกอได้แตกกอ ขยายตัวออก บางกอประมาณ 7 ต้น และรวมแล้วเป็น 1,000 ต้น จากพื้นที่ จำนวน 3 ไร่ โดยบางต้นจะให้ผลผลิตที่ต่างกัน มีตั้งแต่ระดับ 8 ทะลาย ถึง 15 ทะลาย และ 1 ทะลาย มีผลผลิตประมาณ 1 กิโลกรัม

“เฉลี่ยจะให้ผลผลิตภาพรวมประมาณกว่า 80 กิโลกรัม/ต้น/ปี โดยราคาค้าส่ง 40 บาท/กิโลกรัม ค้าปลีก 50 บาท/กิโลกรัม สำหรับของคุณกอนี จากจำนวน 1,000 ต้น จะมีรายได้ที่ดีต่อปี”

ปลูกสะละสายพันธุ์อินโดฯ 200 ต้น ขณะนี้ราคาประมาณ 100 บาท/กิโลกรัม สายพันธุ์เนินวง 800 ต้น ราคา 50 บาท/กิโลกรัม และสายพันธุ์สุมาลี ราคา 70 บาท/กิโลกรัม และมีอยู่จำนวนหนึ่งทางด้านราคาได้ยืนระดับนี้มาตลอด และจะมีพ่อค้า แม่ค้า มารับซื้อถึงหน้าสวน นอกนั้นขายปลีกในพื้นที่

คุณกอนี วิจารณ์ ยังบอกอีกว่า เริ่มแรกได้ลงทุนซื้อต้นพันธุ์ ต้นละ 1,200 บาท ซึ่งปัจจุบันราคาได้ทยอยลดลง มาอยู่ที่ 350 บาท และในส่วนยุคเริ่มแรกการปลูกสะละที่จังหวัดพัทลุง ราคาต้นพันธุ์ ประมาณ 5,000 บาท

คุณกอนี บอกด้วยว่า สำหรับตนยังมีโครงการในที่ดิน 3 ไร่ โดยจะปลูกสะละประมาณ 200 กอ จะเป็นสายพันธุ์สุมาลี โดยราคาต้นพันธุ์อยู่ที่ประมาณ 330 บาท/ต้น ซึ่งนอกจากจะขายสะละผลสดแล้ว ยังมีการแปรรูปเป็นสะละลอยแก้ว ราคาแก้วละ 10 บาท และสะละทรงเครื่อง แก้วละ 20 บาท นอกจากนั้นยังมีโครงการแปรรูปสะละกวน โดยกลุ่มเกษตรกรสะละ กำลังหารือพูดคุยกันถึงว่าจะต้องมีการแปรรูปสะละเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ เพื่อไว้รองรับการตลาด เพราะขณะนี้หันมาปลูกสะละกันมากขึ้น

คุณไพรวัลย์ ชูใหม่ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า จังหวัดพัทลุง เป็นแหล่งปลูกสะละรายใหญ่ทางภาคใต้และเป็นรายแรก ขณะนี้ประมาณอยู่ระหว่างสำรวจตัวเลข แต่เข้าหลักหมื่นไร่แล้ว และจังหวัดพัทลุงยังมีพื้นที่เหมาะสมอีกมาก สามารถปลูกได้ถึง 50,000 ไร่ ยกเว้นบางพื้นที่เขต 5 อำเภอ ที่ติดกับทะเลสาบสงขลา โดยปัจจุบันปลูกมากที่ อำเภอป่าบอน และอำเภอศรีบรรพต และปลูกกันทุกอำเภอแล้ว สะละปลูกมาในพื้นที่จังหวัดพัทลุงมาร่วม 16 ปี

“สะละ มีผลผลิตยังไม่พอกับความต้องการของตลาด และตลาดที่สำคัญคือ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสตูล และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา”

คุณไพรวัลย์ บอกอีกว่า ส่วนตัวเลขเงินหมุนสะพัด ไม่สามารถรวบรวมได้ เพราะราคาหน้าสวนกับราคาหน้าแผงต่างกัน หน้าแผงมีราคาตั้งแต่ 100-120 บาท/กิโลกรัม แต่หน้าสวน ราคา 50-60-80 บาท/กิโลกรัม

สำหรับการให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อปี 10 ทะลาย/ต้น ประมาณ 6,000 บาท/ต้น/ปี สะละ 1 กอ จะมีประมาณ 3 ต้น สะละ 1 กอ จะให้ผลตอบแทน เท่ากับยางพารา 1 ไร่ ในขณะนี้

สะละ ลงทุนมากในตอนแรก คือ somosche.com ค่าต้นพันธุ์ ค่าระบบน้ำ น้ำจะต้องเพียงพอ โดยขนาดพื้นที่ จำนวน 10 ไร่ จะต้องมีระบบน้ำ 1 ไร่ ขาดน้ำไม่ได้ และจะต้องดำเนินการอย่างประณีตตามวิธีการ มีการผสมเกสร การบันทึกเวลา ผลผลิตจึงจะได้คุณภาพ พร้อมกับจะสามารถวางแผนรองรับการตลาดได้ ประการสำคัญขณะนี้จะต้องเน้นพัฒนาทางด้านคุณภาพ เพราะบางสวนสะละยังไม่ได้ขนาดที่ตลาดต้องการอยู่ และสะละจังหวัดพัทลุง ได้มีการพัฒนาแปรรูปหลายผลิตภัณฑ์ มีตั้งแต่ น้ำสะละ สะละลอยแก้ว สะละผง สะละแยม ฯลฯ ปัจจุบัน มีพ่อค้าคนกลางกำลังดำเนินการทำตลาดเข้าสู่ห้างโมเดิร์นเทรด โดยกำหนดผลสะละที่ได้ขนาด และตั้งราคาที่ 40 บาท/กิโลกรัม

ปราจีนบุรี ไม่เพียงมีพันธุ์ไผ่ที่หลากหลาย มีหน่อไม้หรือชะอมที่อร่อยเท่านั้น แต่ไม้ผลหลายชนิดของจังหวัดนี้มีดีติดอันดับไม่แพ้แหล่งอื่น

ส้มโอ ที่ปราจีนบุรี จัดว่ามีคุณภาพไม่น้อยหน้าเลยทีเดียว ทั้งรสชาติความหวาน เนื้อ ขนาด ล้วนเป็นที่ถูกใจเซียนผลไม้จำนวนมาก แล้วยังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเกิดจากการปรับปรุงและพัฒนาการปลูก/ดูแลของชาวสวน ถึงขนาดต้องจัดประกวดส้มโอของจังหวัดกันเลย

ชาวปราจีนบุรีปลูกส้มโอสำหรับขายส่งตลาดในและต่างประเทศ แต่จะเน้นไปทางตลาดต่างประเทศมากกว่า โดยพันธุ์ที่นิยมปลูกในพื้นที่จะเป็นทองดีและพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง เนื่องจากมีรสชาติหวานและเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไป

คุณนิกร ศรีศิริ บ้านเลขที่ 74/1 หมู่ที่ 7 ตำบลศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โทรศัพท์ (089) 095-2921 ได้ช่วยญาติพี่น้องทำสวนส้มโอมาตั้งแต่เด็ก นับจากนั้นถึงตอนนี้รวมเป็นเวลาทั้งสิ้นประมาณ 30 ปี มีสวนส้มโอหลายแห่ง ถ้านับพื้นที่รวมทั้งหมดประมาณ 50 ไร่